ปฏิวัติอิหร่าน

เพื่อน ๆ เคยเห็นภาพไวรัลเก่า ๆ ที่หญิงสาวชาวอิหร่านในยุค 70 แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ด เดินสวย ๆ ในมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งใส่บิกินีริมหาดไหม? ภาพเหล่านั้นไม่ใช่เฟกนิวส์ แต่มันคือเรื่องจริงของอิหร่าน ก่อนที่ทุกอย่างจะ “พลิกคว่ำ” ลงไปในปี 1979

ผู้หญิงอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลาม
ภาพผู้หญิงอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลาม

การปฏิวัติอิสลามอิหร่านไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนปฏิทินหรือเปลี่ยนผู้นำ แต่มันคือการ “ลบแล้วสร้างใหม่” ทั้งประเทศ จากระบอบกษัตริย์ที่พยายามจะเป็น “ฝรั่ง” เต็มขั้น สู่สาธารณรัฐอิสลามที่ปกครองโดยนักบวชแบบสุดขั้ว เรื่องราวสุดดราม่านี้ไม่ได้จบแค่ในอิหร่าน แต่มันส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกตะวันออกกลาง และลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้

ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมแผ่นดินที่ดูเหมือนจะโมเดิร์นจ๋าถึงยอมทิ้งทุกอย่างแล้วหันหลังกลับไปสู่ยุคแห่งศรัทธาแบบสุดโต่ง? เรามาย้อนรอยเรื่องนี้กัน

เชื้อไฟที่รอวันปะทุ ราชาผู้ฝันอยากเป็นฝรั่ง” กับโปรเจกต์ “White Revolution” ที่คนไม่ Get

ราชวงศ์ปาห์ลาวี โดยเฉพาะ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี คือราชาที่มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ “อิหร่านต้องโกอินเตอร์!” พระองค์พยายามลากประเทศเข้าสู่ความทันสมัยแบบก้าวกระโดดด้วยโปรเจกต์ “การปฏิวัติขาว” (White Revolution) ในปี 1963 ฟังดูดีใช่ไหม? ปฏิรูปที่ดิน ให้สิทธิผู้หญิง สร้างโรงงาน อัปเกรดการศึกษา

แต่เดี๋ยวก่อน การ “อัปเกรด” แบบไม่ถามใคร แถมยังทำแบบ “Top-down” หรือสั่งจากบนลงล่างมันดันไปเหยียบตาปลาคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเข้าอย่างจัง! กลุ่มนักบวชเสียผลประโยชน์, พ่อค้าในตลาดพื้นเมือง (Bazaar) ที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจก็กำลังจะตายเพราะนโยบายที่เอื้อนายทุน, ชาวบ้านที่ได้ที่ดินปฏิรูปไปก็ดันเป็นแปลงเล็ก ๆ ทำกินไม่พอ สุดท้ายก็ต้องระหกระเหินเข้าเมืองมาเป็นแรงงานราคาถูก

พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ชาห์พระองค์สุดท้าย ภาพจาห วิกิพีเดีย

ความเจริญที่กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ กับวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาเหมือนสึนามิ ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ยังยึดมั่นในวิถีอิสลามรู้สึกเหมือนเป็น “คนแปลกหน้า” ในบ้านเกิดตัวเอง สรุปง่าย ๆ คือ ชาห์อยากจะจัดปาร์ตี้แบบฝรั่ง แต่แขกส่วนใหญ่ดันอยากนั่งล้อมวงกินข้าวแบบเดิม ๆ

SAVAK “หน่วยล่าฝันร้าย” ยิ่งปราบ ยิ่งโต

เมื่อความไม่พอใจเริ่มก่อตัว สิ่งที่รัฐบาลเผด็จการทำคืออะไร? “ปิดปาก” มันซะ! และเครื่องมือปิดปากชั้นดีของพระเจ้าชาห์ก็คือ “ซาวัก” (SAVAK) ตำรวจลับที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ใครคิดต่าง จะถูกจับ ขัง ทรมาน… สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้ปกคลุมไปทั่วประเทศ

แต่เรื่องตลกร้ายก็คือ การกระทำของซาวักที่ได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐฯ แทนที่จะกำจัดศัตรูได้หมดสิ้น กลับกลายเป็น “กาวใจ” ชั้นดีที่ทำให้กลุ่มต่อต้านที่ปกติไม่ถูกกัน ทั้งนักศึกษาฝ่ายซ้าย, กลุ่มเสรีนิยม และกลุ่มนักบวชอนุรักษนิยม หันมารวมตัวกันสู้กับ “ศัตรูร่วม” คือระบอบของชาห์ ยิ่งปราบ… แนวร่วมยิ่งขยายตัว มันคือการราดน้ำมันเข้ากองไฟดี ๆ นี่เอง

Nematollah Nassiri อดีต ผบ.หน่วย SAVAK
Nematollah Nassiri อดีต ผบ.หน่วย SAVAK ภาพจาก วิกิพีเดีย

อยาตุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำจิตวิญญาณ กับ “เทปคาสเซ็ต” ที่สั่นคลอนบัลลังก์

ท่ามกลางความสิ้นหวัง ‘อยาตุลลอฮ์ โคมัยนี’ นักบวชอาวุโสผู้ถูกเนรเทศออกจากประเทศตั้งแต่ปี 1964 ก็ได้กลายเป็นฮีโร่ในใจมวลชน เขาไม่ได้มีกองทัพ แต่เขามี “อาวุธ” ที่ทรงพลังกว่านั้น นั่นคือ “เทปคาสเซ็ต” คำเทศนาของเขาที่อัดแน่นไปด้วยการประณามความฟุ้งเฟ้อของชาห์, การคอร์รัปชัน, และการยอมเป็นเบี้ยล่างให้อเมริกา ถูกลักลอบส่งเข้ามาในอิหร่าน และแพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

โคมัยนีไม่ได้แค่ปลุกระดม แต่เขายังนำเสนอ “ทางเลือก” ที่ชัดเจน นั่นคือทฤษฎี “Velayat-e Faqih” หรือการปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม พูดง่าย ๆ คือ “รัฐบาลฆราวาสมันห่วยแตก ถึงเวลาแล้วที่ผู้รู้ธรรมของพระเจ้าต้องขึ้นมาปกครองเอง” นี่คือพิมพ์เขียวของ “สาธารณรัฐอิสลาม” ที่เขาวางไว้รอแล้ว

อยาตุลลอฮ์ โคมัยนี
อยาตุลลอฮ์ โคมัยนี ภาพจาก วิกิพีเดีย

เมื่อแผ่นดินเดือดและกษัตริย์ต้องหนี

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในเดือนมกราคม 1978 เมื่อสื่อรัฐบาลดันไปตีพิมพ์บทความโจมตีโคมัยนีเข้า ผลคือ นักศึกษาศาสนาในเมืองกอมลุกฮือประท้วง! และแน่นอน รัฐบาลส่งกองกำลังไป “จัดการ” จนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคน

การตายครั้งนั้นไม่ได้จบเรื่อง แต่มันคือการเริ่ม “วงจรอุบาทว์แห่งความตาย” ตามประเพณีชีอะห์ที่จะมีพิธีไว้อาลัยในวันที่ 40 ของการเสียชีวิต พิธีไว้อาลัยกลายเป็นการประท้วงครั้งใหม่ เกิดการปราบปราม มีคนตายอีก แล้วก็วนลูปไปแบบนี้ทั่วประเทศ พอถึงปลายปี 1978 การประท้วงและการนัดหยุดงานก็ทำให้ทั้งประเทศเป็นอัมพาต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันที่รายได้ดิ่งเหว สุดท้าย เมื่อคุมอะไรไม่ได้อีกต่อไป ในวันที่ 16 มกราคม 1979 พระเจ้าชาห์ก็ต้องยอม “เก็บกระเป๋า” ขึ้นเครื่องบินหนีออกจากแผ่นดินเกิด และไม่ได้กลับมาอีกเลย

เพียงสองสัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1979 โคมัยนีก็เดินทางกลับอิหร่านอย่างวีรบุรุษ ท่ามกลางฝูงชนกว่า 5 ล้านคนที่มารอต้อนรับในเตหะราน ฟางเส้นสุดท้ายของระบอบเก่าขาดสะบั้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เมื่อกองทัพที่เคยเป็นเสาค้ำบัลลังก์ ประกาศ “วางตัวเป็นกลาง” จบสิ้นระบอบกษัตริย์ 2,500 ปีของเปอร์เซียอย่างเป็นทางการ

การประท้วงพระเข้าชาร์
ภาพการประท้วงพระเข้าชาร์ ภาพจาก วิกิพีเดีย

ฮันนีมูนจบแล้วถึงเวลา “เคลียร์บ้าน” ฉบับโคมัยนี

การปฏิวัติสำเร็จแล้ว? เย้! แต่เดี๋ยวก่อน “เพื่อนร่วมรบ” ที่เคยสู้มาด้วยกันตอนนี้เริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะวิสัยทัศน์ “อิหร่านใหม่” ของแต่ละกลุ่มมันหนังคนละม้วนชัด ๆ

รัฐบาลชั่วคราว vs สภาปฏิวัติ ศึกชิงอำนาจภายใน

โคมัยนีตั้งนายกฯ ชั่วคราวชื่อ ‘เมห์ดี บาซาร์กัน’ ซึ่งเป็นพวกสายกลาง-เสรีนิยม แต่ในทางปฏิบัติ บาซาร์กันเหมือนเป็น “นายกฯ หุ่นเชิด” เพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ ‘สภาปฏิวัติ’ ที่โคมัยนีตั้งขึ้นมาเอง และเต็มไปด้วยลูกศิษย์สายแข็งของเขา

ความขัดแย้งปะทุขึ้นทันที รัฐบาลบาซาร์กันอยากให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ แต่ฝ่ายนักบวชต้องการ “ล้างบาง” แบบถอนรากถอนโคน สุดท้าย บาซาร์กันก็ต้องยอมแพ้ และลาออกในเดือนพฤศจิกายน 1979 หลังเกิดวิกฤตตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ ที่เขาคุมไม่ได้ เป็นการส่งสัญญาณว่า “สายกลาง” ได้ตายไปจากสมการอำนาจของอิหร่านแล้ว

นายกรัฐมนตรีเมห์ดี บาซาร์กัน
นายกรัฐมนตรีเมห์ดี บาซาร์กัน ภาพจาก วิกิพีเดีย

รัฐธรรมนูญฉบับ “Bait-and-Switch”

ตอนแรก ประชาชนลงประชามติอย่างท่วมท้น 98% ให้เปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์เป็น “สาธารณรัฐอิสลาม” แต่คำว่า “สาธารณรัฐ” ในหัวของคนส่วนใหญ่ กับในหัวของโคมัยนีมันคนละความหมายกันเลย

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่รัฐบาลชั่วคราวเสนอมา มีความเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตก แบ่งอำนาจชัดเจน แต่โคมัยนีไม่เล่นด้วย เขาสั่งให้ “สมัชชาผู้เชี่ยวชาญ” (ที่ลูกศิษย์เขาคุมอีกนั่นแหละ) จัดการร่างใหม่ทั้งหมด ผลที่ได้คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่สถาปนาตำแหน่ง “ผู้นำสูงสุด” (Supreme Leader) ซึ่งก็คือตัวโคมัยนีเองให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือทุกสถาบัน ทั้งประธานาธิบดี รัฐสภา และศาล

พูดง่าย ๆ คือ ประชาชนโหวตเลือกรถเก๋ง แต่ตอนรับรถกลับได้รถถังที่แปะป้ายว่าเป็นรถเก๋งมาแทน อิสรภาพ เสรีภาพ ที่เคยเป็นคำขวัญของการปฏิวัติ ถูกตีความใหม่ให้เหลือแค่ “สาธารณรัฐในนามพระเจ้า” ที่อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ประชาชน แต่อยู่ที่นักบวชเพียงคนเดียว

ผู้หญิงอิหร่านหลังการปฏิวัติอิสลาม
ภาพผู้หญิงอิหร่านหลังการปฏิวัติอิสลาม

ผลพวงที่ยังไม่จางหายเมื่อกลุ่มของโคมัยนีกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ การ “ชำระแค้น” ก็เริ่มต้นขึ้น

อดีตพันธมิตรที่เคยร่วมปฏิวัติ ทั้งฝ่ายซ้าย คอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่อิสลามิสต์สายปฏิรูป ถูกกำจัดทิ้งอย่างโหดเหี้ยม มีการประหารชีวิตไปหลายพันคน ระบอบใหม่ที่เคยสัญญาว่าจะมอบอิสรภาพ กลับกลายเป็นเผด็จการไม่ต่างจากระบอบเก่า

สิทธิสตรีที่เคยเบ่งบานในยุคชาห์ถูกลิดรอนอย่างหนัก การบังคับสวมฮิญาบกลายเป็นกฎหมาย, ผู้หญิงถูกห้ามเป็นผู้พิพากษา และอายุขั้นต่ำของการแต่งงานลดเหลือเพียง 9 ขวบ! แม้ผู้หญิงอิหร่านจะยังคงต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเธอมาตลอด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง

วิกฤตตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ (1979) และสงครามกับอิรัก (1980-1988) กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีให้ระบอบใหม่ใช้ปลุกกระแสชาตินิยมและ “กำจัดหนอนบ่อนไส้” ภายในประเทศ การมีศัตรูร่วมอย่าง “อเมริกาจอมปีศาจ” และ “ซัดดัม ฮุสเซน” ช่วยให้ระบอบของโคมัยนีแข็งแกร่งและชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงมากขึ้น

ซัดดัม ฮุสเซน กับนักการเมืองอิหร่าน
ซัดดัม ฮุสเซน กับนักการเมืองอิหร่าน ภาพจาก วิกิพีเดีย

แม้จะมีการโอนกิจการสำคัญ ๆ มาเป็นของรัฐและลดความเหลื่อมล้ำลงได้บ้าง แต่เศรษฐกิจอิหร่านก็พังพินาศจากสงครามและการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ แถมยังต้องพึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันที่ผันผวนเหมือนเดิม และที่หนักที่สุดคือการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติเพราะโครงการนิวเคลียร์ที่กลายเป็น “ศักดิ์ศรีของชาติ” ที่ยอมหักไม่ยอมงอ

การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 คือบทเรียนราคาแพงที่สอนเราว่า การโค่นล้มเผด็จการคนหนึ่ง อาจนำไปสู่การมาของเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่งได้เสมอ มันคือการต่อสู้ระหว่าง “ความทันสมัย” กับ “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” ที่เมื่อถึงจุดแตกหักก็ไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว… คุณคิดว่าประชาชนอิหร่านได้ “อิสรภาพ” ที่แท้จริงจากการปฏิวัติครั้งนี้หรือไม่? หรือมันเป็นเพียงแค่การ “เปลี่ยนนาย” จากราชาในวังมาเป็นนักบวชในมัสยิด? และในโลกยุคใหม่ที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งไวยิ่งกว่าจรวด โมเดลการปฏิวัติด้วย “ศรัทธา” แบบนี้ จะยังมีที่ยืนอยู่อีกไหม?

เรื่องนี้คงไม่มีคำตอบที่ถูกผิดตายตัว มีแต่บทเรียนให้เราได้ขบคิดกันต่อไป

อ้างอิง

AUTHOR

ชอบเล่าเรื่องการเมือง ชอบพบเจอผู้คน สนุกกับการพูดคุย ชอบดูการ์ตูน อ่านหนังสือ ที่สำคัญติดบ้าน ติดดิน แต่ไม่ติดลม