ยอมรับว่ารู้จัก ‘โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ’ ครั้งแรกจากบทบาท ‘นักเขียน’ มากกว่า ‘นักธุรกิจ’ ถึงแม้ว่าหนังสือที่เขาเขียนส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับธุรกิจหรือแนวคิดเรื่องชีวิตคน แต่ด้วยวิธีการใช้ภาษาที่สละสลวยในงานเขียนของเขาทำให้เราไม่สามารถจินตนาการตัวตนของโจ้ในรูปแบบอื่นได้ โดยเฉพาะในลักษณะของนักธุรกิจมาดเข้ม ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้โจ้เป็นคนที่มีมิติและน่าพูดคุยด้วย เกี่ยวกับแง่มุมของนักธุรกิจที่คร่ำวอดในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุนมาอย่างยาวนาน
เราพบกับโจ้โดยบังเอิญที่งานแถลงข่าวเปิดตัวสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มของ oneD ORIGINAL ตอนนั้นโจ้ดูมีท่าทางเร่งรีบเล็กน้อย แต่ก็ยินดีที่จะพูดคุยด้วยถึงแม้ในภายหลังจะเผยว่าเขากำลังจะไปทานข้าวต่อ แต่อย่างน้อยบทสนทนาในครั้งนี้ก็น่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์สำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่มีความคิดริเริ่มอยากทำธุรกิจเป็นของตนเอง
การปรับตัวทางเศรษฐกิจหลังจากวิกฤตโควิด-19
ผมคิดว่าปีนี้น่าจะเป็นปีที่เหนื่อยมาก ถึงแม้จะเหนื่อยแบบนี้ทุกปี แต่ในปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่มีปัญหารุมเร้าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวนำเราไปมาก เรื่องสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรื่องสงครามที่คอยกดดันเราอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ธุรกิจในประเทศไทยถูกแทนที่ด้วยธุรกิจที่มาจากประเทศจีน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ทำให้นักธุรกิจทั้งมือใหม่และมือเก่าทำงานยากขึ้น ดังนั้นหัวใจสำคัญในช่วงสถานการณ์แบบนี้เราต้องมีเงินสดเก็บไว้ในมือตลอด เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในวันข้างหน้า
การลงทุนและหุ้นกู้
ผมคิดว่าเราอย่าไปลงทุนกับอะไรที่เราไม่รู้จักมันดีพอ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ไม่ว่าอะไรก็มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ควรลงทุนกับหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งอยู่ในระดับ Investment grade ดีกว่า เพราะการลงทุนในระดับต่ำกว่า Investment grade ค่อนข้างมีความเสี่ยง
ปัญหาต่อมาคือพอคนไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวความเสี่ยง บริษัทที่ปล่อยหุ้นกู้ก็จะทำงานหนัก ต้องมานั่งหาทางออกว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงองค์กรได้เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างท้าทายและส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
ในยุคที่เศรษฐกิจผันแปร การกู้เงินมาทำธุรกิจถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่
ถ้าพูดตามหลักการทางการเงินสามารถกู้ยืมมาได้ แต่ต้องไม่กู้ในจำนวนที่มากจนเกินไป เช่น บริษัทจะมีระบบการคำนวณที่เรียกว่า Dept to Equity Ratio หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน พูดง่าย ๆ คือ เงินหนึ่งก้อนที่กู้ยืมมาต้องมีจำนวนเท่ากับหรือไม่เกินจำนวนเงินที่เรามีอยู่แต่เดิม และไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงกว่าสโคปของเงินก้อนที่เราถืออยู่
หากเด็กจบใหม่สนใจเปิดธุรกิจควรระวังเรื่องอะไรบ้าง
ผมคิดว่าอย่างแรกต้องเข้าใจเรื่องการเงินก่อน เพราะแก่นของการทำธุรกิจคือการเงิน ถ้าเราทำธุรกิจด้วยความเข้าใจหลักการทางบัญชีและการเงินก็จะมีแนวโน้มที่ธุรกิจจะอยู่รอดปลอดภัยและเจริญเติบโตได้ เพราะผมเห็นรุ่นน้องหลายคนที่ทำธุรกิจแล้วขายดีมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถหมุนเงินได้ทันก็ต้องเสียตรงนั้นไป ดังนั้นต้องทำความเข้าใจหลักการทางเงินขั้นพื้นฐานก่อน แล้วอยากทำอะไรก็สามารถลงมือทำได้เลย
บทเรียนในอดีตที่อยากบอกนักธุรกิจหน้าใหม่
ผมเรียนจบการเงินมาก็จริง แต่กลับไม่มีวินัยทางการเงินเลย ซึ่งโดยปกติแล้ววินัยทางการเงินสำคัญมาก เช่น ถ้าลงทุนกับอะไรที่มีความเสี่ยง ให้ลงทุนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น อย่าเดิมพันหมดหน้าตัก อย่าเป็นหนี้เพื่อมาลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลงทุนกับอะไรที่เราไม่รู้จักมันดีพอ
ในฐานะคนคร่ำวอดในแวดวงธุรกิจ อยากบอกอะไรกับนักธุรกิจหน้าใหม่
การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน แน่นอนว่าการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยก็มีความเสี่ยงเพราะดอกเบี้ยที่เราได้มามันน้อยเกินไป อย่างน้อยในหนึ่งปีควรได้ผลตอบแทนประมาณ 5-6% ไม่ควรเอาเงินทั้งหมดไปจมอยู่ในธนาคารแล้วได้ผลตอบแทนแค่ 1% หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เงินทองของเรามันงอกเงย
อย่างไรก็ตามการได้มีโอกาสพูดคุยกับโจ้เพียงเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้รู้ทริคหรือเคล็ดลับหลายอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การทำธุรกิจหรือธุรกรรมทางการเงินของแต่ละคนได้

