ข่าวโคมลอย Fake News

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนน่าจะได้รับข่าวสารไปมากมายเกินจะต้านทานไหว จากสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เข้มข้น และเราทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดตามเรื่องราวเหล่านั้น ไปจนถึงบางคนที่แม้จะเลือกตามแค่บางข่าวสารที่สำคัญ แต่อัลกอริทึมและสิ่งที่เราติดตามบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือสื่อประเภทอื่น ๆ ก็นำเสนอแต่ข่าวประเภทเดียวกันอยู่ดี สำคัญไปกว่านั้นคือท่ามกลางสงครามข่าวสารที่ผ่านตาเรา ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นข่าวสารที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ไร้ข้อมูลต้นทางให้ตรวจสอบ และยังมีข่าวปั่นกระแสบางข่าวที่ติดลมบนจนผู้คนหลงเชื่อกันไปเป็นจำนวนมากก็มี

ไม่ใช่แค่ตอนนี้ หรือไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในสมัยอดีตไทยเราก็มีช่วงหนึ่งที่กระแสข่าวปลอมระบาดเช่นเดียวกัน จนนำมาซึ่งสำนวนที่กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์ชุดนี้ อย่างคำว่า ‘ข่าวโคมลอย’ คนยุคนี้อาจจะไม่ค่อยได้ยินกันเท่าไหร่ เพราะมีคำใหม่อย่าง ‘Fake News’ มาแทนที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ SUM UP จะพาคุณไปรู้จักกับที่มาที่ไปของสำนวนจากเหตุการณ์สถานการณ์สื่อมวลชนในยุคนั้นกัน

ตามความหมายที่ปรากฏหลักฐานในหนังสือ สำนวนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. 2555 ‘โคมลอย’ มีความหมายโดยตรงตามรูปศัพท์ หมายถึง ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ แต่ในอีกความหมายหนึ่งเป็นสำนวน หมายถึง ข่าวลือที่เหลวไหล ไม่มีมูล หรือไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นความจริง มีคำเรียกอีกแบบหนึ่งก็คือ ‘ข่าวโคมลอย’ นั่นเอง

สำหรับที่มาที่ไปของคำว่า ‘โคมลอย’ นี้มีอยู่ด้วยกัน 2 ต้นทางด้วยกัน จากการค้นหาข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง ที่มาที่ไปแรกระบุไว้ว่ามาจากต้นทางของพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ฯ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระราชทานแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถฯ ความว่า

“คำว่า โคม นี้ มีความหมายตามศัพท์แผลงใช้กันว่า พูดฤาทำอะไรไม่กินความกัน ฤาไม่เข้ากับเรื่อง ฤาพูดหลงใหลไป ฤาพูดโดยไม่มีเค้ามูลที่เห็นว่าควรจะพูดอย่างนั้น แต่แรกใช้กันว่าโคมลอย เกิดจากหนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่ง ชื่อฟัน มีรูปโคมลอยอยู่ที่ชื่อน่าต้นของหนังสือนั้น และในหนังสือพิมพ์นี้ มักมีความซึ่งกล่าวตามอย่างตลก ๆ ในภาษาอังกฤษ ดูไม่ใคร่จะเข้ากับเรื่อง…”

อธิบายง่าย ๆ คือในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งชื่อ ‘พันช์ (Punch)’ หรือถ้าจะเรียกให้ถูกจริง ๆ รูปแบบมันคือนิตยสารรายสัปดาห์ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ‘เดอะ ลอนดอน ชาริวารี (The London Charivari)’ เป็นนิตยสารราคา 3 เพนนี ที่มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1840-1850 ของอังกฤษ จากการนำเสนอเรื่องราวขำขันและเน้นการเสียดสีสังคมในยุคนั้น ทั้งเรื่องการเมือง วัฒนธรรม จนมีการส่งอิทธิพลไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพียงแต่ยุคนั้นยังไม่มีความตระหนักรู้เรื่องลิขสิทธิ์ ทำให้แต่ละประเทศก็หยิบชื่อ และรูปแบบการทำหนังสือพิมพ์ตลกเสียดสีไปผลิตใหม่ในแบบของตัวเอง

เชื่อว่าประเทศไทยเราก็ได้รับอิทธิพลนี้มาเหมือนกัน แต่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นการนำหนังสือพิมพ์นี้เข้ามาขาย หรือมีการผลิตใหม่ในประเทศไทยเท่านั้นเอง แต่จุดสำคัญของเรื่องคือที่หน้าแรกของหนังสือมีรูปโคมลอยอยู่ แค่ไม่มีข้อมูลไหนยืนยันได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาพประกอบ หรือเป็นโลโก้หลักของหนังสือพิมพ์ ทำให้คนไทยในยุคนั้นรู้สึกว่าหนังสือพิมพ์เล่มนี้มันพูดอะไรไม่ค่อยเข้าเรื่องเข้าราวเท่าไหร่ ตลกพร่ำเพรื่อไปเท่านั้น ขณะเดียวกันประชาชนและชาวบ้านบางคนก็ไม่ได้รู้เท่าทันความเป็นสื่อ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นเนื้อหาภายในคือการเสียดสี หลงเชื่อเนื้อหาไปบ้างก็มี จนทำให้ตราสัญลักษณ์นี้ถูกหยิบมาใช้ในชีวิตจริงเวลามีใครพูดอะไรที่ไม่เข้ากับเรื่อง ก็มักเรียกว่า ‘โคมลอย’ นั่นเอง

ที่มาที่ไปที่สองของต้นทางคำว่า ‘โคมลอย’ เชื่อกันว่ามาจากเหตุการณ์กระแสข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) กับ ‘เขาวัง’ หรือพระนครคีรี ใน จ.เพชรบุรี เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังบนภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแบบนี้ ในช่วงพระราชพิธีโสกันต์ (พิธีหลวงของพิธีโกนจุก โดยมีไว้เฉพาะเชื้อพระวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป) ของพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเฉลิมฉลองสมโภชน์ จุดพลุตะไล ไฟพะเนียงอย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงมีการปล่อยโคมลอย และโคมลอยเจ้ากรรมก็ดันไปตกในโรงมหรสพแห่งหนึ่ง โชคดีที่ดับไฟของโคมลอยได้ทันท่วงที แต่มีข่าวลือดังกลับไปยังพระนครว่ามีเหตุการณ์ไฟไหม้โรงมหรสพดังกล่าวทั้งหมด จนมีการเดินทางไปตรวจสอบ แต่ก็ไม่พบว่ามีเหตุการณ์ไฟไหม้อย่างกระแสข่าวที่แพร่สะพัดไป จึงเป็นที่มาเวลามีกระแสข่าวปลอมถูกส่งต่อ ผู้คนก็จะเรียกว่า ‘โคมลอย’ หรือ ‘ข่าวโคมลอย’ นั่นเอง

และนั่นคือสองที่มาที่ไปของต้นกำเนิดคำว่า ‘ข่าวโคมลอย’ ที่มาของต้นกำเนิด แหล่งข้อมูล และหลักฐานที่ยืนยันการมีอยู่ของเรื่องราวจริง ๆ ไม่มีต้นทางไหนเป็นข่าวโคมลอยแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เหตุการณ์ที่ดูไม่น่าเชื่อถือทั้ง 2 เหตุการณ์นี้จะเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับคำว่า ‘โคมลอย’ อย่างน่าประหลาด และดูเหมือนว่าในปัจจุบัน แม้คำว่า ‘ข่าวโคมลอย’ จะไม่ค่อยถูกพูดถึงกันแล้ว แต่กระแสข่าวปลอมที่ตรวจสอบไม่ได้ก็ยังคงมีอยู่ให้เราเห็นทุกเมื่อเชื่อวันอยู่ดี

ที่มา

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป