ว่ากันว่า…ความรักคือการยอมรับใครสักคนหนึ่ง ทั้งในสิ่งที่เขาเป็นและในสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ แต่ถ้าใครคนนั้นมีถึงห้าบุคลิก เรายังกล้าที่จะรักเขาอยู่ไหม?
ซีรีส์ I Love ‘A Lot Of’ You รัก มาก เธอ ไม่ได้แค่ตั้งคำถามนั้นกับคนดู แต่มันโยนคำถามนั้นลงกลางใจของตัวละครที่ชื่อ “ซัน” ชายหนุ่มที่ยอมเดินเข้าไปในโลกที่ซับซ้อนของคนคนหนึ่งที่มีห้าด้าน ห้าชั้น ห้าอารมณ์ เพื่อจะบอกว่า “ผมชอบคุณนะ”
ในบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างสามนักแสดง ‘นนน กรภัทร์’ ‘ป่าน ณัชชา’ และ ‘หลุยส์ ธณวิน’ ไม่ได้แค่เล่าเบื้องหลังการแสดงที่สนุก ๆ แต่ยังเห็นความเข้าใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวระหว่างพวกเขา ระหว่างนักแสดงกับตัวละคร ระหว่างคนธรรมดากับความซับซ้อนของอีกคน และระหว่างกันและกันในกองถ่าย
ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของพระนาง แต่คือจังหวะของการฟัง การเข้าใจ และการยอมรับว่า…แม้แต่ตัวเราเอง ยังมีหลายมุมที่เพิ่งรู้จัก และนี่ไม่ใช่แค่บทสัมภาษณ์ แต่มันคือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ให้ทั้งสามได้เล่าเรื่องของการทำงาน ความรัก และการเป็นตัวเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
มาคุยกับพวกเขาไปพร้อม ๆ กันผ่านบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ คำถามที่จริงจังบ้าง งงบ้าง และในบางคำตอบก็อาจทำให้คุณเผลอยิ้มออกมาแล้วรู้ตัวอีกทีว่า เราไม่ได้รักพวกเขาแค่คาแรกเตอร์ในเรื่องนั้นหรอก แต่กำลังรักตัวตนของทั้งสามคนนี้เข้าให้แล้ว

เป็นยังไงกับบทของซันที่ต้องรับมือกับคนที่กำลังจะจีบที่มีถึง 5 บุคลิก
นนน : ก็ยากนะครับ สมมติเราจะจีบใครสักคนหนึ่ง ถ้าคนเดียวเราก็อาจจะต้องศึกษาใช้เวลานานมาก ๆ อยู่แล้ว แต่นี่เป็นคนเดียวที่มีอาการคล้าย ๆ โรคหลายบุคลิก มี 5 บุคลิก เราก็ต้องยิ่งเข้าใจเขาในทุก ๆ angle ทุก ๆ คาแรกเตอร์ ทุก ๆ อัตลักษณ์ ให้รู้สึกว่าเราต้องเข้าใจเขาจริง ๆ เพราะว่าจริง ๆ เราก็ชอบเขาด้วย แล้วก็รู้สึกว่าควรจะจริงใจกับเขาให้ได้มากที่สุด
สายรุ้ง ม่านหมอก สตรอม ปรายฝน ฟ้าใส คาแรกเตอร์ไหนที่จีบยากที่สุด
นนน : ม่านหมอกแหละ ม่านหมอกคือคนที่จะกำแพงสูงที่สุด ถ้าทุกคนที่ติดตามซีรีส์ตั้งแต่ EP.1 มาจนถึงตอนนี้ก็จะเห็นว่าม่านหมอกค่อย ๆ เริ่มเปิดใจแล้ว อย่างปรายฝน ฟ้าใส สตรอม ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างอยู่ในกราฟที่ดี ค่อย ๆ รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเหลือม่านหมอกที่กำแพงสูง เพราะด้วยฟังก์ชันของม่านหมอกในการเกิดขึ้นมา คือการ Protect Mentality ของสายรุ้งเองด้วยแหละ
คิดว่าซันต้องเข้าใจอะไรในตัวสายรุ้งมากที่สุดนนน : ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาเป็น ผมว่ามันเบสิกกับการที่ต่อให้เขาไม่ได้เป็นอาการหลายบุคลิกก็ตาม แค่เราเข้าใจคนคนหนึ่งโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร มันก็ยากมากเหมือนกันนะ การที่เราจะอยู่ เราจะศึกษา เราจะใส่ใจเขา จนเรารู้ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เขาเป็นคนอย่างนี้ เป็นคนอย่างนั้น เป็นคนที่ถ้าเรื่องนี้จะประมาณนี้ ตอนเจอเรื่องนั้นจะประมาณไหน มันก็ค่อนข้างต้องใส่ใจเขามาก ๆ แล้วก็สังเกตเขาบ่อย ๆ ก็คงรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนยังไง แล้วก็เป็นคนที่ต้องเข้าใจเขาในเรื่องอะไรบ้าง



จากรักแรกที่จบลงด้วยรอยแผล จนกลายเป็นแรงแค้นที่ต้องแปลงเป็นพลัง แล้วกุดจี่ก็ต้องมาทำงานร่วมกับคนที่เคยทำให้หัวใจพัง ป่านเตรียมตัวยังไงให้เข้าถึงอารมณ์ซับซ้อนของตัวละครที่ทั้งเจ็บ ทั้งแกร่ง และยังต้องยืนอยู่ข้างคนที่เคยทำให้อกหัก
ป่าน : กุดจี่ไม่เคยมีแฟนมาก่อนด้วย แล้วนี่คือความรักครั้งแรก มันก็ค่อนข้างที่จะให้ไปทั้งหัวใจ มันทุ่มสุดตัว มันชอบไปแล้ว แล้วกลายเป็นว่าพอมาโดนแบบนี้มันก็จำไม่ลืม ถึงจะมาทำงานในทีมเดียวกัน เอาจริง ๆ ก็ยังไม่ชอบเหมือนเดิม เจอกันครั้งแรกก็เหวี่ยง ๆ ใส่เหมือนเดิม แค้นกว่าเดิมด้วยที่ต้องมาเจอหน้าเขาทุกวันอีก มาทำงานด้วยกันอีก เหม็นหน้า “แกมาทำให้ฉันอกหัก มาทำให้ฉันเสียใจมาก แล้วยังต้องมาร่วมงานกันอีก” เหมือนหนูเป็นกล้องวงจรปิด เขาทำอะไรหนูก็นั่งจ้องไปเรื่อย ๆ ว่าจะทำอะไรแย่ ๆ อีกหรือเปล่า



หนูค่อนข้างที่จะทำการบ้านกับตัวละครกุดจี่เยอะมากเหมือนกัน เพราะในหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านมาที่เคยเล่น ไม่เคยเล่นคาแรกเตอร์แบบนี้มาก่อน ก็เลยมีการไปดูหนังบ้าง พาตัวเองไปอยู่กับบรรยากาศที่เราจะได้คาแรกเตอร์ประมาณนี้เยอะ ๆ เวลาออกกองก็ยังพาตัวเองไปอยู่ ณ ที่นั้น ๆ หรืออยู่ใกล้ ๆ กับคนที่พอจะคล้ายกับกุดจี่เอามาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามซึมซับคาแรกเตอร์ให้ได้เยอะ ๆ เพราะว่าก่อนหน้านี้หนูก็เล่น Summer Night แล้วคาแรกเตอร์ค่อนข้างที่จะน่ารักเหมือนสายรุ้ง สดใส แต่อันนี้คือวีน เหวี่ยง ว่าทุกคน ก็ใช้เวลาปรับเยอะเหมือนกันค่ะ พี่หลุง (กำธร ล้อจิตรอำนวย ผู้กำกับ) ก็ช่วยหนูหาคาแรกเตอร์อยู่นานเหมือนกัน
ในซีนซีนหนึ่งหนูก็จะไปถามว่า “พี่หลุง ซีนนี้มันพอเป็นประมาณไหนดี beat ประมาณไหนดี” พี่หลุงก็คือช่วยทุกครั้งก่อนเข้าซีนว่าต้องแก้อะไร ยังไงบ้าง ถือว่าท้าทายมาก ๆ เลยค่ะ
มาที่หลุยส์บ้าง ในฐานะ “เด” ตัวละครที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งซันและกุดจี่ เป็นเหมือนพยานคนสำคัญ หลุยส์มองบทบาทนี้ยังไง และรู้สึกยังไงกับการอยู่ตรงกลางของอารมณ์ทั้งสองฝั่ง
หลุยส์ : เริ่มจากของพี่ซันก่อนแล้วกันครับ จริง ๆ ผมกับนนนเจอกันบ่อย เรียกว่าสวนทางกันแล้วก็ร้องเพลงกันมาเยอะ ไปงานด้วยกันตลอด แต่ไม่เคยเล่นซีรีส์ด้วยกันเลย นี่คือเรื่องแรกที่เล่นกับนนน ผมรู้สึกว่าทำงานกับนนนทำงานง่ายครับ เพราะว่าด้วยความที่เราสนิทกันอยู่แล้ว พอมาเข้าบทเดกับซันที่เป็นรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ซึ่งจริง ๆ 2 คาแรกเตอร์นี้ พี่หลุงเขามองว่าเรียกว่าจะนอนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ทำอะไรทุกอย่างด้วยกัน เหมือนจะเป็นพี่น้องกันจริง ๆ เลยแหละ ในความสนิทกันเบอร์นั้นเลยที่พี่หลุงมองไว้ ซึ่งเราก็โอเคนะ ไม่มีปัญหา เราก็เล่นไป ผมรู้สึกว่ามันก็เลยต้องมีการ improvise ในแต่ละซีนที่เราสนุก
นนน : มันสนุกแหละ ก็เลยรู้สึกว่าอยากเพิ่มนู่น อยากเพิ่มนี่กัน
ป่าน : มันสบายตัวเนอะ
หลุยส์ : อืม ใช่พอเล่นด้วยกัน แล้วสนิทกันทั้งคู่ เราก็กล้าเล่น กล้าใส่กัน ทำให้เวลาเล่นกับนนนมัน Flow ดีจัง แล้วนนนเหมือนเป็นคนที่ส่งมาให้ดีในทุก ๆ จังหวะ หรือทุก beat เขาส่งมาผมก็รับ เล่นกับนนนแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างซิงค์ในการเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันนะ แต่พอมาเล่นในพาร์ตนั้นก็รู้สึกว่าเข้าขากันได้ดีมาก เป็นคู่หู บางครั้งก็มีจิกกัดกันเบา ๆ ด้วย ถ้าดูกันในหลายซีนเรียกว่าสนุกแน่นอน ผมกับนนนมีซีนที่น่าจดจำหลายซีนเลย



ส่วนกับเจ๊กุดจี่ เรียกว่าตอนนี้เดินทางมาถึง EP.6 แล้วก็น่าจะเห็นว่าตัวละครเดกับกุดจี่ มันพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จน EP.6 ก็เหมือนเดใจหล่นไปแล้ว ชอบเจ๊แล้ว พอทำงานคลุกคลีเข้ามาก ๆ เราก็รู้สึกว่า การที่เราหลอกคนแบบนี้มันก็ไม่ดีนะ การที่เราทำแบบนี้เรารู้สึกว่าเราเห็นใจเหยื่อของเราแล้ว เราก็เลยเข้าใจว่า “เราทำแบบนี้ เราไม่ดีเลยนี่หว่า” มันก็เลยเหมือนทำให้เราเข้าใจ เหมือนใจเหลวกับตัวละครเด จนมานั่งคุยเปิดใจกันในซีน EP.6 ทำให้เราเห็นว่า เราแย่ ไปหลอกเขาก็เลยสารภาพไปว่าชอบ แต่ว่าตอนนั้นเจ๊เขาเมานะ ก็จำไม่ได้ แต่ก็ต้องรอดูว่าอนาคตจะเป็นยังไง

โปรเจกต์นี้มีอะไรที่ยากและท้าทายที่สุดสำหรับแต่ละคน
ป่าน : หนูว่ายากที่สุดคือคาแรกเตอร์ที่เพิ่งพูดไปเมื่อกี้ว่ามันต้องปรับทั้งบุคลิก ทั้งวิธีการพูด น้ำเสียง ทุกอย่างต้องปรับหมดเลย มันสุดโต่งมาก ๆ ในชีวิตจริงหนูจะไม่ค่อยได้คุยอะไรกับใครขนาดนั้น ชิล ๆ นั่งเงียบ ๆ เสียมากกว่า แต่กุดจี่เป็นคาแรกเตอร์ที่ค่อนข้างพุ่ง Expressive มาก เป็นผู้ใหญ่กว่าด้วย เหมือนอายุวัยทำงานแต่มันดูโตกว่าตอนนี้ที่หนูทำงานอีก มันก็เลยยิ่งยาก ก็ดูหนังเยอะเหมือนกันค่ะ

นนน : ยากสุดสำหรับผมก็คาแรกเตอร์เหมือนกัน ผมไม่ช่ำกับรอมคอมเท่าไหร่ เรียกว่าหาเลเวลของในแต่ละซีนค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ไม่ว่าเป็นการเข้ากับมายด์ (อาทิตยา ตรีบุดารักษ์) เข้ากับหลุยส์ การเข้ากับป๋า (ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม) ซึ่งมันจะได้ทั้งความ energetic ที่ผู้กำกับอยากได้ แล้วก็ยังดูเป็นผู้ใหญ่อยู่ แล้วก็ยังมีความแพรวพราวหลาย ๆ อย่างที่ผู้หญิงน่าจะชอบได้อยู่ ก็ค่อนข้างยากสำหรับผม
ในแง่การทำงาน พี่หลุงก็จะบอกให้เราไปเรียนรู้ถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เราพอจะเห็นของทุกตัวละคร มันจะมีพาร์ตที่เราอยู่กับป๋าเต็ดเราจะเป็นแบบหนึ่ง อยู่กับพี่จูเนียร์ (ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง) จะเป็นแบบหนึ่ง หรือว่าอยู่กับมายด์ในแต่คาแรกเตอร์ มันก็จะเป็นแตกต่างกันไป เพราะว่าด้วยความที่ซันเป็นคนเข้ากับคนเก่ง รู้ว่าคนแบบนี้จะต้องคุยแบบไหน คนแบบนี้จะต้องคุยอะไรยังไง พี่หลุงก็ให้ Ref. บอกสิ่งพี่หลุงอยากได้ “อยากได้ประมาณนี้ คิดว่า cutting น่าจะประมาณนี้แหละ” เราดูแล้วก็ศึกษา พอเราจับจังหวะพี่หลุงได้ เริ่มรู้ว่าพี่หลุงต้องการอะไร เราก็ serve ในสิ่งที่พี่หลุงอยากได้

ชอบซีนไหนกันบ้าง ที่มันทัชใจเราสุด ๆ
หลุยส์ : EP.6 ล่าสุดนั่นแหละครับ รู้สึกว่าตอนที่เล่น กองนี้ไม่รู้เป็นอะไร ซีนที่ยาก ๆ ดราม่าจะผ่านกันง่ายมาก ซึ่งไม่รู้เหตุผลเหมือนกันนะ แต่ปรากฏว่าซีนที่ไม่มีอะไรเลย ซีนขับรถเหยียบ รถเบรก หรือว่าเติมน้ำ ไม่ว่า Action Comedy ต่าง ๆ ผมรู้สึกว่าถ่ายหลายเทคมาก ผมว่าขั้นต่ำต้องมี 6 เทค ซีนที่ไม่เครียดผ่านยากเหลือเกิน แต่ซีนที่เครียดผ่านกันง่ายตลอด อย่างซีน EP.6 ที่เจ๊กุดจี่บทพูดยาวมาก อันนั้นผมรู้ว่า action เยอะมาก ๆ เลย เพราะว่าเราต้องรินเบียร์ให้เจ๊ เจ๊เมา เจ๊กำลังอกหัก “ขอเบียร์ขวดหนึ่งค่ะ” แล้วก็วาง ผมก็ต้องเท เจ๊กิน ผมก็ต้องพูดต่อ ต้องวาง ต้องเติมต่ออีก รู้สึกว่าจังหวะอะไรแบบนี้ตอนเล่นจริง ๆ มันตะกุกตะกัก แต่พอมาดูที่เขาตัดมาเสร็จแล้วมัน flow แล้วรู้สึกว่าป่านเล่นน่ารักมากในซีนนั้น ก็เป็นซีนที่ชอบมาก

ป่าน : หนูชอบซีนที่นนนเข้ากับพี่มายด์มาก ที่อยู่ในลิฟต์ หนูชอบมาก รู้สึกว่าการที่คนคนหนึ่งจะเล่นให้ป่วยได้ มันเล่นยากมาก หรือต้องเคยเป็นถึงจะรู้ว่ามันเป็นยังไง แล้วอาการมันไม่ได้ปกติทั่วไปเหมือนไข้ขึ้นหรือเป็นหวัด มันเป็นอาการกลัวลิฟต์ หนูดูแล้วไม่ติดอะไรเลย หนูตกใจมาก ดูแล้วรู้สึกว่า “ทำไมนนนเล่นได้ขนาดนี้” ดูแล้วเชื่อจนต้องหันไปถามว่า “อันนี้คือนนนเป็นอะไร” หนูชอบซีนนั้นมาก พี่มายด์ก็เล่นเก่งด้วยเหมือนกัน
อีกซีนหนึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เดินด้วยกัน อันนั้นพี่มายด์เล่นดีมาก หนูจะชอบสังเกตคนที่ยืนคุยกัน blocking กัน 2 คน ส่วนใหญ่ก็ยืนคุยกันนิ่ง ๆ แต่อย่างพี่มายด์เขาจะมีนู่นมีนี่ให้เขาทำไปเรื่อย เหมือนมันธรรมชาติไปหมด หนูชอบคนที่เล่นเป็นธรรมชาติ แล้วนนนกับหลุยส์ก็เป็นคนที่เล่น comedy เก่ง เป็นคนที่ไว จังหวะ เป็นคนที่ sense ในการ improvise ดีมาก ๆ ทุกครั้งเวลาที่หนูเข้าซีน หนูจะเรียนรู้กับเขา 2 คน ไปด้วยเหมือนกัน ว่าเขา improvise กันยังไง
นนน : ผมชอบซีนกับแม่ ผมเป็นคนชอบซีนดราม่า ชอบเล่น ชอบดู เลยรู้สึกว่าตอนเล่นก็ชอบซีนนั้นมาก ๆ คิดว่าซีนนี้แหละ ซีนที่เข้ากับแม่

ใครที่ดูซีรีส์คงจำซีนในลิฟต์ของซันได้ ฉากที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่กลับสะเทือนอารมณ์อย่างไม่ทันตั้งตัว เราเลยชวนนนนย้อนกลับไปเล่าถึงเบื้องหลังของฉากนั้น ว่ากว่าจะได้ความรู้สึกแบบนั้นออกมา เขาต้องทำความเข้าใจกับตัวละครและตัวเองยังบ้าง
นนน : เราทำแบ็กกราวนด์ตัวละคร ทำคาแรกเตอร์ตัวละคร แล้วรู้สึกว่าคนนี้น่าจะต้อง Express แบบนี้ ถ้าเป็นหลุยส์กลัวลิฟต์ก็จะ Express แบบหนึ่ง ป่านมาเป็น Phobia แบบนี้ก็จะ Express แบบหนึ่ง ถ้าผมเป็นก็จะ Express กันคนละแบบ แต่แค่รู้สึกว่าด้วย Sense ด้วยมั้งที่รู้สึกว่า ถ้าเป็นซันจะเป็นอย่างนี้
ถ้าตัวเองต้องมีหลายบุคลิกอย่างในซีรีส์ คิดว่าบุคลิกที่ 2 ของเราจะเป็นแบบไหน
หลุยส์ : ก็คงต้องปิดห้องไม่คุยกับใครแล้วล่ะ ผมคนนั้นน่ะ คงไม่เอาสังคมแล้ว ผมต้องโคตรตรงข้าม ผมก็ต้องไม่เอาสังคมแล้วล่ะ “อย่ามายุ่งกับผม ผมอยากอยู่คนเดียว” ต้องเป็นขั้วตรงข้ามเลย เพราะจริง ๆ energy ผมเป็นคนชิล ๆ ล่ะมั้ง ผมเป็นคนชอบอะไรที่มันสนุกตลอดเวลา ในการทำงานหรืออะไรก็ตาม รู้สึกให้มวลมันไม่เครียด อยากให้รู้สึกว่าทำงานเราก็อย่าเครียดกันเลย เราก็เหนื่อยกันมาเยอะแล้ว สนุกดีกว่า อยากให้ mood บรรยากาศมันสนุก
นนน : ส่วนผม ผมว่าผมนิ่งนะ นิ่งแบบไม่เอาอะไรกับใคร นิ่งแบบอยู่คนเดียว เป็นพวกตรงข้าม ฟังก์ชันมันก็น่าจะเป็นแค่ให้เวลากับตัวเองมั้ง ใครจะเข้ามาก็มองแรง ของผมน่าจะประมาณนั้น ส่วนของป่านน่าจะพุ่งไปเลย
หลุยส์ : น่าจะพุ่ง ๆ หน่อยใช่มั้ย
ป่าน : นี่ถือว่าวันนี้ดีขึ้นเยอะ ถ้าวันอื่นจะมีความแบบใกล้ตุ้บนิดหนึ่ง เหมือนชิล เราไม่ได้เอาความรู้สึกออกมาเยอะขนาดนั้น ค่อนข้างที่จะเก็บไว้มากกว่า
นนน : คุยกับตัวเองตลอดเวลา ฉันรู้สึกอย่างนี้
ป่าน : ใช่ Introvert มั้ยนะ (หันไปถามนนน)
นนน : ก็ Introvert อยู่
หลุยส์ : ก็เรียกว่า Introvert แหละ (หัวเราะ)
นนน กรภัทร์: ถ้า Extrovert ต้องคนนู้น (ชี้ไปทางหลุยส์)
ป่าน : เนี่ย Extrovert มาก แต่คือดีนะ เป็นข้อดีของเขา เพราะว่ามันทำให้เราก็อยากคุยด้วย รู้สึกว่าจากที่นั่งเงียบ ๆ ก็อยากคุยมากขึ้นกับคนแบบนี้
นนน : เป็น Mood setter หลาย ๆ คนอาจนึกว่าผม Extrovert มาก ๆ แต่จริง ๆ ผมเป็นคนชอบอยู่คนเดียวมาก ๆ แต่ไปเจอคนก็จะปกติ คุยได้ปกติ ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือหมดพลังงาน แบบ pure introvert ว่าแบบ “วันนี้ฉันใช้พลังงานไปคุยกับคนไปทั้งหมด 300,000 กว่าคน” แต่หลุยส์จะมีความเป็น Mood setter มีความทำให้บรรยากาศทุกอย่างมันเป็นสิ่งเดียวกัน ทุกคนกล้าคุยกันมากขึ้นพอมีหลุยส์
ป่าน : มันเหมือนมีพลังวิเศษ
หลุยส์ : เฮ้ย ขนาดนั้นเชียวเหรอ
นนน : ใช่ ๆ

คิดว่า “ความรัก” กับ “การยอมรับตัวตนที่แตกต่าง” เกี่ยวข้องกันมั้ย
นนน : ผมว่าสุดท้ายก็เกี่ยวข้องแหละ ถ้าพูดกันแบบเบสิกเลย คนคนหนึ่งเวลาชอบใครสักคนหนึ่งส่วนใหญ่จะชอบด้วยนิสัยภายนอก ในการเจอสังคม รูปร่างภายนอก ต่าง ๆ นานา แล้วตอนคบกันไปก็จะได้เห็นอะไรที่ลึกขึ้นว่าเขาเป็นแบบนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เหมือนกับที่เราจินตนาการไว้ หรือว่าไม่เคยรู้เลยว่าเป็นอย่างนี้
แต่ถ้ามันเป็นความรัก แล้วรู้สึกว่าในเรื่องความสัมพันธ์มันต้องไปด้วยกันต่อ ผมว่ามันก็ต้องยอมรับกันและกัน ยอมรับทั้งในสิ่งที่เขาเป็น และในสิ่งที่เรารู้สึกต่อเขาด้วย ผมว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันในทุก ๆ อย่าง เป็นคนละเรื่องเดียวกัน มันไม่ใช่ topic เดียวกัน แต่มันเป็นเรื่องเดียวกัน มันต้องขนานกันไปในการที่จะมีความรักหรือการยอมรับ ซึ่งตอนแรกอาจจะต้องยอมรับใครสักคนแต่เราเผลอรักคนนั้น หรือว่าเรารักคนนั้นก่อนแล้วค่อยมายอมรับทีหลังก็ได้ มันเกิดขึ้นได้

ป่าน : หนูรู้สึกว่ามันต้องครึ่ง ๆ ช่วยกัน แต่ว่าเราต้องมีเรื่องที่เรายอมรับเขาได้ แล้วเราก็ต้องมีเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้ ซึ่งมันก็ต้องปรับกันไป เขาก็มีเรื่องตัวเราอาจจะไม่โอเคกับเขาหรือโอเค มันก็ต้องช่วย ๆ กัน มันต้องเข้าใจกันให้มาก ๆ แค่เข้าใจเลย เพราะมันโตมาไม่เหมือนกัน ยังไงมันก็เข้ากันไม่ได้ 100% อยู่แล้ว มันไม่สามารถยอมรับทั้งหมดอยู่แล้ว ถ้าตกลงกันแล้วจะมาอยู่ด้วยกันมันก็ต้องปรับตัวให้เข้ากันให้ได้ ช่วยกัน


หลุยส์ : อย่างที่นนนกับป่านพูดไปเลยว่า จริง ๆ แล้วมันก็ต้องมาคู่กันทั้งเรื่องความรักและเรื่องการยอมรับ อย่างที่ป่านบอกว่าจริง ๆ แล้วแต่ละคนโตมาต่างกัน ร้อยพ่อพันแม่ การที่จะให้ทุกอย่างเหมือนตามที่เราจินตนาการไว้เป๊ะ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความรัก เป็นเรื่องของความรู้สึกกันก่อน ถ้าสมมติเรารักใครสักคนหนึ่ง แล้วคนนั้นก็รักเราตอบ ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะยอมรับกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่เข้าใจ หรือว่าเข้าใจกัน สุดท้ายแล้วผมว่าถ้ารักกันมากพอมันก็จะยอมรับด้วยกันทั้งคู่ แล้วก็จะเดินหน้าต่อไปด้วยกันได้ครับ



ความรักที่ดีในมุมมองของแต่ละคนเป็นยังไง
ป่าน : หนูว่ามันคือการอยู่กันชิล ๆ เพราะว่าในทุก ๆ วันที่เราโตขึ้น เราไม่ได้เหมือนเดิมทุกวันอยู่แล้ว เราไม่ได้เจออะไรเดิม ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเราไม่ได้โตไปแค่นั้น เราเจออะไรที่มันแตกต่างไปทุกวัน บุคลิกเราก็จะต่างไปด้วยทุกวันก็เลยทำให้การที่เราอยู่กันชิล ๆ และเข้าใจกันให้มากที่สุดมันสำคัญมาก หนูรู้สึกว่าการเข้าใจกันสำคัญที่สุดแล้ว
หลุยส์ : การเข้าใจกัน การยอมรับกัน มันเป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้วที่รู้สึกว่าคนรักกันต้องมีให้กัน การเป็นคนรักกันที่ดีก็ต้องมีเป้าหมายเดียวที่จะไปด้วยกันทั้งคู่ คนหนึ่งมองไว้แบบนี้ อีกคนหนึ่งมองไว้แบบนี้ แล้วมีเป้าหมายที่ตรงกันมั้ย ผมรู้สึกว่าถ้าสุดท้ายแล้วบั้นปลายที่เรามองกับคนรักไว้ว่ามันเป็นจุดนี้ที่เรามองไว้ด้วยกัน แล้วพร้อมจะเดินไปด้วย เป็นเป้าหมายเดียวกัน สุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะเจออุปสรรคอะไร เดี๋ยวมันจะช่วยพากันแล้วก็ไปถึงจุดหมายที่เราวางไว้


ผมว่าเรื่องความสบายใจในการที่จะใช้ชีวิตโดยมีกันอยู่ข้าง ๆ โดยที่ไม่ต้องพะวงกันและกัน มันเป็นเรื่องเดียวกับที่ป่านพูดไปแล้วมันคือความต้องเข้าใจ ต้องชิล ต้องธรรมดามาก ๆ ที่ธรรมด๊า ธรรมดา
ป่าน : เหมือนกินข้าวไข่เจียว
นนน : ใช่
SUM UP : ทำไมถึงเปรียบความรักเป็นเหมือนไข่เจียว
นนน : มันง่าย
หลุยส์ : ได้ทุกวัน
นนน : เรากินไข่เจียวได้ทุกวัน
SUM UP : ซึ่งก็อร่อยได้ทุกวันด้วยนะ
ป่าน : ใช่ มัน Simple อร่อย ง่าย

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่า “ดีจังที่ได้ร่วมงานกับคนคนนี้”
ป่าน : หนูเจอหลุยส์ครั้งแรกตอนที่มานั่งแคสต์ด้วยกัน ห้องนี้มั้ง ไม่รู้เลยว่าคาแรกเตอร์เป็นยังไง ไม่ได้เห็นบทมาก่อน ก็มาเจอกัน ณ ตอนนั้นก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ยาก มันดูแทบไม่ได้ต้องปรับอะไรกันเยอะขนาดนั้นเลย จนมาเริ่มทำงานด้วยกันมากขึ้น ทุก ๆ อย่างมันก็ flow ไปหมด ด้วยความที่คาแรกเตอร์หลุยส์เป็นคนที่น่ารักมาก friendly มาก ชอบชวนคุย อยู่นิ่ง ๆ ก็จะชอบมาเจ๊าะแจ๊ะซึ่งดีมากนะ ด้วยความที่เป็นคาแรกเตอร์แบบนี้ อยู่ด้วยแล้วสบายใจมาก ไม่อึดอัดเลย แล้วก็รู้สึกว่าเขาก็เป็นคนที่ทำงานเก่ง ในแต่ละซีนที่หนูไม่ได้ บางทีเขาก็จะช่วยหนูเหมือนกัน หรือในบางซีนที่หนูไม่ได้ก็จะช่วยซึ่งกันและกัน เขาก็จะถนัด comedy มาก ส่วนหนู comedy ยากมาก ชอบดราม่า ก็จะช่วย ๆ กัน
หลุยส์ : ตอนที่เจอป่านครั้งแรกก็รู้สึกว่า ไม่เคยเจอผู้หญิงไทป์นี้ เขามีสไตล์ของเขา มีคาแรกเตอร์ ผมไม่เคยเจอป่านด้วย แล้วพอมาเล่นด้วยกันก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่คลิกกัน เพราะว่าตอนที่แคสต์ไม่ได้มีบทให้ บอกลองไปจำลองสถานการณ์ ลอง improvise เล่นกันดู ซึ่งพอลองเล่นแล้วก็รู้สึกว่า flow ดี เล่นกับป่านก็คลิกกัน ก็เหมือนเราทั้งคู่ก็สัมผัสได้ มันก็รู้สึกว่าไปด้วยกันได้นะ จนพี่หลุงก็บอกว่า “พี่ก็เห็น” จนได้มาทำงานด้วยกันในบทเจ๊กุดจี่กับน้องเด ซึ่งพี่หลุงก็จะบอกไว้เลยว่า “ให้มองป่านไว้เลยนะว่าเป็นเจ๊นะ เป็นรุ่นพี่เรา เราเป็นเหมือนหมาเด็ก ไปป้วนเปี้ยนในชีวิตเจ๊เขา“พอมาเล่นด้วยกันแล้วรู้สึกว่ามันมีมวลที่น่ารัก ที่เข้ากันได้ดีมาก ๆ ด้วย แล้วรู้สึกว่าป่านเป็นคนที่แสดงเก่ง เป็นคนที่ acting ส่งมา เป็นคนมีของ ทำงานกับป่านประทับใจมากครับ
นนน : แฮปปี้ครับ เรารู้สึกว่าเราชอบทำงานกับคนตั้งใจ แล้วทุกคนเขาตั้งใจในหน้าที่ตัวเองหมด รู้สึกว่าพอเจอป่าน ซึ่งก็ไม่เคยเจอป่านมาก่อนด้วย หลุยส์รู้จักกันอยู่แล้ว ก็เคยคิดว่าถ้ามีเรื่องหนึ่งเล่นกับหลุยส์ก็น่าสนุกดี แล้วพอมาเจอมันก็สนุกจริง ๆ ก็รู้สึกว่าหลุยส์เป็นคนที่น่าจะต้องทำงานด้วยกันมาตั้งนานแล้ว รู้สึกว่าทำงานแฮปปี้ มวลรวมมันแฮปปี้ ต่อให้ในกองผมจะไม่ค่อยเล่น หรือผมจะง่วง ๆ ไปบ้าง แต่ผมแฮปปี้กับกองนี้มาก ๆ มันสนุก มันมีความสุข

การทำงานร่วมกันในกองถ่ายนาน ๆ มักทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิด มุมมอง หรือแค่พลังบางอย่างที่อยู่รอบตัวกัน แล้วทั้งสามคนล่ะ มีอะไรที่ได้เรียนรู้จากกันและกันบ้าง โดยเฉพาะในวันที่เหนื่อย หรือในวันที่ไม่ได้พูดอะไรกันเลย
นนน : ผมว่ามันสนุกทุกรอบเวลาออกกอง กลายเป็นว่าพอวัยใกล้ ๆ กัน เลยค่อนข้างสนุก เรื่องที่คุยกันก็ค่อนข้างไปในทางเดียวกัน หนังที่ดู เกมที่เล่น อยากเล่นบอร์ดเกมก็เล่นด้วยกัน
ป่าน : ก็เล่นบอร์ดเกมในกองบ้าง ช่วงหนึ่งเราไม่ได้คุยกันเยอะนะ แต่ตอนนี้ก็มีความสนิทกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เหมือนในกองเราทำงานมันเลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ ทุกคนก็มีสมาธิกับคาแรกเตอร์ของตัวเองมาก ๆ เพิ่งจะมาสนิทกันช่วงโปรโมตนี้แหละ แล้วก็รู้สึกว่าเราน่าจะเป็นอย่างนี้กันตั้งนานแล้ว เสียดาย
หลุยส์ : ผมสนุกกับทุกกองครับผม โดยเฉพาะกองนี้ จริง ๆ ผมกับนนนทำงานด้วยกันบ่อยมากจนเจอกันจัง ๆ ก็น่าจะเป็นคอนเสิร์ต Born to เบียว ที่ไปเป็น Guest ให้นนน ก็รอตลอดว่าจะได้เล่นกับนนนสักเรื่องมั้ย จนได้มีโอกาสก็ได้มาเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน จริง ๆ ก็ดีใจอยู่แล้วทำงานกับนนน นนนเป็นคนเก่ง ผมชื่นชมการแสดงของเขาอยู่แล้ว ผมรู้อยู่แล้วว่าคนนี้มีของจริง ๆ พกของมาเยอะเลย จะปล่อยของตลอดเวลา ปกติผมแสดง ผมเล่นผ่านก็จบ แต่ผมเพิ่งเคยเล่นกับเขานี่แหละ ผ่านแล้วเสนอผู้กำกับ “พี่ แบบนี้ดีมั้ย ผมอยากเล่นแบบนี้” นนนไปขั้นนั้นแล้ว ผมประทับใจมาก มีของจริง ๆ คนคนนี้

มายด์เป็นคนที่รับบทหนักที่สุดในเรื่องเลย ต้องเล่นถึง 5 บุคลิก ตอนที่ได้เจอกันครั้งแรกแต่ละคนรู้สึกยังไงบ้าง แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มีโมเมนต์ไหนที่ทำให้รู้สึกว่า “อ๋อ คนนี้แหละ มืออาชีพของจริง”
ป่าน : พี่มายด์เป็นคนจริงใจ เป็นคนตั้งใจ เป็นคนเล่นธรรมชาติ แล้วหนูก็นับถือเขา ด้วยความที่เขางานก็เยอะมากแล้วต้องมาเล่น 5 บุคลิกอีก คือมันยิ่งโคตรจะท้าทายเขาเลย ไม่รู้ตอนหาคาแรกเตอร์กันน่ะ เขาเป็นประมาณไหน เขาดูเป็นคนช่วยคิด ตั้งใจ ดูเป็นคนชอบเสนอ “พี่หลุง หนูว่าแบบนี้มั้ย” “หนูขอเป็นแบบนี้ได้มั้ย” “หนูขอใส่อันนี้ได้มั้ย “หนูขอเติมอันนี้ได้มั้ย” หนูรู้สึกว่านี่แหละนักแสดงที่ตั้งใจคงเป็นประมาณนี้
นนน : เป็นคน Friendly ครับ เป็นคนตั้งใจ เป็นคนสนุกสนาน รู้สึกว่าก็ประทับใจเขามาก แล้วก็คิดว่าก็อยากเจอกันอีก แต่คิดว่าน่าจะต้องหนักกว่านี้แล้ว คิดว่าเจอกันเบา ๆ มันไม่หนำใจ เหมือนผมกับมายด์ก็ค่อนข้างเก็บกด พอจะมาจีบกัน พอจะมาซีนรักกัน จะแบบว่า Cringe ตัวเองกันทั้งคู่ แล้วพอซีนดราม่าก็ใส่กันอย่างเดียว ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะเก็บกดแหละ เรื่องหน้าเจอกันก็ดราม่าแล้วกัน
หลุยส์ : พี่มายด์เป็นมืออาชีพมาก ๆ ในการทำงาน ถึงแม้ทุกครั้งที่เจอที่กองเหมือนจะไม่ไหวแล้ว แต่พอแอคชัน โอ้โห!!! มาเต็ม พี่มายด์ก็ใส่เต็มตลอดครับ ผมว่าพี่มายด์เป็นคนที่เก่งมาก ๆ ด้านการแสดง ก็ชื่นชอบอยากทำงานกับพี่มายด์อีกถ้ามีโอกาสครับ

เราจบการพูดคุยกันแค่นั้น พอได้ฟังแต่ละคนพูดถึงกันและกัน เราก็เริ่มเห็นภาพบางอย่างที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการร่วมงานกันนาน ๆ มันไม่ได้แค่ทำให้รู้จักกันมากขึ้น แต่มันทำให้เกิดบางอย่างที่เรียบง่ายและสำคัญ คือความไว้ใจ ความสบายใจ และความเป็นเพื่อนร่วมทางที่พูดอะไรก็ได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เป็นแบบนั้น ไม่รีบร้อนแต่จริงใจ และค่อย ๆ งอกงาม แบบเดียวกับที่ซัน กุดจี่ และเด ค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้กันในเรื่อง เหมือนทั้งสามที่ขยับเข้าหากันในชีวิตจริงด้วยจังหวะที่ไม่เร่งรัดแต่ซื่อตรง
ในโลกที่ความรู้สึกมักถูกทำให้เรียบง่ายและเร็วทันใจ ซีรีส์เรื่องนี้กลับเล่าความรักผ่านความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ “I Love ‘A Lot Of’ You รัก มาก เธอ” ไม่ได้บอกกับเราตรง ๆ ว่า “ความรักคืออะไร” แต่กลับพาเราไปรู้จักว่า “อะไรที่อาจจะเป็นรัก” ผ่านบุคลิกที่แตกต่าง ความเข้าใจที่ไม่สมบูรณ์แบบ และคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ารักที่สุดอาจไม่ใช่ตอนที่ใครสักคนพูดว่า “ฉันรักเธอ” แต่คือการที่เขายังอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหนในวันนี้ หรือจะเปลี่ยนไปอีกกี่แบบในวันพรุ่งนี้ก็ตาม


ติดตาม “I Love ‘A Lot Of’ You รัก มาก เธอ” ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทาง GMM25 และย้อนหลังทาง Netflix เวลา 21.30 น.
