ปัจจุบันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ทุกที่ที่เราเหยียบเข้าไปในโลกอินเตอร์เน็ต ขยับเมาส์ แล้วมีการเข้าถึงอะไรบ้าง มันมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ทั้งหมด เป็นร่องรอยทางดิจิทัล (Digital Footprint) อยู่เต็มไปหมด ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ที่เป็นเรื่องสำคัญในการใช้งานอินเตอร์เน็ตมาก ๆ กลับค่อย ๆ หายลงไปเรื่อย ๆ วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ที่ทำให้เราสามารถป้องกันการโดนติดตาม และปกปิดตัวตนบนโลกอินเตอร์เน็ตเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวกัน
Incognito Mode ไม่ได้ปกปิดตัวตนของเราทั้งหมด
หากอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วจะบอกว่าใช้ Incognito Mode ใน Web Browser ของเราก็พอแล้วหนิ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่สามารถปกติตัวตนของเราได้เลย เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จะขอแบ่ง Digital Footprint ที่เกิดจากการเข้าสู่เว็บไซต์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ข้อมูลที่เก็บอยู่ในเครื่องของเรา และข้อมูลที่ผู้อื่นเป็นผู้เก็บ
ข้อมูลที่เก็บอยู่ในเครื่องของเรา เช่น ประวัติการเข้าใช้งาน (ที่ชอบพูดกันติดตลกว่า ถ้าฉันไป อย่าลืมลบ History ในเครื่องฉันด้วย) และข้อมูลต่าง ๆ ที่เว็บไซต์มักใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามเช่น Cookie และ Fingerprint Tools ต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่การใช้ Incognito Mode สามารถจัดการได้ คือ เมื่อเราปิดหน้าต่าง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกลบออกทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
แต่ปัญหามันอยู่ที่อีกประเภท แบ่งเป็น 2 ตัวละครใหญ่ ๆ คือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) และ ผู้ให้บริการเว็บไซต์หรือปลายทาง เมื่อเราเข้าสู่เว็บไซต์ ข้อมูลจะถูกส่งออกจากอุปกรณ์ของเรา เข้าสู่ระบบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และออกไปข้างนอกวิ่งผ่านตัวกลางอื่น ๆ ในโลกอินเตอร์เน็ต แล้วจึงเข้าสู่บริการปลายทางต่อไป
ทำให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตสามารถเห็นได้ว่า เราเชื่อมต่อไปเว็บไหน จากที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรได้หมด แต่จะไม่เห็นว่ามีการส่งข้อมูลอะไรกับปลายทาง (หากมีการเข้ารหัสแล้ว ถ้าไม่ก็เรียบร้อย เกม !) เมื่อถึงปลายทาง ฝั่งนี้จะทราบว่าข้อมูลนั้นมาจากที่ไหน เมื่อไหร่ ข้อมูลข้างในมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างหลัง ที่บางครั้งเว็บปลายทางอาจจะไม่ได้ติด Tracker อะไรเลย แต่เราดันป้อน Username และ Password ที่เป็นตัวตนของเรายื่นให้เขาเฉย นั่นก็เป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เราไม่สามารถปกปิดตัวตนบนโลกอินเตอร์เน็ตได้
ข้อมูลเหล่านี้ บางครั้งเมื่อเกิดคดีความทางไซเบอร์ขึ้นมา ตำรวจทั้งไทยและต่างประเทศเองอาจจะมีการขอหมายศาลเพื่อให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและผู้ให้บริการออนไลน์ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่การจับกุมได้สำเร็จ และในเคสทั่ว ๆ ไปมักเจอในกลุ่มการทำการตลาดออนไลน์ต่าง ๆ ที่ทำให้เราเห็นโฆษณาในสิ่งที่เราค้นหาใน Social Media ดังนั้น เราจะเห็นว่า ถึงแม้จะเปิดใช้ Incognito Mode แต่ร่องรอยของเรายังคงอยู่ทั่วไปหมด ซึ่งในปัจจุบันเรามีเทคนิคมากมายที่จะช่วยปกปิดตัวตนของเรา ทั้งจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและผู้ให้บริการเว็บไซต์ออนไลน์ต่าง ๆ ได้
การใช้ Search Engine ที่ให้ความเป็นส่วนตัว
นอกจากการใช้ Incognito Mode ที่ช่วยทำให้ป้องกันพวก Tracker โดยการสั่งให้ลบข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้เมื่อเราปิดหน้าต่าง แต่เชื่อหรือไม่ว่า เขาก็ยังหาวิธีการอ่านจนได้ เช่น การเลขบางอย่างที่เฉพาะกับเครื่องนั้น ๆ เก็บไว้ เขาก็จะรู้แล้วว่าเครื่องนี้เคยเข้าเว็บมาก่อน โดยเฉพาะพวกที่เกิดจากการค้นหาข้อมูลบน Search Engine เพื่อป้องกันการเก็บข้อมูลของ Search Engine จึงมี Search Engine ที่เน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวออกมาหลายเจ้า เช่น DuckDuckGo และ StartPage
สาเหตุที่ทำให้เรามีความเป็นส่วนตัวมากกว่า เพราะผู้พัฒนาเคลมว่า ระบบไม่มีการเก็บข้อมูลการค้นหาและไม่มีการเก็บตำแหน่งของผู้ใช้ เรียกว่าเป็นระบบที่ไม่มีการเก็บข้อมูลอะไรของเราไปเลย ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าเรายังมีความเป็นส่วนตัวในการค้นหา แต่ต้องแลกมากับผลการค้นหาบางอย่างที่อาจจะสู้ฝั่งบริษัทเจ้าใหญ่ ๆ เช่น Google ไม่ได้ เนื่องจาก Google มีการพัฒนาระบบทั้งการเก็บข้อมูลและระบบการค้นหามานานมาก ๆ ประกอบกับผลการค้นหาในปัจจุบันมักอ้างอิงจากประวัติการค้นหาก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้ผลการค้นหาจากฝั่ง Search Engine เจ้าใหญ่ ๆ พวกนี้จึงออกมาตรงใจผู้ใช้มากกว่า
แต่ต้องอย่าลืมว่าเมื่อเราออกจาก Search Engine เข้าสู่หน้าเว็บของผู้ให้บริการออนไลน์ต่าง ๆ ข้อมูลส่วนตัวของเราอาจถูกเก็บได้ทั้งหมด รวมไปถึงผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะยังทราบอยู่ว่า เรามีการใช้งาน Search Engine กลุ่มนี้ และเข้าสู่เว็บไซต์อะไรอยู่ดี นอกจากนั้น เราอาจจะเป็นคนแสดงตัวตนของเราให้กับบริการต่าง ๆ เอง เช่น การ Login เข้าสู่ระบบ ก็คือรู้เลยนะว่าเธอเป็นใคร ดังนั้น หากต้องการปกปิดตัวตน ข้อห้ามแรกคือ ห้ามให้ข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของเราได้เลย
การใช้ VPN
มาในฝั่งของการปกปิดข้อมูลการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ผ่านเส้นทางในอินเตอร์เน็ตกันบ้าง วิธีหนึ่งที่สามารถใช้ได้เพื่อปกปิดตัวตนเราจากการเก็บข้อมูลส่วนนี้ ส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการ VPN (Virtual Private Network)
สาเหตุที่ VPN สามารถปกปิดการเข้าถึงข้อมูลของเราได้ เป็นเพราะแทนที่เราจะให้ข้อมูลวิ่งไปที่บริการปลายทางเลย เราจะให้ข้อมูลนั้นวิ่งไปที่ผู้ให้บริการ VPN ก่อน แล้วค่อยให้วิ่งไปที่บริการปลายทาง ซึ่งถ้าหลาย ๆ คนทำแบบนี้ ภาพที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเห็นคือ เราเข้าเว็บ หรือใช้บริการ ไม่เห็นปลายทางจริง ๆ ของเราว่าไปที่ไหน และกลับกัน ฝั่งผู้ให้บริการออนไลน์เองจะเห็นว่าข้อมูลวิ่งมาจากผู้ให้บริการ VPN แต่ไม่รู้ว่าต้นทางมาจากไหน ดังนั้นคนที่มีข้อมูลทั้งหมดทั้งต้นทางและปลายทางจะมีแค่ ตัวเราเองและผู้ให้บริการ VPN
ความยากของเรื่องนี้คือ ผู้ให้บริการ VPN หลาย ๆ เจ้ามักเคลมว่า ไม่มีการเก็บข้อมูลการเข้าถึงใด ๆ ของลูกค้าทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริง มันไม่มีหลักฐาน มีเพียงคำสัญญาจากปากของผู้ให้บริการ VPN แค่นั้น เนื่องจากเวลาเราจะเข้าใช้งาน VPN ได้ เราจำเป็นจะต้องมีการสมัครสมาชิก บางเจ้าคิดเงิน เราก็ต้องจ่ายเงินเขาไปอีก ทำให้เวลาข้อมูลวิ่งผ่านผู้ให้บริการ VPN เขาก็จะรู้อยู่ดีว่า ใครเป็นคนเข้าถึงบริการอะไร เมื่อไหร่ และปลายทางจริง ๆ ไปที่ไหน ซึ่งผู้ใช้จะไม่ทราบเลยว่า ผู้ให้บริการ VPN เหล่านี้มักนำข้อมูลของเราไปขาย หรืออาจจะโดนบังคับให้ร่วมมือกับภาครัฐผ่านคำสั่งทางกฏหมาย หรือข้อบังคับทางกฏหมาย
ดังนั้น หากต้องการความเป็นส่วนตัวสูงจริง ๆ ควรเลือกใช้ VPN ที่ไม่มีสำนักงานที่อยู่ในประเทศที่มีความอ่อนไหวทางความมั่นคงและการเมืองสูง หรือกฏหมายมีการควบคุมที่อนุญาตให้รัฐและผู้บังคับใช้กฏหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างอิสระ หรือง่ายดายมากเกินไป เพราะอาจทำให้เป็นเป้าหมายของการสอดส่องข้อมูลได้
Tor Network เขาวงกตบนโลกอินเตอร์เน็ต
แต่ถ้าเราต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสุด เราสามารถใช้สิ่งที่เรียกว่า Tor Network ได้ มันเป็นระบบที่ทำให้เราสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ๆ เพราะมันไม่ได้ทำการเชื่อมต่อตรง ๆ กับปลายทางแบบที่ยกตัวอย่างมาก่อนหน้านี้
ในระบบ Tor Network จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ขาเข้า (Entry Guard), คนกลาง (Intermediate Relay) และ ขาออก (Exit Relay) โดย 3 ส่วนนี้ก็คือ ผู้ใช้ในระบบทั้งหมดจะเป็นใครก็ได้ อยู่ส่วนไหนก็ได้ของโลกขอแค่เชื่อมต่อกับ Tor Network โดยความสนุกของเรื่องนี้คือ ทุก ๆ ครั้งที่เราเข้าถึงเว็บสักหน้า ทั้ง 3 ส่วนนี้จะถูกสุ่มทั้งหมด (อาจจะเปลี่ยนหมด หรือเปลี่ยนแค่บางตัว ส่วนใหญ่ Exit Relay จะไม่เปลี่ยน) ทำให้ครั้งหนึ่ง ขาออกของเราอาจจะอยู่ที่เยอรมัน อีกรอบอาจจะอยู่นอร์เวย์ก็เป็นได้ หรือกระทั่งขาเข้าก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทำให้การที่จะตรวจสอบนั้นเป็นเรื่องยากมาก ๆ คล้าย ๆ กับการใช้ VPN ซ้อนกัน แต่เปลี่ยนเป็นเหมือนเราเอา VPN 3 ชั้นต่อกัน และอาจเปลี่ยนตลอดเวลาที่เราเชื่อมต่อใหม่
ดังนั้นสุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะทราบข้อมูลครบถ้วน ถึงต้นทางและปลายทาง จะมีเพียงเราคนเดียวเท่านั้นที่ทราบ ฝั่งข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะพอเดาได้จากการเปลี่ยนที่อยู่ไปมาว่า น่าจะมีการใช้ Tor Network แต่จะไม่ทราบว่าปลายทางจริง ๆ ไปที่ไหน ส่วนของ Tor Network ขาเข้ารู้ว่าเข้ามาจากไหน และขาออกรู้แค่ว่าขาออกไปไหน แต่ไม่รู้อีกด้าน ส่วนฝั่งผู้ให้บริการออนไลน์เองจะรู้แค่ว่าข้อมูลวิ่งมาจากฝั่งขาออกของ Tor Network เท่านั้น แต่ไม่ทราบต้นทางจริง ๆ เลย ข้อเสียของการใช้งาน Tor Network คือ มันช้ามาก ๆ เพราะมันต้องวิ่งวนไปทั่วโลก ทำให้กว่าจะไปถึงปลายทางจะใช้เวลามหาศาลมาก ๆ
เราสามารถเข้าถึง Tor Network ได้หลายทาง ทางที่ง่ายที่สุดจะเป็นการใช้งานผ่าน Tor Browser ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี หากใครดาวน์โหลดมาลง อาจจะลองเข้า Google จากภาพด้านบน เป็นการเข้าเว็บ Google จากประเทศไทย แต่ดูจาก Tor Browser บอกว่า เราวิ่งไปเข้าที่ฝั่งอเมริกา แล้วขาออกวิ่งไปที่เยอรมัน แต่เอ๊ะ หน้า Google กลายเป็นภาษาฝรั่งเศสเฉย งง เข้าไปใหญ่
นอกจากนั้น บางเว็บให้บริการอยู่บน Tor Network เพื่อความเป็นส่วนตัวในการใช้งานสูงขึ้น เช่น DuckDuckGo ที่เป็น Search Engine หากดูจากที่อยู่มันหน้าตาแปลก ๆ ลงท้ายด้วย onion มันจะเป็นส่วนของเว็บที่ไม่ได้เข้าได้ด้วยเครือข่ายอินเตอร์เน็ตปกติ ต้องเข้าผ่าน Tor Network เท่านั้น และหากดู Circuit บนภาพด้านบน จะเห็นว่ามันเข้าจากอเมริกา แล้ววิ่งไปอีกที่ในประเทศเดียวกัน และไปออกที่เนเธอร์แลนด์ แต่สิ่งที่แตกต่างกัน แทนที่จะออกไปที่เว็บปลายทาง แต่มันวิ่งออกไปที่ Onion Site Relays ซึ่งในนั้นเรียกว่า เขาวงกต ยากมากที่จะตามว่ามันวิ่งไปไหนต่อไหน เรารู้แค่ว่ามันไปออกที่ DuckDuckGo แค่นั้นเลย ทำให้มันถูกตามได้ยากกว่าการเข้าเว็บปกติมาก ๆ
หลาย ๆ คนอาจจะเอาการใช้ Tor Network ไปผูกกับการใช้งาน Deep Web ที่ขายสินค้าและบริการผิดกฏหมาย แต่จริง ๆ แล้ว มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงได้เท่านั้น การใช้งาน Deep Web และ Tor Network ไม่ได้ผิดกฏหมาย แต่ถ้าหากใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฏหมายนั่นอีกเรื่อง และขอเตือนไว้ด้วยว่า การเข้าถึง Deep Web เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายมาก ๆ หากไม่เชี่ยวชาญหรือมีเหตุจำเป็นต้องใช้งานจริง ๆ ไม่ควรเข้าใช้
สรุป
หากต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสุด แนะนำให้ใช้ทุกวิธีการพร้อม ๆ กัน นั่นคือ การใช้งาน VPN และ Tor Network พร้อม ๆ กัน ที่จะทำให้ข้อมูลการเข้าถึงเว็บไซต์เรากระจายไปกับคนจำนวนมาก ยากต่อการติดตาม (ถ้าจะตามจริง ๆ มันทำได้ แต่ยากมากจนแทบเป็นไปไม่ได้) ประกอบกับการไม่ให้ข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ ทำให้แทบจะเรียกว่าเหมือนเราใส่ผ้าคลุมล่องหนในโลกอินเตอร์เน็ตเลยทีเดียว วิธีการทั้งหมดที่ได้เล่าในบทความนี้ เป็นเพียงวิธีการเบื้องต้นที่ทำให้เราสามารถรักษาความเป็นส่วนตัวบนโลกอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น
