ถ้าคุณจะต้องเสียเงินไปกับอะไรสักสิ่งในช่วงนี้ การได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘SINNERS’ ของผู้กำกับ Ryan Coogler เป็นตัวเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียใจอย่างแน่นอน อาจกล่าวได้ว่านี่คือ “ผลงานศิลปะ” ชั้นยอดที่ถูกถ่ายทอดออกมาบนแผ่นฟิล์มด้วยความปราณีต ด้วยความพิถีพิถัน และด้วยการตระหนักถึงประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวด ที่พยายามจะบอกว่า “ดนตรี” คืออิสรภาพเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะพูดภาษาใด เติบโตมาจากทวีปไหน คุณก็สามารถเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีที่ถูกขับขานได้ทั้งนั้น และไม่ว่าคุณจะถูกกดขี่ข่มเหงมากขนาดไหน จะไม่มีใครช่วงชิงดนตรีไปจากใจของคุณได้
SINNERS เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่พาเราเดินทางย้อนกลับไปยังปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi Delta) ในช่วงปี ค.ศ.1930 ตอนที่กฎหมาย Jim Crown หรือกฎการเลือกปฏิบัติตามสีผิวกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือแบ่งแยกวรรณะคนดำและคนขาว โดยปรับเลนส์โฟกัสไปยังสองพี่ฝาแฝด Smoke และ Stack อดีตทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ผ่านร้อนหนาวมาจากการทำงานเทา ๆ ในกลุ่มมาเฟียที่ชิคาโก ก่อนเดินทางกลับมายังมิซิสซิปปีบ้านเกิด เพื่อทำตามความฝัน นั่นคือการ “มอบเสียงดนตรี” ให้กับคนดำที่ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยการเปิดบาร์เพลงบลูส์ให้ทุกคนได้มาสนุกกัน
เอาเป็นว่าหากใครยังไม่ได้ดู SINNERS สามารถรับชมได้แล้ววันนี้ทุกโรงภาพยนตร์ แต่หากใครที่เคยดูแล้ว เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยถึงประวัติศาสตร์ ดนตรี และสัญญะแห่งความเจ็บปวดที่แฝงเร้นไว้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แน่นอนว่าเนื้อหาในพารากราฟถัดไปของบทความมีการเปิดเผยถึงเนื้อหาสำคัญภายในภาพยนตร์เรื่อง SINNERS
Smoke และ Stack ตัวแทนความขบถที่คนขาวไม่ปลื้ม
ในช่วงองก์แรกของเรื่องจะเห็นได้ว่า การมาถึงของ Smoke และ Stack นั้นค่อนข้างน่าตื่นตาตื่นใจพอสมควร ไม่ใช่แค่กับตัวละครภายในเรื่อง แต่รวมถึงคนดูแบบเราด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับ Micheal B. Jordan ที่สามารถถ่ายทอดความเท่แบบฉบับมาเฟียผิวดำออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งการแต่งตัว การวางตัว การใช้คำพูดคำจาเฉือนคม การต่อรอง และแน่นอนว่าพวกเขามี “เงิน” ในแบบฉบับที่สามารถซื้อโรงไม้จากคนขาวหน้าเลือดได้
ซึ่งพฤติกรรมตรงนี้แหละที่ทำให้พวกเขา “แตกต่าง” จากคนดำคนอื่น ๆ และกลายเป็นตัวแทนของความขบถที่ไม่สามารถพบได้ทั่วไปในมิสซิสซิปปีช่วงปี 1932 พวกเขาไม่เกรงกลัวคนขาว ไม่ฝันเฟื่องเรื่องพระเจ้า และพวกเขาพยายามนำ “อิสรภาพ” หรือดนตรีมากกล่อมเกลาจิตใจผู้คนที่ถูกกดขี่ในดินแดนนี้ ซึ่งผิดวิสัยจากคนดำโดยทั่วไป จุดนี้เองที่ทำให้คาแรกเตอร์ Smoke และ Stack ไม่ใช่แค่เท่และน่าจดจำ แต่ยังแฝงไปด้วยการซุ่มสะท้อนความขบถและเย้ยหยันต่อความไม่ยุติธรรมอีกด้วย
บทเพลงที่มีรากเหง้าจากความโศกเศร้า และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเพลง ‘บลูส์’ ถึงมีความหมายกับพวกเขาเหลือเกิน
หลายคนอาจจะเคยทราบกันมาบ้างว่า เพลงบลูส์ (Blues) มีที่มาจากชนชั้นแรงงานชาวแอฟริกาใต้ที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นทาสและทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาขับร้องบทเพลงที่แต่งขึ้นจากความเจ็บปวดและสวดภาวนา ด้วยท่วงทำนองเหมือนคนกรีดร้องโหยหวน เนื่องจากคุณภาพชีวิตอันแร้นแค้นและถูกเอาเปรียบ สอดผสานกับเครื่องดนตรีเก่าไร้คุณภาพ ที่ถูกบรรเลงด้วยความไม่รู้ในทฤษฎีดนตรี ทำให้เกิดคอร์ดและวิธีการร้องที่แปลกหู ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของเพลงบลูส์ในเวลาต่อมา
เพลงบลูส์ถูกขับร้องในไร่นาท่ามกลางแดดจ้าและค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ผ่านริมฝีปากอันแห้งกร้านและร้อนผ่าวของแรงงานทาสผิวดำ แต่ถามว่าเสียงร้องเอื้อนเอ่ยโหยหวนกับกีตาร์ที่ไม่ถูกตั้งสายเกิดเป็นความไพเราะขนาดไหน ก็ต้องตอบเลยว่ามันเพราะขนาดที่คนขาวซึ่งรังเกียจคนดำ ยอมให้พวกเขาเข้าบ้านเพียงแค่มาร้องเพลงบลูส์ให้ฟังระหว่างมื้ออาหาร โดยเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในบทสนทนาช่วงหนึ่งจากคำบอกเล่าของตัวละครที่ชื่อ เดลต้า สลิม ชายแก่ขี้เมาผู้บรรเลงเพลงได้ไพเราะที่สุดในมิสซิสซิปปี
“พวกคนขาวน่ะชอบฟังเพลงบลูส์ แต่พวกมันไม่ชอบคนเล่นเพลงบลูส์”
ก่อนที่จะสาธยายเล่าเรื่องการร้องเพลงให้คนขาวฟังภายในคฤหาสน์หรูที่จบด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อนักดนตรีคนดำคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับเมียเจ้าของบ้าน และถูกสังหารด้วยความโหดเหี้ยมป่าเถื่อน สะท้อนให้เห็นว่าประโยคข้างต้นนั้นมีแต่ความจริงอันน่าเจ็บปวด
แวมไพร์คนขาว สัญญะแห่งการสูบกินเลือดเนื้อ
ต่อให้ไม่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา หลายคนคงพอเดาได้อยู่แล้วว่า การใส่แวมไพร์คนขาวมาไล่ล่ากัดกินเลือดเนื้อคนดำนั้นสื่อถึงการรุกราน เอาเปรียบ และกดขี่คนดำในช่วงการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งมันเชื่อมโยงกับ Jim Crow Laws หรือกฎการเลือกปฏิบัติทางสีผิวที่มีผลบังคับใช้ในช่วงปี 1880 – 1960 ที่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ ถึงขนาดที่ว่าคนดำไม่สามารถขึ้นรถหรือรับประทานอาหารในร้านเดียวกันกับคนขาวได้ ยังไม่นับรวมการใช้แรงงานทาสในไร่ฝ้ายที่ทำคนตายมาแล้วหลายหมื่นคน จากอคติทางเชื้อชาติและสีผิวที่ฝังรากลึกในสังคมและการเมืองอเมริกา
ทำไมหัวหน้าแวมไพร์ถึงอยากได้เสียงดนตรีของแซมมี่?
สงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมแวมไพร์ต้องอยากได้ตัว ‘แซมมี่’ เด็กหนุ่มลูกนักบวชที่ดูไม่สลักสำคัญอะไร คำตอบอาจฟังดูเบียวไปสักหน่อย แต่ผู้เขียนคิดว่า เจ้าแวมไพร์ตัวร้ายน่าจะอยากช่วงชิง “เสียงดนตรี” ของแซมมี่มาเป็นของตัวเอง ซึ่งดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า การอุปมาอุปไมยภายในเรื่องพยายามสื่อว่า “ดนตรี เท่ากับ อิสรภาพ” ดังนั้นการช่วงชิงเสียงดนตรีของจิมมี่ที่ทั้งไพเราะ เป็นเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ เปรียบเสมือนการช่วงชิงอิสรภาพของคนดำในบาร์เพลงบลูส์ไป เนื่องจากเพลงบลูส์ของจิมมี่ (ในตอนที่เกิดเรื่อง) และ บาร์จู๊คจอยส์ของ Smoke และ Stack เสมือนพื้นที่เดียวที่พวกเขาได้มาปลดปล่อยจากการทำงานมาทั้งวัน เหมือนกับที่ตัวละครตาลุงเดลต้ากล่าวไว้ เพลงบลูส์ก็เหมือนมนต์คาถาของพวกเขา
“เพลงบลูส์ไม่ผูกมัดเราเหมือนศาสนา พวกมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด มันคือพิธีกรรมของเรา เพื่อเยียวยาคนของเรา เพื่อเป็นอิสระ”
อีกสิ่งหนึ่งคือ เพลงบลูส์ เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ ที่คนดำในยุคเลิกทาสนิยมขับร้องสังสรรค์กัน นอกจากนี้เพลงบลูส์ยังเป็นตัวแทนของคนดำ เหมือนที่เพลงคันทรี่คือตัวแทนของคนขาว นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมพวกแวมไพร์ถึงร้องเล่นเต้นเพลงคันทรี่กันอยู่ด้านนอก เพราะนี่คือการต่อสู้ระหว่างผู้ช่วงชิงและผู้ถูกช่วงชิงอิสรภาพ
ฉากแรกและสุดท้าย บทสนทนาของนักบวชและลูกชาย ที่ไม่ได้มีแค่พระผู้เป็นเจ้าหรือปีศาจ แต่บ่งบอกว่าแม้แต่ศาสนาก็ถือเป็นการกดขี่
ฉากแรกเราจะเห็นแซมมี่ขับรถกลับมาที่โบสถ์ ขณะที่ทุกคนกำลังร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า แซมมี่ที่ได้รับบาดเจ็บจากคมเขี้ยวของแวมไพร์ถือคอกีตาร์ที่หักเอาไว้ในมืออย่างเหนียวแน่น ก่อนที่หลวงพ่อ (ซึ่งก็คือพอของเขาเองด้วย) จะพยายามโน้มน้าวให้จิมมี่ทิ้งกีตาร์ (ตามสัญญะคือดนตรี) ซึ่งเป็นตัวดึงดูดความบาปและปีศาจลง แต่แน่นอนว่าเมื่อฉากนี้ถูกฉายซ้ำในตอนสุดท้าย แซมมี่เลือกที่จะกำเศษกีตาร์ให้แน่นขึ้นกว่าเดิมและบอกลาเมืองนี้ไป ก่อนที่ในอีกประมาณ 60 ปีถัดมา เขาจะกลายเป็นนักร้องเพลงบลูส์ผู้โด่งดัง
นอกจากการรุกคืบของคนขาวและความไม่เท่าเทียมของคนดำแล้ว จะสังเกตได้ว่าหนังพยายามแทรกประเด็นทางศาสนาเข้ามาเหมือนกัน เพราะอย่างที่เราทราบกัน ประชากรคนดำนับถือศาสนาคริสต์มากเกือบเท่าคนขาวเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากความเจ็บปวดจากการถูกแบ่งแยก ทำให้พวกเขาต้องการพื้นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทางศาสนามากเป็นพิเศษ แต่รู้หรือไม่ว่า แม้แต่ศาสนาและพระเจ้าที่พวกเขานับถือนั้น ก็เป็นผลพวงมาจากการค้าทาส
ในยุคแรกเริ่มก่อนที่บรรดาชาวแอฟริกาจะถูกขนขึ้นเรือจากนายหน้าคนขาว พวกเขานับถือศาสนาผี ศาสนาเผ่า และบรรพบุรุษดั้งเดิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับจิตวิญญาณระหว่างผู้คนและความเคารพยำเกรงต่อธรรมชาติ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า การนับถือศาสนาพื้นถิ่นเหล่านี้ ทำให้เหล่าคนดำไม่เกรงกลัวต่อการกฎขี่ของคนขาว ส่งผลให้ในเวลาต่อมาพวกเขาพยายามเผยแผ่ศาสนาคริสต์ให้คนดำนับถือพระเจ้าองค์เดียวกันกับพวกเขา แม้ช่วงแรกจะมีการต่อต้านจากกลุ่มคนขาวบางส่วน ที่กลัวว่าคนดำจะทัดเทียมกับตัวเอง ถึงขั้นออกกฎหมายว่า คนดำจะไม่ได้รับอิสรภาพทางกายภาพ ถึงแม้พวกเขาจะหันมารับเชื่อทางศาสนาคริสต์แล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังมีเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์และสัญญะอีกมากมายที่ถูกกล่าวไว้ภายในเรื่อง ทั้งการจ่ายเงินปลอมให้คนดำและการสอดแทรกคนเอเชียซึ่งถูกเหยียดเหมือนกันเอาไว้ พูดง่าย ๆ คือ ภาพยนตร์เรื่อง SINNERS เป็นงานศิลปะที่สะท้อนคุณค่าและบาดแผลผ่านดนตรีได้ดีมากทีเดียว โดยต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับอย่าง Ryan Coogler และคนทำซาวด์คู่บุญ Ludwig Göransson ที่รังสรรค์ผลงานชั้นยอดแบบนี้ออกมา ถึงอย่างนั้น ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้อ่านกันล้วนเป็น “ความคิดเห็นส่วนตัว” ของผู้เขียน หากใครคิดเห็นเป็นอย่างไร หรืออยากหยิบยกประเด็นไหนขึ้นมาพูดคุย สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ภายในกล่องคอมเมนต์
