“มือปืน” เป็นหนังที่ชวนให้เรามองไปยังระบบที่ทำให้ปืนกระบอกหนึ่งถูกยื่นไปอยู่ในมือของใครบางคน หนังพาเราไล่ย้อนกลับไปยังเส้นทางชีวิต โครงสร้างทางสังคม และเงื่อนไขที่ค่อย ๆ บีบให้ทางเลือกของคนคนหนึ่งเหลือไม่มากนัก จนความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่หนังบอกอย่างชัดเจน คือการพาเราออกจากการตัดสินไปสู่การมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และกลไกที่ทำให้ความรุนแรงบางรูปแบบดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องออกหน้า หนังตั้งคำถามกับ “ความชอบธรรม” ของความรุนแรงที่ถูกจัดวางอยู่ในพื้นที่สว่าง ในนามของตำแหน่ง หน้าที่ หรือภาพลักษณ์ที่ดูดีจนเราเผลอมองไม่เห็นว่าความรุนแรงเหล่านั้นมีต้นทางเดียวกันกับปืนในที่มืด
“มือปืน” จึงไม่ได้เล่าเพียงเรื่องของคนที่ลงมือ แต่เล่าเรื่องของโครงสร้างที่ทำให้การฆ่ากลายเป็นงาน เป็นคำสั่ง และเป็นหน้าที่ หนังทำให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่เคยเปื้อนเลือด แต่มีส่วนอยู่ในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด ขณะที่คนที่ถูกมองเห็นมากที่สุดกลับเป็นเพียงปลายทางของระบบนั้น
บทสัมภาษณ์นี้คือการสนทนากับ“พุฒิ พุฒิพงษ์” และ “แหลม สมพล” ถึงกระบวนการทำงานและการเข้าไปอยู่ในโลกของตัวละคร เพื่อมอง “มือปืน” ในฐานะผลผลิตของระบบ มากกว่าการมองเขาเป็นตัวแทนของความรุนแรงเพียงลำพัง และเมื่อหนังจบลง สิ่งที่ยังค้างอยู่อาจไม่ใช่ภาพของปืนหรือเสียงกระสุน หากแต่เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ว่า ความอำมหิตนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ที่คนคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นมือปืน หรืออยู่ที่ระบบ โครงสร้าง และคนที่เป็นผู้สั่งการโดยที่ไม่ต้องเปื้อนเลือดเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของ “มือปืน”
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ผมขอเปรียบเทียบกับอาชีพของผมก่อนนะครับ ผมมีอาชีพเป็นผู้กำกับ มือปืนก็เหมือนกัน เขาต้องใช้สมาธิ ต้องวางแผน ต้องรอบคอบ เพราะมันคืองาน เขาไม่ได้ทำเพราะอาฆาตแค้น ไม่ได้ทำเพราะโกรธใครเป็นการส่วนตัว แต่มันคือจ็อบที่ต้องทำให้สำเร็จ แล้วมือปืนไม่ใช่โจรนะครับ ถ้าไม่มีใบสั่ง เขาไม่ฆ่า เขาไม่ใช่พวกเอะอะก็ไปปล้น ไปทำร้ายคน สำหรับผม มือปืนกับโจรมันต่างกันชัดเจน
เวลาเขาทำงาน เขาไม่ได้ยิงเพราะความสะใจ แต่เพราะต้อง “จบจ็อบนี้” ให้ได้ ส่วนหนึ่งเขาก็รู้ว่ามันผิด แต่มันคือหน้าที่ของเขา มือปืนจำนวนมากพยายามไม่รู้ว่าเหยื่อเป็นใคร จะมีแค่คนชี้เป้า แต่ไม่รู้ข้อมูล ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ว่าเหยื่อเป็นคนดีหรือไม่ดี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อกันใจอ่อน เพราะถ้ารู้มากไป งานจะทำไม่สำเร็จ

ผมได้ยินคำว่า “มือปืน” มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยนะครับ เพราะภาพข่าวมันก็มีให้เห็นอยู่ตลอด เวลาเราพูดถึงคำนี้ ภาพในหัวมันก็มักจะเป็นคนโหดร้าย เป็นคนอันตราย ประมาณนั้นโดยอัตโนมัติ
แต่พอผมได้มีโอกาสไปเจอจริง ๆ มุมมองมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ผมไม่ได้จะพูดเข้าข้างเขานะครับ แต่อยากชวนให้ตั้งคำถามมากกว่า เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือ เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนเรา ๆ ทุกคนเลย และหลายอย่างมันแตกต่างจากภาพที่เราคิดไว้เยอะมาก
ผมเองเคยมีรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่มีคนบอกผมว่า “พี่คนนี้เขาเป็นมือปืน” แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าจริงหรือไม่จริง เพราะผมก็ไม่กล้าเดินเข้าไปถามตรง ๆ ว่า“พี่เป็นมือปืนจริง ๆ หรือเปล่า” สิ่งที่ผมรู้คือ เขาก็คุยกับผมปกติ เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับคำว่า “มือปืน” ว่า จริง ๆ แล้วมันคืออาชีพหนึ่ง หรือมันคือชีวิตของคนคนหนึ่งที่เราไม่เคยได้มองให้ลึกกว่าภาพที่เห็นในข่าวกันแน่
“พอเป็นอาชีพฆ่าคน มันมองดีไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะมันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ดีตั้งแต่ต้น
มันคือการรับจ้างฆ่าจากคนที่มีเจตนา
ซึ่งอันนี้ผมว่าใครก็มองว่าดีไม่ได้”
แหลม สมพล : ถ้าให้พูดมือปืน จริง ๆ เราก็เห็นข่าวแบบนี้มาตลอดนะครับ ตั้งแต่เด็ก ๆ เลย อย่างข่าวแนวเสี่ยคนนั้น ข่าวคาเฟ่ เฮียคนนั้นคนนี้ต่าง ๆ พวกนี้มันอยู่ในความทรงจำของเรา ว่าเขาโดนฆาตกรรม และมันก็มักจะเชื่อมโยงกับคำว่า “มือปืนรับจ้าง” หรือคำว่า “การเก็บ”
แม้กระทั่งพี่คนหนึ่งที่เป็นมือปืนทีมชาติ สุดท้ายก็ยังมีข่าวว่าโดนลอบฆ่า มันเลยทำให้คำว่า “มือปืน” สำหรับผมอยู่ใกล้กับความรุนแรงมาตลอดตั้งแต่เด็ก
แต่ต้องแยกอย่างนี้ก่อนนะครับ พอเป็นอาชีพฆ่าคน มันมองดีไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ดีตั้งแต่ต้น มันคือการรับจ้างฆ่าจากคนที่มีเจตนา ซึ่งอันนี้ผมว่าใครก็มองว่าดีไม่ได้
แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานเรื่องนี้ คือการเข้าไปทำความเข้าใจว่า “มือปืนคืออะไร” เขาคิดอะไรในตอนที่ลงมือทำ สิ่งที่พุฒิถ่ายทอดและเล่าให้ผมฟัง คือในความเป็นจริง มือปืนไม่ได้มีความอาฆาตต่อเหยื่อเลย แทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเหยื่อเป็นใคร โดยธรรมชาติของอาชีพ เขาไม่รู้ แล้วก็ไม่ได้สนใจว่าเหยื่อจะเป็นคนดีหรือไม่ดี เป็นใครมาจากไหน หรือทำอะไรมาถึงโดนฆ่า เขารู้แค่ว่าเป้าคืออะไร หน้าที่ของเขาคือต้องฆ่าให้สำเร็จ แล้วก็รับเงินไป นั่นคืออาชีพ ซึ่งถ้ามองตรงนี้ มันก็ยังเป็นสิ่งที่มองดีได้ยากอยู่ดี
แต่พอเราเข้าไปสัมผัสโลก “หลังอาชีพ” เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เราก็จะเห็นว่าเขาคือคนคนหนึ่ง มีหัวจิตหัวใจ เหมือนเรานี่แหละครับ เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
พอได้รู้ลึกขึ้นไปอีก ก็จะเห็นว่ามันมีที่มาที่ไปในการที่เขาเดินเข้ามาอยู่ตรงนั้น บางคนอาจเกิดจากความผิดพลาด พลั้งพลาดไปครั้งหนึ่ง แล้วมันก็ไม่มีทางกลับไปเดินในทางสว่างได้อีกแล้ว สุดท้ายก็จำเป็นต้องเดินต่อในเส้นทางนั้น มันก็แล้วแต่ชีวิตของแต่ละคนครับ ว่าเขาเดินมาถึงตรงนั้นได้ยังไง

SUM UP : หลายคนมองว่า “มือปืน” ดูเท่ ในขณะที่อีกหลายคนมองว่าน่ากลัว แหลมคิดว่า…คำว่าเท่กับมือปืนมันไปด้วยกันได้มั้ย
แหลม สมพล : ผมว่ามันก็ต่างคนต่างมองนะครับ มันมองเท่กันคนละแบบได้ แต่ผมอาจจะมองไม่เท่ หรือมองว่าเท่ลำบากอยู่
ถ้าการมองว่าเท่มันหมายถึงการยกเป็นไอดอล แบบ “คนนี้เท่จังเลย อยากจะเป็นอย่างพี่เขาจังเลย” ผมว่ามันก็คงไม่ใช่ แต่ผมว่ามันมีอีกมุมหนึ่งเหมือนกัน บางคนเริ่มจากเป็นนักเลง มีรุ่นพี่สายนักเลง แล้วพัฒนามาเป็นมือปืน มุมนี้บางคนอาจมองว่าเป็นคนใจถึง ซึ่งมันก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนจริง ๆ
ผมเคยคุยกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเป็นมือปืนมาก่อน ตอนนี้เลิกอาชีพนั้นไปแล้ว แล้วก็กลับมาเป็นคนดูแลคนในชุมชนที่เพชรบุรี ในมุมของคนเพชรบุรี เขามองมือปืนเหมือนซามูไร เป็นนักเลงตัวจริง เป็นคนที่ต้องใจถึง ต้องดูแล ต้องปกป้องคนในชุมชนได้ ให้เกียรติคนอื่นได้ มันเลยกลายเป็นมุมมอง ความเชื่อ หรือบริบทของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ซึ่งเราก็คงตัดสินในหัวใจของคนอื่นได้ยาก แต่ถ้ามองในเชิงของกฎหมายที่เราทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน ผมว่ามันก็ยังผิดอยู่ดีครับ

SUM UP : แล้วในมุมของผู้กำกับล่ะ มองต้นตอของ “มือปืน” ว่าเกิดจากอะไร?
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ส่วนใหญ่ของมือปืนที่ผมเจอหรือได้ฟังมา มันเกิดจากการที่เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการกฎหมาย
พอมีคนมองว่ามือปืนคือฮีโร มันก็เพราะว่าในเมื่อกฎหมายช่วยเขาไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมไม่ทำงานกับชีวิตเขา การตอบโต้กลับมันก็เลยเกิดขึ้น แล้วมันก็กลายเป็นวัฏจักรที่ส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ
แล้วเวลาคนถามว่า “มือปืนน่ากลัวไหม” ผมอยากจะชวนตั้งคำถามอีกแบบว่า “ที่น่ากลัวกว่ามือปืนคือใคร?” เพราะคนที่สั่งการ คนที่สั่งให้ไปฆ่าคน คนนั้นน่ะคือใคร?
บางทีเขาอาจจะไม่ได้ไว้หนวด ไว้เครา หรือพกปืน เขาอาจจะใส่สูท ผูกไท นั่งอยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจในการสั่งการ สำหรับผม คนแบบนั้นน่ากลัวกว่ามือปืนเยอะมาก
ทำไมอยากเล่าเรื่อง “มือปืน”
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ “มือปืน” อย่างเดียว
แต่มันคือเรื่องของชีวิต เรื่องของโครงสร้าง
และเรื่องของมนุษย์ที่ถูกผลักไปอยู่ตรงนั้น”
พุฒิ พุฒิพงษ์ : สำหรับผมมันเป็นวัฏจักรปกติของสังคมเลยนะครับ ซึ่งจริง ๆ ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่เรามักจะเลือกแกล้งปิดหูปิดตาข้างหนึ่ง
มันเริ่มจากเด็กเกเร เด็กเกเรเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวที่ไม่สมประกอบ ไม่มีพ่อไม่มีแม่ หรือเติบโตมาในชุมชนแออัด สลัม ขาดการศึกษา พอชีวิตมันเริ่มต้นแบบนั้น มันก็ไหลไปตามเส้นทางเดิม ๆ บางคนเข้าไปเรียนสายช่าง บางคนเข้าไปติดคุก แล้วก่อนจะออกมาก็จะมีคนมาพูดว่า “ไอ้คนนี้แม่งสด มาอยู่กับพี่มั้ย เดี๋ยวมึงมาทำงานกับกู” มันก็วนอยู่แค่นี้ เป็นวัฏจักรแบบเดิมซ้ำ ๆ บางคนพอกลับออกมาแล้ว พ่อแม่ก็ไม่อยู่แล้ว ชีวิตมันเคว้งคว้าง ไม่มีใครรอรับ การไปอยู่กับ “นาย” อย่างน้อยมันก็มีคนโอบอุ้ม มีคนดูแล มีเงินให้ใช้ แต่มันต่างจากการโอบอุ้มของครอบครัว การโอบกอดของบ้านมันคือความบริสุทธิ์ แต่การโอบอุ้มของนาย มันมีเงื่อนไข
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเลือกทางนั้นนะครับ ผมรู้จักหลายคนจาก 4 Kings เลย ที่พอออกมาแล้วมีคนยื่นการ์ดเชิญให้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ไป เลือกจะไปลำบาก ไปอดตายแทน มันอยู่ที่ภูมิคุ้มกันของแต่ละคนจริง ๆ ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมอยากเล่า “มือปืน” ต่อจากหนังเรื่องก่อน ๆ
ผมไม่ได้อยากเล่าหนังที่ฆ่ากันอย่างเดียว แต่ผมอยากเล่ามือปืนในฐานะมนุษย์ คนที่ร้องไห้เป็น รักเป็น เสียใจเป็น รู้จักบุญคุณ แล้วถ้าดูให้ลึกจริง ๆ เราจะเริ่มเห็นว่า คนที่ร้ายกว่ามือปืนจริง ๆ คือใครกันแน่ คนที่สร้างวัฏจักรแบบนี้ขึ้นมาคือใคร
ตอนที่ผมไปรีเสิร์ช ไปเจอมือปืนจริง ๆ ภาพในหัวผมตอนแรกคือ เขาน่าจะต้องน่ากลัว ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ใช้ชีวิตแบบไม่ปกติ แต่พอไปเจอจริง ๆ มันไม่ใช่เลยครับ เขาอยู่บ้านธรรมดา อยู่กลางหุบเขา ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ตรงนั้นยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ “มือปืน” อย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของชีวิต เรื่องของโครงสร้าง และเรื่องของมนุษย์ที่ถูกผลักไปอยู่ตรงนั้น

ในดวงดาวสีน้ำเงิน แหลม สมพล และเพชร
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ต้องขอเกริ่นก่อนนะครับว่า จุดเริ่มต้นของมือปืนจริง ๆ มันยังไม่ใช่โปรเจกต์หนังด้วยซ้ำ ตอนนั้นพี่แหลมมาทำเพลง “เรือนจำสุดท้าย” ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ในช่วง End Credit ของหนังวัยหนุ่ม
วันนั้นพี่แหลมอัดเพลงเป็นเวอร์ชันกีตาร์โปร่ง อยู่ในห้องอัดของพี่โจ ซึ่งเป็นคนตัดหนังประจำของผม มันไม่ได้อัดแบบจริงจังอะไรเลย เป็นเทคเดียว เล่นสด ๆ อัดในมือถือ แล้วเอาฟีลลิงนั้นไปใช้ในหนัง พอเพลง “เรือนจำสุดท้าย” จบ พี่แหลมก็หันมาบอกผมว่า “เฮ้ย พี่พุฒิ ผมมีเพลงอีกเพลงหนึ่ง อยากเล่นให้ฟัง” แล้วพี่แหลมก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเพลง “ในดวงดาวสีน้ำเงิน” ให้ฟัง
ตอนนั้นยังไม่มีโปรเจกต์อะไรเลยนะครับ ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้กับอะไรด้วยซ้ำ แต่มันเป็นเพลงที่มีความเคว้ง มีความอ้างว้างบางอย่างอยู่ในนั้น ผมเลยบอกพี่แหลมไปว่า “พี่แหลม เพลงนี้ผมขอซื้อเก็บไว้ก่อนนะ ยังไม่รู้จะใช้กับเรื่องไหน แต่ขอเก็บไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวพี่มาเล่นด้วยนะ”
จากตรงนั้นมันเหมือนอะไรหลายอย่างมันต่อเนื่องกันแบบบังเอิญ พอเราปิดกล้องวัยหนุ่มเสร็จ พี่ใหญ่ก็มาคุยกับผมว่า “มีเรื่องนี้ สนใจมั้ย?” ผมก็บอกว่า “สนใจ”
พอเริ่มคิดถึงโปรเจกต์มือปืน สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวผมกลับเป็นความอ้างว้าง ความเงียบ ความโดดเดี่ยวบางอย่าง ซึ่งมันไปตรงกับฟีลลิงของเพลงนั้นพอดี ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ผมไปเจอมือปืนตัวจริง อดีตมือปืนที่มาหาผม คาแรกเตอร์เขาก็คล้ายพี่แหลมมาก พูดเบา ๆ เงียบ ๆ ไม่แสดงออกเยอะ มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ทุกอย่างมันเหมือนถูกกำหนดมาแล้ว พี่แหลมเหมาะกับเพชรตั้งแต่ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างด้วยซ้ำ

การเตรียมตัวมาเป็น “เพชร” ของ “แหลม”
แหลม สมพล : สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำตัวเองให้ “ว่าง” ครับ ว่างในความหมายก็คือ ไม่เอาตัวเราไปตัดสิน ไม่ยึดเอาความรู้สึกของเราเข้าไป เพราะถ้าเรายังเป็นเราอยู่ มันจะกลายเป็นแหลมทันที ซึ่งเพชรไม่ใช่เราเลย ไกลกันมาก มันต้องเชื่อจริง ๆ ว่าเราคือคนนั้น ต้องกล้าคิดว่า ตอนนี้เรากำลังจะฆ่าคน กำลังจะทำให้ชีวิตหนึ่งหายไป ตายไป เอาชีวิตของเขาไปจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความแค้นอะไรเลย ใจมันต้องอยู่เหนือชีวิตตรงนั้นไป ต้องเชื่ออย่างนั้นให้ได้ มันเป็นเรื่องข้างในมากกว่า เป็นสภาวะที่ต้องเชื่อว่าการกระทำตรงหน้าคือ “งาน” ไม่ใช่อารมณ์
แล้วก็มีไปเรียนการแสดงครับ แต่การเรียนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เทคนิคการแสดงอย่างเดียว มันคือการเข้าไปทำความเข้าใจชีวิต เข้าใจวิถีชีวิตของตัวละคร ตั้งแต่ต้นทางเลยว่าลืมตาดูโลกมาแล้วชีวิตเขาเป็นยังไง
ในโลกของเพชร เขาเหมือนลืมตามาแล้วก็ไม่มีใครอยู่แล้ว ภาพของแม่ก็ราง ๆ พ่อก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ชีวิตของเขาอยู่ในบ่อน เดินวนอยู่แค่นั้น โลกกว้างของเขามีแค่นี้เอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาเรียนรู้ก็มาจากตรงนั้น จากคนในบ่อน จากคนที่ทำงานสีเทา โครงสร้างชีวิตเขามันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น โอกาสที่เกิดมา เขาก็อยู่ในโลกเทาใบนั้นเลย
พอเวลาผ่านไป เขาก็พัฒนาตัวเองตามทางที่เขามี แต่โอกาสที่จะไปทำอะไรในโลกกว้างแบบที่คนอื่นมองว่าดี เขาไม่มี เขาได้แค่นั้นจริง ๆ เขาเริ่มจากการทวงหนี้ ทำงานสีเทาต่าง ๆ แล้วพอถึงจุดหนึ่ง เขาก็ตั้งใจอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ดันเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาพลั้งมือฆ่าคน มันเหมือนลมเปลี่ยนทิศ จากเดิมที่อยู่ในโลกเทา ๆ ก็ถูกพัดเข้าไปลึกกว่าเดิม จากเทากลายเป็นดำ จากตรงนั้น เขาก็ต้องหนี และเข้าไปอยู่ในโลกของมือปืนเต็มตัว
มันเหมือนกับว่ากล่องชีวิตของเขามีอยู่แค่นั้น แล้วจะให้เขาไปเลือกอะไรได้มากกว่านี้ล่ะ เขาต้องเอาชีวิตรอด ต้องหาเงิน ต้องกินต้องอยู่ แต่โอกาสของเขามีแค่นี้จริง ๆ
คนที่นำทางชีวิตของเขาก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอกรอบ ๆ ตัว ตัวแปรที่จะทำให้เขาเห็นโลกกว้างกว่านี้มันแทบไม่มีเลย โอกาสก็ไม่มี ผมเชื่อว่าตรงนี้แหละที่พาเขาไปถึงระดับของการเป็นมือปืน ถ้าย้อนไปดูอย่าง 4 Kings มันก็คล้ายกันนะครับ บางคนเกิดมาในสลัม พ่อแม่ไม่ได้ดูแล ไม่รับผิดชอบ ชีวิตมันเริ่มต้นแบบนั้น

หนังของพุฒิมันพาไปตรงจุดนี้ตลอด คือพาไปดูว่าโอกาสตั้งแต่เกิดมาเป็นยังไง โอกาสที่สังคมให้ หรือโอกาสที่สังคมตัดสิน มันควรถูกทบทวนกันเยอะ ๆ ไม่ใช่แค่ตัดสินอย่างเดียว เพราะบางทีเด็กก็คือเด็ก ทุกคนมีสิทธิพลาด โดยเฉพาะตอนที่ยังเด็ก วุฒิภาวะมันต่ำ
ผมเคยไปร้องเพลงในเรือนจำที่ภูเก็ต เด็กบางคนอายุยังเท่านี้อยู่เลย แต่แววตามันไม่ใช่เด็กแล้ว ผมก็ถามตัวเองว่า เขาไปเจออะไรมาบ้าง บางคนโดนข่มขืน บางคนโดนกระทำตั้งแต่ในครอบครัว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่เขาไปเล่าให้ใครฟังไม่ได้ แล้วความกดดันพวกนั้น เขาจะเอาคืนหรือจัดการกับมันก้ยังไม่ได้ ผมเคยถามเหมือนกันนะว่า แล้วเขาจะไปฟ้องใคร ไปฟ้องตำรวจ ตำรวจทำเต็มที่หรือเปล่าล่ะ?
บางกรณีโดนรังแก โดนแกล้ง แล้วตำรวจบอกว่า “ไม่ใช่ธุระ” คำแบบนี้มีอยู่จริงนะครับ มันเกิดขึ้นจริง ในโลกที่เราอยู่มีทั้งคนโกง ทั้งคนแกล้ง เต็มไปหมด แล้วในห้องนั้น ถ้าเกิดมีใครทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เด็กคนนั้นจะเดินไปหาใครได้ ตรงนี้มันทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า บางคนไม่ได้เลือกความรุนแรงตั้งแต่แรก แต่มันเหมือนไม่มีทางอื่นให้ไป
ผมคิดว่าต้องทั้งโครงสร้าง ต้องทั้งกฎหมาย มันต้องประกอบกันครับ ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว มันต้องมีกฎคุณธรรมด้วย คุณธรรมในแบบของศาสนา หรือหลักยึดเหนี่ยวทางใจ ตอนนี้เรามองสังคมยังไง มองวงการศาสนายังไง เรากำลังอยู่ในช่วงที่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กฎหมายก็งง กฎศาสนาก็งง คนก็เลยหาที่พึ่งยาก สุดท้ายบางอย่างกฎหมายอาจมองไม่เห็น แต่กฎแห่งกรรมมีจริงครับ ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันต้องยึดตรงนี้ให้ได้ และละอายต่อสิ่งที่ทำตั้งแต่เบื้องต้น แล้วใครจะเป็นคนสอน ใครจะเป็นคนบอก ถ้าพ่อแม่ไม่มีคุณธรรมด้วย จะเอาอะไรสอนลูก ครูอีก ไม่รู้ว่าครูมีจรรยาบรรณหรือเปล่า แล้วเพื่อนกันเองอีก แล้วเด็กจะเรียนรู้อะไร
อันนี้ชวนให้ไป zoom ดู มันมีของมันอยู่นะ ก็ชวนให้คิดแหละ

SUM UP : แล้วพอแหลมรู้จัก “เพชร” ผ่านบทบาทที่เล่น รู้สึกอะไรกับตัวละครนี้มากที่สุด?
แหลม สมพล : ผมว่าเพชรเป็นคนน่าสงสารนะครับ ด้วยชะตาชีวิตอย่างที่เล่าไปแล้ว เขาเกิดมาโดยที่พ่อแม่ก็เลือนรางมาก บุคคลในชีวิตที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจริง ๆ มีไม่กี่คน เขามีเพื่อนรักอยู่คนเดียวคือ ‘บอมส์’ โตมาก็โตมาด้วยกัน แล้วสุดท้ายก็กลายมาเป็นมือปืนด้วยกัน มี ‘ทราย’ คือผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด และความสัมพันธ์มันก็พัฒนาไปจนกลายเป็นเมีย เป็นความรักที่ลึกมากสำหรับชีวิตของเขา แล้วก็มี ‘ลุงต๋อ’ ที่เหมือนพ่อ ทั้งที่ไม่ใช่พ่อ แต่มีบุญคุณให้กัน มีน้องคนเดียวคือ ‘สำลี’ ที่เขาดึงเข้ามาอยู่ด้วยกันด้วยความสงสาร
ชีวิตของเพชรมันมีแค่นี้จริง ๆ เป็นชีวิตที่ค่อนข้างเหงา โลกของเขามีคนอยู่แค่ไม่กี่คนเอง และทุกอย่างในชีวิตเขาก็วนอยู่แค่วงนี้ ตอนที่ผมเข้าไปเล่น ผมรู้สึกเหมือนกับว่า “อ๋อ!!! ในโลกของเพชร เขามีคนอยู่แค่นี้เองใช่มั้ย” มันเศร้านะครับ ความรู้สึกแบบนี้มันอยู่ในใจตลอดเวลา
พุฒิ พุฒิพงษ์ : จริง ๆ มันตรงกับเพลงที่พี่แหลมเขียนเลยครับ เพราะมือปืนที่เป็น “มือปืนอาชีพจริง ๆ” มักจะมีชีวิตแบบนี้ ต้องแยกก่อนนะครับว่า มือปืนมีอยู่สองแบบ แบบหนึ่งคือมือปืนที่มีนาย อยู่กับผู้มีอิทธิพล อันนั้นชีวิตจะสบายกว่า แต่ถ้าเป็นมือปืนอาชีพ รับงานเป็นจ็อบ ๆ ทำงานเสร็จแล้วต้องหนี หนีตลอด มันตรงกับเนื้อเพลง “ในโลกความจริงฉันไม่มีใคร ในโลกสดใสฉันหนีปัญหา” เพราะเขาต้องหนีจริง ๆ หนีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหนีคนรักด้วย มือปืนอาชีพจำนวนมากไม่มีคนรัก หรือถ้ามี ก็ยากมากที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้
แหลม สมพล : ผมว่ามันคือการหนีหมดเลยครับ หนีโลกความจริงแบบที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวันนี้

SUM UP : พอรับงานเสร็จแล้วก็ต้องหนี แม้แต่คนรักก็ไม่สามารถติดต่อได้ แบบนี้มันคือความไม่ไว้ใจหรือเปล่า?
พุฒิ พุฒิพงษ์ : มันมีได้หลายแบบครับ สมมติว่าผมไปทำงานมา แล้วผมมีคนรัก สิ่งที่ผมกลัวคือ ถ้ามีใครรู้ว่าคนนี้คือคนรัก เขาอาจจะโดนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหนก็ตาม บางคนก็เลยเลือกที่จะหายไปเลย บอกลาไม่ได้ ขอโทษไม่ได้ ตัดขาดไปเลย แต่ก็มีอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน คือคนรักบางคนไม่ไหวแล้ว อยากให้เขามอบตัว อยากให้เรื่องมันจบ ก็อาจจะเลือกแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งสำหรับมือปืน บางครั้งมันไม่ใช่การทรยศ แต่มันคือความรักในแบบที่พูดไม่ถูก เพราะในหัวของคนรัก เขาอยากให้เรื่องจบ แต่ในหัวของมือปืน เขาอาจจะยังอยากสู้ ยังไม่อยากมอบตัว เพราะรู้ว่าถ้ามอบตัว หรือถ้าถูกไล่ล่า มันอาจจะจบด้วยการถูกวิสามัญก็ได้ นี่แหละครับ คือความคิดที่ไม่ตรงกันของคนสองฝั่ง

SUM UP : เพชรเป็นตัวละครที่ดูนิ่ง แต่ข้างในมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ คิดว่าเพชรอ่อนไหวมั้ย?
พุฒิ พุฒิพงษ์ : อ่อนไหวครับ แล้วนั่นแหละคือเหตุผลที่เขาเป็นมือปืน ผมเจอคนแบบนี้มาจริง ๆ คนอาจจะมองว่าเขาพูดสุภาพ เรียบร้อย ยิ้มง่าย ดูไม่มีพิษมีภัย แต่สำหรับผม คนที่โผงผางมันดูง่าย ดูรู้ ปราบง่าย แต่คนที่นิ่ง ๆ นี่แหละ อ่อนไหว และมีพลังรุนแรงมาก
แหลม สมพล : เพราะเขา “รัก” มากครับ อย่างนักเลงที่เราพูดถึงกัน จริง ๆ มันเริ่มจากการรักเพื่อน รักฝูง รักคนของตัวเอง พอมีใครมาทำร้ายคนที่เขารัก เขาจะยอมไม่ได้ “มึงมาทำเพื่อนกูที่กูรัก แล้วมันผิดอะไรวะ ทำไมต้องโดน?” ความรักมันเลยแปรเปลี่ยนเป็นการเอาคืน เป็นการแก้แค้น เป็นคำไหนคำนั้น ถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก มันเป็นเรื่องของหัวใจล้วน ๆ ใช้ความรักเป็นพลังของคนแบบนี้
SUM UP : แล้วชื่อ “เพชร” มีความหมายอะไรซ่อนอยู่?
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ชื่อจริงของตัวละครคือ “คมเพชร” ครับ เพชรมันหมายถึงความแข็งแกร่ง ต่อให้ถูกกำ ถูกบีบแค่ไหน พอปล่อยออกมาก็ยังเป็นเพชรอยู่ดี บอมส์ก็เหมือนระเบิด ทรายก็เหมือนทราย สำลีก็เหมือนสำลี ทรายกับระเบิด ต่อให้กำหรือไม่กำ มันก็ยังเป็นตัวของมันเอง แต่สำลีพอโดนกำ มันจะกลายเป็นก้อน แล้วพอปล่อยออกมา มันไม่เหมือนเดิมแล้ว มันจะฟูมันบ่งบอกสภาพจิตใจของตัวละครแต่ละคน
แหลม สมพล : มันไปตามแรงบีบเลยครับ ใครบีบเขา เขาก็เป็นแบบนั้น ไม่ได้เป็นตัวตนของตัวเอง
พุฒิ พุฒิพงษ์ : แต่เพชรไม่ใช่แบบนั้น กำแล้วปล่อยออกมา เขาก็ยังเป็นเพชร มันคือความหมายที่ตัวละครทั้งหมดซัปพอร์ตกันอยู่ในเรื่องนี้
แหลม สมพล : พุฒิเขาละเอียดมากนะครับกับการคิดชื่อตัวละคร ผมว่าดี

2 เพลงที่แหลมแต่งให้กับจังหวะชีวิตของเพชร
แหลม สมพล : เพลง “สุนัขของนาย” เกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังเริ่มเข้าใจความเป็นมือปืนครับ เป็นช่วงที่เพิ่งเข้าเวิร์กช็อป ได้คุยกับพุฒิ ได้เริ่มเรียนรู้โลกของตัวละครจริง ๆ มันเหมือนมือปืนหัดใหม่ ยังไม่เข้มมาก เพราะฉะนั้นท่าทีของเพลงมันก็ไม่ได้ดุดัน ผมตั้งใจไม่ให้ทำนองมันโกรธ เพราะจากสิ่งที่เราเรียนรู้ มือปืนไม่ได้ฆ่าด้วยอารมณ์โกรธ เขาฆ่าแบบหน้าตาเฉย ทำเสร็จแล้วก็เดินไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เนื้อเพลงมันเลยออกมาในลักษณะที่เหมือนตัวละครกำลังแนะนำตัวเอง “ตายถึงคราวตายต้องตาย อย่าโกรธผมที่ทำให้คุณถึงความตาย แค่มือปืนรับใช้ของเจ้านาย” มันคือการบอกว่า ผมเป็นแค่สุนัขของนาย เป็นมือปืนที่ทำตามคำสั่ง ถ้าผมไม่ฆ่าคุณ ผมก็ต้องตาย นายก็จะเก็บผม ผมไม่มีสถานะอื่นเลย นอกจากเป็นเครื่องมือ เพลงนี้เลยเหมือนการบอกว่า “นี่แหละ มือปืนคือใคร”
ส่วน “หนีคดี” มันเกิดขึ้นตอนที่ผมเดินทางเข้าไปกับหนังจริง ๆ แล้วครับ ระหว่างถ่ายทำ ผมจะพกกีตาร์ไปตลอด มันทั้งเป็นการแต่งอารมณ์ และเป็นการแก้เหงา ตอนที่ถ่ายฉากเพชรกับกลุ่มเพื่อนหนีขึ้นรถไฟ เราอยู่ในสภาวะที่เวิ้งว้างมาก ไม่รู้ว่าปลายทางคือที่ไหน รู้แค่ว่าต้องหนี ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้อยากหนี เราสัญญากันแล้วว่าจะเริ่มชีวิตใหม่ แต่ก็ออกจากวงจรนี้ไม่ได้ มันยากมาก ก็เลยต้องหนีไปเรื่อย ๆ

ช่วงนั้นเราถ่ายที่เพชรบุรีจริง ๆ ฉากรำวงก็ใช้คนในพื้นที่จริง ๆ เราได้ไปอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และได้เจอพี่เล็ก (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นอดีตมือปืนที่มาเป็นที่ปรึกษาให้พุฒิด้วย วันนั้นเป็นวันที่ผมได้คุยกับพี่เล็กครั้งแรก เขาเล่าเรื่องชีวิตให้ฟัง เล่าถึงการรับปากเพื่อน การแก้แค้น แล้วก็ผลของกรรมที่ตามมา มันไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่มันเป็นประสบการณ์ เป็นอุทาหรณ์ คืนนั้นผมนอนพร้อมกับข้อมูลเต็มหัว ตื่นเช้ามาความรู้สึกมันอัดแน่นมาก
พุฒิ พุฒิพงษ์ : คืนก่อนถ่ายเลิกกันตีสี่ตีห้า แต่เช้าวันนั้นประมาณเก้าโมง ผมได้ยินเสียงกีตาร์ ตอนแรกยังคิดว่าใครในกองนั่งกินเหล้าเล่นกีตาร์กันอยู่
แหลม สมพล : มันเหมือนมันต้องออกมาแล้วครับ ผมตื่นมา นั่งกับกีตาร์ตัวเดียว แล้วประโยคแรกมันก็ออกมาเลย “อยู่บนรถไฟ ใจอยู่กับเธอ” จากนั้นมันก็ไหลยาวไปเหมือนเรานั่งอยู่บนรถไฟขบวนนั้นจริง ๆ ภาพความรู้สึกมันวิ่งไปเรื่อย ๆ เหมือนรถไฟที่ไม่รู้ว่าจะไปจอดตรงไหน ถ้าฟังเวอร์ชันเพลงต้นฉบับ เสียงกลองมันจะเหมือนเสียงรถไฟที่วิ่งไปเรื่อย ๆ เพลงมันก็พาเราไปตามอารมณ์ของตัวละคร นั่นแหละครับ หนีคดี
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ผมอึ้งเลยครับ พี่แหลมเริ่มแต่งตอนบ่ายกว่า ๆ แล้วส่งมาให้ผมฟัง ผมเปิดฟังแล้วก็บอกทันทีว่า “เอาเลยครับพี่”
แหลม สมพล : หลังจากนั้นผมก็ร้องให้เฟยฟังก่อนเลย เพราะเราเข้าฉากด้วยกันตลอด กินข้าวด้วยกัน ผมหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น แล้วก็ถามเขาว่า “เฮ้ย ดีเปล่าวะเฟย” ก็ปรึกษากัน มันเหมือนเป็นการแชร์อารมณ์ของเพชรให้กันฟังในกองถ่าย

ซีนที่ภูมิใจเป็นพิเศษ
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ผมชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดตั้งแต่ทำมาเลยครับ เพราะโลเคชันมันเปลี่ยนเกือบทุกซีน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมอัดอั้นมาจากวัยหนุ่มด้วย เรื่องนั้นเราอยู่แต่ในคุก ตื่นมาก็เข้ากอง เจอแต่คุกทั้งเรื่อง มันหดหู่มาก แต่มือปืนมันปล่อย มันโล่ง แม้จะเหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่ผมรู้สึกสนุกกับมัน
ถ้าถามว่าชอบซีนไหนที่สุด ผมคงตอบว่า…ชอบทุกซีนเลยครับ ตั้งแต่ซีนแรก เพราะทุกซีนมันท้าทาย ทั้งตัวผม ทีมงาน และนักแสดง ในแง่โปรดักชัน แต่ละซีนมันโหดมาก ถ่ายยากทุกซีน เราทำงานแข่งกับเวลาตลอด แต่ความยากตรงนั้นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจกับหนังเรื่องนี้
แหลม สมพล : สำหรับผม ทุกฉากมันหนักหมดเลยครับ มันเหมือนต้องมีน้ำตาตกอยู่ลึก ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่เจอกับนางเอก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร แค่เจอหน้าก็ร้องแล้ว น้ำตามันมาเองตลอด
SUM UP : บทมันต้องร้องหรืออารมณ์มันมาเอง?
พุฒิ พุฒิพงษ์ : มันต้องลองคิดตามนะครับ สมมติว่าพี่อยู่ในสถานการณ์นั้น พี่ทิ้งเขาไปในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา แล้ววันหนึ่งกลับมาเจอกันอีกครั้ง พี่จะรู้สึกยังไง
แหลม สมพล : มันคือความรู้สึกผิด ความรัก ทุกอย่างมันมาพร้อมกันหมดครับ ทั้งจากการบรีฟ จากการเรียนการแสดง หมายถึงการเข้าไปเข้าถึงแต่ละฉากจริง ๆ ก่อนจะไปถ่าย เราต้องเตรียมความรู้สึกเหล่านี้ให้เกิดขึ้นก่อน ตั้งแต่ในห้องเรียน ก้อนความรู้สึกนั้น เราต้องยกมันติดตัวไปที่โลเคชันจริง เพราะถ้าเราไม่เชื่อตรงนั้น ตั้งแต่ก่อนเข้ากอง พอไปถึงกองที่มีคนเยอะ มีสิ่งรบกวนเยอะ สมาธิมันจะหลุดง่ายมาก แต่พอเราเชื่อความรู้สึกนี้ตั้งแต่ต้น มันก็จะอยู่กับเราตลอด
สำหรับเพชร ความรู้สึกนี้มันเริ่มตั้งแต่วันที่เขาหนี มันคือความผิด ความคิดถึง พอวันหนึ่งได้กลับมาเจออีกครั้ง ความรู้สึกมันก็จะพุ่งขึ้นมาเอง ในเรื่องนี้ เพชรรักทุกคนครับ รักทราย รักบอมส์ รักสำลี เป็นห่วงเพื่อน เป็นห่วงน้อง รักลุงต๋อ มันเป็นความรักที่เขาแบกเอาไว้ทั้งหมด และมันอยู่ในใจเขาตลอดเวลา

พุฒิ พุฒิพงษ์ : ตอนที่ถ่ายจะมีอยู่ซีนหนึ่งที่ทำให้ผมเสียน้ำตา มันเกิดขึ้นในซีนที่พี่แหลม บอมส์ แล้วก็ลุงต๋อ กำลังจะลาจากกัน ตอนนั้นอยู่ดี ๆ พี่ตุ๋ยร้องไห้ขึ้นมาก่อน พอพี่ตุ๋ยร้อง พี่แหลมก็ร้อง เฟยก็ร้อง มันส่งต่อกันแบบไม่ได้นัดหมาย
พอคัตปุ๊บ ผมก็เดินไปถามพี่ตุ๋ยว่า “พี่ตุ๋ยร้องทำไมครับ?” พี่ตุ๋ยตอบกลับมาว่า “ไม่เอาหรอ แกไม่เอาหรอ?” ผมก็บอกว่า “เอาครับพี่ แต่อยากรู้ว่าร้องทำไมครับ” แกก็บอกว่า “ก็ฟีลมันมา รักพวกนี้เหมือนลูกเหมือนหลาน แล้วมันกำลังจะไป แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะตายแล้ว ก็เลยร้องไห้” ตอนนั้นผมรู้สึกเลยว่า “โห!!! พลังการแสดงมันส่งถึงกันจริง ๆ”
แหลม สมพล : วันนั้นมัน magic มากจริง ๆ ครับ มันเป็นการที่เราค่อย ๆ กลืนเข้าไปอยู่ในโลกของตัวละครทีละนิด เราค่อย ๆ เข้าไป อินขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างการถ่ายทำ ทั้งจากโลเคชัน จากบท จากการที่เรารู้จักตัวละครมากขึ้น ผมเชื่อว่าวันนั้นพี่ตุ๋ยพีคมากจริง ๆ ผมรู้สึกเลยว่า “โห!!! พี่นี่แหละ คือลุงต๋อ”
ผมกับเฟยมันเหมือน synchronize กันโดยไม่ต้องพูดอะไร มันเชื่อมถึงกันหมด ว่าเรากำลังอยู่ตรงจุดเดียวกัน มันเป็นซีนที่ทุกอย่างมันมาเองจริง ๆ

SUM UP : เล่าถึงซีนนั่งยางให้ฟังหน่อย ในฐานะคนดู มันถึงกันมากเลย
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ใส่กันเต็มที่ครับ ใส่เต็มที่แบบพลังมาเลย พี่แหลมก็ร้อง เฟยก็ร้อง พี่แหลมกับเฟยน่าจะรู้สึกกันจริง ๆ
แหลม สมพล : รู้สึกจริงครับ เพราะถ้าไม่เชื่อ มันจะหลุดทันที ถ้าผ่านเวลาไปแล้ว เพชรกลายเป็น “เพชรเก๊” มันฟ้องนะ คนวันนั้นในคาราโอเกะ คนวันนั้นในงานวัด กับคนที่นั่งยาง มันคือคนคนเดียวกัน หัวใจดวงเดียวกัน เดินทางมาจนถึงวันที่เพื่อนที่รัก น้องที่รัก กำลังจะเป็นจะตาย ตอนนั้นมันไม่มีสิทธิคิดอย่างอื่นเลย นอกจากความตายที่รออยู่ตรงหน้ากับความหวังอันน้อยนิดที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
พุฒิ พุฒิพงษ์ : จริง ๆ พี่แหลมชอบบอกว่าแกเป็นศิลปิน ไม่ได้เป็นนักแสดง แต่ผมอยากบอกว่า ผมเจอนักแสดงมาเยอะวันที่อารมณ์มันชิ่งต่อกันแบบนั้นมันมาแรงมาก เฟยส่งให้พี่แหลม พี่แหลมส่งกลับไป เบนก็ส่งมาอีก มันกลายเป็นพลังที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้นซึ่งพลังแบบนี้ มันต้องมาจากนักแสดงเป็นหลักจริง ๆ
แหลม สมพล : ใช่ครับ วันนั้นเบนมาเต็มมาก อำมหิตมาก เราก็ยอมไม่ได้ กูก็มือปืนนะเว้ย เบนบอกผมเลย “พี่ เอาตีนเหยียบหัวผมได้” ผมก็บอก “ได้เลยเบน”
พุฒิ พุฒิพงษ์ : แล้วไม่ได้บอกผมก่อนด้วยนะ อยู่ดี ๆ ถ่ายปุ๊บ ผมยังงงอยู่เลย ผมบอก “เฮ้ย เบน ผมขอพี่แหลมนะ” พี่แหลมก็บอก “โอเค คุยกันแล้ว” ทีมนี้ชอบมีอะไรเซอร์ไพรส์ผมตลอด เขารู้ใจกัน
แหลม สมพล : ผมกับเฟยมันสนิทกันอยู่แล้ว เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ในกองถ่ายความสนิทแบบนี้มันจะชัดมาก นั่งกินข้าวด้วยกันใช้ชีวิตด้วยกัน ความคุ้นเคยพวกนี้มันอยู่ทั้งในหนังและอยู่ในชีวิตจริงในกองด้วย


ช่วงเวลาสำคัญของแต่ละคนในโปรเจกต์ “มือปืน”
พุฒิ พุฒิพงษ์ : สำหรับผมมันเริ่มตั้งแต่เข้าห้องครูร่มเลยครับ ครูร่มเป็น acting coach ของเรื่องนี้ ตั้งแต่วันนั้นไปจนถึงวันปิดกล้อง และขั้นตอน post-production ความรู้สึกของผมคือ ผมกล้าพูดได้เลยว่าทุกขั้นตอนมันน่าประทับใจมาก
ตอน 4 Kings ผมเทสต์นักแสดงเยอะแล้วนะครับ แต่มือปืนเยอะกว่าอีก ดูเยอะมาก เป็นร้อยรอบได้ ผมดูซ้ำ ๆ แบบนี้ แต่ก็ยังรู้สึกสนุก ยังรู้สึกชอบ เพราะผมตั้งใจมาก ตั้งใจกับน้องโป้ง ตั้งใจกับพี่ต๊อด ตั้งใจกับโบท ว่าอยากเอาความเป็นวัยหนุ่มกับ 4 Kings มาจับกัน แล้วให้มันออกมาเป็น มือปืน
ในมุมของผมกับทีมงาน เราคิดว่าเราทำได้จากสิ่งที่เห็นในฟุตเทจ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูจะชอบรสชาติแบบนี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นสำหรับผม มันเลยเป็นโปรเจกต์ที่ประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบจริง ๆ
แหลม สมพล : ผมอยากชวนให้คนดูลองมองหนังเรื่องนี้ โดยถอดอคติบางอย่างของคำว่า “มือปืน” ออกก่อน แล้วกระโจนเข้าไปในโลกของหนัง ถ้าพูดในมุมของผม หลังจากได้ดูหนังในเวอร์ชันที่ยังไม่เสร็จ ผมรู้สึกเลยว่ามันเป็นหนังที่สนุกมาก ครบรส มีบู๊ มีแอ็กชัน มีดราม่า มีความรัก หนังของพุฒิก่อนหน้านี้มันตึงมาก ผู้หญิงโผล่มานิดเดียว แต่เรื่องนี้มันมีความรัก มีหัวใจ มีความละมุนอยู่ในนั้น สำหรับผม มันเหมือนเป็นจักรวาลของพุฒิพงษ์ที่โตขึ้น

SUM UP : เหมือนเป็นจักรวาลที่มีมิติมากขึ้นใช่มั้ย?
แหลม สมพล : I think so ครับ เขากล้าที่จะใส่มิติใหม่เข้าไปในตัวละคร ไม่ได้มีแค่ความสัมพันธ์แบบเพื่อน พี่ น้อง แต่มีความรักชาย-หญิงเข้ามาด้วย เวลาหนังมี “ดอกไม้” สักดอก มันช่วยพักอารมณ์คนดูนะครับ มันทำให้เรารู้สึกถึงความรัก มีหัวใจพาเราเดินทางไปกับเรื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ที่ผมเห็นจากหนัง
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ตอนนี้ผมพูดได้เลยนะครับว่า การแสดงของพี่แหลมดีขึ้นกว่า 4 Kings เยอะมาก อยากให้จับตาดูเลย ดีดนิ้วปุ๊บน้ำตาไหลจริง เลือกได้ด้วยซ้าย–ขวา
แหลม สมพล : มันเป็นการเรียนรู้ที่หนักเหมือนกันครับ เพราะผมไม่ได้อยู่ในสายการแสดงมาตั้งแต่แรก เรื่องแรกที่ผมเรียนการแสดงคือ 4 Kings แล้วก็มาเรื่องนี้ เล่นกับพุฒิอีกครั้ง ตอนแรกผมเกร็งมาก เราเป็นศิลปิน พอจะเปลี่ยนไปอยู่ในฟอร์มของนักแสดง อิริยาบถ ร่างกาย ความจำต่าง ๆ มันเหมือนถูกบล็อกหมด
ผมต้องกลับไปเรียน ทำการบ้าน เห็นฉากปุ๊บก็พยายามจินตนาการเป็นภาพว่า เหตุการณ์นี้เขานึกถึงอะไร เขามองไปทางไหน เขาหายใจยังไง จังหวะมันเป็นยังไง พยายามเข้าไปถึงบริบทนั้น แล้วค่อย ๆ พัฒนาไป ครูก็ให้ฟีดแบ็กว่าเราทำได้ดีขึ้น ความเชื่อมั่นก็มากขึ้น แล้วมันก็เริ่มสนุก แต่ตัวละครมันสะบักสะบอมมาก พอออกมาจากบทก็เรียกว่า “น่วม” เหมือนกัน แต่เราต้องกลับบ้านให้ได้ หมายถึงเราต้องมี “บ้าน” ของเรา มีโลกความจริงของเรา ไม่อย่างนั้นเราจะล่องลอย แล้วจะเรียกตัวเองกลับมาลำบาก ผมก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ กลับมาอยู่กับแฟน ครอบครัว เล่นดนตรีเหมือนเดิม เราไปอยู่ในโลกนั้นได้ แต่เราต้องกลับมาให้ได้ อันนี้ผมว่ามันสำคัญมาก และมันทำให้ผมไม่ค่อยมีปัญหาตรงนี้

SUM UP : หลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่กับ “เพชร” มาระยะหนึ่ง แหลมเรียนรู้อะไรจากเพชรบ้าง?
แหลม สมพล : ผมว่าเพชรเป็นคนซื่อ ๆ นะครับ ซื่อในความหมายที่ว่าเขาซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเขา คือความรักของคนคนหนึ่งที่มีต่อคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นคนรัก หรือคนที่เขาเคารพ เพชรมีความรักอยู่มาก และความรักนี่แหละที่ทำให้เขาทรงตัวอยู่ได้ ภายใต้สิ่งที่เขายินยอมจะเป็น
เขาไม่ได้เลือกชีวิตแบบนี้ตั้งแต่แรก แต่ชีวิตมันลิขิตให้เขาต้องเลือกแบบนี้ เลือกไปกับลุงต๋อ ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณ เลือกไปกับเพื่อน เลือกยอมรับบทบาทที่ตัวเองต้องเป็น ความซื่อของเพชรคือการไม่หลอกตัวเองว่าเขารู้สึกอะไร เขารักใคร และเขายอมเสียอะไรเพื่อคนเหล่านั้น
มีอะไรใน “มือปืน”
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ผมว่ามันมีอะไรให้ดูเยอะมากนะครับ การฆ่ากันเป็นแค่ประเด็นย่อย สิ่งที่อยู่ข้างในจริง ๆ คือมิตรภาพ ความรัก บุญคุณ และคำถามที่ผมอยากโยนให้สังคมคิดต่อ ผมชอบตั้งคำถามว่า “ใครกันที่น่ากลัวกว่ามือปืน”
ตอนเด็ก ๆ ครูถามว่าอยากเป็นอะไร ผมไม่เคยได้ยินเพื่อนคนไหนบอกว่าอยากเป็นมือปืน ส่วนใหญ่จะตอบว่าอยากเป็นตำรวจ อยากเป็นครู อยากเป็นทหาร แล้วใครกันแน่ที่น่ากลัวกว่ากัน หรือถ้าลองไปถามมือปืนจริง ๆ ว่า “พี่ อาชีพอะไรที่จ้างพี่บ้าง” ถ้าได้ฟังคำตอบ บางคนจะขนลุก เพราะบางอาชีพที่เราไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้อง พอได้ยินจริง ๆ แล้วมันสะเทือนมาก ตรงนี้แหละครับ คือสิ่งที่ผมอยากให้คนดูเห็น ไม่ใช่แค่ปืน แต่เป็นโครงสร้าง เป็นระบบ และเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบง่าย ๆ
SUM UP : ถ้าให้เลือกคำเดียว หรือประโยคเดียว เพื่ออธิบาย “มือปืน” แต่ละคนจะเลือกคำว่าอะไร
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ผมว่า “มุมมืดที่เรามองเห็น มันยังไม่น่ากลัวเท่ามุมสว่างที่เราคิดว่าปลอดภัย” เวลาที่เราเดินเข้าไปในที่มืด เราจะระวังตัวอยู่แล้ว แต่พออยู่ในที่สว่าง เรามักไม่ระวัง บางทีเรามองเห็นคนคนหนึ่งภาพลักษณ์ดูดี ใส่สูท ผูกไท ดูน่าเชื่อถือ แต่คนคนนั้นอาจเป็นคนสั่งฆ่าคนก็ได้
แหลม สมพล : สำหรับผมคือ “ในขาวอาจจะเป็นดำ และในดำอาจจะเป็นขาว” เราไม่สามารถตัดสินใครจากกรอบ จากยูนิฟอร์ม หรือจากสิ่งที่ตาเห็นได้ สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงก็ได้
SUM UP : หลังจากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับโลกของมือปืน มุมมองที่มีต่อคำว่า ‘มือปืน’ เปลี่ยนไปมั้ย?
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ผมก็ยังมองมือปืนเป็นมือปืนเหมือนเดิมครับ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ ผมเข้าใจชัดขึ้นว่าเขาเป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรสังหาร เขามีความรู้สึก มีชีวิต มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น ถ้าถามว่าเปลี่ยนไปไหม ผมว่ามันทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่าใครกันแน่ที่โหดร้ายกว่ามือปืน หลังจากได้ไปคุย ได้ไปฟังเรื่องราวจริง ๆ ผมเห็นชัดมากขึ้นว่า บางครั้ง ความโหดร้ายมันไม่ได้อยู่ที่คนถือปืน
ถ้าคนดูตัดอคติออก แล้วดูด้วยใจเปิด เขาจะเห็นเองว่าใครร้ายกว่าเพชร ใครร้ายกว่าบอมส์ ใครร้ายกว่าลุงต๋อ ผมพยายามไม่ชี้นิ้วตรง ๆ ถ้าผมทำหนังที่อเมริกา ป่านนี้เล่าได้หมดแล้ว


แหลม สมพล : สิ่งที่เราพูดถึงมันมีอยู่จริงในสังคมอยู่แล้ว เราแค่หยิบมันมาทำเป็นภาพยนตร์ แน่นอนว่ามันไม่ใช่สารคดี มันดูเหมือนจริง แต่อยู่ในรูปของหนัง เรื่องการฆ่ากันในแผ่นฟิล์มก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ John Wick ก็ฆ่ามาไม่รู้กี่ศพ แต่ท่าทีของหนังพุฒิ มันหยิบเรื่องใกล้ตัว เด็กอาชีวะ มือปืน ชุมชน แล้วเล่าด้วยความ realistic คล้ายภาพข่าว คล้ายเรื่องจริง ผมคิดว่า ถ้าเรามองว่า “นี่คือหนังเรื่องหนึ่ง” อรรถรสมันจะพาเราไปเอง
บางคนอาจไม่ได้คำตอบตอนจบ แต่อาจมีแค่ฉากเดียว หรือประโยคเดียวที่ไปโดนใจ เหมือนเพลงทั้งเพลง โดนแค่ท่อนเดียว แต่ท่อนนั้นคือชีวิตเราเลย
SUM UP : มีเสียงวิจารณ์ว่าหนังแนวนี้ส่งเสริมความรุนแรง
พุฒิ พุฒิพงษ์ : ถ้าผมทำหนังเรื่อง ข้ามสีทันดร มันไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนจะลุกขึ้นมาปักเข็ม ถ้าผมทำหนังรัก มันก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะออกมารักกัน “หนังคือการเล่าเรื่องไม่ใช่คำสั่ง”
แหลม สมพล : แน่นอนว่าในสังคมเรา เรื่องสีเทา เรื่องนักเลง มันมีอยู่จริง คนทำงานศิลปะก็ต้องระมัดระวัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำหนังธรรมะแล้วทุกคนจะเข้าวัด หรือทำหนังมือปืนแล้วคนจะออกไปยิงกัน สุดท้ายมันอยู่ที่การรับชม และการแยกแยะของคนดูด้วย ผมเชื่อในสิ่งที่ผมได้สัมผัส ผมเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ในฐานะคนดูคนหนึ่ง แล้วผมรู้สึกว่ามันดูดผมเข้าไปตั้งแต่ฉากแรก ไม่ปล่อยให้หลุด ไม่ปล่อยให้ว่าง อารมณ์ของนักแสดง ภาพ การเล่าเรื่อง มันพาเราไปตลอดทั้งเรื่อง ผมภูมิใจในผลลัพธ์และอยากชวนให้คนดูไปสัมผัสด้วยตัวเอง

การสนทนากับ ‘พุฒิ’ และ ‘แหลม’ ทำให้เห็นว่า “มือปืน” ไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะหนังที่ว่าด้วยความรุนแรง แต่เป็นเรื่องของชีวิตคนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างของสังคม ทั้งสองไม่ได้พยายามอธิบายให้ตัวละครดูดีขึ้น หรือขอความเห็นใจจากคนดู แต่เล่าว่าเส้นทางชีวิตแบบไหน ที่จะค่อย ๆ พาคนธรรมดาคนหนึ่งไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้
สิ่งที่พุฒิพูดซ้ำหลายครั้ง คือหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยากให้คนดูจดจำแค่การลงมือ แต่ชวนให้มองไปถึงกระบวนการก่อนหน้านั้น ใครเป็นคนตัดสินใจ ใครได้ประโยชน์ และใครเป็นคนต้องรับผลลัพธ์ ขณะที่แหลมพูดถึงการเข้าไปอยู่ในโลกของตัวละคร ผ่านความรู้สึก ความรัก และความผูกพันที่เพชรมีต่อคนรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงเขาไว้ แม้จะอยู่ในชีวิตที่เลือกอะไรไม่ได้มากนัก
ระหว่างการคุย อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นคือการพูดถึงเพื่อนนักแสดงและทีมงาน ในฐานะคนทำงานที่ต้องพึ่งพากันจริง ๆ ความคุ้นเคย การรู้จังหวะของกันและกัน และความไว้ใจที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน คือสิ่งที่ทำให้หลายฉากในหนังเกิดขึ้นได้อย่างที่เห็น และทำให้ตัวละครมีน้ำหนักมากกว่าตัวหนังสือที่อยู่ในบท
เมื่อบทสัมภาษณ์จบลง สิ่งที่ติดค้างอยู่ไม่ใช่คำอธิบายว่าใครดีหรือใครเลว แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้การตัดสินแบบง่าย ๆ ทำได้ยากขึ้น “มือปืน” อาจไม่ได้ต้องการให้คนดูคิดเหมือนกันทั้งหมด แค่ทำให้เรามองคน มองอำนาจ และมองความรุนแรงรอบตัวอย่างระมัดระวังขึ้น และบางที สิ่งที่หนังเลือกจะทิ้งไว้ก็มีแค่นี้ ความเข้าใจว่ามือปืนก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่งของคนคนหนึ่ง เหมือนอาชีพของใครอีกหลายคนในสังคมนี้ ไม่ได้มากไปกว่านั้น และไม่ได้พิเศษไปกว่านั้นเลย

