วันนี้ (15 พฤษภาคม 2568) ช่วงบ่ายของวันเปิดเทอมวันแรก หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะฝั่งธนบุรี ยังคงเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลา 15:00 – 16:30 น. ที่ผู้ปกครองเริ่มเดินทางไปรับบุตรหลาน ขณะที่ประชาชนทั่วไปทยอยเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงาน
บนถนนประชาธิปกและถนนอรุณอมรินทร์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อสถานศึกษา โรงพยาบาล และหน่วยงานราชการ การจราจรยังคงหนาแน่นในช่วงเวลาเลิกเรียน แม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจาก สน.บุปผาราม รวมถึงเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในพื้นที่ เช่น โรงเรียนศึกษานารี ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว แต่สภาพการจราจรก็ยังคงติดขัดอย่างต่อเนื่อง
จากการลงพื้นที่ของช่างภาพข่าว SUM UP พบว่า ช่วงบ่ายมีผู้ปกครองจำนวนมากเริ่มทยอยนำรถยนต์และมอเตอร์ไซค์มาจอดรอรับบุตรหลานจนเกิดการจอดซ้อนคู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ขณะเดียวกัน การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่ยังดำเนินอยู่บริเวณต้นถนนประชาธิปกส่งผลให้ช่องทางเดินรถลดลง และเกิดเป็นคอขวดในหลายจุด



ปัญหาทางกายภาพของพื้นที่ คือ ถนนอรุณอมรินทร์ที่เชื่อมจากสะพานพระราม 8 ผ่านโรงพยาบาลศิริราช วัดอรุณฯ และกองทัพเรือ ไปจนถึงถนนประชาธิปก มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ต้องรองรับรถจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้การจราจรในฝั่งธนบุรีหนาแน่นจนกลายเป็นเรื่องปกติเสียอย่างนั้น และในวันเปิดเทอม ยิ่งกลายเป็น ‘วิกฤต’ โดยสมบูรณ์ พนักงานออฟฟิศและผู้สัญจรทั่วไปที่ต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ย่านธุรกิจ เช่น สีลม สาทร และสุขุมวิท ต่างสะท้อนว่าไม่สามารถเลี่ยงเส้นทางฝั่งธนฯ ได้ และต้องเผื่อเวลาเดินทางมากกว่าปกติถึง 1 – 2 ชั่วโมง
แม้รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้จะถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยลดปัญหารถติดในฝั่งธนฯ แต่ในช่วงที่กำลังก่อสร้าง กลับกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การจราจรแย่ลงกว่าเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถนนมีขนาดเล็กอยู่แล้วและไม่สามารถขยายเพิ่มได้ เพราะฉะนั้น ปัญหารถติดในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนรถ แต่เป็นผลจาก ‘โครงสร้างถนนของเมือง’ ที่ไม่ตอบสนองกับจำนวนคนที่ใช้ถนนจริง และ ‘ระบบขนส่งสาธารณะ’ ที่ยังไปไม่ถึงทุกพื้นที่ แล้วคนฝั่งธนฯ ต้องทนรถติดไปอีกนานแค่ไหน? และเมืองจะพัฒนาให้ทันความเป็นจริงได้เมื่อไหร่กัน?











