วิกฤตขาดแคลนน้ำในอนาคต

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานที่พวกเราใช้น้ำกันแบบฉ่ำ (ฉะดำ ฉ่ำ ฉ่ำ ฉะดำ ฉ่ำ ฉ่ำ🎵) ตามเนื้อเพลงฉ่ำของวง LYKN เสียเหลือเกิน พวกเรานั้นสาดน้ำกันเพื่อความสนุกสนานประหนึ่งว่าน้ำมีอยู่อย่างไม่จำกัด แต่ว่าความจริงนั้นช่างโหดร้าย เพราะ “อนาคตอันใกล้ น้ำสะอาดอาจหมดโลก” แล้ว ‘น้ำ’ ทรัพยากรที่แสนจะสำคัญและมีแหล่งทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกินพื้นที่ถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่โลกทั้งหมดกำลังจะหมดไปได้อย่างไร?

‘น้ำ’ เป็นสารประกอบที่มีมากที่สุดในโลก โดยน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเหลว ในขณะที่บางส่วนอยู่ในรูปของไอน้ำในบรรยากาศกับน้ำแข็งขั้วโลก โดยการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ น้ำ แล้วกลับมาเป็นของเหลวในลักษณะของฝน ทำให้น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอย่างไม่จำกัด แต่ว่าท่ามกลางน้ำปริมาณมหาศาลนั้น กลับมีน้ำสะอาดหรือน้ำที่สามารถใช้งานได้จริง ๆ ไม่ถึง 1% ของปริมาณน้ำทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ นั่นจึงก่อให้เกิดปัญหา…

สงกรานต์เทศกาลแห่งความสุขบนความมั่นคง

เทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นเทศกาลการขึ้นปีใหม่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี โดยในช่วงนี้จะมีการละเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานจนกลายเป็นเทศกาลประจำปีที่คนทั้งโลกต่างรอคอย

ภายใต้ภาพอันสวยหรูของช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นมีสถิติที่น่าตกใจ โดยจากการสำรวจพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้นถึง 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันสำหรับกิจกรรมการสาดน้ำ ซึ่งยังไม่นับรวมพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศไทยที่มีการจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ นั่นจึงทำให้เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่เราใช้น้ำมากที่สุดของปี 

ถึงแม้ว่าในเกือบทุกปี กรมชลประทานจะออกมายืนยันว่าการเล่นสาดน้ำของพวกเราไม่ได้กระทบต่อปริมาณน้ำที่จะใช้สอยตลอดทั้งปีอย่างแน่นอนก็ตาม แต่ยอดของการใช้น้ำในช่วงนี้ก็ถือว่าค่อนข้างสูงจนน่ากังวลใจอยู่ดี

น้ำนั้นสำคัญไฉน

น้ำถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก โดยในหนึ่งวันพวกเราใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภคมากถึง 200 ลิตร ยังไม่รวมภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลต่อวัน จึงอาจกล่าวได้ว่า “มนุษย์ใช้น้ำมากกว่าแค่การดื่มดับกระหายเท่านั้น แต่เรากลับใช้น้ำเพื่อขับเคลื่อนวิถีชีวิต”

ความสำคัญของน้ำเริ่มขึ้นตั้งแต่ระดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร อย่างการเป็นตัวทำละลายแร่ธาตุ ไปจนถึงบทบาทในรูปแบบของวัฏจักรการหมุนเวียนที่ทำให้พวกเรามีน้ำกินน้ำใช้อย่างไม่จำกัด ขณะเดียวกันก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความชื้นจะทำให้ใบไม้แห้งไม่ไปเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ และลุกลามกลายเป็นไฟป่าที่เผาทำลายพื้นป่าและบริเวณโดยรอบได้

ข้อมูลจาก The Global Water Security and Sanitation Partnership (GWSP) ได้ศึกษาผลกระทบของภาวะการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่าการขาดแคลนน้ำนั้นเชื่อมต่อกับภาวะสุขอนามัยและโรคที่เกิดจากน้ำ เช่น ไทฟอยด์ และ โรคท้องร่วง ซึ่งเกิดจากมาตรฐานน้ำที่ไม่ดี ถือเป็นภัยคุกคามของมนุษยชาติในอนาคต 

ตามข้อมูลของ GWSP ยังมีการรายงานอีกว่า ประชากร 2,500 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะการขาดแคลนสุขาภิบาลที่ดี และอีก 780 ล้านคนไม่มีน้ำดื่มสะอาด ซึ่งปัญหาพวกนี้ส่งผลให้เด็กหลายล้านคนเติบโตช้าและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จำกัด อีกทั้งการขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับบริโภคยังทำให้เด็กมากกว่า 88% ต้องเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง

นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนน้ำยังส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรมและแหล่งอาหาร การขาดแคลนน้ำทำให้ผลผลิตพืชลดลงต่อปี ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันผลผลิตที่น้อยลงยังทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนอาหารทั่วโลก โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ภาวะขาดแคลนน้ำจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตธัญพืชทั่วโลกมากถึง 50% ราคาอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และความไม่มั่นคงด้านอาหารจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ตัวอย่างของการขาดแคลนน้ำที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญ คือ ภัยแล้งที่แคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2014 ทำให้เกษตรกรต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐเป็นจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันรัฐแคลิฟอร์เนียต้องสูญเงินมากกว่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งภัยแล้งครั้งนั้นยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของระบบเศรษฐกิจโลก และราคาของธัญพืชที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนในปีเดียวกัน 

ทั้งนี้ อีกบทบาทหนึ่งของน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมในฐานะการเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการผลิต ทั้งเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์, ส่วนสำคัญในการจัดการวัตถุดิบ รวมถึงยังมีบทบาทในการผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานสะอาด โดยจากรายงานพบว่า บราซิลอาศัยน้ำเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งการขาดแคลนน้ำอาจนำมาสู่การที่ไฟฟ้าดับ ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และปัญหาด้านการขนส่งที่จะตามมา

จะเห็นได้ว่าความไม่มั่นคงด้านน้ำนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งการอุปโภคบริโภค การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมไปถึงอัตราการเจริญเติบโตของประชากรในชุมชน อีกทั้งจากการคาดการณ์ของสหประชาชาติพบว่า มนุษย์กำลังเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2086 เราอาจมีประชากรโลกมากกว่า 10.43 พันล้านคน ซึ่งอาจหมายถึงความต้องการน้ำสะอาดที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งอาจไม่เพียงพอหากเราไม่สามารถรักษาความมั่นคงของน้ำสะอาดเอาไว้ได้ แล้วแบบนี้การที่เราเทน้ำทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี่จะเป็น “สิ่งควรทำหรือไม่”

น้ำจะหมดโลกจริงไหม?

“น้ำจะหมดโลกจริงไหม?” สิ่งนี้อาจเป็นคำถามสำหรับใครหลาย ๆ คน เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด และเทคโนโลยีปัจจุบันมีความก้าวล้ำมากกว่าอดีต ปัจจุบันเราสามารถใช้วิธีทางชลประทานร่วมกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งการทำฝนเทียม การแยกน้ำจืดออกจากน้ำเค็ม ซึ่งด้วยนวัตกรรมพวกนี้ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรา 

ที่จริงแล้วปัญหาการขาดแคลนน้ำยังใกล้ตัวเราอยู่มาก ปัญหาสำคัญที่ต้องถูกกล่าวถึงในเรื่องนี้ คือ ประสิทธิภาพในการสงวนน้ำบริสุทธิ์ในวัฏจักรของน้ำ ซึ่งรวมไปถึงการจัดการกับการปนเปื้อนของน้ำจากมลพิษต่าง ๆ จากสารปนเปื้อนอันตรายที่ไม่สามารถจัดการด้วยวิธีการต้ม หรือกรองอย่างหยาบ ๆ ได้ รวมไปถึงผลกระทบของอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้อัตราการระเหยของน้ำสูงขึ้นจนน้ำคงสภาพความเป็นของเหลวได้น้อยลง 

ดังนั้น ปัญหาใหญ่ของการขาดแคลนน้ำมาจากการรักษาความบริสุทธิ์ให้กับน้ำสะอาด น้ำที่เราใช้ในเทศกาลวันสงกรานต์จึงไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้น้ำหมดโลกนะ! แต่ตัวอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราเห็นภาพการจัดการน้ำที่ไม่ได้คุณภาพอย่างชัดเจนคือ ในประเทศเม็กซิโกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและการจัดการน้ำอย่างไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชากรนับพันไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้อีกต่อไป

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำจืดสำรองกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และจะยังคงลดลงต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่พวกเรายังไม่ได้คำนึงถึงความยั่งยืนของน้ำมากเพียงพอ ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้วิกฤติครั้งนี้ไม่รุนแรงไปกว่าเดิม นอกเหนือจากการลดปริมาณการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น เช่น การปิดน้ำเมื่อไม่ใช้ และการใช้น้ำอุปโภคบริโภคซ้ำอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว การสนับสนุนระบบนิเวศที่ปกป้องและผลิตน้ำจืดก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยพวกเราได้ อาทิ การดูแลรักษาป่าต้นน้ำ, การไม่ปล่อยมลพิษหรือสารปนเปื้อนลงสู่ดิน แหล่งน้ำ และอากาศ ที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของน้ำระหว่างกระบวนการในวัฏจักรหมุนเวียนของน้ำ

หากเราไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดไปได้ภายในปี 2050 ประชากรครึ่งหนึ่งของโลกอาจต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นของภาวะโลกร้อนยังส่งผลต่ออัตราการระเหยของน้ำที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมมากขึ้นในช่วงฤดูฝน เนื่องจากความชื้นที่มากขึ้นในอากาศและความแห้งแล้งที่ทวีความรุนแรง

อีกทั้งการบำบัดน้ำก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเพื่อความยั่งยืนของน้ำในอนาคต โดยตามรายงานของสหประชาชาติพบว่า น้ำเสียมากกว่า 80% ไม่เคยได้รับการบำบัดอย่างเหมาะสม น้ำเสียที่ปนเปื้อนจะไหลลงสู่แหล่งน้ำใกล้เคียง ส่งผลเสียต่อสัตว์ป่าและปนเปื้อนแหล่งน้ำดื่ม อีกทั้งในแหล่งน้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำเมื่อได้รับการปนเปื้อน ย่อมหมายถึงความเสียหายต่อประชากรสัตว์น้ำจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ภายในปี 2048 แรงงานภาคประมงกว่า 60 ล้านคนอาจต้องเสี่ยงตกงานและแหล่งอาหารของประชากรหลายพันล้านคนอาจหายไป

ความยั่งยืนของน้ำ

จากที่ได้กล่าวไป นอกจากวิธีการลดการใช้น้ำอย่างเปล่าประโยชน์ และกระบวนการรีไซเคิลน้ำที่ดีแล้ว การอนุรักษ์และปกป้องแหล่งผลิตน้ำจืดก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งแผนงานการอนุรักษ์และปกป้องพวกนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องออกนโยบายเพื่อการตอบสนองและคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น การค้นพบเหมืองแร่ธาตุในภาคใต้ของไทย ที่แม้ว่าเราจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการท่องเที่ยวและความมั่นคงของน้ำสะอาดภายในประเทศที่อาจต้องได้รับการปนเปื้อนจากโลหะหนักเนื่องจากการขุดเหมืองแร่ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีนโยบายในการจัดการปัญหามลพิษก่อนจะเริ่มต้นขุดเหมืองแร่แห่งนี้

การวางแผนและจัดการน้ำผ่านทางผังเมือง รวมถึงการออกแบบเมืองก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเราสามารถบริหารจัดการน้ำและอนุรักษ์แหล่งผลิตน้ำสะอาดได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งปัจจุบันสังคมเมืองกำลังขยาย ทำให้เกิดการสะสมของความร้อน พื้นที่เมืองจึงมีอุณหภูมิที่สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ดังนั้น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะช่วยลดอุณหภูมิและอัตราการระเหยของน้ำลงได้ 

ทั้งนี้ เรายังสามารถนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อความยั่งยืนได้ อาทิ การกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล การบริหารจัดการน้ำผ่านกลไกทางชลประทาน นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการรีไซเคิลน้ำ และการตรวจวัด หรือตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นประจำเพื่อให้ทราบถึงภาวะความรุนแรง และสถานการณ์ของความมั่นคงด้านน้ำสะอาดของคนในเมืองและคนในประเทศได้

อ้างอิง

AUTHOR

ส่งเสริมสังคมสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์