
ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 นี้ อีกหนึ่งพรรคที่เพิ่งมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นั่นคือ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ อดีตหนึ่งพรรคตัวเต็งในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 เพราะมีแคนดิเดตนายกฯ อย่าง ‘พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ อยู่ภายในพรรคด้วย ถัดมาที่ปีนี้ แม่เหล็กพลังดูดคะแนนเสียงอย่างพลเอกประยุทธ์ไม่ได้ลงเล่นการเมืองอีกต่อไปแล้ว ก้าวใหม่ของ 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่มีอยู่ก็น่าจะเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการสื่อสารว่า พรรครวมไทยสร้างชาติที่ไม่มีพลเอกประยุทธ์ จะได้เสียงตอบรับจากประชาชนอย่างไรบ้างในวันเลือกตั้งจริง
วันนี้ SUM UP ขอพาไปรู้จักไทม์ไลน์ชีวิต ผลงานที่ผ่านมา และจุดเริ่มต้นเส้นทางทางการเมืองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ของทั้ง 3 ผู้ได้รับเสนอให้เป็นผู้นำประเทศคนต่อไปของพรรครวมไทยสร้างชาติกัน ทั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และ นราพัฒน์ แก้วทอง
แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’
ประวัติส่วนตัว
‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หรือ ‘ตุ๋ย’ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นบุตรคนที่ 4 ของบิดา ‘พลโท ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค’ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร ผู้ริเริ่มการขุดเจาะน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ก่อตั้งปั๊มน้ำมันสามทหาร (ปัจจุบันคือ ปตท.) และมารดา ‘โสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค’ อดีตดาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนแรก
ประวัติการศึกษา และผลงานที่ผ่านมา
พีระพันธุ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากสาขานิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้จบหลักสูตรเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LLM) กฎหมายอเมริกาทั่วไป และปริญญาโท (MCL) กฎหมายอเมริกาเปรียบเทียบ ที่มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา
ด้านการทำงาน เขาเคยทำงานด้านทนายความ ผู้ช่วยผู้พิพากษา และเป็นอดีตผู้พิพากษามาก่อนในหลากหลายตำแหน่ง ทั้งอดีตผู้พิพากษาประจำกระทรวง, อดีตผู้พิพากษาศาลจังหวัดตาก ในปี 2530, อดีตผู้พิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี ในปี 2531, อดีตผู้พิพากษาประจำกระทรวง ผู้อำนวยการกองวิชาการ สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ในปี 2532
รวมถึงเคยทำงานด้านความมั่นคงและการทหาร อย่างการเป็นอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ในปี 2540-2543 หลังจากก้าวเข้ามาทำงานการเมืองจริงจังในปี 2539 และยังเคยเป็นอดีตประธานอนุกรรมาธิการศึกษาสมรรถนะกองทัพ ปี 2541-2543, อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร และอดีตประธานอนุกรรมาธิการงบประมาณและขีดความสามารถกองทัพ ในปี 2548-2549, อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่หนึ่ง (ในปี 2550-2551 และอดีตประธานอนุกรรมาธิการพิจารณานโยบาย งบประมาณ และประสิทธิภาพกองทัพ ในปี 2550-2551
ประวัติเส้นทางทางการเมือง
สำหรับเส้นทางการเมืองของพีระพันธุ์ เขาเริ่มต้นลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2535 และการลือกตั้งปี 2538 แต่ไม่ได้รับเลือก โดยระหว่างนั้นรับตำแหน่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในปี 2535-2536 ในคณะรัฐบาลชุดที่ 50 ของ ‘นายชวน หลีกภัย’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาก็ได้เป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี 2536–2537 และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในปี 2537-2538 รวมถึงยังได้เป็นอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
ก่อนที่ในปี 2539 พีระพันธุ์จะได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และก็ได้ก้าวเข้ามาทำงานการเมืองในตำแหน่งต่าง ๆ อย่างเต็มตัวตั้งแต่ช่วงที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในปี 2540, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในปี 2551-2554
ต่อมาพีระพันธุ์ได้ขอลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 และในวันที่ 19 ธันวาคม ปีเดียวกัน ‘พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ทำให้เขาได้เป็นอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในปี 2562, อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในปี 2565 และได้ก้าวเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2565 พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งอดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย
วิสัยทัศน์ในฐานะแคตดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้ง 2569
ในการเลือกตั้งใหญ่ 2569 นี้ วิสัยทัศน์หลักของพีระพันธุ์คือ การแก้วิกฤตเรื่อง ‘พิทักษ์เอกราช-พิฆาตคนชั่ว-ทุบค่าพลังงาน’ ผ่านการปกป้องอธิปไตยไทยในทุกพื้นที่ชายแดน ยกเลิก MOU43-44 และสนับสนุนกองทัพไทย ร่างกฎหมายปราบคนโกง-สแกมเมอร์ โทษหนักประหารชีวิต เพิ่มเงินในกระเป๋าคนไทยด้วยการลดค่าไฟฟ้า-น้ำมัน
แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 ‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’
ประวัติส่วนตัว
‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’ หรือ ‘เอ๋’ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2521 ปัจจุบันอายุ 47 ปี ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นบุตรของ ‘นายสมพงศ์ สุวรรณภักดี’ อดีตอัยการ กับ ‘นางภคินี สุวรรณภักดี’ อดีตรองกรรมการผู้จัดการธนาคารมหานคร มีความชอบส่วนตัวคือการสะสมรถโบราณ และมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ซึ่งอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงมีค่ายมวยของตัวเองในชื่อ ‘ส.สุวรรณภักดี’ ที่มีนักมวยฝีมือดีหลายคนอีกด้วย
ประวัติการศึกษา และผลงานที่ผ่านมา
อรรถวิชช์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นรหัส 38 ก่อนจะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขากฎหมายการเงินการธนาคาร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา จากคำแนะนำของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และได้เข้าศึกษาระดับปริญญาเอก ที่รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
สำหรับผลงานเด่นของอรรถวิชช์ เกิดขึ้นในขณะที่เข้ารับราชการสังกัดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ซึ่งได้สร้างผลงานน่าสนใจไว้หลายผลงาน อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน การกำกับดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับร้อยละ 28 ต่อปี การกำกับธุรกิจบัตรเครดิต และการควบรวมกิจการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม ธนาคารทหารไทย และธนาคารดีบีเอสไทยทนุ รวมถึงงานร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน การธนาคาร อีกหลาย ๆ ฉบับ
นอกจากนี้ยังเป็นผู้ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) (สุรารวมไทย) หนุนเกษตรแปรรูป ทำสุราสีได้ ยกเลิกการผูกขาดที่เกิดขึ้นมายาวนานได้สำเร็จ, เป็นผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ปฏิรูปเครดิตบูโร) ภาคประชาชน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ, ผู้ร่างกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (เสรีโซลาร์) ยกเลิกการขออนุญาตเพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และร่วมพัฒนาอุปกรณ์โซลาร์ฝีมือคนไทยในราคาถูก, ผู้ร่างกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม กำจัดขยะพิษครบวงจรฉบับแรกของไทย และ ผู้ร่างกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน วางระบบอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ให้เกษตรกรได้ส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม
ประวัติเส้นทางทางการเมือง
ในส่วนของเส้นทางทางการเมือง อรรถวิชช์เริ่มต้นเข้าสังกัดที่พรรคประชาธิปัตย์ และลงเลือกตั้ง สส. กทม. เขต 4 (จตุจักร, บางซื่อ, หลักสี่) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย คือในปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2554 จากนั้นได้เข้ารับตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ในปี พ.ศ. 2556 ต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในสมัยของ ‘หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร’ ในปี พ.ศ. 2558
ต่อมาอรรถวิชช์ได้ยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 เพื่อมาตั้งพรรคการเมืองใหม่กับ ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ในชื่อ ‘พรรคกล้า’ โดยรับตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค ส่วนกรณ์เป็นหัวหน้าพรรค และหลังจากก่อตั้งพรรคได้ราว ๆ 2 ปี ช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 พรรคกล้าก็ได้ควบรวมกับ ‘พรรคชาติพัฒนา’ กลายเป็นพรรคในชื่อ ‘พรรคชาติพัฒนากล้า’ โดยเขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 เขาลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และลาออกจากพรรคชาติพัฒนากล้า ก่อนที่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 เขาได้เข้าไปช่วยดูแลงานด้านกฎหมายให้กับ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ และเปิดตัวเป็นทีมกฎหมายของพรรคในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน และในการเลือกตั้งปี 2569 เขาก็ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติอีกด้วย
วิสัยทัศน์ในฐานะแคตดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้ง 2569
ในการเลือกตั้งใหญ่ 2569 นี้ วิสัยทัศน์หลักของอรรถวิชช์คือ การแก้วิกฤตเรื่อง ‘ค้ำเศรษฐกิจฐานราก’ ผ่านการยกเลิกการผูกขาดพลังงานด้วยกฎหมายเสรีโซลาร์ เสริมพลังงานสะอาดเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ หยุดการแช่แข็งคนไทยด้วยการปฏิรูปเครดิตบูโร กระตุ้นธนาคารให้เกิดการแข่งขันต่อไป
แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 ‘นราพัฒน์ แก้วทอง’
ประวัติส่วนตัว
‘นราพัฒน์ แก้วทอง’ หรือ ‘ตุ้ม’ เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2512 ปัจจุบันอายุ 57 ปี ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นบุตรของ ‘นายไพฑูรย์ แก้วทอง’ กับ ‘นางอัจฉราภรณ์ แก้วทอง’ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดพิจิตรเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่รุ่นบิดาอย่างนายไพฑูรย์ก็ได้เป็น สส. จังหวัดพิจิตรมาก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ในพรรคพลังใหม่ เรื่อยมาจนถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ต่อมานราพัฒน์ก็ได้เข้าสังกัดแบบลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
ประวัติการศึกษา และผลงานที่ผ่านมา
นราพัฒน์สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) National University USA เขาเริ่มต้นทำงานในด้านธุรกิจมาก่อน โดยได้เป็นสมุห์บัญชีที่ บริษัท เพชรพล จำกัด ในปี พ.ศ. 2535 และได้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ที่บริษัท สระหลวงก่อสร้าง จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ก.นราพัฒน์ จำกัด ในเวลาต่อมา
ประวัติเส้นทางทางการเมือง
สำหรับการก้าวเข้าสู่วงการการเมือง เริ่มต้นจากการที่บิดาของเขาอย่างนายไพฑูรย์ แก้วทอง วางตัวให้เขาลงสมัครเลือกตั้ง สส. เขต 2 จังหวัดพิจิตร พื้นที่เดิมของบิดา ที่ได้ขยับไปลง สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์แทน นราพัฒน์จึงได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ผ่านการได้รับเลือกให้เป็น สส. ในเขตดังกล่าวเมื่อช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 โดยต่อมาก็ได้ลงเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดพิจิตรอีก 2 ครั้ง
จนทำให้ในเวลาต่อมา นราพัฒน์ได้ขยับตัวเองเข้ามาทำงานส่วนกลางของพรรคประชาธิปัตย์ จากการเป็นเลขาธิการพรรค ร่วมกับ นิพนธ์ บุญญามณี และ ศุภชัย ศรีหล้า ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้จากการประชุมวิสามัญของพรรค เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และต่อมาในปี พ.ศ. 2562 เขาก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงขยับมาลงเลือกตั้งเป็น สส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ตามรอยพ่อของเขาเช่นกัน รวมถึงยังเคยถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเมื่อปี พ.ศ. 2566 อีกด้วย จนกระทั่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายใน รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่มีการสับเปลี่ยนจนทำให้เกิดความไม่มั่นคงขึ้น นราพัฒน์ก็ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 และได้ย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติแทนจนถึงวันนี้
ในด้านผลงานการทำงานของนราพัฒน์ เขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเคยผลักดันโครงการเกี่ยวกับการเกษตรมากมาย อาทิ โครงการปุ๋ยสั่งตัด ที่ทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพดิน เร่งนำโพแทสเซียมมาใช้เพื่อทำให้ปุ๋ยราคาถูกลง และลดต้นทุนเกษตรกร, ผลักดันฝายขั้นบันไดลุ่มน้ำยมเพื่อชะลอน้ำ, ปรับเปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรเชิงพาณิชย์, ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่, สนับสนุนงบซื้อเครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร, สร้าง Young Smart Farmer ทำเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงการเร่งรัด ติดตาม การอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) อีกด้วย
ปัจจุบันนราพัฒน์ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้รับการเสนอชื่อให้เป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติอีกด้วย
วิสัยทัศน์ในฐานะแคตดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้ง 2569
ในการเลือกตั้งใหญ่ 2569 นี้ วิสัยทัศน์หลักของนราพัฒน์คือ การแก้วิกฤตเรื่อง ‘หนุนเกษตรทำเงิน’ ผ่านการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย ส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร ลดต้นทุนเกษตรกรด้วยปุ๋ยของรัฐ และสะสางปัญหาที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชนให้หมดไป

