จาฤกรติชา Memoir Of Rati

“จาฤกรติชา Memoir Of Rati” ซีรีส์วายพีเรียดเรื่องแรกของ GMMTV ที่พาเราเดินย้อนกลับไปสู่สยามในวันวานกับโลกที่เต็มไปด้วยชนชั้น กฎเกณฑ์ และข้อห้ามมากมายจนความรักเพศเดียวกันดูเหมือนจะไม่มีที่ให้หายใจ แต่ท่ามกลางข้อจำกัดเหล่านั้น ซีรีส์เลือกที่จะเล่าความรู้สึกที่จริงแท้ที่สุดของมนุษย์ หัวใจที่ยังอยากรัก แม้รู้ว่ามันจะยากก็ตาม

ในจังหวะที่กล้องเริ่มหมุน “เกรท อิน อู๋ บูม” พาเราเดินเข้าไปอยู่ในชีวิตของตัวละคร ความรักของพี่ธี ความลังเลของน้องรติ ความอึดอัดของเมฆ ความกล้าของนายน้อยเดช ทั้งหมดไม่ได้ถูกถ่ายทอดเพียงเพื่อความโรแมนติก แต่มันคือการพาเราไปฟังเสียงเล็ก ๆ ของคนที่อยากยืนยันตัวตน อยากรักในแบบที่เป็น และอยากบอกว่า “ความรัก” ไม่ว่าจะถูกเล่าในกาลเวลาไหนก็ยังคงร่วมสมัย ยังงดงามเสมอ และไม่ว่าจะเป็นคนยุคไหน ถ้าตกหลุมรักแล้ว หัวใจก็ยังดื้อพอที่จะรักอยู่ดี 

วันนี้ความรักของพวกเขาเดินทางมาใกล้จะถึงหน้าสุดท้าย เราจึงชวนทั้งสี่คนนั่งลง เปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นเล่าให้เราฟังอีกครั้ง เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ โมเมนต์อบอุ่นในกองถ่าย ไปจนถึงความรู้สึกที่กลายเป็นความทรงจำระหว่างกัน ที่จะอยู่กับพวกเขา และอยู่กับเราทุกคนไปอีกนาน ๆ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

โมเมนต์แรกที่ได้ยินชื่อเรื่อง “จาฤกรติชา Memoir Of Rati”

อิน : ถ้าโมเมนต์แรกเลยคิดถึงว่าแปลไม่ออก มีใครเป็นบ้างแบบว่า “เฮ้ย!!! แปลว่าอะไร???” แล้วก็รู้สึกว่าชื่อสวยนะ แต่ว่าก็ต้องไปถามความหมายว่าแปลว่าอะไร

เกรท : ผมนึกถึงอะไรที่ดูแบบฝัน ๆ น่ะ ภาพที่ออกมามันเป็นอะไรที่ชวนฝัน…อยู่ในภวังค์

อู๋ : อะไรเก่า ๆ

เกรท : อะไรเก่า ๆ ชวนฝัน

บูม : อะไรใหม่ ๆ

การเตรียมตัวของแต่ละคนใน “จาฤกรติชา Memoir Of Rati”

อิน : คิดว่าทุกคนเตรียมคล้าย ๆ กันครับ ก็คงเป็นเรื่องของภาษา คือจริง ๆ เราก็สามารถพูดให้ชัดได้แหละ เพียงแต่ว่าในชีวิตจริงบางทีเราก็พูดเร็วเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป เราก็ไปฝึกภาษากันบ้าง แล้วก็น่าจะเตรียมตัวกับการอ่านบทให้คล่องปาก ให้ไม่รู้สึกเคอะเขิน หรือไม่ให้รู้สึกแปลกครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

เกรท : ก็อาจจะมีเรื่องของบุคลิก การที่จะเป็นคนสมัยนั้น ก็ด้วยคาแรกเตอร์ก็เป็นคนที่เป็นครูด้วย เป็นคุณพระด้วย เป็นคนมียศมีอย่าง ก็เลยจะต้องมีมาด มีอะไรที่เราจะไม่สามารถขยับเนื้อขยับตัวเร็ว หรือว่าทำกิริยาอะไรบางอย่างได้ เราก็เลยต้องค่อนข้างสร้างตัวละคร สร้างบุคลิกเขาขึ้นมา ก็จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าสนุกดีในการเล่นเรื่องนี้ครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati
จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อู๋ : ผมก็เตรียมตัวโดนซัดครับ ไปซ้อมต่อยมวย ไปเรียนต่อยมวยมา ก็อยากให้ท่าทางที่ออกไปดูไม่เคอะเขิน อยากให้ดูเป็นนักมวยจริง ๆ ก็พยายามเท่าที่ทำได้ครับ ส่วนอะไรที่อยู่หน้าซีน เราก็ขุดวิชาการแสดงของเราทั้งหมดมาใช้ในซีรีส์เรื่องนี้เหมือนกัน

จาฤกรติชา Memoir Of Rati
จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บูม : สำหรับผม ก็เหมือนพี่อินนะ เพราะว่าด้วยตัวคาแรกเตอร์มันมีความเป็นสมัยก่อน สิ่งที่เข้ามาในหัวอย่างแรกเลยคือเรื่องภาษา คิดว่าน่าจะต้องทำการบ้านภาษาเยอะมาก เพราะว่าเอาจริง ๆ ก็เป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้วในภาษาปัจจุบัน

จาฤกรติชา Memoir Of Rati
จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อิน : พูดไว ๆ

บูม : ก็กลายเป็นว่าเราต้องพูดอะไรที่มีความกระชับ เข้าใจง่าย ต้องมีคำในสมัยก่อน แล้วปกติก็จะเป็นคนที่ชอบ improvise อยู่แล้ว ทำให้การ improvise ในเรื่องนี้มันยากขึ้นมาก

อู๋ : เพราะว่าถ้าเรา improvise เราต้องพูดในภาษาของพวกเขา

อิน : ที่มันถูกต้อง 

บูม : ที่มันอยู่ในสมัยก่อนด้วย ก็ยากสุดน่าจะเป็นเรื่องนี้

นิยามความรักของ พี่ธี – น้องรติ – เมฆ – นายน้อยเดช

บูม : ถ้าเป็นตัวของนายน้อยเดช นิยามความรักของเขาน่าจะเป็น “ความสบายใจ” มากกว่า เพราะเหมือนด้วยตัวเขาเองเกิดมาในครอบครัวที่มีพร้อมทุกอย่างแล้ว แต่ก็มีบางอย่างที่เหมือนอยู่ภายใต้ความกดดันมากเกินไป ทำให้พอเราไปเจอคนคนหนึ่งแล้วมันเป็นความสบายใจของเรา เราก็เลยโอเค นั่นก็คงจะเป็นความรักที่ดีของเรา

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

เกรท : ถ้าของคุณธี ผมว่าน่าจะเป็น “รักอย่างสุดหัวใจ” มั้งครับ เพราะว่าเขาก็จะค่อนข้างชัดเจนมากในความรักที่เขามีให้น้องรติ เพราะว่าทุกอย่างที่เขาทำให้มันก็คือความรัก การที่เขาตามจีบ ในช่วงแรก ๆ ที่โดนงอน ที่ไม่ได้บอกตัวตนจริง ๆ เพราะรู้สึกว่าเราก็อยากจะถนอมน้ำใจเขา ไม่อยากให้เขาเปลี่ยนไป แล้วพอเขารู้แล้วเราก็ยังดูแล take care เขาอีก 

นอกจากรติแล้ว จริง ๆ เขาก็ยังรักครอบครัวเขาด้วย หน้าที่การงานด้วย เขาทำทุกอย่างอย่างสุดหัวใจจริง ๆ ผมเลยรู้สึกว่านิยามความรักของตัวธีรธรณ์ คือ รักอย่างสุดหัวใจครับ รักทุก ๆ อย่างที่เขาทำ ที่เขารู้สึก

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อิน : ของรติก็คล้าย ๆ กัน แต่อาจจะเป็นในลักษณะของ “รักแบบอยู่เคียงข้าง รักแบบอยู่คู่กันไป” คือพอตัดสินใจว่าจะรักใครแล้ว แล้วก็จะลองสักตั้งไปกับพี่ธี ว่าธี-รติ จะเป็นไปได้มั้ย เขาก็เหมือนมีความพยายาม เขาก็ against the world เนอะ ก็ชั้นจะสู้เพื่อความรักครั้งนี้

อู๋ : “รักกัน ช่วยเหลือกัน รักสงบ” เพราะว่าเมฆต้องทำงานไปด้วย ถ้ารักกันแล้วก็ช่วยกันทำงาน อย่างเมฆกับเดช ช่วยกันติวหนังสือเพื่อที่จะไปสอบ พอถ้ารักกันแล้วทำให้สองคนเติบโตไปได้เรื่อย ๆ ก็น่าจะโอเค 

เล่าบรรยากาศตอน Read Through ให้ฟังหน่อย 

บูม : ตอนนั้นเราก็ยังมองไม่ออกว่าพวกเขาจะรักกันได้ยังไง ความสัมพันธ์จะเดินหน้าได้ยังไง ในเมื่อมันมีหลายปัจจัยหลักมาก ๆ ที่ทำให้คนสองคนไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ในเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันก็ยากที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน
อิน : คือเหมือนตอน read through ก็จะมีความตึงเครียดของตัวบท ด้วยความที่บริบทมันคือรักต้องห้าม แต่พอไปเล่นจริง ๆ คิดว่า 4 คนเป็นเหมือนกันก็คือมีความ romantic เยอะกว่าตอนที่อ่านบทเยอะเลย และน่าจะมาจากการ explore relationship ของตัวละครด้วย ก็เลยออกมาเป็นซีรีส์ romantic แทนที่จะเป็นซีรีส์ drama ครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บูม : เหมือนว่าพอเราได้เริ่มแสดงจริง ๆ เราก็รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วแค่บางจังหวะที่เราได้สบตาอีกหนึ่งตัวละคร หรือว่าตัวละครที่เราชอบ ก็เป็นโมเมนต์แล้ว นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่เรามองไม่ออกตอนอ่านบท

อู๋ : เพราะผู้กำกับเขาอยากเล่าให้เป็นแนว romantic ด้วยมั้ง

อิน : ให้คนดู ดูง่าย 

เกรท : ถ้าส่วนตัวผม ผมรู้สึกว่าตอนที่ผมอ่านบทแล้วผมสนุก มันอาจจะไม่ได้รู้สึกลุ้นไปกับมัน แต่แค่รู้สึกว่าทำไมตัวละครนี้มันพูดงี้ คือตอนแรกที่เรายังไม่ได้เป็นตัวเขานะครับ แค่รู้สึกว่าไปรู้จักตัวเขาก่อนในตอนแรก “คุณธีทำไมพูดจาแบบนี้ ทำไมพูดจาหวานแบบเลี่ยนตัดขาขนาดนี้ ทำไมตัวละครนี้ถึงได้ตลกแบบนี้ ทำไมคนนี้ถึงได้ทำแบบนี้” คือเหมือนมันสนุก เหมือนได้เจออะไรใหม่ ๆ แล้วพอได้เข้าไปเล่นจริง ๆ ได้เป็นตัวเขาจริง ๆ เลยรู้สึกว่า คำถามที่เรามี มันหายไปหมดเลย มันรู้สึกว่าเขาเป็นแบบนี้ เขาเลยพูดแบบนี้ ตัวละครนี้เป็นแบบนั้น เลยพูดแบบนั้น ทุกอย่างมันเลยสดใหม่มาก ๆ ไม่ได้รู้สึกช้ำ หมายถึงว่า “ก็เคยอ่านไปแล้วนี่นา” แต่พอมาเล่นจริง ๆ แล้ว feel ที่เราให้มันต่างนะครับ 

ตอนอ่านเราแค่มองเข้าไป แต่ตอนที่เราไปเล่น เราคือตัวเขา ความรู้สึกมันเลยบอกไม่ถูกว่ามันไม่ได้ลุ้นไปตามเขา มันแค่รู้สึกว่าตัวละครมี objective ในการทำอะไรสักอย่างให้พูดออกไป

อ่านคอมเมนต์จากคนดูรู้สึกยังไง ประทับใจอะไรกันบ้าง

อู๋ : อาจจะเป็นสิ่งที่แฟน ๆ ช่วยกันโปรโมตซีรีส์ อย่างพี่เกรทพี่อินก็บอกว่า “พูดชัดมาก” อู๋บูมก็แบบ “อู๋พอกตัว มันก็เหมือนดีนะ” แล้วก็นายน้อยเดชแบบ “มันดูไม่เป็นบูมเลย”

อิน : “เป็นการพลิกคาแรกเตอร์” ก็ดีใจที่เขารู้ว่าก่อนที่พวกเราจะได้มาซึ่งตัวละครทั้ง 4 คน มันก็มี process ที่เหนื่อยเหมือนกันนะ พวกเราทุ่มเทนะ แล้วก็ดีใจที่เขาชอบครับ

เกรท : ตอนได้ไปอ่านก็จะมีทั้งติและชมนะครับ แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นชมมากกว่า เพราะเป็นพีเรียดเรื่องแรกสำหรับผมเองด้วย คนก็จะแบบ “อุ๊ย!!! เหมือนพี่เกรทเล่นมาหลายเรื่องแล้วเลย เหมือนพี่เกรทยังอยู่ในยุคนั้น” เป็นคำชมตลก ๆ ที่ผมชอบ ชอบเอามาแซว หยิบนู่นหยิบนี่มาแซวกัน อ่านแล้วรู้สึกดี เพราะว่านอกจากซีรีส์แล้วยังได้ความสุขที่เขาสามารถเอามาเล่นกันต่อ ๆ ไปอีกด้วย

บูม : ของที่บูมอ่านก็คือเหมือนของทุกคน ส่วนใหญ่ก็จะได้รับคำชมมาก ๆ แล้วก็พออ่านดูก็รู้สึกว่าดีใจที่ทุกคนชอบผลงานที่เราตั้งใจทำกันมาก ๆ เพราะว่าด้วยความตั้งแต่เริ่มแรกที่เรารู้ว่าเราต้องรับเรื่องนี้ บูมมีหลายความกดดันมาก ๆ ด้วยความที่เป็น boy love ของ GMMTV เรื่องแรกที่เป็นพีเรียดด้วย เราก็รู้สึกกังวลว่าเราจะทำออกมาได้ดีมั้ย

แต่หลังจากที่เราได้ทำ อ่านฟีดแบ็กจากแฟน ๆ แล้วก็รู้สึกหายเหนื่อยเลยที่ทุกคนชื่นชอบ ทุกคนมาจับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวละคร ซึ่งบางทีตอนเราเล่นไป เราไม่ได้ดีไซน์ด้วยซ้ำว่าคือ detail เล็ก ๆ ที่เราอยากสื่อนะ แต่กลายเป็นว่าเขาเห็น แล้วเขาเชื่อจริง ๆ ว่าตัวละครทำแบบนี้ออกไป ซึ่งรู้สึกดีใจที่ทุกคนชอบในผลงานที่เราทำออกไป

จาฤกรติชา Memoir Of Rati
จาฤกรติชา Memoir Of Rati

รักอะไรใน “จาฤกรติชา Memoir Of Rati”

อู๋ : ทุกอย่าง แทบจะทุกอย่างเลย ทุกอย่างในองค์ประกอบซีรีส์เรื่องนี้ชอบหมดเลย ทั้งทีมงาน การกำกับ แสง ภาพ

อิน : ก็คือทั้งเบื้องหน้าแล้วก็เบื้องหลัง 

อู๋ : แล้วจริง ๆ ที่ว้าวอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือภาพที่ออกมา ภาพกับแสงสีสวยแบบสุด ๆ เลย พี่ต้นโปรดิวเซอร์ ก็เป็นคนที่เข้าไปห้องตัดเองเลย พวกเรารู้ว่าทุกคนทุ่มเทกับงานมากแค่ไหน ประทับใจทุกส่วนเลยครับ

เกรท : ผมว่าข้าวกองก็อร่อย แต่จริง ๆ แล้วประทับใจกับทีมนักแสดงเรานี่แหละ เพราะว่าทุกคนได้เห็นภาพกันไปแล้วใช่มั้ยครับ ที่ออกมาสวยได้ขนาดนั้นน่ะ เพราะว่านักแสดงทุกคนตั้งใจ แล้วก็เหมือนทุกอย่าง sync กันมาก ๆ ผมก็ไม่เคยไปเช็กหน้ามอนิเตอร์เลยว่าเล่นเป็นยังไง แต่พอมาเห็นตอนสุดท้ายคือภาพที่ออกมา ทำให้เรารู้สึกเชื่อในตัวละคร แล้วผมก็เลยประทับใจนักแสดงทุกคนที่ได้เข้าร่วมกับเรา ทั้งอิน อู๋ บูม แล้วก็มีน้อง ๆ คนอื่น ๆ แล้วก็มีพี่ ๆ แม่ ๆ พ่อ ๆ ผู้ใหญ่ที่เล่นเป็นพ่อปู่ย่าตายายเรา ทำให้ภาพรวมที่เราเห็นบนจอดีมากเลยครับ ก็เลยรู้สึกประทับใจนักแสดงครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

ซีนไหนที่อยู่ในใจมากที่สุด เวลานึกถึงแล้วยังรู้สึกพิเศษอยู่เสมอ

เกรท : ผมชอบซีนจบของ ep. 11 ครับ ก็คือตอนที่ผมคุยกับน้องรติ ที่กอดกันแล้วก็จะมีพลุไฟอยู่ข้างหลังครับ ตอนนั้นจะประมาณว่าจะทำยังไงให้ความรักของเราทั้งสองคนอยู่ร่วมกันได้ เราจะต้องทำยังไง เพราะรติจะต้องกลับฝรั่งเศสด้วย แล้วเราก็ต้องอยู่ที่นี่ จะโดนจับแต่งงานหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็เลยเป็นซีนที่ค่อนข้างจะ emotional อยู่พอสมควร แล้วก็เป็น ep. ก่อนจบ ตอนสุดท้ายก่อนที่จะ lead ไปสู่ตอนจบที่ผมรู้สึกว่ามันบอกเล่าความรู้สึกของตัวละครได้ดีมาก ๆ เลย ทั้งเรื่องที่ผ่านมามันอยู่ในซีนนี้ ผมเลยประทับใจซีนนี้มากครับ ฉากก็สวย feeling ตอนนั้นก็ดี แล้วก็เป็นวันสุดท้าย เป็นซีนสุดท้ายที่ถ่ายก่อนปิดกล้องด้วย ทุกอย่างเลยประจวบเหมาะ รู้สึกดีมาก ๆ กับซีนนั้น

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อิน : ก็มีหลายซีน จริง ๆ ผมชอบหลายซีน แล้วก็ชอบซีน ep. 12 ก็ยังพูดไม่ได้ (ยิ้ม ๆ)  ผมจำไม่ได้ว่าต้นกลางปลาย แต่ว่าชอบเยอะใน ep. 12 แต่ว่าถ้าให้พูดถึงองค์รวมก็จะพูดถึงเรื่องพัฒนาการของตัวละคร ที่ออกมาเป็นซีนได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แบบ “เป็นสหายต้องไว้ใจได้” จนล้มลุกคลุกคลานต่าง ๆ มีพัฒนาการของความรักขึ้นมา เป็นรักแบบที่เขาเพิ่งเล่าไปตอน 11 แล้วก็ตอนที่ 12 ก็จะอีกแบบหนึ่งด้วยนะ มันก็จะโตขึ้นไปอีกแบบหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เราเห็นการเติบโตของตัวละครแล้วก็ relationship ที่ชัดเจนแล้วก็น่าติดตาม ก็เลยจะชอบองค์รวมมากกว่า

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บูม : รู้สึกว่าน่าจะต้องเป็นซีนของ ep. 9 เลย ที่เราเดินเข้าไปหาเขา (หันไปทางอู๋) ตอนที่เขาเพิ่งโดนคุณพ่อทำร้ายมา เรารู้สึกว่าเป็นหนึ่งซีนที่เหมือนตลอดเรื่องราวที่ผ่านมา เรารู้ว่าตัวเมฆผ่านความยากลำบากมามากขนาดไหน แต่เราไม่เคยเห็นเขาเจ็บ หรือร้องไห้ หรือเสียใจมากขนาดนั้น

ถ้าเป็นตัวละครผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นหนึ่งครั้งที่ตัวนายน้อยเดช รู้สึกว่าอันนี้มันสุดแล้วกับการที่เราต้องทำยังไงในเมื่อคนที่เรารักทำร้ายคนที่เรารักอีกทีหนึ่ง มันเป็นความซับซ้อนภายในจิตใจที่เราเลือกไม่ได้ คนหนึ่งก็คือพ่อเรา ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือคนที่เรารัก คำถามในหัวคือเต็มไปหมด ตัวละครเป็นหลาย emtotional มาก ๆ ในหนึ่งซีน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีนที่ประทับใจมาก ๆ ครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อู๋ : ของผมคือ ตอนที่เมฆได้ที่ดินคืน พอดูไปแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เมฆทำมาทั้งหมดได้กลับคืนมาแล้ว ความต้องการของเมฆตอนนั้นก็คือแค่อยากได้ที่ดินของแม่คืนมา แล้วตอนนั้นได้แล้ว เขายอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างของเขา นั่นก็คือการล้มมวยเพื่อที่จะเอาที่ดินของแม่คืน แล้วเขาก็ได้คืนมา ก็ดีนะ ทำให้เห็นถึงหลาย ๆ ความคิดของเมฆว่าเขาพยายามมากแค่ไหนเพื่อสิ่งสิ่งนี้

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

กันและกัน

บูม : ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่เราได้ทำด้วยกัน แล้วก็ยังรู้สึกดีเสมอที่ได้ร่วมงานกับอู๋ เพราะว่าเขาก็เป็นความสมัครใจของเรา เป็นหนึ่งใน safe zone ของเรา สำหรับเรื่องนี้ก็จะเป็นงานที่ยากขึ้น เราก็มีการช่วยเหลือกันมากขึ้น

อู๋ : รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่วยเหลือกันเยอะกว่าเรื่องอื่นมาก ๆ ก็ยังขอบคุณเหมือนเดิมที่ทำงานด้วยกันมา

บูม : จริง ๆ อยากพูดถึงสองคนข้างหน้ามากกว่า (เกรท / อิน) รู้สึกขอบคุณพี่ ๆ ทั้งสองคนมาก ๆ

อู๋ : จริง ๆ ขอบคุณพี่ทั้งสองคนมาก ๆ ที่เอ็นดูพวกเราขนาดนี้ แม้ว่าพวกเราจะเป็นเด็กดื้อนิดหน่อย

อิน : ไม่นิดหน่อย จริง ๆ ก็ดื้อมาก

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บูม : จริง ๆ ก็ดื้อมากนิดหน่อย ก็อยากขอบคุณที่อดทน แต่ต้องขอบคุณพี่ทั้งสองคนจริง ๆ เพราะว่าตั้งแต่ต้นเราสองคนเกร็งมาก ตอนที่เรารู้ว่าต้องได้เล่นกับพี่เกรทกับพี่อิน รู้สึกว่าแบบ “อุ้ย!!! จะทำยังไงดี” ไม่รู้จะต่อกับเขายังไง

อิน : จนถึงตอนจบก็ไม่รู้จะเข้าหายังไง 

บูม : จริง ไม่รู้จะเข้าหายังไง จนพอเราเริ่มพูด เริ่มหยอดเขาไป เรารู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ตึงกับเรานะ เขาก็เล่นกับเราอยู่ พอเริ่มพูดได้ก็เริ่มพูดแล้ว ตอนแรกกลัวมากเลยนะครับ กลั;พี่ ๆ มากเลย

SUM UP : พี่ ๆ ดุมั้ย

บูม : ไม่ดุเลยครับ

อู๋ : ไม่ดุเลย พี่ ๆ น่ารัก

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บูม : หลัง ๆ โดนเราแกล้งด้วยครับ เพราะเขาไม่ดุเราเลย

อู๋ : จริง ๆ น่ารักมาก สองคนนี้น่ารักมาก ๆ

อิน : ขอบคุณครับ

อู๋ : น่ารักกับพวกเราสองคนมาก ๆ กับคนอื่นในกองก็น่ารักมาก ๆ เหมือนกัน คือมันจะมีตอนเบรกถ่ายแล้วพักกินข้าว คืออบอุ่นมาก จังหวะนั้นคือนั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนครอบครัว

อิน : เราสาย entertain แหละ อยากให้กองถ่ายแบบว่าสนุก ๆ ก็ไม่อยากให้มัน independent อยากให้เมาท์มอย แซว ๆ 

อู๋ : อันนี้เป็นอีกกองหนึ่งที่อยู่ในกองแล้วมัน happy มาก ๆ

บูม : Top 2 ได้เลย รู้สึกว่าอยากไปกอง อยากไปเจอพี่ ๆ 

เกรท : ด้วยทีมงานทุกคน เขาคุยกันถูกคอด้วยครับ mood มันเลยดีไปหมด

อู๋ : แล้วพี่เจิน (หลี่เจิน — ณัชชานิษฐ์ จิรรุ่งโรจน์ ผู้กำกับ) เขาไม่ได้เครียดกับงานจนเราเกร็ง เขายังมีความยืดหยุ่นให้กันอยู่ ก็เลยทำให้ทุกอย่าง flow แล้วก็สบายตัวมากขึ้น

บูม : กำลังพอดี

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

SUM UP : แล้วพี่ ๆ มีอะไรอยากบอกน้อง ๆ บ้างมั้ย

อิน : กับน้อง ๆ เนี่ย ข้อดีก็คือเขาจูงมือกัน แล้วเขาก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กับเกรทกับอินก็คล้าย ๆ กัน แต่อาจจะไม่ต้องช่วยเหลือกันมากเท่าไหร่

เกรท : คือเหมือนเราทำงานด้วยกันมาพอสมควรแล้ว

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อิน : โอเคบทมัน challenge แต่ว่าเรารู้ว่าเราไปได้แน่ ๆ เราเลยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมั้ง

เกรท : แต่ก็มีนะ ตื่นเต้นช่วงแรก ๆ มากกว่าที่พยายามเข้าล็อกคาแรกเตอร์ให้ถูก แล้วพอหลังจากนั้นมันก็ flow แล้ว

SUM UP : ความรักของตัวละครต่างจากเรื่องแรกมาก ๆ เลยนะ (วันดีวิทยา)

เกรท : คาแรกเตอร์ต่างมาก ๆ ครับ เพราะว่าอันนั้นจะเป็นรักแบบพุ่งแรง อันนี้จะเป็นรักแบบค่อย ๆ เงียบ ๆ ค่อย ๆ ไหลเข้าไป มันก็เลยรู้สึกว่าดีใจที่ได้อยู่ในผลงานดี ๆ กับคุณอิน เพราะว่าในฉากผมว่าเป็นผลงานดีนะ เป็นซีรีส์ที่ดีเลย ดูแล้วผมยังชอบทุกตอน ทุกฉาก love scene ทุกอย่างมันดูสวยงามไปหมดเลย แล้วก็ยิ่งได้สองคนนี้ (อู๋ / บูม) มาอีก ทำให้ mood ทุกอย่างดูมีสีสันมากขึ้น ดูสนุกสนานมากขึ้น ต่อให้น้องจะชอบแกล้ง ชอบแซวก็ตาม แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความสุขไปหมดเลยครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อิน : ก็รู้สึกเหมือนกัน อินว่ามันเป็นเหมือนพิซซ่าถาดหนึ่งที่รสชาติออกมากลมกล่อม เพราะว่ามีคอมโบที่ลงตัวกับซีรีส์เรื่องนี้ ต้องบอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้เนื้อเรื่องดี / ตัวละครทุกคนเป็นเพื่อน / cast ดี นี่ไม่ใช่แค่ cast ตรงกับคาแรกเตอร์นะ แต่เป็น cast ที่เข้ากันเองด้วย แล้วก็ cast ของทีมงานก็ดี คือ vibe ของทีมงาน อย่างที่บอก ผู้จัด ผู้กำกับ แต่ละฝ่ายทุกคนเข้ากันมาก ๆ แล้วก็เข้ากับพวกเรามาก ๆ ก็เลยเป็นเรื่องที่เจอแต่ความสบายใจ แล้วพอสบายใจในการทำงาน ก็เลยทำให้ทุกคนมีความอยากที่จะ explore ตัวละครไปข้างหน้าเยอะ ๆ เลยทำให้ทุกคนที่ดูซีรีส์เห็นผ่านผลงานว่าทำไมซีนถึงได้สวย ทำไมตัวละครแต่ละคนถึงทำออกมาแล้วคนดูชื่นชอบกัน อินคิดว่าทุกอย่างมาจาก vibe แล้วก็ feeling ของตอนทำงานมากกว่าที่พวกเราชอบ แล้วก็อยากทำงานกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

ถ้าให้เขียนบันทึกสั้น ๆ ถึงตัวละครของตัวเอง หน้าสุดท้ายของ จาฤกรติชา Memoir Of Rati จะเขียนอะไรกัน

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

อู๋ : ของอู๋ “สู้ ๆ เดี๋ยวก็รวย” ทำงานไปเดี๋ยวก็รวย

อิน : ถ้าเป็นบันทึกสุดท้ายของรติ ก็คงต้องขอบคุณตัวละครว่า “ขอบคุณที่ตัดสินใจเลือกตั้งแต่วันแรกที่ไม่กลับฝรั่งเศส แล้วก็ตัดสินใจอยู่ไทยต่อ ทำให้มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย แล้วก็ได้เจอทั้งสามคนตรงนี้ แล้วก็กับพี่ธีด้วยที่ได้สานต่อ relationship แบบที่สมใจหวังครับ”

เกรท : ถ้าจะเขียนถึงคุณธีเหรอ???… คงเขียนว่า “ขอบคุณที่ทำให้เติบโต ขอบคุณที่ทำให้เรียนรู้ แล้วพบเจอสิ่งใหม่ ๆ” ครับ เพราะการที่ผมเล่นเป็นคุณธี ผมรู้สึกว่าผม explore อะไรใหม่ ๆ ได้อะไรใหม่ ๆ ในตัวเขาเยอะพอสมควรครับ

คือคาแรกเตอร์แต่ละตัวในแต่ละเรื่อง ผมว่ามันจะให้อะไรได้บ้างถ้าเราจะหยิบมาใช้นะ สำหรับคุณธี ผมว่าเขาก็ให้อะไรผมกลับมาเหมือนกัน เป็นเหมือนการกล้าที่จะแสดงออกทางความรู้สึก ทางความรัก ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ชัดมาก เพราะปกติผมเป็นคนค่อนข้างเก็บครับ แต่ว่าตัวคุณธีทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าถึงเวลาก็อาจจะต้องพูดออกมา เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสนี้อีกมั้ย เราจะได้กลับมาอย่างนี้อีกมั้ย ถ้าเราจะรู้สึกแบบนั้นแต่ว่ามันไม่ใช่เวลาเดิมแล้ว ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ก็จะไม่ใช่สิ่งสิ่งเดิมที่เราจะสามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว ก็เลยเรียนรู้ว่าทุกโมเมนต์มีค่ามาก ๆ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บูม : ก็ขอบคุณตัวของนายน้อยเองที่กล้าออกจาก safe zone ตัวเอง ออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ซึ่งหนึ่งอย่างเลยก็คือการต่อยมวย อาจจะต้องขอบคุณการต่อยมวยด้วยซ้ำที่มันอาจจะไม่ใช่ activity ที่เราชื่นชอบขนาดนั้น หมายถึงของตัวละครเอง แต่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกว่าคือสิ่งที่ตัวของนายน้อยเลือกเอง เป็นสิ่งที่เป็นการตัดสินใจของตัวเอง เพราะการต่อยมวยเลยทำให้นายน้อยเดชได้เจอกับคนคนหนึ่งที่เข้าใจสิ่งที่เขาเป็นจริง ๆ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ในชีวิต ก็เลยรู้สึกว่าการต่อยมวยถือว่าเป็นหนึ่งในช่องทาง หรือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เจอกับอีกคนคนหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของนายน้อยเดชครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

ความพิเศษใน “จาฤกรติชา Memoir Of Rati” Final Ep.

บูม : เราจะมีโชว์สุดพิเศษ

อู๋ : เราจะให้แฟน ๆ เต้น (แซว)

อิน : อินว่าความพิเศษมันอยู่ในความที่ทุกคนจะได้มาดูพร้อมกันใน episode ที่ romantic ที่สุด dramatic ที่สุดครับ แล้วก็สนุกเนาะ เราเห็นตอน First Ep. แล้วก็การที่เราได้มานั่งดูด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ฟินไปด้วยกัน ก็เหมือนกับความรู้สึกมันถูกขยาย ก็อยากให้ความรู้สึกที่ ep. 1 ขนาดนั้นแล้ว ep. สุดท้ายจะเป็นยังไง มันก็ต้องยิ่งทวีคูณสิ ก็คิดว่าน่าจะเป็นวันที่น่าจดจำเหมือนกันนะครับ

อู๋ : เหมือนกันครับ น่าจะเป็นวันที่น่าจดจำวันหนึ่งเลย เพราะว่าก็พูดทุกที่ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เริ่มโปรเจกต์จนตอนนี้ก็คือ ถ้า ep. 12 ก็คือน่าจะจบโปรเจกต์โดยสมบูรณ์ สมบูรณ์แบบที่สุด 

อิน : ส่งให้สมบูรณ์แบบที่สุด 

อู๋ : คือปิดกล้องก็คือยังไม่ได้สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่อันนี้คือ ep. 12 คือมันปิดทุกอย่างแล้วของ “จาฤกรติชา Memoir Of Rati” คงจะพิเศษมากกว่าวันอื่น ๆ เพราะว่าน่าจะเป็นวันเดียว แล้วก็วันสุดท้ายด้วยที่จะมีสิ่งนั้นเกิดขึ้น

บูม : ของบูมก็น่าจะเป็นการที่เราทุกคนได้มาดูพร้อมกัน ด้วย mood ของเรื่อง ด้วยองค์ประกอบของทุกอย่าง แล้วรู้สึกว่าการที่เราได้มาดู ep. 12 ด้วยกัน ทำให้บูมมองกลับไปสมัยเด็ก ๆ ที่เราอยู่กับครอบครัว อยู่กับที่บ้าน แล้วช่วงกินข้าวที่เราต้องเปิด TV ดู การที่เราได้อยู่กับครอบครัวแล้วดูไปพร้อมกันหลาย ๆ คน ก็จะมีความสุข หรือว่าความทรงจำในแบบที่ทำให้เราได้จดจำในโมเมนต์นั้น ๆ ซึ่งรู้สึกว่าพอโต ๆ มามากขึ้น การที่ได้ใช้ชีวิตมากขึ้นเวลาแบบนั้นก็ค่อย ๆ หายไปมากขึ้นเรื่อย ๆ บางทีเราดูซีรีส์เราก็นั่งดูคนเดียว เราจะทำอะไร เราก็ทำคนเดียว แต่งานนี้มันเหมือนเป็นหนึ่งในโอกาสที่ทำให้เราได้ย้อนกลับไปในสมัยก่อน แล้วได้ดูกับครอบครัว feel เหมือนได้ดูไปพร้อมกัน น่าจะเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีในชีวิตของหลาย ๆ คนในวันนั้นนะครับ

จาฤกรติชา Memoir Of Rati

บางครั้งความทรงจำของเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งที่ตาเห็น
แต่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่หล่อเลี้ยงอยู่ระหว่างทางการเดินทาง
และเมื่อหันกลับไปมอง 
เราจะพบว่า…ความทรงจำเหล่านั้น
คือของขวัญที่ยังอยู่กับเราเสมอ

ทุกการนั่งคุยยาว ๆ มักจบลงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในกล้องที่กำลัง record หรือไอแพดที่จดคำถาม แต่เรื่องราวเหล่านั้นจะค่อย ๆ ซึมเข้ามาในใจของเราเอง เหมือนเวลานั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องชีวิต ที่พอเล่าจบแล้ว กลับทำให้เรามองเห็นชีวิตของตัวเองชัดขึ้นด้วย

บทสนทนากับพวกเขาก็เป็นแบบนั้น มันไม่ใช่แค่การพูดถึงการทำงานที่ผ่านมา แต่คือการแชร์เศษเสี้ยวของความฝัน ความพยายาม และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ความทรงจำพวกนี้อาจดูเล็ก ๆ ในตอนแรก แต่พอรวมกันแล้วกลับกลายเป็นอะไรที่มีน้ำหนักกว่าที่คิด

และบางที นี่อาจเป็นเสน่ห์ของการทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อให้โลกได้เห็นผลงานชิ้นหนึ่ง แต่เพื่อให้คนที่ทำงานร่วมกัน ได้พกพาเรื่องราวเล็ก ๆ เหล่านี้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อมองย้อนกลับมาอีกที มันจะไม่ใช่แค่การปิดโปรเจกต์ แต่จะกลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่น และอยู่กับพวกเราไปนานกว่าที่คิด

เหมือนกับ “จาฤกรติชา Memoir Of Rati” ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นจนกลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่บันทึกทั้งความรัก ความหวัง และความจริงใจของคนสี่คนลงไปทีละหน้า ความรักในเรื่องอาจเต็มไปด้วยข้อจำกัดและกำแพง แต่ก็ยืนยันให้เราเห็นแล้วว่า ถึงแม้โลกจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่หัวใจก็พยายามให้เป็นไปให้ได้อยู่ดี

และเมื่อเราปิดสมุดบันทึกเล่มนี้ลง เราอาจไม่ได้จดจำแค่ฉาก หรือไดอะล็อกในซีรีส์ แต่เราจะจำได้ว่า “ครั้งหนึ่ง…เราเคยร่วมเดินทางไปกับความรักที่กล้าหาญและงดงามที่สุด ความรักที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังอยู่ในความทรงจำของเราทุกคนเสมอ”

‘จาฤกรติชา Memoir Of Rati Final EP. Fan Meeting’ 📜🖋️ 
มาร่วมชมตอนจบของซีรีส์ไปพร้อมกับนักแสดงและผู้กำกับ 
และสนุกไปกับ Special Show สุดพิเศษจากนักแสดง!
📍FRI, 5 SEP 2025
6th Fl. SIAM PARAGON 
SIAM PAVALAI, PARAGON CINEPLEX

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน

ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่ไหน