ช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์โลกยังคงร้อนระอุ เมื่อสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านดูเหมือนจะถูกยกระดับขึ้นจากการเข้ามาเอี่ยวของประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ทางด้าน ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 จุด ได้แก่ ฟอร์โดว์, นาตันซ์ และอิสฟาฮาน โดยทรัมป์อ้างว่า ปฏิบัติการนี้ได้ทำลายโรงงานนิวเคลียร์เหล่านี้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กำลังประเมินกันอยู่ว่าการโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมากน้อยเพียงใด ส่วนเหตุผลที่สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนกับการปะทะครั้งนี้เพราะมองว่า “อิหร่านถือเป็นภัยคุกคามต่อโลก”

ส่วนทางด้านอิหร่านก็ได้มีการตอบโต้ด้วยการประณามการกระทำของทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า รัฐสภาของอิหร่านได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” เหลือเพียงแค่ต้องรอการอนุมัติจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพราะช่องแคบฮอร์มุซนับว่าเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมัน 

‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ (Strait of Hormuz) เป็นเส้นทางการเดินเรือที่ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน และทะเลอาหรับในมหาสมุทรอินเดีย ช่องแคบนี้มีความกว้างประมาณ 35-60 ไมล์ โดยมีประเทศอิหร่านอยู่ทางทิศเหนือและมีคาบสมุทรอาหรับอยู่ทางทิศใต้ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าช่องแคบนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเรือบรรทุกน้ำมันจะรับน้ำมันจากท่าเรือต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย และมีความจำเป็นที่จะต้องผ่านช่องแคบนี้ไป ซึ่งช่วงประมาณกลางทศวรรษ 2010 น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลกได้ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ในปี 2024 มีการขนส่งน้ำมันดิบและปิโตรเลียมผ่านช่องทางนี้สูงถึง 20.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นช่องทางสำคัญในการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกด้วย 

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้พุ่งสูงถึง 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยข้อมูลจาก Refinitiv ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันสูงขนาดนี้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้ง ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 60-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ 78.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐฯ อยู่ที่ 75.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตอบโต้ของอิหร่าน และหากเส้นทางการเดินเรือที่อิหร่านควบคุมอยู่เกิดหยุดชะงักขึ้นมา ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็เป็นได้

ส่วนทางด้าน ‘โมฮัมหมัด อาลี ชาบานี’ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศอิหร่านและบรรณาธิการสำนักข่าว Amwaj ได้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNN เอาไว้ว่า อิหร่านมีอำนาจทางภูมิศาสตร์ในเส้นทางการเดินเรือ และนั่นทำให้อิหร่านมีศักยภาพในการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดน้ำมัน กล่าวคือ อาจดันให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้น เร่งให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ และอาจทำลายแผนเศรษฐกิจของทรัมป์ได้ ในขณะเดียวกันก็มีมุมมองอื่น ๆ ที่มองว่า การที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ เพราะอิหร่านมีสิ่งที่ต้องแลกมากมาย และแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการปิด เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างศัตรูจากประเทศเพื่อนบ้านผู้ผลิตน้ำมัน ทั้งยังไม่ควรทำให้จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบหลักของอิหร่านเกิดความไม่พอใจอีกด้วย

การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลเสียโดยตรงต่อจีนและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เพราะประเทศเหล่านั้นมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ ทางสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินว่า เมื่อปี 2024 กว่า 84% ของน้ำมันดิบ และ 83% ของก๊าซธรรมชาติเหลว ล้วนถูกส่งไปยังตลาดในเอเชีย และจีนเองได้สั่งซื้อน้ำมันที่ส่งผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ย 5.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้) ส่วนอินเดียนำเข้าน้ำมันผ่านช่องทางนี้ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงเกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องทางนี้ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปนำเข้าน้ำมันผ่านช่องทางนี้ราว ๆ  400,000-500,000 บาร์เรลต่อวัน

อ้างอิง