ท่าแร่

“ท่าแร่” ไม่ใช่แค่ชื่อหมู่บ้าน หรือเป็นเพียงฉากหลังของหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่ง หากแต่คือชุมชนคาทอลิกเก่าแก่ที่มีลมหายใจของประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และศิลปะพื้นถิ่นซ่อนอยู่ในทุกอิฐปูนของบ้านเรือนที่มีลวดลายฝรั่งเศสผสมอีสานอย่างลงตัว ที่นี่มีเสียงสวดที่ไม่เคยจางจากโบสถ์ มีงานเฉลิมฉลองที่เชื่อมโยงความเชื่อกับชีวิต และมีผู้คนที่ยังรักษาวิถีดั้งเดิมไว้ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน 

“ท่าแร่” จึงไม่ใช่พื้นที่เงียบงันในแผนที่ แต่มันคือระนาบของเวลาอีกชั้นที่คนรุ่นใหม่กลับไปยืนแล้วได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงของความเชื่อ ความกลัว และบางครั้ง…เสียงที่ไม่อาจอธิบายได้เลยด้วยคำว่า “เหตุผล” อย่างเดียว

วันนี้ SUM UP ชวน ‘เจมส์–จิรายุ ตั้งศรีสุข’ และ ‘มีน–พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร’ สองนักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง “ท่าแร่” มาพูดคุยกันถึงหนังสยองขวัญที่ไม่ได้ตั้งใจให้คนดูแค่กลัว แต่ชวนคนดูตั้งคำถามกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจเราทุกคน ศรัทธา ความเชื่อ และเงามืดของความกลัว

เราพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่ตัวเองได้รับ อย่าง ‘บาทหลวงเปาโล’ ผู้ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายในแบบที่เจมส์ไม่เคยเล่นมาก่อน และบทของ ‘แม่เมืองโสภา’ หรือ ‘แม่หมอเหยา’ ผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรมพื้นถิ่นอีสานที่มีนได้เข้าไปเป็นเวิร์กช้อปเรียนรู้การประกอบพิธีเหยาจริง ๆ กับแม่หมอเหยาตัวจริง

การเดินทางของทั้งสองจึงไม่ใช่แค่การรับบทบาทใหม่ แต่คือการเข้าไปสัมผัสโลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียด พิธีกรรม และคนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับความเชื่อนั้นจริง  ๆ ทุกบท ทุกซีน และทุกคำสวดจึงต้องแม่นยำ ซื่อสัตย์ และเต็มไปด้วยความเข้าใจ การทำการบ้านอย่างเข้มข้น และการค้นพบตะกอนบางอย่างหลังปิดกล้องในเรื่องความเชื่อ ความแตกต่าง ความศรัทธา และบทสรุปของการก้าวข้ามผ่านพ้นความกลัวในทุก ๆ เรื่อง

ท่าแร่

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ “ท่าแร่”

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

เจมส์ : นึกไม่ออกครับ เอาจริง ๆ ตอนที่ติดต่อมาบอกว่าเป็น “ท่าแร่” ผมก็ไป search google ก่อนเลยอันดับแรก แล้วก็เห็นว่า “ท่าแร่” เป็นตำบลหนึ่งในจังหวัดสกลนคร แล้วเราก็ “เอ๊ะ!!!” แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ขึ้นมาใน google อันแรกที่เราเห็นคือภาพโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่มาก ๆ แล้วก็มีพิธีกรรมเรียกว่าประเพณีแห่ดาว ก็รู้สึกว่า “นี่คืออะไร?” จากนั้นเราก็เลยไปลองค้นข้อมูลกับอ่านเรื่องย่อที่ทางทีมส่งมาให้ครับ ก็ได้รู้ว่านี่เป็นชุมชนคาทอลิกที่ใหญ่มาก ๆ อยู่ที่จังหวัดสกลนคร แล้วเขาก็มีความเชื่อ ความศรัทธาที่ค่อนข้างหลากหลาย รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลก ทำให้เรารู้สึกที่จะอยากค้นหาต่อ แล้วเรื่องราวเริ่มต้น…

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

มีน : ผมก็ไม่รู้จักเหมือนกันครับ ตอนแรกก็คล้าย ๆ กับพี่เจมส์แหละ ก็ไป search เจอว่าเป็นตำบลหนึ่งในสกลนคร ที่ผมเห็นคือเป็นเทศกาล ตอนผม search เข้าไปเป็นเทศกาลแห่ดาว มีรถเยอะ ๆ มีประกวดกัน ก็ใหม่ดีสำหรับเรา แล้วก็รู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นอายที่มีความเฉพาะตัว ดูไทยด้วย ดูสากลด้วยในกิจกรรมเดียวกัน ดูเป็นคริสต์มาสที่ดูใหญ่ ดูสนุกดี แล้วพอเราได้ไปจริง ๆ มันก็ได้บรรยากาศแบบนั้นจริง ๆ

“เจมส์จิ” จากหนุ่มโรแมนติกสู่การที่ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้าย ในบทบาท “บาทหลวงเปาโล”

เรามักคุ้นหน้าคุ้นตากับบทบาทของเจมส์ในมุมหนุ่มโรแมนติก ผู้ชายผู้เพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่างที่โลกใบนี้อยากให้มี แต่ใน “ท่าแร่” ไม่ได้พาเขาไปที่ไหนใกล้เคียงแบบนั้นเลย กลับตรงกันข้าม หนังเรื่องนี้พาเจมส์ไปอยู่ในบทบาทที่ห่างไกลจากตัวตนที่สุดเท่าที่เคยแสดงมา

แทนที่จะเดินถือดอกไม้…เขากลับต้องเดินถือไม้กางเขน
แทนที่จะรักใครสักคน…เขาต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่ไม่มีรูปร่าง

และในบทบาท “บาทหลวงเปาโล” เจมส์ไม่ได้แค่เล่นเป็นตัวละคร แต่ต้องศึกษาพิธีกรรมจริง ฝึกเข้าใจโลกของศรัทธาในมิติที่ลึกกว่า และที่สำคัญ ต้องแบกความเงียบอันทรงพลังของชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า ความมืดไม่อาจไล่ด้วยไฟ แต่ต้องใช้ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน

“บาทหลวงเปาโล” ไม่ใช่แค่บทที่ยากจะเข้าถึง แต่ยังเป็นหน้าที่ที่เต็มไปด้วยข้อกำหนด พิธีกรรม และความเข้าใจที่ต้องลึกเกินกว่าแค่การจินตนาการ โดยเฉพาะเมื่อบาทหลวงคนนั้น ไม่ได้แค่เทศน์แต่ต้องปราบปีศาจ และเอาชนะบางสิ่งซึ่งอยู่ลึก ๆ ภายในจิตใจของตัวเอง

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่
เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

เจมส์ : ผมว่าตอนที่ผมได้รับบทมาเป็นบาทหลวง ผมคิดแล้วแหละว่าในชีวิตนี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้เล่นบทแบบนี้อีกรึเปล่า อย่างสมมติว่าบทเป็นพระ ในเรื่องเรื่องหนึ่งมันก็มีโอกาสที่จะเฉียดไปโดนได้ แต่ว่าการเป็นบาทหลวง เป็นคุณพ่อเลย ในคริสต์คาทอลิกนี่ค่อนข้างไกลมาก

แล้วบทมันก็น่าสนใจมากที่เราจะรับเล่น แต่ว่าพอมารับจริง ๆ แล้วสิ่งที่ยากไปกว่านั้นคือ เราไม่รู้เลยว่าเราควรจะมีคาแรกเตอร์ประมาณไหน เพราะเราจินตนาการไม่ออก ถ้าเกิดในบาทหลวงหรือคุณพ่อเรายังพอเห็นได้ แต่พอมาเป็นบาทหลวงหรือว่าคุณพ่อที่เอามาปราบปีศาจด้วย มันก็จะแบบ “เอ๊ะ!!! ยังไงนะ” หรือว่าจะต้องเป็นบู๊เลยมั้ย หรือว่าจะต้องนิ่ง ๆ หรือว่าจะต้องยังไง อันนี้ก็ต้องไปทำการบ้านค่อนข้างเยอะมาก

อันดับแรกคือได้ไปปรึกษากับคุณพ่อก่อน ก็คือคุณพ่อตัวจริง แล้วก็ไปได้ถามว่าอะไรที่เป็นข้อกำหนดที่ทำได้ หรือไม่ได้ แล้วก็มีพิธีกรรมจริง ๆ ในการปราบสิ่งชั่วร้าย ซึ่งคุณพ่อก็ตอบกลับมาว่ามีจริง แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำได้ ต้องผ่านการคัดเลือก และการทดสอบอีกเยอะมากมายถึงจะได้รับการแต่งตั้งว่าสามารถทำพิธีกรรมนี้ได้ 

คือในโลกแห่งความเป็นจริงเราก็มีด้วยนะ แล้วเราก็รู้สึกว่า “อ๋อ!!! เหรอครับ คือไม่ใช่ลุกขึ้นมาแล้วปราบผีได้เลย ไม่ได้เหรอ” เขาก็บอกว่า “มันไม่ได้ ไม่ถูกต้อง” แล้วเราก็ค่อย ๆ ศึกษาแล้วก็ไปดูมาเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ผมเอง แต่ว่าทีมงานก็ต้องไป consult กันค่อนข้างเยอะ เพราะว่ามันจะมีเรื่องของพิธีกรรม แล้วก็ prop ในการประกอบฉากที่ต้องค่อนข้างทำให้เสมือนจริงที่สุด นั่นหมายความว่าต้องค้นคว้าค่อนข้างเยอะมาก ๆ

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

จริง ๆ มันก็มีพิธีกรรมหรือขั้นตอนที่เราก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกันครับว่า ก่อนจะทำสิ่งนี้ ต้องทำอันนี้ได้ ก็เรียกได้ว่า detail เยอะมาก สมมติในการทำพิธีอะไรสักอย่างหนึ่ง คือเราต้องจัดวางอะไรให้ถูกต้องตามลำดับการทำ หมายถึงว่ามันจะมีขั้นตอนอยู่แล้ว แต่พอมันเป็นขั้นตอนของสิ่งที่เราไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากันเท่าไหร่ ในสายตาของคนไทยก็เรียกว่าสนุกครับ แล้วก็รู้สึกว่ามันมีอะไรที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างเยอะ

ท่าแร่

“มีน – พีรวิชญ์” กับการถ่ายทอดความเป็น “หมอเหยา” แห่งพิธีกรรม ที่ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม

นี่ไม่ใช่บทบาทที่ต้องดูดี หรือต้องทำให้คนรัก
แต่เป็นบทบาทที่ต้องทำให้ คนเชื่ออย่างหมดใจ

ใน “ท่าแร่” มีน พีรวิชญ์ ทิ้งภาพจำของหนุ่มรุ่นพี่ที่แสนอบอุ่น หรือแฟนหนุ่มในฝันที่ผู้ชมคุ้นเคยไว้เบื้องหลัง แล้วเดินเข้าสู่โลกของ “แม่เมืองโสภา” หรือ “หมอเหยา” บุคคลในตำนาน ผู้สืบสายพิธีกรรมจากบรรพชน ผู้รู้จักจังหวะลมหายใจของดินฟ้า และสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ด้วยคำขานที่แม้แต่สายลมก็ไม่กล้าที่จะขัด

“หมอเหยา” ไม่ใช่แค่หมอผี แต่คือศูนย์รวมของศรัทธาในชุมชน ผู้ที่ต้องอยู่กับความกลัวของคนอื่นโดยไม่หวั่นไหว ผู้ที่ต้องก้าวข้ามคำว่า “เชื่อ” ไปสู่คำว่า “รู้” รู้ว่าผีไม่ได้มาจากป่าช้า แต่อาจเกิดขึ้นจากความเจ็บปวดที่มนุษย์กลืนไว้ไม่ลง

นี่ไม่ใช่แค่การแสดง แต่มันคือการฝึกฝนให้ร่างกายกลายเป็นภาชนะ ให้ความเชื่อฝึกให้ลมหายใจขานคล้องกับบทสวด ฝึกให้ทุกการสะบัดผ้า ทุกเสียงสวด ทุกแววตา ไม่ใช่แค่ท่าทางประกอบฉาก แต่คือ “พิธีกรรม” ที่มีราก มีเหตุ มีความหมาย และเมื่อเขายืนอยู่กลางลานพิธีในเครื่องแต่งกายหมอเหยาที่ตัดเย็บตามความเชื่อโบราณ  ทุกสายตาที่มองมาจะไม่ได้เห็นแค่มีน พีรวิชญ์ที่เป็นนักแสดง แต่ทุกคนกำลังเห็น “หมอเหยา” ผู้ที่กำลังเป็นสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสิ่งที่มองไม่เห็น

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่
มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

มีน : ตอนแรกที่ผมได้ยินบทของผมก่อน คือ พี่คุ้ย (ทวีวัฒน์ วันทา ผู้กำกับ) โทรมาหาผมว่า “มีนอยากชวนมาเล่นเป็นหมอผี แต่ยังไม่รู้เลยว่าเล่นเกี่ยวกับอะไร” ผมก็คิดไปในใจก่อนแล้วว่า “ตลกชัวร์เลย” เอาผมไปเล่นเป็นหมอผีเนอะ ต้องเป็นแบบซีนเดียวตาย หนังตลก ไม่เห็นภาพตัวเองกับการเป็นหมอผีจริงจัง

พี่คุ้ยบอกว่า “ไม่ใช่ ๆ เรามาดูบทกันก่อน มาคุยกันก่อน” แล้วก็ได้คุยกันตั้งแต่บท draft แรก ๆ เลย อ่านแล้วก็ใหม่ดีสำหรับผมด้วย แล้วผมคิดว่าใหม่มากสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยด้วยกับการที่จะเอาสอง culture มาเจอกัน ไม่รู้ว่าสู้กันหรือว่าช่วยกัน แล้วแถมมีตัวแปรเป็นผีหรือปีศาจอะไรก็ไม่รู้ ผมยอมรับเลยว่าอ่านบทครั้งแรก งง ไม่เข้าใจ ก็เลยไปนัดคุยกับทางพี่คุ้ย แล้วก็พี่กาญ (กาญจนพันธุ์ มีสุวรรณ โปรดิวเซอร์)

พอได้ฟังเรื่องราวแล้วน่าสนุกมากครับ ก็เลยตกลงรับ แล้วก็อย่างที่พี่เจมส์บอกว่าทั้งทีมเขียนบท ทีมกำกับ แม้แต่ตัวเราเอง หรือทีมงานทุกคนทำงานกันหนักมาก เพราะว่าเรื่องพวกนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก แล้วทุกคนก็จะมีความเชื่อของตัวเอง

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

เวลาเราไปคุยกับใคร เขาก็จะอ่านบทแล้วก็จะรู้สึกว่า “จริง ๆ มันต้องพูดแบบนี้ ๆ” อย่างบทผม ตอนแรกก็เขียนมาแบบหนึ่ง พอเอาไปให้หมอเหยา คือว่าผมไปอยู่กับหมอเหยาที่สกลนครมา พอเขาอ่านแล้วเขาก็รู้สึกว่าบทนี้ พิธีนี้ อาจจะต้องใช้อีกพิธีหนึ่งจะจริงกว่า ก็จะมีการปรับไปปรับมาค่อนข้างเยอะ ใช้เวลามากพอสมควรกับการทำการบ้านเรื่องคาแรกเตอร์

พิธีกรรมทั้งหมด บทสวด วิธีการ อุปกรณ์ทั้งหมดก็จริงหมดเลย หมายถึงว่าตรงตามหลักสูตรที่หมอเหยาสอนมาทั้งหมด ซึ่งตอนเราอ่านในบทมันก็ไม่ได้มี detail เยอะขนาดนั้น แต่พอเราไปอยู่หน้างาน ตอนเราไป workshop กับหมอเหยา เขาก็สอนเราหมดเลย คล้าย ๆ ของพี่เจมส์แหละ ทั้งเรื่องการจัดวาง อันไหนที่ต้องเริ่มก่อน ผมกับพี่อาร์ม (ผู้ช่วย) ก็ต้องจดว่าตรงไหนเป็นยังไงบ้าง เพื่อที่เวลาเข้าซีนเราจะได้รู้ อันนี้จะต้องวางตรงนี้นะ ห้ามคนเดินผ่านนะ อันนี้ต้องใส่ก่อนหรือใส่หลัง

แม่หมอโอปอ (หมอเหยาสกลนคร) หมอเหยาที่ผมไป workshop ด้วย เขาก็เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่ผมจะไป เขาก็ต้องเสี่ยงทายไข่ว่าจะสอนผมได้มั้ย ผมก็ถามว่า “แล้วถ้าสอนผมไม่ได้จะทำยังไง (หัวเราะ)” เขาก็บอกว่าถ้าเสี่ยงทายออกมาว่าสอนไม่ได้ก็สอนไม่ได้ เพราะว่าตัวละครหมอเหยาเขาต้องสื่อสารกับบรรพบุรุษ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้มองภาพง่าย ๆ ว่า หมอเหยาจะเป็นคนกลาง เขาอาจจะไม่ได้สามารถคุยกับผีได้ คุยกับคนผีเข้าได้ แต่เขาขอให้บรรพบุรุษของเขามาสื่อสารให้ได้ ฉะนั้น เขาค่อนข้างจะมี connection กับบรรพบุรุษเยอะ

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

อย่างตอนที่ workshop มีบางบทที่ต้องอัญเชิญวิญญาณให้มาเข้าเรา แต่ว่าเขาบอกว่าเราไม่มีองค์บรรพบุรุษ ฉะนั้น พิธีนี้ถึงเราจะพูด หรือจะท่องไปยังไงมันก็ไม่มี แต่มันจะมีพิธีหนึ่งที่พูดถึงเทพ หรือว่าผีองค์หนึ่งที่เกี่ยวกับฝนฟ้า ตอนผมสวดตอนถ่าย ก็คือฟ้าผ่า มืดแค่ตรง set แหละ ผมก็ไม่แน่ใจ ผมเดินออกมาแล้วพี่คุ้ยก็บอกว่า “ไม่ต้องให้คนภูไทเช็กภาษาแล้วแหละ อันนี้น่าจะถูกนะ” ภาษาภูไทยในบทที่ใช้ก็จริงหมดเลยครับ แต่บททั้งหมดก็ถูกเกลามาแล้ว

อย่างพิธีกรรมต่าง ๆ ที่น่าจะได้ดูกันแล้วใน trailer ผมคิดว่าตอนตัดออกมาอาจจะตัดมาใช้บางส่วนเพื่อความสนุกของหนัง แต่ตอนผมเล่น ก็ต้องเล่นเต็มพิธีตลอดเพราะหมอเหยาก็ขอไว้ว่าอย่าข้ามพิธีของเขา

ท่าแร่

คน ผี ปีศาจ ศรัทธา ความเชื่อ ความกลัว ความท้าทายใหม่ที่บังคับทุกคนให้เข้าไปอยู่ตรงกลางของทุกสิ่ง

ท้าทายที่สุด ยากที่สุด

เจมส์ : บททั้งหมดเลยครับ ถ้าเกิดในตัวผมเองนะครับ ผมว่าบททั้งหมดเลย ในการเข้าคาแรกเตอร์ยากมาก ในการทำ dynamic ของเรื่องนี้ยากมาก คือหนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญ แต่ว่าพอเส้นเรื่องที่เราทุกคนตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อให้มันมีความหลากหลาย มีมิติมากขึ้นที่นอกจากความกลัวแล้ว ทุกคนเลยต้องพยายามทำการบ้านค่อนข้างหนัก ผมว่าของผมคือบททั้งหมดเลยทุกอย่าง เพราะมันต้องมีการค้นหาเยอะ ซึ่งผมค้นหาเกือบทั้งเรื่อง เราไปเพื่อที่จะไปเสพโมเมนต์นั้นตอนที่เข้าไปในฉาก แล้วก็ค่อย ๆ สร้างตัวละครนี้ขึ้นมาจากองค์รวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ฉาก หรือว่าผู้กำกับ คือเราค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมา ๆ

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่
มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

มีน : ยากหมดเลยครับ ทุกอย่างเป็นความท้าทายมากเลยครับ แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรอยู่ใน safe zone ของเราเลย ภาษาพูดก็ยาก เพราะว่าตัวแม่เมืองโสภาเนี่ย เวลาคุยกับบาทหลวงจะพูดกลาง แต่ว่าถ้าไปทำพิธีหรือว่าคุยกับคนฝั่งสกลนคร ผมจะพูดภูไท อีกคนหนึ่งพูดอีสานกลับมา ก็จะฟังกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง การรำ การร้อง การฟ้อนก็ยากครับ เพราะว่าเป็นภาษาเฉพาะ มีจังหวะเฉพาะ ต้องไปกับแคนด้วย ซึ่งเราก็ไม่ใช่คนที่มีพื้นฐานหมอลำ หรือการร้องเพลงเท่าไหร่นัก ก็ต้องเริ่มใหม่เยอะครับ

ท่าแร่

การดีไซน์บาทหลวงเปาโลออกมาในแบบของเจมส์จิ

เจมส์ : ตอนแรกผมก็งง ๆ อยู่ครับ หมายถึงว่าด้วยจังหวะจะโคนในการทำงาน ผมไม่เคยเล่นมาก่อนเลยเกี่ยวกับหนังสยองขวัญ แล้วพอมาเล่น “เอ๊ะ!!! มันต้องจังหวะไหนเหรอที่โอเค จังหวะไหนที่เขาตกใจกัน กลัวกัน เราต้องทำอะไรยังไง” ที่นอกจากคาแรกเตอร์แล้ว พอจะต้องเข้ามาสวมบทบาทนี้ ผมก็ย้อนกลับไปดูหนังผีเยอะเหมือนกันว่าจังหวะจะโคน หรือมา dynamic เป็นยังไง ก็ทำการบ้านเยอะ แต่ว่าโดยพื้นฐานผมไม่ได้ดูอยู่แล้ว

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

ด้วยความที่บาทหลวงรับหน้าที่มาเพื่อปราบสิ่งที่ไม่ดี ก็เลยกลายเป็นว่าเราอาจจะกลัวมากไม่ได้ แต่ไม่กลัวเลยมันก็คงแปลก มันก็เลยจะต้องพยายามหาตรงกลาง แล้วถ้าจะสารภาพเลยก็คือ ผมหาไม่เจอหรอกครับ จนไปเข้าหน้า set แล้วก็ลองเล่นดู ลองเล่นให้พี่คุ้ยดูว่าโอเคมั้ย ก็ค่อย ๆ ปรับเข้ามาให้เป็นคาแรกเตอร์ ก็ลองไปหากันตอนมาซ้อมในฉากก่อนที่จะถ่ายจริง

ผมว่าตอนที่เข้าฉากไป ในความรู้สึกผมนะ มันเป็นความกลัวที่ไม่ใช่แบบกลัวตกใจ แต่เป็นความกลัวในการที่เราต้องสู้กับจิตใจของตัวเองเพื่อที่จะเอาชนะสิ่งชั่วร้ายให้ได้ ส่วนในมุมที่ศรัทธา ก็หมายถึงว่าศรัทธาในตัวของพระผู้เป็นเจ้า แล้วก็ศรัทธาในตัวของเราเองที่เราจะทำภารกิจนี้ให้มันสำเร็จให้ได้

“บาทหลวงผู้ศรัทธาในพระเจ้า” กับ “หมอเหยาผู้เคารพบูชาวิญญาณบรรพชน” พอได้เล่นบทที่ยืนอยู่คนละฝั่งของความเชื่อแบบนี้ เป็นยังไงกันบ้าง?

มีน : ถ้าหลาย ๆ คนเห็นจาก trailer หรือจากตัวอย่าง หรือแม้กระทั่งไปอ่านข้อมูลลึก ๆ มันก็มีความต่างของความเชื่ออยู่แล้ว เรานับถือผี เขานับถือพระเจ้า ฝั่งนู้นอาจจะไม่มีความเชื่อเรื่องผีด้วยซ้ำ อาจจะมองเป็นปีศาจ มองเป็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ได้มองเป็นผี เป็นตัวเป็นตน

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

หรือแม้กระทั่งเวลาเราดูหนังผีต่างประเทศแบบบาทหลวงปราบผี เราก็จะเห็นว่าเขาจะชอบเอ่ยชื่อผี แต่ในความเป็นจริงความเชื่อของท่าแร่ที่ผมไปเรียนรู้จากหมอเหยา คือจริง ๆ แล้วฝั่งเราจะไม่พูดชื่อ การพูดชื่อถือเป็นการลบหลู่ ไม่ให้เกียรติ อาจจะทำให้เขาโกรธ เคยได้ยินมั้ยว่าคนอีสานบางคนก็จะไม่พูดคำว่าปอบ สมมติเป็นผีปอบ ก็จะไม่พูด เดี๋ยวเขาจะมาหาเรา

เจมส์ : เดี๋ยวเข้าตัว 

มีน : เข้าตัว ก็เป็นความเชื่อที่ต่างกันมากเหมือนกัน

ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก VS การบูชาผีในพิธีเหยาแบบอีสาน

ในหนังเราได้ยินเสียงบทสวดของบาทหลวงดังควบคู่กับเสียงร้องภูไทของแม่หมอเหยา ฝั่งหนึ่งคือศรัทธาที่มีพระเจ้า ฝั่งหนึ่งคือศรัทธาที่สื่อสารกับผีบรรพชน สองขั้วความเชื่อที่ดูสวนทางกันสุดขั้วกลับถูกเชื่อมไว้ในเรื่องเดียวและในพื้นที่เดียวอย่าง “ท่าแร่”

ในฐานะนักแสดง พวกเขาไม่ได้แค่เล่นบทบาทที่ต่างกันแต่ต้องเข้าใจรากของความเชื่อที่แต่ละตัวละครยืนอยู่ และเรียนรู้ว่า ความต่างไม่ได้ต้องเป็นศัตรูของกันเสมอไป

“เจมส์ – มีน มองยังไงกับการที่สองขั้วความเชื่อมาอยู่ด้วยกันในเรื่องเดียว? และในส่วนของการแสดงต้องรับมือกับความ ‘ต่าง’ นี้ยังไงบ้าง?”

เจมส์ : เอาจริง ๆ เวลาเราทำงาน เราจะทำงานแยกกัน สมมติว่าพี่มีนไปเรียนเป็นหมอเหยา หมอธรรม ผมก็มาในฝั่งนี้ แล้วเราก็ไม่ได้คุยกัน แล้วก็ไม่ได้เห็นซึ่งกันและกันว่าไปทำอะไรกันมา

มีน : ผมกับพี่เจมส์ไม่ได้คุยกันเลยตลอดการเตรียมตัวถ่ายทำเรื่องนี้

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

เจมส์ : มันเป็นความเซอร์ไพรส์ ในบทมันก็เซอร์ไพรส์อยู่แล้วล่ะ เพราะว่าต่างคนต่างมาจากความเชื่อคนละศาสนา แต่พอมาเจอกันในฉากจริง ๆ แล้ว มันก็น่าตกใจจริง ๆ เพราะว่าซีนแรกที่ผมเห็นพี่มีน มันคือการที่เขาร้องรำแล้ว มาเหยา มาร้อง มารำ แล้วผมก็มองว่าแบบ “มันมีพิธีกรรมแบบนี้ด้วยเหรอวะ???” แล้วในใจผมวันนั้นตอนที่เดินเข้าฉาก คือ “ถ้าเกิดอย่างนี้เสร็จแล้วมันจะได้มั้ย มันจะเป็นยังไงต่อ แล้วมันจะหายมั้ย” คือมันมีคำถามที่เข้ามาโดย auto จากการที่เราไม่ได้คุยกัน ผมว่ามันก็เป็นเสน่ห์อันหนึ่ง

พอเราเล่นไปในช่วงหลัง ๆ พอเราเห็นบ่อย ๆ เข้า แล้วพอในท้าย ๆ ของเรื่อง มันก็จะมีการเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เริ่มเข้าใจจังหวะกันมากขึ้น มันก็เป็นไปโดยอัตโนมัติเลย ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์มากในการแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้

อีกอันหนึ่งผมว่า สุดท้ายแล้วเราเข้าใจกันไปเรื่อง ๆ มันเหมือนกับเราเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบศาสนาใดก็ตาม หรือความเชื่อใดก็ตาม สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด คือความรัก ความศรัทธา แล้วก็ความสงบสุขที่เราต้องการจะทำ

ท่าแร่

มีน : คล้าย ๆ กัน รู้สึกเหมือนกันว่าซีนแรกที่ผมว้าวก็คือ การที่ผมไปเจอซีนที่บาทหลวงทำพิธี ตอนผมอ่านบท ผมก็ตั้งใจอ่านข้ามคำบรรยายทางพิธีทั้งหมดเลย ไม่อยากรู้เลย แล้วไปเจอมีเตียง มีเกลือ มันทำให้รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์จริง ๆ แล้วก็โชคดี ไม่รู้เป็นความตั้งใจของทีมงานหรือว่าอะไร แต่ว่าเราได้ถ่ายค่อนข้างจะเรียง sequence ถ่ายจากตอนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย มาเริ่มรู้จักกัน แล้วก็ซีนตอนจบเรื่องก็ไปถ่ายตอนท้ายเลย 

มันทำให้พัฒนาการของความเชื่อใจกันระหว่างหมอเหยากับบาทหลวงมีพัฒนาการสำหรับผม มันค่อนข้างจริง เพราะตัวเรามันรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ จากวันแรกที่ “โอ๊ย!!! จะทำได้มั้ยวะ คืออะไรบ้าง ไม่รู้จักเลย” จนแบบ “เออ!!! พิธีเขามันก็อาจจะช่วยได้หรือเปล่า” อะไรอย่างนี้ จนไปถึงบทสรุปของเรื่อง

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

“ท่าแร่” พื้นที่ศรัทธาที่ไม่ได้มีแค่พระเจ้า แต่มีผี บรรพชน มีบทสวด มีความแตกต่างที่เดินกันไปในระนาบเดียวอย่างสวยงาม

“การได้ไปอยู่ในพื้นที่จริงอย่างท่าแร่ คือการได้เข้าไปในพื้นที่ที่มีศรัทธาของผู้คนอยู่จริง ๆ ทั้งคาทอลิก ทั้งพิธีเหยา โบสถ์ ถนน ผู้คน วันที่เจมส์ – มีน ไปถึง โมเมนต์แรกกับท่าแร่ประมาณไหน???”

เจมส์ : ผมรู้สึกว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงาม แล้วมีความรัก ความศรัทธางดงามเต็มไปหมดเลย ทุกอย่างค่อนข้างสวยงาม มันค่อย ๆ รวบรวมบรรยากาศ หมายถึงว่าตอนที่ผมไป สิ่งที่ผมเห็นคือมันเป็นความหลากหลายมาก สมมติบ้านทรงไทยยกสูงที่เราเห็นปกติ แล้วข้าง ๆ บ้านก็จะเป็นฝั่งตะวันตก ทำไมมันอยู่กันสลับ ๆ กันหมดเลย มันสวยงามมาก คือแค่อาคารบ้านเรือนมันก็เหมือนมีเรื่องเล่า มีประวัติศาสตร์ที่อยู่ในนี้ ค่อย ๆ ทำให้เราซึมซับเข้าไป พอเราไปถ่ายสถานที่จริงแล้วก็เห็นความสวยงาม มันยิ่งอินเข้าไปเยอะเลยในการเข้าบทบาทตอนนั้น

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

มีน : ผมให้ความรู้สึกว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เหมือนพอใกล้เข้าไปเขตท่าแร่ก็จะเริ่มมีโบสถ์ มีวัด แล้วยิ่งพอเข้าไปในจุดศูนย์กลางของท่าแร่ เขาเรียกว่าอาสนวิหารอัครเทวดามีคาเอลอยู่ตรงกลางเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจผู้คน ล้อม ๆ ก็มีบ้านทรงไทย มีคาเฟ่ มีเพิง มีร้านหมูกระทะ ทุกอย่างมันดูมี culture ดีจัง อยู่แล้วมันรู้สึกสบายใจแล้วก็อบอุ่น

ผมว่าท่าแร่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากเลย ไม่ได้น่ากลัว แล้วเราก็รู้สึกเองว่าท่าแร่ก็รักหนังเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะว่าตอนที่ผมไป workshop มันเป็นหน้าหนาวพอดี ซึ่งอากาศมันหนาวมาก ต่ำสุดน่าจะประมาณ 13 องศา สูงสุดกลางวันน่าจะไม่เกินสัก 24 – 25 องศา

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

พอถึงเวลาถ่ายจริง เราถ่ายกันช่วงเดือนที่มันร้อน เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในสกลนครแล้ว แต่เราโชคดีที่วันที่เราถ่ายเทศกาลแห่ดาว อากาศอยู่ ๆ ก็เย็นลงมา 10 ปลาย ๆ – 20 แล้วเหมือนบรรยากาศมันทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ตรงนั้นจริง ๆ เหมือนเป็นช่วงคริสต์มาส เป็นช่วงปีใหม่จริง ๆ ผู้คนชาวท่าแร่ คนที่สกลนครก็มาเล่นเป็น extra มาเล่นเป็นสมทบเดินไปเดินมา ทุกอย่างมันสมจริงไปหมดเลยครับ ยิ่งอยู่ก็ยิ่งอิน

พี่คุ้ยให้โจทย์อะไรที่ทั้ง 2 คนคาดไม่ถึงบ้าง 

เจมส์ : ผมคาดไม่ถึงตรงที่พี่คุ้ยไม่ได้ให้โจทย์อะไรเลย คาดไม่ถึงเลย เข้าไปวันแรกก็งงเลย มาถึงเสร็จปุ๊บ “โอเค เดี๋ยวเราเอาฉากแรกเลยนะ” พอแปดโมงเช้า “พร้อมยัง ๆ โอเคเดี๋ยวไปเลย” ไปเลยครับ แล้วซีนผมยากสุด

มีน : ไม่ brief ไม่อะไรเลย (หัวเราะ)

เจมส์ : ไม่อะไรเลย มาถึงเสร็จปุ๊บก็ไปเลย ซัด ๆ เลย ผมงงเลยนะ ผมงงอย่างนี้จนเกือบจบเรื่องนะครับ คือตอนแรกผมก็งงว่าพี่คุ้ยไม่เอาอะไรเลยเหรอ เพราะว่าครั้งแรกที่คุยกัน คือตอนที่เสนอเรื่องนี้มา แล้วก็ได้คุยกันนิดหน่อย แล้วก็ “โอเค คาแรกเตอร์ประมาณนี้นะ อยากเห็นเจมส์ประมาณนี้นะ” จบเลย แล้วก็เกือบจบเรื่องผมเพิ่งมาถึงบางอ้อว่า สิ่งที่พี่คุ้ยทำ พี่เขาจะมี story board ถ้าเกิดซีนหนัก ๆ ทั้งทีมเขียนอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดซีนย่อย ๆ คือพี่เขาจะเขียนมือเอง ใส่บทตรงนั้นเลย เขาอยากเห็นภาพแบบนี้ ๆ

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

ตอนแรกคือผมยังไม่สนิทไง แล้วเราก็ไม่ได้กล้าไปแอบดูเขา ตอนแรกก็งงว่าสรุปเขาจะเอาอะไรจากผม (หัวเราะ) แล้วหลัง ๆ มาผมก็เริ่มไปแอบเห็นว่าเขามีโพยอยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร ถ้าเกิดมันได้ตามที่เขาต้องการก็จบ หลัง ๆ มาผมก็เลยไปลอกโพยมาเลย “พี่อธิบายให้ผมฟังก่อนว่าพี่ต้องการอะไรซีนนี้” ไม่อย่างนั้นเขาไม่บอก เป็นความลับ confidential อยู่ด้วย 

มีน : แต่พี่เจมส์เขาชอบไปขายนะ “ทำแบบนี้ดีมั้ยพี่ เอาแบบนี้ ท่าประมาณนี้มั้ย” ก่อนเริ่มฉากกันครับ energy เยอะ

แล้วมีนล่ะ พี่คุ้ยให้โจทย์อะไรที่คาดไม่ถึงบ้างมั้ย???

มีน : ผมว่าตอนแรกผมถามเขามากกว่า ถ้าไม่ถาม เขาก็ไม่ค่อยบอกผมเหมือนกัน (หัวเราะ) พี่คุ้ยจะมี room ให้นักแสดงดีไซน์เยอะ แต่ผมก็ถามว่า “แล้วหมอผีที่พี่มองน่ะแบบไหน???” เขาก็ให้หนังมาเรื่องหนึ่งคือ “Exhuma” (2024) เขาบอกว่าไม่ได้อยากได้แบบนั้น แต่ว่าอยากให้คนมองแล้วรู้สึกแบบนั้น คือมีความร่วมสมัย เป็นหมอผีที่อยู่ในปัจจุบันจริง ๆ ไม่ใช่หมอผีตาม stereotype คน

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

อีกครั้งหนึ่งที่ผมได้โจทย์มาก็คือ เราเคยเล่นหนังผีมา เราก็อาจจะเคยผ่านความรู้สึกกลัว ปกติต้องรับบทเป็นคนกลัวผี ก็จะ “อ๋อ!!! โทนหนังผีเป็น feel ประมาณนี้” ไปติดกับดักอยู่ประมาณหนึ่งเลยนะ แล้วพี่คุ้ยก็มาบอกผมว่า “เฮ้ย!!! มีน แต่เราเป็นคนที่จะสื่อสารกับผีได้ เราน่าจะเจอผีมาตั้งแต่เด็กแหละ เชื่อจริง ๆ ว่ามีผีตั้งแต่เด็ก การที่ผีเข้ามันน่าจะดึงดูดให้เราอยากค้นหามากกว่ารึเปล่า???” ก็ได้ไอเดียนี้มา คือการต้องค้นหามากกว่า อยากไล่ตาม อยากค้นหา เวลาเห็นคนผีเข้าเรารู้สึกโดนดึงดูด อยากไปช่วย อยากไป deal อารมณ์ประมาณนี้

“กลัวผี” หรือเชื่อมั้ยว่า “ผีมีจริง”

มีน : ผมเชื่อนะ  ไม่กลัว แต่ก็ไม่อยากเจอ เพราะว่าถ้าเจอแล้วไม่รู้ว่าต้องจัดการยังไง ถ้าผมรู้สึกว่าผมกำลังจะเจอผี ผมชอบด่าครับ เป็น aggressive mode แล้วก็ด่า เพื่อให้ผีรู้สึกว่าเรากล้านะ เราไม่กลัวหรอก ก็รอดมาตลอดนะครับ (หัวเราะ)

เจมส์ : ผมว่ากลาง ๆ แต่ว่ายังไม่เคยมีประสบการณ์ ก็ไม่รู้เหมือนกัน 

ผมเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง พ่อของผม คือป๊าเป็นคนที่ไม่กลัวผีเลย แบบไม่สนใจอะไรเลย แล้วสมัยก่อนตอนเป็นหนุ่ม ๆ บ้านอยู่อุตรดิตถ์ เขาบอกว่าตรงไหนที่ว่าผีดุ เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปคนเดียว แล้วก็ไปดูผี

มีน : อันนี้คือไม่เชื่อ?

เจมส์ : ไม่เชื่อ คืออยากไปดู อยากไปเห็น แล้วเขาบอกว่าไม่เคยเห็นผีตลอดชีวิตเลยนะ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง บ้านผมเขาย้ายมาที่พิจิตร เพราะแต่งงานกับแม่แล้วย้ายมาที่พิจิตร แม่ก็ขายเสื้อผ้า ทุก ๆ เดือนก็ต้องลงมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาซื้อของ ก็จะไปอยู่โรงแรมหนึ่งแถว ๆ เรือนจำ แถว ๆ สะพานเหล็ก เขาก็มานอนที่นี่ตลอดแล้วก็ไม่เคยเจออะไรเลย

แล้วอยู่ดี ๆ มีวันหนึ่งเหมือนซีนในหนังเป๊ะเลย เขาบอกว่าประมาณตีสองไฟดับ แล้วทีนี้แอร์มันตัด เขาก็ร้อน ก็ค่อย ๆ ตื่นมา พอตื่นมาก็เห็นว่ามีเงาดำ ๆ 2 คนอยู่ปลายเตียง คนหนึ่งสูง คนหนึ่งเตี้ย แล้วก็มาดึงผ้าห่ม ซึ่งผ้าห่มเลื่อนจริง ๆ แล้วป๊าก็ไม่ได้กลัวอยู่แล้ว เขาก็สั่นขาเพื่อให้รู้ว่าโอเค ว่ารู้ตัวอยู่นะ แล้วอยู่ดี ๆ ไฟมันก็ติดขึ้นมา พอไฟติดปุ๊บแล้วแม่ก็พูดว่า “เออ!!! ไปเปิดไฟหัวเตียงหน่อย” ซึ่งปกติเขาจะนอนเตียงเดียวกัน แต่ว่าวันนั้นเขานอนเตียงแยกกันเพราะว่าห้องเต็ม พ่อก็เปิดไฟ แล้วแม่ก็บอกว่าเปิดไฟนอนแล้วกัน พ่อก็บอกว่า “เปิดทำไม ก็ปิดไฟไปดิ ก็นอนหลับไป” ตกลงว่าปิดไฟ แล้วก็ไม่ได้คุยอะไรกัน

ตื่นเช้ามา พ่อก็เล่าให้แม่ฟังในสิ่งที่พ่อเห็น ไม่รู้ว่าเขาฝันหรือว่าอะไร แต่แม่ก็บอกว่าแม่ก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงา 2 คน แล้วก็เห็นผ้าห่มป๊าเลื่อน แต่อยู่คนละเตียง แต่เห็นจุดเดียวกัน 

มีน : พ่อพี่ deal แปลกเหมือนกันนะ หมายถึงว่าถ้าเราเจอ เราจะแกล้งหลับ แต่พ่อพี่ deal แบบ “อยู่นะเว้ย อยู่นะเว้ย” 

เจมส์ : แต่ว่าหลังจากนั้นมา พ่อก็บอกว่ามันน่าจะมีจริงนะ แล้วเขาก็เจอประมาณอีกครั้ง 2 ครั้ง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ตามที่เขาเล่าให้ฟังว่าถ้าเจอคนเดียวยังอนุมานได้ว่าเออ!! อาจจะฝัน กึ่งหลับกึ่งตื่น คิดไปเอง แต่ว่าเจอ 2 คนมันก็แปลก ๆ เหมือนกัน

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่
เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

เรื่องเล่าในกอง “ท่าแร่”

แม้ท่าแร่จะเป็นเรื่องของความเชื่อ ความกลัว และสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ในกองถ่าย กลับเต็มไปด้วยพลังของนักแสดงที่ “เห็น” และ “ส่งให้กัน” อยู่ตลอด

ตั้งแต่ พี่เอก – ธเนศ (ตามิ่ง) ที่แค่ยืนเฉย ๆ ก็เหมือนสื่อสารบางอย่างได้แล้ว พี่เอี้ยง สวนีย์ (ยายแสง) กับพลังบางอย่างในสายตา ที่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีที่เธอเริ่มเล่น ไปจนถึง แพรวา ณิชาภัทร (มาลี) กับพลังบางอย่างในฉากสำคัญ ที่แม้แต่ผียังต้องหลบให้ ทุกคนเหมือนมาช่วยกันสะกดพื้นที่ในเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น ขลังขึ้น และ “เชื่อได้” มากขึ้นกว่าเดิม

มาถึงตรงนี้เราเลยชวนเจมส์ – มีนคุยกันถึงเรื่องราวสนุก ๆ และบรรยากาศในกอง

เจมส์ : ทุกคนก็สุดหมดครับ 

มีน : แพรวา

เจมส์ : ตัวสดใสในเรื่อง

มีน : เลอะทุกวัน ผมเห็นจนผมสงสาร แรก ๆ ผมกลัว หลัง ๆ ผมสงสาร มันต้องล้าง มันต้องมาเร็ว ต้องกลับคนสุดท้าย มีซีนใช้พลังเยอะ แต่เป็นคนทุ่มเทมาก เป็นคนบ้าพลังในการแสดงเหมือนกัน

เจมส์ : แต่จริง ๆ ผมก็ตกใจอยู่นะ มีวันหนึ่งที่ผมยืนคุยกับนักแสดงอยู่ ที่จะอยู่หน้าบ้าน เราก็คุยเล่นกันก่อนจะเข้าฉาก แล้วอยู่ดี ๆ พี่แพรวาเขาเดินออกไป แล้วก็ไปนั่งตรงบันไดอยู่คนเดียว ซีนแรก ๆ เลยมั้ง คิวแรก ๆ แล้วก็นั่ง 

เราก็มองอยู่แบบ “โห!!! เจ๋งว่ะ เขาไปนั่งทำอารมณ์เลย” คือพี่แพรวาเขาจะทำอารมณ์ก่อนแล้วพอเข้าฉากเขาก็จะเป็นตัวละครเขาเลย เจ๋งมาก เหมือนพี่แพรวาเขาใส่สุดมากในทุก ๆ ซีน แต่หลัง ๆ มาก็กลัวผี ก็คุยเล่นกันแล้ว

มีน : แพรวาบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เขากลับมามี passion ในด้านการแสดง เขาบอกผมมาอย่างนี้

มีน : ส่วน “พี่เอก” ก็เป็นคนบ้าพลังอีกคนหนึ่งเลย ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งผมอายุเท่าพี่เอก ผมอยากมีแรงให้ได้สัก 70% ของเขาก็ได้ ไม่ต้องเท่าเขาก็ได้

เจมส์ : คือถ้าเกิดเราเทียบกับอายุ นี่คือบุคคลนักแสดงที่มีพลังงานเยอะมากเลย คือพี่เอกทำงานเหมือนเอา passion เข้ามาใส่ในงานเลย พอเราเห็นวิธีการแสดงของพี่เอก ไม่ว่ากล้องจะเห็นเขาหรือว่าไม่เห็นนะ เขาก็จะใส่เต็มทุกฉาก จะส่งให้ สมมติว่าในห้องนี้มีพี่เอกอยู่ด้วย เราจะได้รับพลังงานจากเขา หรือว่าเขาอยู่ตรงนั้น แล้วพลังงานของเขามันคือแบบนั้น เราทุกคนก็จับได้ สัมผัสได้

ผมว่าใครอยู่ใกล้ ๆ พี่เอก ไม่ใช่แค่ในละคร เพราะว่าในชีวิตจริง ๆ พี่เอกเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว คือพี่เขาตั้งใจ ใส่ passion ในทุก ๆ detial ในการใช้ชีวิตของพี่เอกเลย ก็คือเรียกว่าเป็นปรมาจารย์

มีน : ผมขอเมาท์นอกเรื่องได้มั้ย อันนี้นอกเรื่อง ตอนที่เราไปถ่ายอยู่สกลนคร ทำให้เรารู้สึกว่าเขามีสุขภาพจิตที่เด็กมากสำหรับผม คือเราไปถ่ายที่สกลนครกัน แล้ววันนั้นเป็นวันที่เราถ่ายเสร็จเร็วก็เลยนัดว่าจะไปกินข้าวกันต่อ แล้วผมก็คุยกับพี่แพรวาว่า “ต้องชวนพี่เอกมั้ย” ฟีลแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เกรงใจ 

เจมส์ : เด็ก ๆ มันก็คุยกันแบบเด็ก ๆ 

มีน : กลัวเขาลำบากใจ ก็ชวนเขาไปก่อนแล้วกัน “เดี๋ยวผมชวนเอง” พอถามพี่เอก “ไปมั้ยครับ” เขาก็ตอบว่า “ไป แต่สี่ทุ่มกลับ”

เจมส์ : เพราะอีกวันถ่าย

มีน : ใช่อีกวันถ่าย วันนั้นล่อไปตีสี่ (หัวเราะ) บอกว่าตอนแรกจะกลับก่อนพี่เจมส์ สรุปพี่เจมส์กลับก่อน

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่
เจมส์ จิรายุ ท่าแร่
เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

เจมส์ : ผมไม่ไหวแล้ว

มีน : แล้วผมที่เป็นคนชวนน่ะ ต้องนั่งอยู่เป็นเพื่อนแก เสร็จอีกวันหนึ่งตื่นไปเจอหน้าแพรวา แพรวาบอก “ใครไปทำพ่อเขาเป็นแบบนั้น” ฮากันใหญ่

เจมส์ : แต่ผมชอบมากเลยนะ เพราะว่า topic ที่คุยเนี่ย พี่เอกก็จะสอนนู่นนี่นั่น แล้วก็พูดเรื่องหนังเยอะมาก หมายถึงว่าจินตนาการถึงสิ่งที่เราทำอยู่ หนังเรื่องนี้จนไปถึงภาคต่อไป คือพี่เอกจะจินตนาการว่ามันต้องต่ออย่างนี้นะ ๆ ๆ ๆ ๆ จินตนาการแล้วก็ใส่มาเหมือนกับทำให้หนังเรื่องนี้ดูเป็นเรื่องจริงไปเลย เวลานั่งคุยกับแก สนุกมาก ๆ ศิลปินที่แท้ทรู

มาถึงพี่เอี้ยง สวนีย์

เจมส์ : เอาภาพจำผมนะ ตอนนั้นคือผมไปถ่ายซีนในบ้าน เหมือนเข้ากับพี่เอี้ยงครั้งแรกที่เป็นการคุยกัน แล้วผมก็เล่นในฉากไป ในบทพี่เอี้ยงต้องเดินเข้ามาแล้วก็พูด พอพี่เอี้ยงพูดเสร็จปุ๊บ แล้วผมก็หันไป คือในซีนผมต้องไปคุยกับเขาอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าผมหันไปใน way ที่ตกใจมาก คือคำพูดของพี่เอี้ยงทุกคำ เวลาพูดออกมามันมีความหมายหมดเลย มันมีความรู้สึก มันมีอะไรที่ซ่อนอยู่เหมือนในบท เหมือนพี่เอี้ยงได้ทำให้บทนี้มันดูเป็นเรื่องจริงสุด ๆ เลย คือเราหันไปพี่เอี้ยงก็จะพูดด้วยน้ำเสียง แววตา ท่าทาง พี่เอี้ยงจัดเต็มมาก นี่มันปรมาจารย์ สมกับที่เคา้บอกกันว่าพี่เอี้ยงศาสตราจารย์ทางด้านหนังสยองขวัญ คือจริงมาก เจ๋งมาก ขนลุก

มีน : จริง พี่เอี้ยงเป็นมนุษย์มากในฉาก จะทำอะไรก็ดูเป็นธรรมชาติ เอาคาแรกเตอร์นี้อยู่มาก ๆ เลย แล้วก็ของพี่เจมส์เจอในฉาก แต่ของผม ผมนั่งอยู่ที่มอนิเตอร์แล้วก็นั่งดูเขาเล่น แค่กล้อง pan ผ่านเขาไปเร็ว ๆ ยังรู้เลยว่าเขาคิดอะไร หรือรู้สึกอะไร หรือทำอะไรอยู่ แล้วก็ดูดึงดูด ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเยอะเลย คือมีเสน่ห์ทางการแสดงมาก แล้วแกชอบคุยเล่น ทำตัวชิล ๆ ตลกเฮฮา

เจมส์ : แต่ว่ามีเรื่องหนึ่งที่ต้องเล่า ตอนที่เราเริ่มรับบทกันก่อนถ่าย พอเราอ่านบทเสร็จปุ๊บ เราก็จะมีคำถาม 2 คำถามเลยว่าใครจะรับบทของตามิ่ง กับใครจะรับบทยายแสง ตอนแรกเขายังไม่ได้บอกอะไร ด้วยความที่บทมันยากมาก พอเราเห็นแล้วมันยากมาก บทตามิ่ง มันต้องอายุเยอะ ลึกลับซับซ้อน physical คือต้องดีมาก ร่างกายต้องดีมาก เพราะว่าต้องขึ้นสลิง แล้วก็แบบ “เฮ้ย!!! ต้องเป็นใครเนี่ย” แล้วเราก็ไม่แน่ใจ

แล้วก็อีกบทหนึ่งก็คือบทของยายแสง เราก็ “ใครนะที่จะสามารถทำเรื่องพวกนี้ได้” แล้วพอมาเป็นพี่เอกกับพี่เอี้ยงจริง ๆ แล้ว ก็คือนี่แหละ บทนี้เกิดมาเพื่อ 2 ท่านนี้เลย

สิ่งที่ “ท่าแร่” อยากฝากไว้กับคนดู

มีน : พอพูดว่านอกจาก ‘ความสยอง’ อย่างแรกที่ผมได้ยิน ผมว่ามันไม่ได้ซ่อนนะ มันค่อนข้างโชว์กันโต้ง ๆ เลย แต่อยากให้คนเข้าไปดูก็คือเรื่องของ ‘ความเชื่อ’ คือผมรู้สึกว่าในยุคนี้คนเรามักจะมีความเชื่อที่แข็งแรง ซึ่งก็ดี

เรามีความเชื่อในตัวเองที่มันแข็งแรง แต่การเปิดรับหรือโอบรับความเชื่ออื่น ผมคิดว่ามันก็จำเป็นและสำคัญ แล้วก็อยากให้หลายคนลองเปิดใจดู ผมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายคนเรามีความเชื่อในตัวเองได้ และยิ่งเราเชื่อมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดี แต่ว่าการที่เรามีความเชื่อในตัวเอง ไม่ได้แปลว่าเราต้องปิดกั้นหรือปฏิเสธความเชื่ออื่น แล้วนอกจากจะไม่ปฏิเสธมันแล้ว เรายังสามารถโอบรับมาเพื่อผสมผสานบางอย่างให้มันเป็นกลุ่มความเชื่อใหม่ก็ยังได้ เหมือนประเทศไทยก็ไม่ใช่พุทธจ๋า ไม่ใช่คริสต์จ๋า ไม่ใช่ผีจ๋า มันก็ผสมกันนัว ๆ เราก็ยังเป็นพุทธไหว้เจ้าอยู่ เราคิดว่าความเชื่อมัน develop ไปได้เรื่อย ๆ แต่จะทำยังไงให้ความเชื่อนี้อยู่กับเรา แล้วก็เราอยู่ด้วยกันเองได้

มีน พีรวิชญ์ ท่าแร่

เจมส์ : ภาพยนตร์ main หลักคือสยองขวัญ แล้วก็เป็น jump scare แบบที่ทุกคนคาดหวัง แต่ผมว่าสำหรับตัวผม พอผมเล่นเรื่องนี้จบ ผมว่าเรากำลังอยากจะสื่อสารในมุมหนึ่งว่า มันเป็นความสวยงามของความต่าง คือไม่ว่าเราจะต่างกันแบบไหนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วคือสิ่งที่เราเชื่อกันมากที่สุด มันก็คือการที่เราจะผ่านพ้นสิ่งแย่ ๆ ไปได้ แล้วก็หวังว่ามันจะมีวันที่ดีขึ้นได้ ผมว่ามันก็เป็นความสวยงามแบบนั้น

มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นความสวยงามในความรู้สึกทางด้านความเชื่อ หมายถึงว่าเราเล่นอะไรก็ตาม เราก็ต้องเชื่อว่าเราจะเป็นสิ่งนั้น แต่ว่าพอผมได้มีโอกาสมาสัมผัสกับทางศาสนานี้ แล้วก็ในตัวละครนี้ สิ่งที่จำเป็นที่สุดมันคือการที่เราต้องมีศรัทธาในตัวพระผู้เป็นเจ้าเอง หรือว่าศรัทธาในตัวเราเอง ซึ่งในทุก ๆ ครั้ง ผมจะพยายาม carry ความรู้สึกนี้เข้าไป แล้วสิ่งที่ได้กลับมาเสมอคือ เมื่อไหร่ที่เรามีศรัทธาแล้ว แล้วเกิดความศรัทธาในตัวของเราเองมันแรงกล้าพอ ผมว่าทุกเรื่องเราสามารถก้าวผ่านมันได้เลย ก้าวข้ามมันได้ในทุก ๆ เรื่อง

เจมส์ จิรายุ ท่าแร่

มีน : ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้รับจริง ๆ การรับบทนี้ คือ ‘ความสงสัย’ หมายถึงว่าหลายครั้งเราอาจจะรู้สึกว่า “อุ๊ย!!! เราสงสัยสิ่งนี้ได้มั้ย แล้วตั้งคำถามกับมันได้มั้ย???” หรือว่า “ก็ปล่อยมันผ่านไปเถอะ” แต่การที่ผมรับบทแม่เมืองโสภาทำให้เราได้สงสัยในหลายเรื่อง แล้วก็เรารู้สึกว่าช่วงเวลาโมเมนต์ที่ดีคือการที่เราตั้งคำถาม แล้วก็ระหว่างทางก่อนที่มันจะได้คำตอบ

ฉะนั้น สำหรับผมหลังจากจบเรื่องนี้ ผมกล้าตั้งคำถามมากขึ้น ไม่ปล่อยผ่านหลาย ๆ ข้อสงสัยที่แบบ “เออ!!! ช่างมันเถอะ ก็ทำแบบนี้ไป ก็ทำตามเขาไป” ผมคิดว่าพอเราสงสัย ตั้งคำถาม จนเราได้เรียนรู้บางอย่าง มันทำให้ตัวเราเอง หรือว่าสิ่งที่เราสงสัยพัฒนาขึ้นได้ครับ

มีน : ฝากภาพยนตร์ “ท่าแร่” กับทุกคนด้วยนะครับ เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ action ในรูปแบบใหม่ด้วยที่จะตั้งคำถาม แล้วก็พาทุกคนไปหาคำตอบเกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธาที่ต่างกัน

เจมส์ : มาเจอความเชื่อของกันได้นะครับ วันที่ 7 สิงหาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์ครับ

ท่าแร่

แม้หนังจะเต็มไปด้วยพิธีกรรมลึกลับ ผี ปีศาจ และบทสวดศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ความน่ากลัว ไม่ใช่แค่ความกลัว สิ่งที่อยู่ใต้ความศรัทธา อาจไม่ใช่แค่ความเชื่อ สำหรับนักแสดง พวกเขาเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งคำถามแค่กับวิญญาณ แต่วางคำถามกับใจคนดูมากกว่าว่า “เรากำลังเชื่ออะไรอยู่ และ ‘เชื่อ’ นั้น มาจากไหน?”

เพราะในโลกที่คนเริ่มสงสัย แม้กระทั่งสิ่งที่เคยมั่นใจ “ท่าแร่” ไม่ได้ชวนให้เชื่อหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น แต่ชวนให้เราหันกลับมาฟังตัวเองอย่างตั้งใจ ทบทวนว่าอะไรคือศรัทธาของเรา อะไรคือสิ่งที่เราเรียกว่า “จริง” และ สิ่งที่เรามองไม่เห็น แปลว่าไม่มีอยู่ จริงหรือเปล่า? และถ้าศรัทธาคือสิ่งที่อยู่ลึกกว่าความกลัว และความกลัว คือสิ่งที่เตือนให้เราตั้งคำถาม 

บางที…หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ภาพยนตร์สยองขวัญหนึ่งเรื่อง แต่คือกระจกเงาบางบานที่พาเรามองลึกเข้าไปในจิตใจตัวเองมากกว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก เพราะแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ อาจไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่ แต่คือการต้องเผชิญหน้า และทำความเข้าใจกับ “ความกลัว” ที่ฝังแน่นอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ยังไม่จาง ความผิดที่ยังไม่ถูกให้อภัย หรือปมที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย 

หนังเรื่องนี้จึงเหมือนบ่ออันศักดิ์สิทธิ์ที่เชื้อเชิญให้เราแหงนหน้ามองความกลัวตรง ๆ และถามตัวเองว่า… “เรากำลังเชื่ออะไรอยู่กันแน่???”

ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังของ “ท่าแร่” ที่เราคิดว่าคุณควรได้ฟัง ก่อนที่คุณจะได้เข้าไปฟังเสียงลมหายใจของที่นั่นในโรงภาพยนตร์

ท่าแร่

“ท่าแร่” ภาพยนตร์สยองท่าใหม่ของผู้กำกับหนังพันล้าน “คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา” และทีมงานจาก “ธี่หยด 1-2” พลิกบทบาทใหม่หมดจดโดยทีมนักแสดงมากฝีมือ  “เจมส์ จิรายุ”, “มีน พีรวิชญ์”, “เอก ธเนศ”, “แพรวา ณิชาภัทร”, “เอี้ยง สวนีย์” และ “แฉะ องอาจ”

ต่างขั้วศรัทธา เผชิญหน้าความสยอง
7 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน