เมื่อเอ่ยชื่อ ‘วันทอง’ ภาพจำจากวรรณคดีที่ติดตัวคนไทยมานานคงหนีไม่พ้นหญิงสาวผู้ถูกตัดสินว่า “สองใจ” ก่อนเรื่องราวจะลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเราได้ย้อนกลับไปมองชีวิตของเธอด้วยเลนส์ของคนอีกยุค คำถามที่ตามมาก็คือ วันทองเป็นหญิงสองใจจริงหรือ หรือที่ผ่านมาเราเพียงจดจำเธอผ่านคำตัดสินของสังคมที่แทบไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้เลือกชีวิตของตัวเองเลย

ใน “อัศจรรย์วันทอง” (In The Name of Love) วรรณคดีที่เราคุ้นเคยจึงถูกหยิบกลับมาเล่าอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนวันทองให้กลายเป็นผู้หญิงคนใหม่ หากแต่ลองมองเธอให้พ้นจากภาพจำเดิม คืนเลือดเนื้อ ความรู้สึก และเสียงให้กับตัวละครที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกำหนดคุณค่าผ่านสายตาของคนอื่น เพื่อชวนกลับไปสำรวจว่า ภายใต้ชะตากรรมที่ดูเหมือนถูกกำหนดไว้แล้วนั้น วันทองเคยต่อรอง ขัดขืน และพยายามเลือกเส้นทางของตัวเองอย่างไรบ้าง

เพราะหากมองให้ลึกลงไป ชีวิตของวันทองแทบทุกช่วงล้วนดำเนินอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ตั้งแต่ความรัก การแต่งงาน ครอบครัว ไปจนถึงสิทธิในการตัดสินชะตากรรมของตัวเอง ผู้ชายรอบตัวเธอมีสิทธิ์รัก แย่งชิง ครอบครอง หรือแม้แต่จะตัดสินว่าเธอควรเป็นของใคร ขณะที่วันทองกลับต้องรับผลจากการตัดสินใจเหล่านั้น และท้ายที่สุด เมื่อเธอไม่สามารถเลือกคำตอบที่สังคมต้องการได้ ผู้ที่ถูกพิพากษากลับเป็นเธอ ความเป็น “หญิงสองใจ” จึงอาจไม่ได้บอกเพียงว่าเราจดจำวันทองอย่างไร แต่อาจสะท้อนด้วยว่า สังคมปิตาธิปไตยเคยกำหนดมาตรวัดความดี ความผิด และคุณค่าของผู้หญิงเอาไว้อย่างไร

ในบทสัมภาษณ์นี้ SUM UP จึงชวน ‘มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ’ ผู้กำกับที่สนใจความสัมพันธ์ของมนุษย์ โดยเฉพาะชีวิตและพื้นที่ของผู้หญิง กับ ‘โต๊ด-นักรบ มูลมานัส’ ศิลปินคอลลาจและผู้ออกแบบศิลป์ที่พาผลงานของตัวเองเดินทางไปทั่วโลก ผู้ที่คุ้นเคยกับการหยิบเศษเสี้ยวจากกาลเวลามาจัดวางใหม่ให้มีบทสนทนากับปัจจุบัน เมื่อสายตาของทั้งสองมาบรรจบกัน โลกของวันทองจึงไม่ได้ถูกพากลับไปหา “ความโบราณ” อย่างที่เราคุ้นเคย หากถูกสร้างขึ้นใหม่ในฐานะโลกพีเรียดแฟนตาซีที่ยังมีรากของยุคสมัยเดิม แต่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการร่วมสมัยเข้ามาทำงาน และหาจุดสมดุลระหว่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์กับเสรีภาพของการเล่าเรื่องอย่างเต็มที่

บทสนทนาต่อจากนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการพาวันทองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ยังรวมถึงวิธีคิดเบื้องหลังการสร้างโลกที่คนไทยรู้จักดีให้ดูต่างออกไป การทำงานท่ามกลางข้อจำกัดของภาพยนตร์ไทย และคำถามสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแฟนตาซีทั้งหมดนั้นว่า “หลังผ่านมาหลายร้อยปี เหตุใดเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามเลือกชีวิตของตัวเอง จึงยังเป็นเรื่องที่เรายังคงพูดถึงกันอยู่จนถึงวันนี้”

พลังหญิงในมิติแฟนตาซี และการต่อยอดโจทย์ความสัมพันธ์ข้ามยุคสมัย

มุก ปิยะกานต์ : เริ่มต้นเลยมาจากทาง Black Dragon Entertainment และคุณจูเลียน (จูเลี่ยน จอง) เขาอยากทำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “รติรสไม่นำพา” ซึ่งเป็นงานที่ดัดแปลงมาจากเรื่อง ‘ขุนช้าง ขุนแผน’ และ ‘วันทอง’ พอมุกได้กลับมานั่งอ่าน ก็รู้สึกทันทีว่ามันยังมีประเด็นเรื่องผู้หญิงในแง่มุมที่เราอยากหยิบมาพูดต่อจาก Long Live Love (2023) ประกอบกับความตั้งใจที่อยากร่วมงานกับคุณจูเลียนอยู่แล้วด้วย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ตอบตกลงในทันทีนะคะ มุกเลือกที่จะกลับไปทำการบ้านด้วยการอ่านขุนช้างขุนแผน ในอีกหลาย ๆ เวอร์ชันก่อน

ต้องยอมรับตรง ๆ ว่างานแนวพีเรียดไม่เคยอยู่ในการทำงานของตัวเองเลย เราแอบไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะทำออกมาได้ไหม แต่พอได้มานั่งคุยกันจริงจัง ได้เห็นภาพที่ทางสตูดิโอและคุณจูเลียนมอง ซึ่งช่วงเวลานั้นมีภาพยนตร์เรื่อง Barbie (2023) เข้ามาพอดี บริบทเรื่องพลังของผู้หญิงในเรื่องนั้นน่าจะเป็นจุดที่สร้างความมั่นใจให้กับทางโปรดิวเซอร์ เขาเลยมองเห็นว่าน่าจะมีแง่มุมบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงที่สามารถสื่อสารเพื่อ Empower ผู้หญิงด้วยกันเองผ่านโลกแฟนตาซี พอมีเรื่องความแฟนตาซีเข้ามาบวกกับเป็นประเด็นเรื่องผู้หญิงที่เข้าทาง มุกก็ยิ่งถูกใจ สุดท้ายเลยตัดสินใจเข้ามาทำโปรเจกต์นี้ค่ะ

การถอดรหัสความสัมพันธ์แบบ Toxic และการคืนเลือดเนื้อให้ “วันทอง”

มุก ปิยะกานต์ : ต้องบอกไว้ก่อนนะว่าหนังของมุก คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นหนัง Feminine หรือหนังของผู้หญิง แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่มุกสนใจและโฟกัสมาตลอดคือเรื่อง Relationship มากกว่า เพราะมันคือมิติความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนอยู่แล้ว

สำหรับ “อัศจรรย์วันทอง” เราตั้งใจจะพูดถึงเรื่อง Toxic Love หรือ Toxic Relationship ซึ่งถ้ามองย้อนไปใน Long Live Love เราแตะประเด็นในมุมของสถาบันครอบครัวและภาพของผู้หญิงที่ยอมอุทิศตัวทั้งหมดให้กับครอบครัว แต่พอมาถึงเรื่องนี้ สิ่งที่เราอยากสานต่อคือการใช้เรื่องราวเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะความสัมพันธ์ที่เป็นพิษผ่านวรรณคดีไทย ทั้งพฤติกรรม แรงจูงใจเบื้องลึก หรือแม้กระทั่งมิติตัวละครทั้งสามคน ในเวอร์ชันนี้เราเลือกที่จะมองพวกเขาด้วยสายตาที่ทำให้ทุกคนมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

มันเหมือนกับความรู้สึกตอนเด็ก ๆ ที่เราอ่านขุนช้าง ขุนแผน แล้วไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมวันทองถึงเลือกใครไม่ได้ หรือในวันที่วันทองต้องโทษประหาร เราในวัยเด็กก็ตั้งคำถามอยู่ในใจตลอดว่า “แล้วขุนแผนหายไปไหน?” จาก Mindset ที่เราเคยถูกปลูกฝังว่าขุนแผนคือพระเอก พอโตมาถึงวันนี้เราถึงเริ่มกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า “จริง ๆ แล้ว ขุนแผนคือพระเอกในอุดมคติจริงหรือเปล่า?” มันเลยกลายเป็นจุดประกายที่เราอยากนำสองมิตินี้มาประกอบร่างเข้าด้วยกัน

โจทย์สำคัญของเราคือ ถ้าจะต้อง Remake หรือหยิบเรื่องราวในอดีตมาเล่าใหม่ เราอยากให้บทเรียนจากวรรณกรรมหรือประวัติศาสตร์เหล่านั้นสร้างประโยชน์และส่งผลสะเทือนมาถึงคนในยุคปัจจุบัน จึงกลายมาเป็นการนำโครงเรื่องเดิมมาตีความใหม่ เพื่อให้สะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมและผู้คนในยุคนี้ได้อย่างแท้จริง

มุกอยากถือโอกาสนี้ขอบคุณคุณจูเลียนด้วยค่ะ ย้อนกลับไปตอนที่เขาดู Long Live Love เขาเคยเดินมาพูดกับมุกว่า เขาประทับใจงานของเรามาก เพราะเขาไม่เคยเห็นภาพยนตร์ที่ Empower ผู้หญิงเอเชียด้วยการเลือกเดินออกมาหย่ากับสามี แล้วยังสามารถสื่อสารให้สามีเข้าใจได้ตรง ๆ ว่าความสัมพันธ์มันพังทลายลงไปแล้ว และเธอหมดใจแล้วอย่างไร คำพูดนั้นมันทัชใจและสร้างพลังให้เรามาก จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อยากลุยโปรเจกต์วันทองต่อ

พอมาถึงโปรเจกต์นี้ การที่คุณจูเลียนตัดสินใจกระโดดเข้ามาลงทุน มันคือโปรดักชันที่มีสเกลใหญ่มาก เรียกว่าใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของมุกเลยก็ว่าได้ แม้สำหรับคุณจูเลียนเองเขาอาจจะเคยผ่านงานที่ใช้ทุนสร้างสูงกว่านี้มาแล้ว แต่นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะได้สร้างภาพยนตร์ที่มั่นใจได้เต็มร้อยว่า ตัวละครผู้หญิงจะมีพื้นที่และมีบทบาทเป็นตัวเอกในการขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างแท้จริงเสียที เพราะตั้งแต่ตอนทำ Long Live Love เคยมีคนคาดการณ์ว่าหนังของเราเป็นหนังสำหรับผู้หญิงวัย 40 ที่ไม่มีทางทำรายได้แตะ 100 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน แต่มันก็พิสูจน์แล้วว่ามันเกิดขึ้นได้จริง และการที่มันสำเร็จได้ มุกไม่ได้มองว่าเป็นเพราะพลังของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่มันขับเคลื่อนด้วยความพร้อมของสังคมไทยด้วยค่ะ

หลังจากจบ Long Live Love มุกเคยได้รับอีเมลฉบับหนึ่งจากคนดูชาวอินเดีย ซึ่งเป็นข้อความที่ปลุกให้มุกตื่นและเปิดโลกทางความคิดอย่างมาก ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพลังของวัฒนธรรมและภาพยนตร์มันสามารถส่งต่อแรงกระเพื่อมไปได้ทั่วโลกจริง ๆ ในอีเมลนั้นเขาเล่าว่าอยากทำหนังที่พูดถึงตัวละครที่ต้องการ Come out แบบตัวละครของพี่ป๋อมแป๋ม รวมถึงมีอีกหลาย ๆ ข้อความที่ส่งเข้ามาพูดถึงเรื่องปัญหาครอบครัว และความต้องการที่จะเดินออกจากชีวิตคู่ แม้ในประเทศอินเดียจะมีกฎหมายหรือค่านิยมที่อนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน แต่พวกเขาก็มีความคิดที่โมเดิร์นและอยากก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้น มันทำให้เราตระหนักได้ว่า ความเป็นสากลมันไม่ได้ซับซ้อนเลย เพียงแค่เราสร้างภาพยนตร์ที่สื่อสารความจริงใจออกไป แล้วสารนั้นมันส่งต่อและเชื่อมโยงกับผู้คนได้ นั่นคือการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกันในระดับสากลแล้วค่ะ

“นักรบ มูลมานัส” ผู้ที่จักรวาลเหวี่ยงมาพร้อมกับศิลปะร่วมสมัยที่ไร้กรอบบังคับ

มุก ปิยะกานต์ : เริ่มต้นเลยคือมุกเป็นแฟนคลับผลงานของนักรบ (โต๊ด) มานานมากแล้วค่ะ คอยติดตามดูตามช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็ชื่นชมและชอบมาโดยตลอด เรียกว่าเป็นแฟนคลับตัวจริงเลย จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง พอโปรเจกต์นี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้องโต๊ดจะสนใจมาร่วมทำภาพยนตร์ไหม เพราะเขาก็เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมาก แต่เราได้รู้จักกันผ่านทางคุณปืน คีย์สโตน ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เขารู้ว่าเราชอบงานของโต๊ดอยู่แล้ว บวกกับมีงานประมูลชิ้นหนึ่งที่เป็นผลงานของโต๊ด นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นบางอย่าง 

หลังจากที่ประมูลมา งานชิ้นนั้นก็เข้ามาทำงานกับความรู้สึกเรามาก ๆ มันตั้งอยู่ในห้องเราตลอด และในวันที่ตัดสินใจทำเรื่องวันทอง เรามองเห็นทันทีว่างานของโต๊ดมีความร่วมสมัยในแบบที่ทำให้เรารู้สึกสนุกกับความเป็นไทยได้โดยไม่รู้สึกถูกยัดเยียดเลยแม้แต่น้อย พอมองแล้วนอกจากจะเห็นความงดงาม เรายังรู้สึกเชื่อมโยงกับมันได้อย่างประหลาด มีทั้งความป๊อป ความมีชีวิตชีวา และจริตบางอย่างที่เข้ากับยุคสมัยได้อย่างลงตัว วิธีการที่เขาหยิบจับองค์ประกอบไทย ๆ มาปรุงใหม่ มันสามารถเชื่อมต่อสองยุคสมัยเข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ ให้ความรู้สึกสนุกเพลิดเพลินไม่ต่างจากเวลาที่เราไปเดินเสพงานศิลปะในมิวเซียมต่างประเทศเลยค่ะ

ตอนที่เริ่มต้นทำวันทอง มันมีคำถามและโจทย์ใหญ่ในใจเราข้อหนึ่งว่า “ทำไมเราถึงเอนจอยกับงานศิลปะไทยได้ยากกว่า ทั้ง ๆ ที่เราเองก็เป็นคนไทย?” ทำไมองค์ความรู้หรือเรื่องราวเหล่านี้มันถึงดูไกลตัวเราเหลือเกิน เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราเห็นคุ้นตาในหน้าฟีด โซเชียลมีเดีย บนชั้นวางสินค้า หรือไลฟ์สไตล์ที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุก ๆ วัน เรารู้สึกว่าทำไมศิลปะไทยถึงดูห่างเหินกับเรามากกว่าศิลปะตะวันตกเสียอีก

นั่นจึงเป็นที่มาและคำตอบในใจเลยว่า “งานนี้ต้องเป็นโต๊ดเท่านั้น” เพราะเราเชื่อมั่นว่าโต๊ดจะสามารถนำเสนองานศิลปะไทยออกมาให้ย่อยง่าย ทำให้มันกลายเป็นเรื่องสนุก แปลกใหม่ และพิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะไทยสามารถดูเก๋ เท่ และมีความแฟนซีในแบบที่คนรุ่นปัจจุบันจะต้องหลงรักได้อย่างแน่นอนค่ะ

บทสนทนาข้ามกาลเวลา และการซ่อนคำถามทางสังคมไว้ใต้ความงาม

โต๊ด นักรบ : เมื่อกี้ที่พี่มุกบอกว่าเป็นแฟนคลับผลงานเรา เราเองก็อยากจะบอกเหมือนกันว่า คนในเจเนอเรชันของเราทุกคนล้วนเติบโตมากับวัฒนธรรมที่พี่มุกสร้างขึ้นมาทั้งนั้น ทั้งเซนส์ของ Aesthetic ความมีอารมณ์ขัน หรือเรื่องราวการเติบโตต่าง ๆ ที่เราเห็นผ่านผลงานของพี่มุก มันทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงและอินกับงานของเขามาตลอด

ตอนแรกที่ได้รับการติดต่อมา ก็แอบมีแวบหนึ่งในหัวเหมือนกันว่า “เอ๊ะ พี่ผู้กำกับคนนี้เขาจะทำหนังพีเรียดจริงเหรอ?” (หัวเราะ) แน่นอนว่าดีใจมากที่เขาโทรมา แต่ถ้าพูดกันตรง ๆ มันก็มีความลังเลใจอยู่บ้าง ไม่แน่ใจว่าตัวเราจะทำสิ่งนี้ออกมาได้ดีไหม เพราะมองว่าเป็นภารกิจที่ใหญ่และท้าทายมาก แต่ในเมื่อผู้กำกับมอบความเชื่อมั่นในตัวเราขนาดนี้ ประกอบกับเราเองก็อยู่ในช่วงชีวิตที่อยากทดลองหยิบจับและทำงานศิลปะผ่านหลากหลายมีเดียม เลยมองว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญ ถ้าปฏิเสธไปคงเป็นการตัดสินใจที่โง่งมงายที่สุดในชีวิต สุดท้ายจึงตัดสินใจตอบรับทันทีครับ

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่างานนี้น่าจะสนุกมากและเราน่าจะทำได้ คือการที่พี่มุกมีบทที่สมบูรณ์และสะท้อนลายเซ็นของตัวเขาเองออกมาอย่างชัดเจนมาก มีการร้อยเรียงหลาย ๆ มิติเข้าด้วยกัน ถ้าใครติดตามงานของพี่มุกมาตลอดจะเห็นสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ที่คนรักและประทับใจ รวมถึงการแตะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เราจะเลือกเล่าในบริบทของโลกร่วมสมัยหรือโลกปัจจุบันก็ได้ แต่พี่มุกกลับเลือกหยิบเรื่องราวลึกซึ้งในอดีตขึ้นมาตีความใหม่ ตั้งใจฟื้นคืนสีสันเหล่านั้นให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

ที่สำคัญคือ ภายใต้ภาพลักษณ์ทั้งหมด มันยังถูกฉาบไว้ด้วยการตั้งคำถามที่มีต่อสังคม ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เราใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของเรามาโดยตลอด ในงานของเราหลาย ๆ คนอาจจะมองเห็นความสวยงามในด่านแรก แต่จริง ๆ เราสอดแทรกเนื้อหาสาระหรือคำถามเชิงสังคมซ่อนไว้ข้างในเสมอ เลยรู้สึกว่าเคมีตรงนี้ระหว่างเราเข้ากันอย่างลงตัว และเป็นโปรเจกต์ที่เราต้องทำ

สิ่งแรกที่เราทำร่วมกัน คือการมานั่งคุยกันว่า บทเรื่องนี้เปิดกว้างและเอื้อให้เกิดการตีความที่หลากหลาย โดยเฉพาะมิติความแฟนตาซีที่จะเกิดขึ้น เรามองเห็นภาพเหล่านั้นตรงกันอย่างไร ซึ่งใช้เวลาพอสมควรในการค้นหาตรงนี้ร่วมกัน ตัวพี่มุกเองมีความสนใจในเรื่องศิลปะ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าถ้าเปรียบเทียบเขาเป็นแม่ครัว แม่ครัวคนนี้มีวัตถุดิบชั้นเลิศอยู่ในมือ มีทั้งทักษะและสายตาที่มองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นอาหารจานที่เขาปรุงออกมามันจะต้องแซ่บและนัวแน่นอน เราจึงยินดีมาก ๆ ที่จะได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยแม่ครัวในครัวนี้ครับ

มุก ปิยะกานต์ : พอได้ลงมือทำจริง ๆ ก็ค้นพบเลยว่า Aesthetic ที่เราสร้างสมและทำมาตลอดทั้งชีวิต พอได้มาเจอกับการทำพีเรียดไทย มันฟินและไปสุดมากจริง ๆ ค่ะ มันเป็นความรู้สึกในเชิงอารมณ์ล้วน ๆ ที่อธิบายยากมาก เรารู้สึกถึงรากเหง้าที่มีการเดินทางอันยาวนาน พอได้เห็นภาพเหล่านั้นปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์ หรือตอนที่เดินเข้าไปในเซตถ่ายทำ มันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง รู้สึกเหมือน Aesthetic ที่เราเคยทำมาทั้งหมดในชีวิตมันกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย ทั้งงานโฆษณาหรืองานอื่น ๆ ที่เคยผ่านมา พอย้อนมาเทียบกับตรงนี้ ณ ตรงนี้มันคือของจริงมาก ๆ ทุกครั้งที่ก้าวขาเข้าไปในแต่ละเซต ในจังหวะที่เรากำลังจะถ่ายทำและบันทึกมันไว้ มันมีพลังและมีจิตวิญญาณของมันอยู่จริง ๆ

มุกมองว่า ความเป็นไทยเหล่านี้มันมีรากฐานอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะไม่เคยได้ค้นเจอ เพราะบริบทการเติบโตในสังคมอาจทำให้เราอยู่ห่างจากมัน แต่สุดท้ายพอรู้ว่าต้องมาทำโปรเจกต์นี้ ทุกอย่างมันก็ถูกดึงออกมา ที่ผ่านมาเราเคยทำงานที่สวยงามมาเยอะ งานโฆษณาของเราก็ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและ Aesthetic ผ่านงานแฟชั่นมาก็มาก แต่วันที่ได้มาจับงานศิลปะไทยและงานพีเรียดอย่างจริงจัง มันคือจุดสูงสุดในชีวิตการทำงานเหมือนกัน

ตอนนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นความงดงามที่เต็มไปด้วยคุณค่า และมาพร้อมกับภารกิจสำคัญในการช่วยบันทึกและส่งต่อสิ่งเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ฉากอาสนะของขุนแผน เราต้องวางแผนการถ่ายทำล่วงหน้าและใช้เวลาในการสร้างสรรค์อย่างประณีตมาก ซึ่งระหว่างทางเราก็ได้ค้นพบความจริงว่า ในประเทศไทยตอนนี้เหลือช่างศิลป์โบราณที่ทำสิ่งนี้ได้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น และอีกท่านหนึ่งไม่สะดวก นั่นหมายความว่าเราเหลือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวแล้วจริง ๆ มันเลยทำให้ทุกครั้งที่เรากดชัตเตอร์บันทึกภาพเหล่านั้นไว้ เรารู้สึกอิ่มเอมและฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ

เปลี่ยนยาขมของงานพีเรียด ให้กลายเป็นพื้นที่เปล่งประกายของแฟชั่นร่วมสมัย

โต๊ด นักรบ : คนที่ติดตามงานของเราเป็นปกติ ก็จะคุ้นชินกับการผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรม การดึงกาลเวลาปัจจุบันและโลกในอดีตมาปะทะกัน ซึ่งบทของ “อัศจรรย์วันทอง” มันเอื้อให้เราเล่นกับสิ่งนั้นได้เต็มที่ โดยเฉพาะการตีความว่าแท้จริงแล้วอยุธยาคือเมืองท่านานาชาติที่มีการเปิดรับวัฒนธรรมที่หลากหลายมาก เพราะฉะนั้นในเรื่อง เราจะเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ถูกยกระดับความแฟนตาซีขึ้นไปอีกขั้น

เราชวนพี่มุกตีความกันว่า ถ้าบ้านของขุนช้าง ขุนแผน และเรือนของวันทอง ถูกจับคู่กับกลิ่นอายของวัฒนธรรมที่ต่างกันไปเลยจะเป็นอย่างไร อย่างภาพรวมของ ‘ขุนช้าง’ ทั้ง Styling, เสื้อผ้า, หน้าผม รวมถึงเรือนของเขา เราดีไซน์ให้มีความเป็นตะวันตก เพราะตามท้องเรื่องเขาคือคนที่ล่ำซำที่สุดในยุคนั้น ในช่วงเวลาที่โปรตุเกสและชาติต่าง ๆ เริ่มเข้ามาค้าขาย คนที่มีกำลังครอบครองข้าวของจากฝั่งตะวันตกได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นขุนช้าง

ในส่วนของ ‘นางพิม’ หรือ ‘วันทอง’ เราตีความว่านางเติบโตมาในครอบครัวคหบดี มีการค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับจีน เรือนของเธอจึงเต็มไปด้วยถ้วยโถโอชาม การประดับประดาด้วยดอกไม้ และการขับเน้นความเป็น Feminine ออกมาให้เด่นชัด ขณะที่ ‘ขุนแผน’ มีความเป็นนักรบและนักรักในแบบชายชาตรี เราก็ต้องคิดหาวิธีขับเน้นความแข็งแกร่งและเสน่ห์เฉพาะตัวของเขาออกมาให้ชัดเจนที่สุด

ซึ่งพี่มุกเองมีเซนส์เรื่อง Aesthetic และความเข้าใจด้านแฟชั่นที่แม่นยำมาก เอาเข้าจริงเรื่อง Styling ในงานพีเรียดอาจเคยเป็นยาขมสำหรับบางโปรเจกต์ ถ้านักแสดงต้องแต่งตัวหรือทำผมแบบโบราณตรง ๆ บางครั้งอาจจะดรอปเสน่ห์ของพวกเขาลงไป แต่ด้วยเซนส์ของพี่มุกที่ส่งต่อให้ทีมงานทุกคน มันช่วยดึงด้านที่หล่อที่สุด สวยที่สุด และมีเสน่ห์ที่สุดของตัวละครแต่ละตัวออกมา เสื้อผ้าหน้าผมส่งคน คนส่งคาแรกเตอร์ คาแรกเตอร์ส่งซีน ทุกองค์ประกอบช่วยหนุนส่งซึ่งกันและกัน นี่คือการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงเพื่อให้จักรวาลนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์

การสร้างโลกใบนี้ขึ้นมา ไม่ได้เกิดจากโปรดักชันดีไซเนอร์หรือผู้กำกับเพียงลำพัง แต่มันคือศิลปะของการผนึกกำลังกันของทุกฝ่าย ทั้งกล้อง ไฟ เมกอัป และคอสตูม เรามีเสาหลักที่แข็งแรงคือพี่มุกที่มีทิศทางด้าน Aesthetic ชัดเจนมาก คนออกแบบ Costume ยังเคยบอกเลยว่า เวลาคิดภาพอะไรไม่ออก พอพูดถึงวันทอง เขาก็จะมองเห็นพี่มุกแล้วเดินมาคุยกับพี่มุก การมีไดเรกชันที่คมชัดทำให้เราเห็นคุณค่าของคำว่า ‘ไดเรกเตอร์’ อย่างแท้จริงว่า คนที่คุมบังเหียนมีความสำคัญขนาดไหน เขาคือคนที่กำหนดทิศทางของเรือทั้งลำว่าจะแล่นไปทางใด

ในเนื้องานทั้งหมดจึงมีการหยอดเสน่ห์ความเป็นไทยไว้เสมอ แต่ถูกหลอมรวมให้มีเซนส์ความเป็นสากล ทรงผมอาจจะอิงกับเค้าโครงพีเรียดโบราณ แต่ในตัวละครอย่างวันทอง ก็จะถูกสอดแทรกด้วย Aesthetic ของโลกปัจจุบันเข้าไป เพื่อให้งานศิลปะชิ้นนี้เชื่อมโยงและสื่อสารกับคนดูยุคนี้ได้อย่างลงตัวที่สุดครับ

ความสุข ความประทับใจในการรื้อสร้างประวัติศาสตร์ สู่การประดิษฐ์โลกแฟนตาซีที่มีชีวิตไปด้วยกัน

มุก ปิยะกานต์ : ที่สุดของความสนุกและความประทับใจจริง ๆ คือการได้เห็นความทะเยอทะยานที่ต้องปะทะกับข้อจำกัดที่ยากมาก ๆ แต่มันกลับเต็มไปด้วยมวลพลังและ Vibe ของนักสู้จากทีมงานทุกคน เรากำลังพาโปรเจกต์นี้ไปในจุดที่มีเงื่อนไขซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาในเรื่องนี้เรียกได้ว่ามุกต้องงัดเอาองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะทั้งชีวิตของการเป็นไดเรกเตอร์ออกมาใช้ทั้งหมด เพื่อเค้นสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ในทุกข้อจำกัด เราไม่เคยคิดจะย่อท้อ และสู้สุดใจ ซึ่งทีมงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพี่สีบาน, พี่บอย , ทีมพร็อพ, ทีม PM (Production Manager) ไปจนถึงทีมสวัสดิการ ทุกคนพยายามและทุ่มเทกันหนักมากจริง ๆ

เวลาออกกอง บรรยากาศของเราจะดูเหมือนทุกอย่างมันชิลและผ่านไปได้ง่าย ๆ เสมอ (หัวเราะ) เราไม่ใช่กองถ่ายที่แค่พูดว่า “พวกเราทำดีแล้ว” แต่เราจะมี Mindset ที่ว่า “ทำดีแล้ว… แต่ยังดีได้มากกว่านี้อีก” เราพยายามสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ทั้งที่ทุกคนต่างรู้ดีว่างานนี้มันโคตรยากและกดดันมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องลุย ทุกแผนกมีโฟกัสและเป้าหมายเดียวกันอย่างชัดเจน

โต๊ด นักรบ : ถ้าจะให้เห็นภาพความไม่ย่อท้อชัดที่สุด คือมากกว่าครึ่งหนึ่งของคิวถ่ายทำทั้งหมด พี่มุกต้องนั่งบัญชาการอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา โดยเฉพาะฉากสมรภูมิรบกลางแจ้งช่วงเดือนเมษายนที่อากาศร้อนจัดมาก

มุก ปิยะกานต์ : ช่วงนั้นกระดูกข้อเท้าแตกค่ะ เกิดอุบัติเหตุสะดุดสเต็ปพื้นไม่เท่ากันในกองถ่ายจนต้องแอดมิต พอต้องไปถ่ายทำซีนทะเลที่ภาคใต้ ทีมงานก็ต้องช่วยกันยกเราขึ้นเรือเหมือนนั่งเสลี่ยง คงอยากให้ผู้กำกับได้ซึมซับวัฒนธรรมการนั่งเสลี่ยงไปด้วยในตัว (หัวเราะ) แต่เราคิดเสมอว่าตราบใดที่ไม่มีใครเป็นอะไร การทำงานก็ต้องเดินหน้าต่อได้ เราก็นั่งกำกับบนรถเข็นต่อไป

โต๊ด นักรบ : อีกความสนุกคือการที่บทมันเปิดกว้างและชวนปลดปล่อยจินตนาการแบบสุดขอบ ในท้องเรื่องไม่ได้มีแค่ภาพจำของอยุธยาในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่มันมีมิติของโลกปัจจุบัน และมีพื้นที่เซฟโซนเล็ก ๆ ที่วันทองพยายามสร้างอาณาบริเวณของตัวเองขึ้นมาในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องตีความและดีไซน์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ มันมีพื้นที่ที่เป็นทั้งบ้านและสำนักงานที่เธอใช้ประกอบอาชีพและทำกิจกรรมหลากหลาย โจทย์คือเราจะดึงฟังก์ชันการทำงานของสำนักงานในโลกปัจจุบัน มาหลอมรวมกับวัตถุดิบที่มีอยู่จริงในยุคอยุธยาอย่างไร

มุก ปิยะกานต์ : สเปซตรงนี้มันคือพื้นที่แห่งการเอาชีวิตรอดของตัวละคร ที่สะท้อนว่าเธอกำลังขับเคลื่อนบางสิ่งบางอย่างอยู่

โต๊ด นักรบ : พอได้โจทย์นี้มา เราก็ต้องมานั่งทำการบ้านต่อว่า มีวัสดุอะไรในยุคนั้นที่เป็นไปได้บ้าง ผ้าชนิดไหน ลวดลายแบบใด หรือโทนสีแบบไหนที่จะสื่อสารอารมณ์ตรงนั้นได้ ข้าวของในสมัยอยุธยาชิ้นไหนที่จะถูกนำมาดัดแปลงให้ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานแบบคนยุคนี้ได้บ้าง นอกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว เรายังต้องใส่จินตนาการและการคาดคะเนลงไปด้วย รวมถึงพาหนะต่าง ๆ ที่วันทองใช้เดินทาง เราก็ต้องออกแบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยคำนึงถึงมิติความเป็นผู้หญิงของตัวละคร ควบคู่ไปกับความสมเหตุสมผลของยุคสมัย เพราะถ้าจะให้กระโดดไปเป็นยานอวกาศมันก็คงเป็นไปไม่ได้ การใส่จินตนาการในเรื่องนี้จึงเป็นการต่อยอดที่ยืนอยู่บนฐานรากของประวัติศาสตร์จริง ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่สนุกและท้าทายมากครับ

ฉากศาลหลวงที่ตัดสินโทษประหารชีวิตในข้อหาหญิงสองใจ คือ จุดสูงสุดของการกดทับโดยรัฐและผู้ชาย

มุก ปิยะกานต์ : ในวันนี้ ตัวละครทั้งหมดจะถูกตีความใหม่ผ่านสายตาของคนในยุคปัจจุบันที่มองย้อนกลับเข้าไป เพราะฉะนั้นทุกตัวละครจึงมีที่มาที่ไป มีเหตุและผลรองรับการกระทำของตัวเองอย่างชัดเจน อย่าง ‘ขุนแผน’ เราทุกคนรู้ดีว่าเขาคือนายทหารคนโปรด มีความเป็นชายชาตรีแบบดั้งเดิมเต็มขั้น Mindset หรือทัศนคติที่เขามีต่อผู้หญิงหรือเมียของเขา มันตั้งอยู่บนฐานความเชื่อและชุดความคิดตามบริบทของยุคสมัยนั้น ซึ่งมองผู้หญิงเป็นเหมือนสมบัติชิ้นหนึ่ง ในเชิงประวัติศาสตร์มันไม่ได้ผิดในบริบทของมัน แต่สิ่งที่เราทำคือการหยิบเอาประเด็นนี้มาสะท้อนกลับมาสู่โลกปัจจุบันว่า สิ่งเหล่านี้มันยังคงหลงเหลืออยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบและฟอร์มของมันไป แต่ระดับความรุนแรงและความกดทับยังคงเท่าเดิม

ถ้าพูดกันตามตรง มุกรู้สึกว่าผู้ชายในประเทศไทยเราน่ารักและเปิดกว้างกว่าอีกหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้มาก เราอยู่ในสังคมที่กลุ่ม LGBTQ+ มีเสรีภาพสูง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเมืองไทยต่างสัมผัสได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยและมองว่าที่นี่คือสวรรค์ การที่วันนี้เรามีภาพยนตร์อย่าง “อัศจรรย์วันทอง” ที่ลุกขึ้นมาพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม มุกมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีในการสะท้อนว่า วัฒนธรรมและสังคมของเราพร้อมที่จะเปิดใจพูดคุยเรื่องนี้กันได้อย่างตรงไปตรงมา เป็นพื้นที่ให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ค่อย ๆ เรียนรู้ เติบโต และทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ถ้าได้เข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ จะเห็นเลยว่าสิ่งที่มุกกำลังสื่อสาร เราไม่ได้พูดแค่ในมุมของผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว แต่เราพูดถึงฝั่ง ‘ผู้กระทำ’ ด้วยเช่นกัน หมายความว่าคนที่เป็นผู้กระทำเมื่อได้มองผ่านมิติของตัวละครอย่างขุนแผน เขาก็จะได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า สิ่งที่ตัวเองเคยทำลงไปนั้นมันถูกหรือผิดกันแน่ นี่คือความเจ๋งและเป็นโอกาสที่พิเศษมากของโปรเจกต์นี้ กับการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้ก้าวขึ้นมาเป็น ‘ฮีโร่’ ซึ่งในบริบทของภาพยนตร์เอเชียถือว่ามีน้อยมาก ๆ ถ้าไม่นับ Mulan แทบจะนับเรื่องได้เลย มันจึงมีความล้ำสมัยบางอย่างซ่อนอยู่

บทเรียนความสัมพันธ์ที่ไร้สูตรสำเร็จ กับการสำรวจรอยปริร้าวในใจคุณ

หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครสักคน 
คือการที่เราสามารถมองเห็นความจริงตรงหน้าได้อย่างชัดเจน 
เพื่อที่จะตัดสินใจได้ว่า 
เราควรจะจับมือเดินหน้าต่อไปด้วยกัน
หรือถึงเวลาที่ควรจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโต

มุก ปิยะกานต์ : เวลาที่มุกทำภาพยนตร์แล้วเลือกพูดถึงประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ เราไม่ได้ตั้งใจจะทำออกมาเพื่อก่นด่าหรือตัดพ้อเพียงแค่ว่า “เธอไม่เคยเข้าใจฉันเลย” แต่การที่เราหยิบยกประเด็น Toxic Relationship ขึ้นมาเล่า มันเกิดจากการที่เราเองก็มีประสบการณ์ตรง เคยผ่านจุดที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เอ๊ะ!!! ทำไมชีวิตเราถึงต้องมาเจอหรืออยู่ในสภาพแบบนี้?”

ในขณะเดียวกัน มุกเองก็พยายามทำความเข้าใจในมุมของผู้ชายด้วยเช่นกัน มุกมองว่ากฎเกณฑ์แทบทุกอย่างบนโลกใบนี้ มันถูกสร้างขึ้นมาจาก ‘ความกลัว’ ซึ่งบ่อยครั้งมันเกิดจากการที่ผู้ชายไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของผู้หญิงจริง ๆ และรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่เข้าใจ เช่น เขารู้สึกว่า อารมณ์ผู้หญิงมันช่างจับต้องไม่ได้เลย พอถึงวันที่มีประจำเดือน เธอก็กลายร่างเป็นใครอีกคนไปเลย ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้มันมีมิติทางชีววิทยาและฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เราจึงรู้สึกว่างานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสะพานในการสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งถ้าถามมุก มุกมองว่ามันยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นมาก ๆ เท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทั้งสองเพศจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับความเข้าใจกันอีกเยอะมาก

เราเพียงแค่คาดหวังว่า ผลงานชิ้นนี้จะช่วยให้แต่ละคู่ หรือใครก็ตามที่กำลังเผชิญหน้ากับความรักในรูปแบบของตัวเอง ได้ลองหยุดคิดและมองเห็นว่า อะไรคือ Red Flag สำหรับคุณ และอะไรที่ไม่ใช่ ซึ่งมุกเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีจุดที่เป็น Red Flag ในแต่ละเรื่องที่แตกต่างกันออกไป แต่หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครสักคน และการมีความเมตตาต่ออีกฝ่าย มันคือการที่เราสามารถมองเห็นความจริงตรงหน้าได้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะตัดสินใจได้ว่า เราควรจะจับมือเดินหน้าต่อไปด้วยกัน หรือถึงเวลาที่ควรจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโตค่ะ

ถ้า… “วันทอง” วาร์ปมาอยู่ในปี 2026

มุก ปิยะกานต์ : มุกคิดว่าถ้าวันทองได้มาอยู่ในยุคนี้จริง ๆ เธอก็คงเป็น ‘ตัวแรง’ คนหนึ่งเลยค่ะ เพราะตามเนื้อแท้แล้ว วันทองเป็นคนกล้าไฟต์ ปากจัด และเป็นผู้หญิงนักสู้ตัวจริง เธอไม่ได้ยอมใคร เธอก็ด่าขุนแผนเปิงเหมือนกัน แต่ด้วยบริบทของยุคสมัยนั้น มันมีเงื่อนไขเรื่องการเอาชีวิตรอดค้ำคออยู่ เมื่อผู้หญิงในยุคนั้นไม่มีรายได้เป็นของตัวเองและต้องพึ่งพาสามีเพื่อความอยู่รอดในอนาคต

สิ่งที่วันทองรู้ดีแก่ใจ คือเธอไม่ได้โอเคกับพฤติกรรมของขุนแผนเลย เธอไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนรูปเคารพที่ถูกยกไว้บนหิ้ง แต่ในวันที่ขุนแผนต้องออกไปรบ เธอของเธอกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มันมีเรื่องภาระทางการเงินเข้ามาบีบคั้น ซึ่งในยุคนั้นนี่คือหนทางเดียวที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเอาชีวิตให้รอดได้จริง ๆ ถ้าเธอได้มาอยู่ในยุคปัจจุบัน เธอคงกลายเป็นนักวิพากษ์สังคมที่มีพลังคนหนึ่ง เพียงแต่ในยุคนั้น เสียงของเธอทำได้แค่วิพากษ์วิจารณ์เจื้อยแจ้ว แต่กลับไม่มีพลังพอที่จะปกป้องหรือรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ได้เลย

โต๊ด นักรบ : ถ้าเกิดขึ้นจริง เราคงอยากชวนเธอเดินเข้าโรงหนังไปดู “อัศจรรย์วันทอง” ด้วยกันมากที่สุด เพื่อให้เธอได้เห็นด้วยตาตัวเองว่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี ผู้คนก็ยังคงพูดถึงเธอ ยังมีคนพยายามออกมาทวงคืนสิทธิและความยุติธรรมให้กับเธอ และมองเธอด้วยสายตาที่รอบด้านและเป็นธรรมมากขึ้น เธอจะได้รู้ว่าการสูญเสียชีวิตของเธอในยุคที่สังคมยังไม่วิวัฒนาการขนาดนี้ มันไม่ได้สูญเปล่า เรื่องราวของเธอถูกจดจำ บันทึกไว้ และยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนในจิตใจของผู้คนมาโดยตลอด

พวกเราทุกคนต้องการสำรวจเรื่องราวของเธอเพื่อทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ เธอจะได้รู้ว่าสิ่งที่เธอต้องแลกไปในวันนั้น มันส่งแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อสังคม จนเกิดการดัดแปลงและหยิบยกมาเล่าใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ร้อยเวอร์ชัน แม้ในปัจจุบันเราอาจจะยังตอบไม่ได้เต็มปากว่า สังคมเราเปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิง เพศหลากหลาย หรือคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างสมบูรณ์แบบแล้วหรือยัง แต่อย่างน้อยเรื่องราวของเธอก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอยู่เสมอ

เรามองว่าสิ่งนี้มันทำหน้าที่ช่วยเยียวยาทั้งตัวเธอและเยียวยาสังคมไปพร้อมกัน การที่เรายังต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าใหม่อีกครั้ง มันเป็นเครื่องยืนยันว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมเหล่านี้มันยังไม่ได้หมดไปจากโลก เพราะถ้ามันหมดไปแล้ว พี่มุกก็คงไม่มีความจำเป็นต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำอีก เรื่องราวของวันทองจึงเป็นตำนานและเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของคนไทย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าในระดับสากล และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะส่งแรงกระเพื่อมต่อไปในอีกหลากหลายมิติต่อไปครับ

ถ้าวาร์ปกลับไปหา “วันทอง” ได้คนละ 5 นาที 

มุก ปิยะกานต์ : สำหรับตัวมุกเอง มุกก็คงทำเหมือนอย่างในบทภาพยนตร์ที่มุกเขียนขึ้นมาเพื่อให้วันทองทำค่ะ เพราะตลอดกระบวนการเขียนบท มุกมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะหาหนทางแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับชีวิตของเธออย่างถึงที่สุด ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนั้นถูกถ่ายทอดไว้ในโรงภาพยนตร์หมดแล้ว มันเกิดขึ้นจากความรู้สึกข้างในใจของเราจริง ๆ ที่คอยส่งเสียงบอกว่า “มันจะต้องมีหนทางเอาชีวิตรอดได้สิวะ” ถ้ามีเวลา 5 นาที มุกก็จะพยายามทำทุกอย่างเหมือนในบทที่อยากบอกกับวันทอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูทุกคนจะได้เข้าไปเห็นพร้อมกันในหนังเรื่องนี้ค่ะ

โต๊ด นักรบ : สมมติถ้าเราสามารถย้อนเวลากลับไปได้จริง ๆ สิ่งเดียวที่เราคงทำได้ดีที่สุดคือการเข้าไปมอบกำลังใจให้เธอ เรามองเสมอว่าในหน้าประวัติศาสตร์หรือในวรรณคดีโบราณ มันมีหลายจุดมากที่พอมองด้วยสายตาของคนในยุคปัจจุบันแล้วรู้สึกว่ามันผิดฝาผิดตัวและเต็มไปด้วยความอยุติธรรม แต่ในความเป็นจริง ตัวเราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่พอที่จะสามารถไปเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือโครงสร้างของสังคมในยุคนั้นได้ เพราะเรื่องราวของวันทองไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ แต่มันเป็นเรื่องของโครงสร้างสังคมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) ที่ครอบงำทุกคนอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ แต่ผู้ชายและทุกเพศสภาพในสังคมต่างก็ได้รับผลกระทบจากกรอบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น

ในเมื่อเราไม่สามารถไปเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเปลี่ยนการตัดสินใจในวิถีชีวิตของเธอได้ เพราะสังคมในยุคนั้นมันโหดร้ายเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งในโลกวรรณกรรมจะดิ้นรนเอาชีวิตรอด สิ่งที่เราทำได้คือการเข้าไปบอกเธอให้รู้ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน ผู้คนพูดถึงเธออย่างไร มองเธอด้วยความเข้าใจแบบไหน และชีวิตรวมถึงการลุกขึ้นสู้ของเธอมันได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับคนรุ่นหลังมากขนาดไหน ส่วนในวรรณกรรมดั้งเดิมที่เธออาจไม่มีทางรอด แต่ใน “อัศจรรย์วันทอง” เธอจะค้นพบทางรอดแบบไหน อยากชวนให้ทุกคนลองไปติดตามดูด้วยกันครับ

มุก ปิยะกานต์ : ซึ่งสุดท้ายแล้วเธอจะรอดหรือไม่รอด ก็ต้องลองเข้าไปพิสูจน์ด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์นะคะ เดี๋ยวในเรื่องจะมีคำตอบเฉลยไว้ทั้งหมดแน่นอนค่ะ (หัวเราะ)

เมื่อประสบการณ์ชีวิตคือบทเรียนที่ต้องตกตะกอนด้วยตัวเอง

มุก ปิยะกานต์ : จริง ๆ ในตัวภาพยนตร์เรื่องนี้มีการสาธิตให้เห็นภาพบางอย่างไว้อย่างชัดเจน ทั้งการฉายให้เห็นว่า Toxic Relationship มันเริ่มต้นก่อตัวขึ้นมาจากอะไร รูปแบบการแสดงออกต่อกันเป็นแบบไหน รวมถึงความรู้สึกและความรักที่มีให้กันมันแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งมุกมองว่าจุดนี้จะช่วยสะกิดใจได้ดี เพราะส่วนใหญ่คนที่กำลังตกอยู่ในวังวนความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักจะไม่รู้ตัว และการที่ใครสักคนจะเดินไปบอกให้คนอื่นเลิกกัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ละคนจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ตรงและเวลาในการลองผิดลองถูก จนกว่าจะเดินไปถึงจุดที่เข้าใจมันได้ด้วยตัวเองจริง ๆ 

เราไม่สามารถไปตัดสินหรือสั่งใครได้ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราพยายามจะสื่อสารว่า ทั้งคนที่เป็นเหยื่อและคนที่กำลังเป็นผู้กระทำ สามารถหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมมือกันหาทางออกได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่เราอยากบอก เราไม่ได้มองแค่ในมุมที่ว่าคนเป็นเหยื่อจะต้องวิ่งหนีออกมาเพียงอย่างเดียว เพราะในชีวิตจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น ในหนังจึงมีมุมมองของฝ่ายผู้กระทำใส่ไว้ด้วย ซึ่งมีหลายจุดที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามดูค่ะ

โต๊ด นักรบ : สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคือ ‘ความตระหนักรู้’ (Self-awareness) ว่าตัวเรากำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนของสมการความสัมพันธ์นี้ เราต้องหมั่นสำรวจตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า เรากำลังกลายเป็นเหยื่อ หรือกำลังกลายเป็นผู้กระทำโดยไม่รู้ตัวหรือไม่

การจะลุกขึ้นมาบอกทุกคนแบบเหมารวมว่า “ทุกคน จงเดินออกมาจากความสัมพันธ์อันเป็นพิษเดี๋ยวนี้” ในความเป็นจริงมันทำได้ยากมาก เพราะบางครั้งตัวเราเองหรือคนรอบข้างก็มองไม่เห็นว่าสิ่งนั้นมันกลายเป็นพิษไปแล้ว หรือบางคนอาจจะยังรับได้และโอเคกับการอยู่ในจุดนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เรามองว่าในฐานะคนในสังคม สิ่งสำคัญคือเรื่องการสื่อสารและการมีความตระหนักรู้ในตัวเอง เพื่อคอยเช็กว่าทำอย่างไรเราถึงจะไม่เอาตัวเองไปตกอยู่ในจุดนั้น หรือสัญญาณแบบไหนที่กำลังบ่งบอกว่าสถานการณ์เริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว ซึ่ง อัศจรรย์วันทอง ก็ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนแง่มุมของความสัมพันธ์ เพื่อช่วยกระตุกเตือนความตระหนักรู้นั้นให้เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ใช่คนที่จะไปชี้นิ้วกำหนดทางเลือกให้ใครว่าคุณต้องทำข้อ 1, 2 หรือ 3 เพราะเราเชื่อมั่นว่า ถ้าทุกคนเกิดความตระหนักรู้และมองเห็นความจริงได้อย่างชัดเจนแล้ว ทุกคนย่อมมีความสามารถในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเสมอว่า คุณยังพร้อมจะอยู่ตรงนั้น จะเลือกเดินออกมา หรือจะเลือกจัดการมันด้วยแนวทางในแบบของคุณเอง

มุก ปิยะกานต์ : หรือจะเลือกจับมือกันแล้วแก้ไขมันไปด้วยกัน ซึ่งถ้าสามารถปรับความเข้าใจและแก้ปัญหาร่วมกันได้ มันก็คือผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วค่ะ

Magic Moment เมื่อจินตนาการและธรรมชาติทำงานร่วมกัน

โต๊ด นักรบ : Magic Moment สำหรับเราก็ตรงกับสิ่งที่พี่มุกพูดเลยครับ การที่เราอยู่กับโปรเจกต์นี้และเฝ้าดูพัฒนาการของมันมาอย่างยาวนาน พอถึงวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏขึ้นจริงตรงหน้า ตัวละครสวมใส่ชุดที่ออกแบบไว้ ซีนต่าง ๆ และฉากที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของทีมงานทุกฝ่ายที่ช่วยกันเนรมิตมันขึ้นมา เรารู้สึกว่ามันเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มันคือการได้เห็นจักรวาลที่เราไม่มีวันได้พบเจอในโลกความเป็นจริง แต่กลับมาปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้า มันมหัศจรรย์มากจริง ๆ

มุก ปิยะกานต์ : สำหรับเรื่องนี้ พลังของการแสดงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทัชหัวใจเรามาก ๆ มันมี Magic Moment เกิดขึ้นจริงในการทำงาน อย่างซีนท้องพระโรงที่วันทองต้องเอ่ยคำตอบต่อหน้าทุกคน ซึ่งเป็นคำถามที่ทุกคนรู้กันดีว่าจะเลือกอยู่กับขุนช้างหรือขุนแผน วันที่เราถ่ายทำซีนนี้ พอสิ้นเสียงการพูดประโยคนั้นจบลง ฝนก็ตกลงมาทันที ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงกลางเดือนเมษายน มันเป็นจังหวะที่มีพลังงานบางอย่างที่อธิบายไม่ได้

และเหตุการณ์นั้นก็ส่งผลให้เราต้องมาทำการบันทึกเสียงบทสนทนาใหม่ (ADR – Automated Dialogue Replacement) เพื่อแก้เรื่องเสียงฝนที่ตกแทรกเข้ามาในฉากท้องพระโรง ซึ่งการกลับมาลงเสียงของนักแสดงในวันนั้น เราสามารถยืนยันได้ 100% เลยว่าพวกเขารู้สึกอินและร้องไห้ออกมาจริง ๆ ปกติแล้วเสียงสะอื้นหรือเสียงร้องไห้เรามักจะพยายามเก็บจากในกองถ่ายจริง แต่ครั้งนี้ขนาดเป็นการมานั่งดูแค่ซีนสั้น ๆ เพื่อซ่อมเสียง แต่นักแสดงทุกคนยังคงดิ่งและเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครได้อย่างเต็มเปี่ยม ทุกคนอินไปกับมันจริง ๆ ค่ะ

อีกหนึ่ง Magic Moment คือฉาก ‘สุดขอบโลก’ ภาพในหัวที่เราอยากได้คือทิวเขาที่มีลักษณะคล้ายกับสันหนังสือ เพื่อสื่อสารเชื่อมโยงกับความเป็นวรรณคดี ตอนแรกเราคุยกันว่าจะต้องพึ่งพา CG ขนาดไหน แต่แล้ววันหนึ่ง โลเคชันที่ตามหาก็ปรากฏขึ้นมาเองตามธรรมชาติในประเทศไทย นั่นคือ ‘เขาหินพับผ้า’ ซึ่งมีแนวหินซ้อนกันเป็นริ้วเหมือนสันหนังสือจริง ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทีมงานออกตามหากันแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่เจอ เพราะภาพอ้างอิงที่เรามีแทบจะเป็นภาพวาดหรือโมเดลจำลองเท่านั้น แต่อยู่ดี ๆ ธรรมชาติก็มอบสิ่งนี้มาให้เราอย่างน่าอัศจรรย์

โต๊ด นักรบ : คำว่า “อัศจรรย์” พอนำมามองลึกลงไปมันมีความหมายที่น่าสนใจมาก ตอนที่เคาะชื่อโปรเจกต์นี้ว่า อัศจรรย์วันทอง มันสะท้อนภาพรวมได้หลายมิติ ทั้งความยิ่งใหญ่เกินเบอร์และความเป็นโลกแฟนตาซีของเรื่อง

แต่ถ้ามองในแง่มุมของวรรณคดีไทยดั้งเดิม คำว่า ‘บทอัศจรรย์’ แท้จริงแล้วคือบทเข้าพระเข้านาง หรือการใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบเพื่อเล่าถึงบทรักและความปรารถนา ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้เราอาจจะไม่ได้ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาตรง ๆ แบบฉากรักโจ่งแจ้ง แต่มันถูกนำมาใช้เป็นแก่นแท้ในการสำรวจมิติความสัมพันธ์ บทบาทของความรัก ความใคร่ และความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจมนุษย์ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตีแผ่ประเด็นดังกล่าวออกมาได้อย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์แบบมากครับ

มุก ปิยะกานต์ : ซึ่งชื่อนี้พวกเราใช้เวลาคิดและตกตะกอนกันมายาวนานถึง 3 ปีเต็ม คิดเท่าไหร่ก็ยังไม่เจอคำที่ลงตัวและจับใจสักที จนกระทั่งมาลงตัวที่ชื่อนี้ ต้องขอเสียงปรบมือให้พี่เจ็ทคนคิดชื่อนี้

เราจึงหันไปหาพี่เจ็ทที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ว่า การตั้งชื่อหนังว่า “อัศจรรย์วันทอง” มีที่มายังไง

พี่เจ็ท : ตอนแรกก็คิดในเชิง mass ก่อน เป็น “วันทองแฟนตาซี” มันเป็นวันทองที่มหัศจรรย์ แต่ก็ค่อยคิดไปว่าความมหัศจรรย์นี้ มันไม่ใช่พาร์ตของแฟนตาซีอย่างเดียว แต่มันมหัศจรรย์ที่เป็นมุมมองใหม่ เป็นความใหม่ การตีความใหม่ที่อัศจรรย์ มีการ present คาแรกเตอร์ที่อัศจรรย์กว่าทุกครั้ง ก็เลยอยากตีความว่านี่ก็คือความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง จึงกลายมาเป็น “อัศจรรย์วันทอง” ครับ

‘โรงภาพยนตร์’ พื้นที่ปลดปล่อยเสน่ห์สูงสุดของนักแสดง ในมุมมองที่งดงามและทรงพลังที่สุด

มุก ปิยะกานต์ : โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นมาจากความตั้งใจจริงที่เราอยากจะคราฟต์ทุกองค์ประกอบอย่างประณีตที่สุด ตั้งแต่งานเขียนบท โปรดักชัน งานภาพ CG ไปจนถึงขั้นตอน Post-production ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนวิสัยทัศน์ของคุณจูเลียนที่มองเห็นว่า ตลาดภาพยนตร์ไทยยังขาดแคลนงานระดับ High Quality ดี ๆ เขาเชื่อมั่นว่าคนไทยควรได้รับชมผลงานคุณภาพสูงที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจ ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้เกิดโปรเจกต์นี้ เกิดการรวมตัวกันของทีมนักแสดงระดับแถวหน้าอย่างที่เห็นในเทรลเลอร์ และเกิดงานภาพ Visual ที่แปลกตากว่าที่เคย มุกคิดว่านี่คืองานสร้างในสเกลที่ยิ่งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปีที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาดการชมบนจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์

หากภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่ความสำเร็จของทีมงาน แต่มันจะเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า สังคมและประเทศของเรากำลังก้าวหน้าและยกระดับขึ้นไปอีกขั้น แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของพวกเรายอดเยี่ยมแค่ไหน เช่นเดียวกับที่เรามีคอนเทนต์แนว BL และ GL ที่โดดเด่นในระดับสากล สิ่งนี้คือการส่งเสียงตะโกนบอกวัฒนธรรมของพวกเราให้โลกได้รับรู้ว่า ประเทศไทยเราเป็นศูนย์กลางที่เปี่ยมไปด้วยเสรีภาพและความเท่าเทียมอย่างแท้จริง มุกขอฝากภาพยนตร์เรื่อง “อัศจรรย์วันทอง” ไว้ด้วยนะคะ

อย่างเร็ว ๆ นี้มีข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งตัวเป็นนางเอกลิเกเพื่อปลอมตัวไปจับคนร้าย แล้วกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก สำหรับมุก นั่นคือภาพสะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ยอดเยี่ยมมาก หรือการที่ทหารตามแนวชายแดนได้รับเสื้อผ้าบริจาคที่ซักไม่ทันแล้วหยิบกระโปรงมาใส่ถ่ายรูปเล่นกัน สำหรับเรามันคือภาพของความเปิดกว้างทางความคิด (Open-minded) ที่สะท้อนว่าเราก้าวข้ามเรื่องกรอบเพศสภาพไปแล้ว พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าเพศหญิงเป็นสิ่งที่น่าอับอาย สิ่งเหล่านี้ทำให้มุกเชื่อมั่นว่าสังคมไทยและผู้ชายไทยยังคงเต็มไปด้วยความหวัง แม้ในหน้าข่าวเราอาจจะเห็นความรุนแรงอยู่บ้าง แต่ความรุนแรงในลักษณะนั้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกค่ะ

โต๊ด นักรบ : ในมุมของฝ่ายออกแบบศิลป์ เรายืนยันได้เลยว่าในแต่ละเฟรม แต่ละฉาก มันอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่ถูกคราฟต์ขึ้นมาอย่างประณีตมาก จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องจัดดอกไม้ให้วิจิตรขนาดนั้น หรือไม่ต้องทำผ้าม่านให้ละเอียดลออขนาดนั้นก็ได้ แต่เรารู้สึกว่าถ้าผู้ชมไปรอเปิดดูผ่านสตรีมมิงบนหน้าจอทีวีหรือหน้าจอโทรศัพท์ ความรู้สึกฟินและอิ่มเอมมันเทียบไม่ได้เลยกับการได้มองเห็นรายละเอียดเหล่านั้นอย่างเต็มตากว้างใหญ่ในโรงภาพยนตร์

ที่สำคัญคือในเรื่องไม่ได้มีแค่ภาพจำของโลกประวัติศาสตร์ แต่มันมีมิติของโลกแฟนซีและดีเทลต่าง ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ การได้เข้าไปดูในโรงภาพยนตร์มันจะพาให้ผู้ชมดำดิ่งและดึงความรู้สึกของตัวเราให้เหมือนกับเป็นตัวละครพิมมาดา หรือเป็นหนึ่งในตัวละครที่ได้เข้าไปยืนอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ ได้เห็นโลกใบนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้าในสเกลที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นมวลความรู้สึกที่หน้าจอส่วนตัวไม่สามารถมอบให้ได้อย่างแน่นอน หรือถ้ามองในมิติที่เรียบง่ายที่สุด การได้เข้าไปดูนักแสดงทุกคนในโรงภาพยนตร์ คุณจะได้เห็นพวกเขาทุกคนในมุมที่หล่อที่สุด สวยที่สุด เท่ที่สุด และมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาที่สุดของแต่ละตัวละครอย่างแท้จริงครับ

เมื่อแสงไฟในโรงภาพยนตร์สว่างขึ้น เรื่องราวของ “อัศจรรย์วันทอง” (In The Name of Love) อาจทิ้งคำถามไว้ในใจใครหลายคนมากกว่าแค่ความบันเทิงทางสายตา เพราะแท้จริงแล้ว ชะตากรรมของวันทองที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดภายใต้กรอบโครงสร้างที่มองผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติ คือภาพสะท้อนชั้นดีของภาวะ Toxic Relationship ที่ไม่ได้สูญสลายไปตามกาลเวลา หากยังคงแฝงฝัง เปลี่ยนรูปทรง และส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนในโลกปัจจุบันอยู่เสมอ การมองเห็นสัญญาณเตือนและการตระหนักรู้ว่าเรากำลังยืนอยู่ตรงจุดไหนในสมการความสัมพันธ์ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการกอบกู้คุณค่าของตัวเองให้กลับคืนมา

บทสนทนาและการตกผลึกของ มุก ปิยะกานต์ และ นักรบ มูลมานัส ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การลบตราบาปให้ตัวละครในวรรณคดี แต่คือการโอบกอดผู้หญิงทุกคน รวมถึงทุกเพศสภาพที่เคยตกเป็นเหยื่อของความสัมพันธ์หรือโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว หนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกให้ใครต้องตัดขาดอย่างไร้เยื่อใย หากแต่ชวนให้มองลึกลงไปถึงแรงจูงใจ ความกลัว และความไม่เข้าใจของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกร่วมกันบนพื้นฐานของความเมตตา

การเดินทางของวันทองในเวอร์ชันนี้ จึงทำหน้าที่เป็นบทเรียนอันทรงพลังที่ย้ำเตือนเราว่า ความรักไม่ควรเป็นกรงขังหรือเครื่องมือในการทำลายตัวตนของใคร ตราบใดที่เรากล้าที่จะสื่อสาร กล้าที่จะตั้งคำถาม และเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน บาดแผลจากอดีตย่อมแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการเติบโต และเปิดประตูไปสู่อิสรภาพทางความรู้สึกที่ทุกคนควรได้รับอย่างแท้จริง

 “อัศจรรย์วันทอง” (In The Name of Love) 
3 กุมภาพันธ์นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน