Tracker

จากตอนที่แล้วที่เล่าเรื่องของ Tracker หรือเครื่องมือติดตามบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ติดตามเราไปแทบจะทุกที่ ไม่ว่าเราจะไปไหน มันรู้แทบทั้งหมด มีเหรอที่ผู้ใช้อย่างเรา ๆ จะยอม ถ้า Star Wars มีภาค Empire Strikes Back ทำไมผู้ใช้อย่างเรา ๆ จะไม่ User Strike Back กันบ้างล่ะ วันนี้จะมาเล่าให้อ่านกันว่า เรามีวิธีป้องกัน Tracker อย่างไร และผู้ใช้งาน Tracker เขามีวิธีการปรับตัวอย่างไรบ้าง

User Strikes Back!

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว หรือรำคาญโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต น่าจะเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า ‘AdBlocker’ อย่างแน่นอน มันเป็น Extension ตัวหนึ่งที่ทำงานตามชื่อของมัน คือการบล็อกโฆษณา หลักการทำงานของนั้นง่ายมาก ๆ ในการที่โฆษณา หรือ Tracker จะทำงานได้ ไม่ใช่อยู่ ๆ มันลอยลงมาจากฟ้าแล้วทำงานได้เลย แต่มันจะต้องถูกโหลดเข้ามา แล้ว Web Browser ของเราก็จะเรียกมันขึ้นมาทำงานตามคิวที่นักพัฒนาเว็บได้เขียนเอาไว้

สิ่งที่ AdBlocker ทำคือ บล็อกการเชื่อมต่อกับเว็บที่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งในฐานข้อมูลนี้จะประกอบไปด้วย เว็บที่เป็นพวกเครือข่ายโฆษณาต่าง ๆ ขนาดใหญ่ เช่น Google Ads และพวก Tracker ต่าง ๆ อย่าง Facebook Pixel และ Google Analytics พอ Script หรือโปรแกรมสำหรับการเรียกไม่สามารถถูกเรียกได้ มันก็จะไม่สามารถทำงานได้ โฆษณาที่ควรจะขึ้น ก็จะไม่สามารถโหลดขึ้นมาได้ และ Tracker เองก็จะไม่สามารถติดตามในเว็บนั้น ๆ ได้เช่นกัน

พอผู้ผลิตเว็บเบราว์เซอร์เห็นว่ามีความต้องการเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มเลื่อนขั้นจาก Extension มาใส่เป็นความสามารถหลักภายในเว็บเบราว์เซอร์ไปเลย เช่น Apple Safari และ Brave Browser ที่เลือก Built-in ความสามารถที่คล้าย ๆ AdBlocker เข้ามาให้เราตั้งแต่เปิดใช้งานครั้งแรก โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมแล้ว นอกจากนั้นเว็บเบราว์เซอร์บางตัว อย่าง Safari จะอ่าน Address หรือที่อยู่เว็บที่เราคลิกไว้ว่า มีการพ่วงเลขสำหรับระบุตัวตนเพื่อส่งให้กับ Tracker ของเว็บที่เราจะเข้าไปหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ลิงก์ที่เรากดจาก Facebook จะมี “?fbclid=” ต่อท้ายอยู่ หากเจอลักษณะนี้เว็บเบราว์เซอร์จะทำการลบส่วนข้อมูลที่ส่งให้ Tracker ออกไป ถือว่าเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการป้องกันไม่ให้ Tracker ทำงานได้ง่ายอีกด้วย

แต่ Adblocker ทำงานอยู่แค่เว็บเบราว์เซอร์ตัวเดียวเท่านั้น หากเราเป็นผู้ดูแลระบบ และต้องการ Adblocker ทั้งเครือข่ายของเรา การติดตั้ง Extension ลงบนเว็บเบราว์เซอร์แต่ละเครื่องน่าจะเป็นเรื่องยากในการจัดการมากพอสมควร ดังนั้น จึงมีอีกโปรแกรมที่เป็นขั้นกว่าคือ PiHole หลักการทำงานเหมือนกับ AdBlocker ทุกประการ แต่แค่มันทำงานอยู่บนระดับเครือข่ายเท่านั้น หมายความว่า เครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกับเครื่องที่ลง PiHole และตั้ง DNS ให้ชี้ไปที่เครื่องที่ลง PiHole ไว้ สามารถที่จะบล็อกไม่ให้เครื่องนั้น ๆ เชื่อมต่อกับเว็บที่เป็นเครือข่ายโฆษณาได้ หรือกระทั่ง Router สมัยใหม่ที่ใช้งานกันตามบ้าน ก็มักจะพ่วงความสามารถในการบล็อกโฆษณาเอาไว้ในตัวเลย แค่เปิดความสามารถนี้ใน Router และเครื่องทุกเครื่องที่เชื่อมต่อในบ้านก็จะปลอด Tracker และโฆษณาไปเลย

ดังนั้นสำหรับผู้ใช้ทั่ว ๆ ไปอย่างเรา เว็บเบราว์เซอร์รุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะตั้งค่าเอาไว้ไม่ให้รับพวก Tracker เป็นค่าพื้นฐานไว้ทั้งหมดแล้ว ทำให้ปัจจุบันเราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยเพื่อป้องกันเรื่องพวกนี้ หรือหากยังมีความกังวล ก็สามารถติดตั้งโปรแกรมในกลุ่ม Adblocker หรือ PiHole สำหรับการป้องกันไม่ให้เว็บเบราว์เซอร์เข้าถึง Tracker และโฆษณาได้ แค่นี้ก็สามารถป้องกันการติดตามแบบไม่รู้ตัวแทบจะดีที่สุดแล้ว เว้นแต่เราจะเป็นคนยื่นข้อมูลให้เขาเอง เช่น การ Login เข้าใช้งาน Google Account และ Facebook ที่เราตกลงที่จะให้ข้อมูลเขาแต่แรกแล้วนั่นเอง

ระบบโฆษณาจะทำอย่างไร ?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีการป้องกันการถูกติดตามนั้นทำให้เครื่องมือหลักของระบบโฆษณาพังแทบจะไม่เหลือร่างเดิม เพื่อความอยู่รอด ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถอยู่กับยุคที่ผู้คนเริ่ม “ใส่ใจ” เรื่องความเป็นส่วนตัวบนโลกอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้น ทำให้ระบบโฆษณาและเว็บไซต์ต่าง ๆ ต้องมีวิธีการเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

วิธีการที่ปรับเปลี่ยนไปมีหลายอย่างมาก ๆ ง่ายที่สุดคือ ทำเหมือนเดิม มี Tracker ติดเว็บเหมือนเดิม แต่ก่อนที่ Tracker จะทำงาน จะมีการขออนุญาต (Concent) จากผู้ใช้เสียก่อน หากผู้ใช้ไม่ตอบ หรือไม่อนุญาติ Tracker ตัวนี้ก็จะไม่ทำงาน ซึ่งมันส่งผลให้จำนวนของข้อมูลที่สามารถติดตามออกมาได้ ย่อมน้อยลงกว่าเมื่อก่อนอย่างแน่นอน

ในเมื่อเราเก็บข้อมูลกันได้น้อยลง งั้นก็จับมือรวมกันแล้วเอาข้อมูลมาประกอบร่างรวมกัน ตัวอย่างจากฝั่งประเทศเยอรมนี ที่บริษัทกว่า 20 เจ้าตกลงทำระบบ Login เข้าสู่ระบบร่วมกัน โดยในระบบนี้ผู้ใช้สามารถเลือกที่จะให้ข้อมูล หรือไม่ให้ข้อมูลอะไรบ้างกับใคร พอข้อมูลอยู่ด้วยกันจึงทำให้การส่งข้อมูลข้ามกันไปมาระหว่าง 20 เจ้านี้ก็เป็นไปได้ด้วย ถือว่าเป็นวิธีการที่ฉลาดสุด ๆ

อันที่เด็ดไม่แพ้กันเข้าไปอีกคือ การเอา AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้โดยไม่ต้องเก็บข้อมูลเข้ามาตรง ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นเจ้าของเว็บ เราอยากรู้ Journey ของผู้ใช้สักคน เมื่อก่อน เราอาจจะต้องใช้ Google Analytics ที่จะทำให้รู้เลยว่าคนคนนี้ เข้ามาจากหน้าไหน แล้วไปหน้าไหนจากหน้าไหนบ้างแบบละเอียด แต่พอสมัยนี้ถ้าผู้ใช้ไม่ให้ Concent เราก็ติดตามข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ วิธีการที่ใช้คือ เขาใช้ AI เข้าไปวิเคราะห์หน้าที่เว็บถูกเรียก ผ่าน Log ที่ Web Server เก็บเอาไว้ ทำให้เราสามารถเดาเส้นทางของผู้ใช้ได้คร่าว ๆ แล้วว่า เขาน่าจะกดไปไหน สนใจอะไร

จะเห็นได้ว่า ฝั่งระบบโฆษณาและธุรกิจมีการปรับตัวต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะที่ผู้คนให้ความสนใจกับเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ทำให้นักพัฒนาและระบบการโฆษณาต้องมองหาจุดสมดุลระหว่างความเจาะจงของข้อมูล และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้

AUTHOR

I believe in technology and sharing, as they enable us with a better world via several clicks. Especially, programming is one of the most powerful tools which inspire people to make their dreams come true. I want to share, publicise and innovate new technology so as to change our world in the way we could hardly imagine.