เมื่อความจริงถูกซ่อนไว้ใต้กลิ่นหอม
เมื่อชุดหนึ่งชุดอาจนำพาทั้งชื่อเสียงและคำสาป
เมื่อเวทีคือเขาวงกตที่ทุกคนต่างหาทางออกจากความกลัวของตัวเอง
“บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE” จึงไม่ใช่แค่ซีรีส์แนวเหนือธรรมชาติ แต่มันคือภาพสะท้อนความทะเยอทะยาน ความอ่อนแอ และแรงปรารถนาที่มนุษย์พกติดตัวมาโดยไม่รู้ตัว
วันนี้ SUM UP ได้มาพูดคุยกับนักแสดงนำทั้งสี่ ‘วิน เมธวิน’ ในบท ‘อาจิน’ ชายผู้เชี่ยวชาญศาสตร์มืดที่ซ่อนความลับไว้หลังแผนการ, ‘เต้ย จรินทร์พร’ ผู้รับบท ‘เพลงพิณ’ ที่กล้าทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตให้รอด, ‘จิงจิง ยู’ ในบท ‘จิว’ หญิงสาวที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่เชื่อว่าเป็นของตัวเอง และ ‘มิ้นท์ ธิฌาน์’ กับบท ‘มายเดย์’ ผู้ปรุงรสความร้ายด้วยรอยยิ้มหวานและเสียงหัวเราะ
นักแสดงทั้งสี่ไม่ได้เพียงแค่แสดงบทที่ได้รับ แต่ต่างคนต่างขุดลึกลงไปในพื้นที่เงามืดของตัวเอง เพื่อให้ตัวละครนั้นหายใจได้จริง ๆ ทั้งหมดนั้นคือความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม บทสนทนา และการเคลื่อนไหวที่เราเห็นบนหน้าจอ ที่พวกเขาทุ่มเทเพื่อที่จะแสดงออกมา และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ “บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE” ไม่ได้ชวนให้เราแค่ดู แต่ชวนให้เรารู้สึก…รู้สึกถึงความกล้าเบื้องหลังความงาม และรู้ว่าเบื้องหลังชุดหนึ่งชุด คือหัวใจของใครบางคนที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อจะเป็น “บุหงา” ดอกนั้นจริง ๆ

พูดถึงคาแรกเตอร์ของตัวเองใน “บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE”

จิงจิง : จิงจิง ยูนะคะ รับบทเป็นจิวค่ะ คาแรกเตอร์ของจิวจะเป็นผู้หญิงที่ทำตามความฝันของตัวเองค่ะ ชอบเอาชนะ ฉลาด แล้วก็เป็นคนชอบวางแผน ตอนที่อ่านบทของจิว หนูค่อนข้างที่จะเครียดเพราะยากมาก วันนั้นเรานั่ง read through กัน คือนั่งกันทั้งวันเลย ไม่คิดว่าตัวละครจิวจะต้องทำอะไรเยอะแยะมากมายขนาดนี้ แต่ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็น่าติดตามมาก ๆ ค่ะ

วิน : วิน เมธวิน รับบทเป็นอาจินนะครับ ผมว่าอาจินในภาคนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น อาจินเป็นคนที่ฉลาด แล้วก็เป็นจอมวางแผนอยู่แล้ว เขาพยายามจะหา Enigma ให้เจอ นั่นคือ goal หลักของอาจิน สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นการเติบโตของอาจินคือ ไสยศาสตร์ที่เขาใช้ รู้สึกว่ามีการ up level และมี skill ที่มากขึ้น แล้วก็ด้วยสังคมที่เขาอยู่ในภาคแรก มันเป็นสังคมที่อยู่ในโรงเรียน ก็จะมีความเด็กมากกว่า มีความวัยใสมากกว่า แต่พอย้ายมาอยู่ในวงการนักแสดง ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น มีความดุดันมากขึ้น และผมว่าผมเข้าตัวละครได้ง่ายขึ้น แล้วก็เข้าใจอาจินมากขึ้น พอได้ workshop กับพี่เต้ยยิ่งรู้สึกว่ามัน connect ได้เร็ว แล้วก็รับ-ส่ง กันได้ดีครับ

เต้ย : เต้ย จรินทร์พรค่ะ รับบทเป็นเพลงพิณ ในเรื่องจะเป็นเด็กปั้นของอาจินค่ะ ก็จะเป็นผู้หญิงที่สู้มาก ๆ ทำทุก ๆ อย่างเพื่อที่จะสามารถเอาไปเลี้ยงครอบครัวได้ ดูแลคนอื่น ๆ แต่ว่าก็เป็นคนที่สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย
รู้สึกว่าน่าสนุกค่ะ พอมาอ่านบทจริง ๆ เรารู้สึกว่ามันท้าทายมาก ๆ แล้วก็ยังมีเรื่องของการรำเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งมันก็ใหม่มากสำหรับเต้ยด้วย ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย แล้วก็เครียดค่ะ (หัวเราะ) มันเข้มข้นด้วย มันมี dept ของตัวละครของทุกตัวเลยค่ะ

มิ้นท์ : มิ้นท์ ธิฌาน์ นะคะ รับบทเป็นมายเดย์ค่ะ ในเรื่องมายเดย์จะมีคาแรกเตอร์เป็นเหมือน manipulator ค่ะ แล้วก็เป็นคนที่ต้องการความสนใจตลอดเวลา อยากเอาชนะค่ะ เรามาดูกันว่ามายเดย์จะทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้มา
ตอนอ่านบทมิ้นท์เครียดมากเลยค่ะ จริง ๆ มิ้นท์เครียดตั้งแต่วันที่มิ้นท์ไป cast แล้ว เพราะนี่เป็นซีรีส์เรื่องแรกของหนูที่เป็นแบบ official ในค่าย gmm tv ค่ะ จำได้ว่าตอนโดนเรียกไป cast แล้วตอน cast ก็เหมือนต้องเล่นฉากที่หนูคิดว่ามัน challenge กับตัวเองมาก ๆ ค่ะ ก็คิดว่าเป็นการท้าทายตัวเองมาก ๆ เรื่องนี้ ก็เลยเครียด (หัวเราะ)
เต้ย : วัน read through วันแรก พวกเราก็เหมือนหาคาแรกเตอร์ตัวเองไปด้วย แต่คนที่พวกเรารู้สึกเลยว่าโคตรใช่ คือคนนี้ (ชี้ไปที่มิ้นท์) คือเหมือนหาเจอเลยตั้งแต่แรก
มิ้นท์ : หนูไม่ใช่คนอย่างนั้น (หัวเราะ)
มีอะไรซ่อนอยู่ใน “บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE”
เต้ย : “บุหงา” ก็แปลว่าดอกไม้ “หมื่นภมร” ก็เป็นเหมือนฝูงผึ้ง/ฝูงแมลง ที่มาตอม ซึ่งมันก็ซ่อนความลวงเอาไว้ เพราะว่าบางครั้งสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นก็ได้ ก็จะมีหลาย ๆ อย่างที่ซ่อนเอาไว้อยู่ในซีรีส์ค่ะ
จิงจิง : ที่พี่เต้ยบอกว่า บุหงา คือดอกไม้ ก็เปรียบดอกไม้เป็นชุดที่พวกเราแข่งแล้วอยากได้ หมื่นภมรก็คือผึ้งใช่มั้ยคะ ก็คือน้องมิ้นท์ พี่เต้ย พี่น้ำตาล (น้ำตาล-ทิพนารี วีรวัฒโนดม รับบทเป็น อันยา) แล้วก็หนูที่มาตอมดอกไม้ดอกนี้ แล้วพวกเราอยากได้ชุดชุดนี้ค่ะ
มิ้นท์ : คิดเหมือนพี่ ๆ เลยค่ะ ก็เหมือนมันคือการแข่งขันที่อยากได้สิ่งสิ่งนี้มาก ๆ เหมือนผึ้งที่มาตอมดอกไม้ เพราะว่าทุกคนก็มีวิธีของเราเองเพื่อให้ได้สิ่งที่เราอยากได้มา นี่คือความสนุกของเรื่องนี้
วิน : ส่วนของอาจิน ผมว่าตัวอาจินเป็นคนที่มองภาพรวมมากกว่า ส่วนสาว ๆ นี้จะอยู่ในบุหงาหมื่นภมรที่อาจินจะเป็นคนควบคุมเพื่อที่จะให้ถึงเป้าหมายของตัวเองที่ต้องการ

เตรียมตัวอะไรกันบ้างสำหรับคาแรกเตอร์ของแต่ละคน
เต้ย : พวกเราก็มี workshop ที่ค่อนข้างเยอะมาก ๆ ก่อนที่จะเริ่มแสดง ก็คือ workshop กับพี่โอ (โอ-ปัฏฐา ทองปาน ผู้กำกับ) เพื่อหาว่าคาแรกเตอร์ของแต่ละคนมันอยู่ช่องไหน ประมาณไหน แล้วก็ด้วยเรื่องสายตา เรื่องการแสดงออก มันต้องประมาณไหน ยังไง พวกเราก็ค่อนข้างทำการบ้านหนักมาก ๆ รวมถึงพี่โอด้วย
จิงจิง : หนูกับน้องมิ้นท์เราสองคนไปลงเรียนการแสดงเพิ่มเลยค่ะ เพราะว่าในซีรีส์เรื่องนี้จิงจิงกับมิ้นท์จะเจอกันบ่อยที่สุด พวกเราก็เลยไปเรียนการแสดงกันเพิ่ม เพราะว่าเรายังใหม่กันทั้งคู่ แล้วต้องมาเจอกับพี่เต้ยที่เก่งมาก วินก็เก่งมาก พวกเราก็เลยอยากทำให้มันดี ทำให้มันถึงกันค่ะ พวกเราก็ตั้งใจกันมาก ๆ ค่ะ

มิ้นท์ : ใช่ค่ะ ก็อย่างที่พี่จิงจิงบอก เราก็ไปเรียนการแสดงแล้วก็ซ้อมเต้นด้วยกันด้วย เพราะในเรื่องการใช้สายตาในการเต้น หรือท่าทางบางอย่าง มันจะมีเป็นคาแรกเตอร์ของแต่ละคน เต้นท่าเดียวกันแต่ว่าจะออกมาไม่เหมือนกัน มันจะมีรายละเอียดเหมือนที่พี่เต้ยบอกว่าเป็น dept ลึก ๆ ของแต่ละตัวละครที่น่าสนใจมาก ๆ
วิน : ผมว่าผมน่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจ scenario ทั้งหมดมากกว่า เพราะว่าเป็นภาคต่อที่เราเคยเล่นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราได้ทำ workshop เข้าตัวละครที่ค่อนข้างแน่นมาอยู่แล้ว มันก็เลยทำให้พอกลับมาภาคนี้เรา tune in เข้าไปในตัวละครค่อนข้างง่าย แต่แค่เป็นสถานการณ์ที่มันแตกต่างจากภาคแรกเฉย ๆ
เต้ย : เต้ยรู้สึกว่าภาคนี้วินน่าจะมีเรื่องของ inner ความหลังที่วินต้อง deal ค่อนข้างเยอะด้วย เหมือนจะเห็นพาร์ต dramatic ของวินค่อนข้างเยอะใน season นี้ด้วยค่ะ
วิน : คือจะเป็น backgroud ที่ไม่ได้เล่าในภาคแรก แล้วภาคนี้จะมาสะท้อนเป็นเหตุผลว่าทำไมอาจินถึงเป็นคนแบบนี้ ทำไมเขาถึงมีเป้าหมายแบบนี้ครับ

มิ้นท์ : มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดคือ ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่าร้ายได้มั้ยเพราะแต่ละตัวละครมันจะมีความเป็นมนุษย์สูงมาก ซึ่งไม่ได้แปลว่าผิดหรือถูก แต่มันแปลว่าเราต้องเข้าใจว่าตัวละครนี้ทำแบบนี้เพื่ออะไร นั่นคือสิ่งที่แต่ละคนต้องไปหามาว่าตัวละครของเราทำนิสัยแบบนี้เพราะอะไร
เรื่องสนุก ๆ ในกอง
เต้ย : กินขนมที่วินเอามาค่ะ สนุกมาก
วิน : ผลัดกันเอาขนมมา คือด้วยความที่โลเคชันมันค่อนข้างร้างตามชื่อของมันเลย ทำให้ละแวกนั้นหาของกินได้ยากมาก จะสั่ง Rider ทีเราต้องพยายามกันสูงมาก เวลาที่ผมจะกดเรียกร้านหนึ่งมา คือต้องให้คนรถออกไปข้างหน้าเพื่อให้ปักโลเคชันมาได้ครับ มันก็สนุกในเรื่องกิน
มิ้นท์ : ใช่ แล้วก็มีวันหนึ่งที่มี food truck ของพี่วินมา ซึ่งมีก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง มันคือครั้งแรกที่มิ้นท์ได้ลองทานแล้วตอนนี้มินท์ชอบทานต้มยำมาก

วิน : คือปกติมิ้นท์ไม่กินเผ็ดเลยใช่มั้ย
มิ้นท์ : ใช่ค่ะ ปกติมิ้นท์ไม่กินเผ็ดเลย แล้ววันนั้นเหมือนพี่วินบอกว่า “เออเนี่ย…ร้านนี้ต้องกิน อร่อยมากนะ” หนูก็ลองดู หลังจากนั้นหนูชอบต้มยำจนถึงทุกวันนี้
จิงจิง : หนูไปตัวเปล่าได้เลยค่ะ เพราะหนูรู้ว่ายังไงถ้าวันนี้มีพี่เต้ยเข้า มีวินเข้า หนูมีของกินแน่นอน แล้วพี่เต้ยก็ชอบเอาขนมมาว่า “จอจอ วันนี้พี่มีอันนี้ ลองชิมมั้ย” ส่วนพี่วินนี่คือมาเป็นตะกร้า

เต้ย : เหมือนพวกเราจะต้องเอาตัวรอดให้ผ่านจากวันนั้นไปให้ได้ เพราะว่าสถานที่มันค่อนข้างโหดมาก ฝุ่นเอย อะไรเอย แต่ว่าอันนี้ก็รู้สึกเซอร์ไพรส์ทีมมาก ๆ เซอร์ไพรส์พี่โอมาก ๆ ที่เนรมิตฉากที่สวยมาก ๆ ออกมาได้ เหนือความคาดหมาย แล้วมันดีค่ะ
จิงจิง: ขอฟ้องเรื่องหนึ่ง มีวันหนึ่งก็กำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพี่เต้ยก็ยืนอยู่ พี่เต้ยก็บอกว่า “จอจอ พี่ขอหน่อยนะ พี่มันเขี้ยวมากเลย พี่ขอกัดหน่อย” แล้วพี่เต้ยก็วิ่งมากัดหนู แบบว่าแขนเป็นรอยฟันเลย พี่เต้ยมันเขี้ยวอะไรก็ไม่รู้
มิ้นท์ : พี่เต้ยชอบกัด พี่กัดหนูด้วย “พี่ขอกัดหน่อย”
เต้ย: มันเขี้ยว ทำงานมันเครียดค่ะ มันต้องมีแหล่งระบายออกนิดหนึ่ง แต่ว่าไม่กล้ากัดวินค่ะ (หัวเราะ)
วิน: ยังรอดอยู่ ๆ (หัวเราะ)

ถ้าเปรียบซีรีส์เรื่องนี้เป็นกลิ่นหอม แล้วบุหงาหมื่นภมรของแต่ละคนมีกลิ่นอะไร เพราะอะไร
เต้ย : สำหรับเต้ย เต้ยรู้สึกว่าเป็นกลิ่นดอกมะลิค่ะ ที่มีน้ำอบด้วยนิดหนึ่งประมาณนั้น
มิ้นท์ : ดอกไม้ปลอมได้มั้ยคะ อย่างคาแรกเตอร์ของหนู หนูรู้สึกว่ามันเหมือนดอกไม้ปลอมที่ไม่ได้มีกลิ่นหอมแต่รูปสวย
จิงจิง : หนูนึกออกเลย น่าจะเป็นดอกไม้แห้งที่ฉีดน้ำหอมไว้ แล้วเก็บใส่กล่อง แล้วกลิ่นไม่เคยจางไปไหน หนูรู้สึกว่าอันนั้นคือความมุ่งมั่นของจิวค่ะ
วิน : ผมว่าเป็นดอกกุหลาบที่ข้างนอกดูสด ดูใหม่มาก แต่พอแหวกออกไปข้างในมันเหี่ยว มันเน่าอยู่ข้างใน

ชอบอะไรที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้
วิน : ผมชอบซีนอยู่ซีนหนึ่งครับ อยากให้ทุกคนรอดู ผมรู้สึกว่าซีนนั้นเป็นซีนที่ทำให้ผมอินมาก ๆ แล้วก็ทำให้รู้สึกได้ถึงการเรียนรู้อะไรบางอย่างในชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง ผมอินกับซีนนี้มากจริง ๆ อยากให้ทุกคนได้ดูตอนนั้นมาก ๆ เพราะว่าในชีวิตจริง เราคงไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนั้น เราก็เลยรู้สึกว่ามันทำให้เราเข้าไปเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ ด้วย แล้วก็เปิดมิติใหม่ของความรู้สึกนั้นเลย



จิงจิง : ชอบ 2 เรื่องค่ะ คือหนูเป็นคนชอบเต้น ชอบรำอยู่แล้ว ฝันไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากเล่นซีรีส์ที่มีเกี่ยวกับเต้น แล้วก็มีการรำเข้ามาเกี่ยว ก็คือเรื่องนี้ได้รำเต็มที่ แล้วก็สนุกมากค่ะ
อีกซีนหนึ่งที่ชอบน่าจะเป็นซีนที่จิวสูญเสียทุกอย่างในชีวิต หนูรู้สึกว่าในชีวิตไม่เคยต้องมารู้สึกแบบนั้น แต่ตัวละครที่หนูไปเป็นจิว หนูไม่เหลืออะไรแล้วทุกอย่างในชีวิต คนรอบข้างก็ไม่เหลือ ขนาดของตัวเองร่างกายเราก็ไม่เหลือแล้ว คือเราแตกสลายมาก ๆ หนูรู้สึกว่าไม่คิดว่าตัวเองจะได้เล่นอะไรที่ท้าทายขนาดนี้

เต้ย : ของเต้ยอาจจะไม่พูดถึงซีนไหนเป็นพิเศษ แต่เต้ยชอบมวลรวมของเรื่องค่ะ เพราะว่ามันเป็นละครที่เกี่ยวกับชุดไทย รำไทย แต่ว่าการ interpret ของพี่โอ เต้ยรู้สึกประทับใจมาก ๆ คือมันมีความเป็นไทยแบบโมเดิร์น แล้วมันดูแบบ “เฮ้ย!!! มันทำอะไรออกมาแบบนี้ได้ด้วย”
ทุกครั้งที่อ่านบท ตอนแรกเราจินตนาการแบบหนึ่ง แต่พอมาเห็นแบบหนึ่ง เรารู้สึกว้าวกับเขาตลอดเวลาที่เขาดีไซน์ซีน ดีไซน์สถานที่ ถึงแม้ว่าจะเป็นคฤหาสน์ร้างก็ตาม มันเหมือนกับเขาคิดมาดีมาก ๆ แล้ว ก็เลยรู้สึกประทับใจค่ะ
มิ้นท์ : อย่างของหนู หนูไม่แน่ใจว่าชอบซีนไหนเป็นพิเศษ เพราะว่าทุกซีนหนูชอบหมดเลย เพราะว่ามายเดย์มีคาแรกเตอร์บางอย่างที่ไม่ได้เหมือนตัวหนู เหมือนสิ่งที่เขารู้สึกคือสิ่งที่หนูในชีวิตจริงแทบไม่เคยเปิดเผยว่าตัวเองรู้สึก ไม่ใช่ความรู้สึกที่ยอมรับกับตัวเองได้ง่าย ๆ ความอิจฉา ความริษยา ความเอาเปรียบคนอื่น เป็นสิ่งที่หนูรู้สึกว่ายอมรับยาก
ทีนี้พอต้องมาแสดงว่าเรายอมรับมัน มันเหมือนต้องยอมรับตัวเองไปก่อนด้วยว่าเราเป็นยังไง แล้วเราแตกต่างหรือเอาส่วนที่เหมือนเราจริง ๆ ไปใส่ในมายเดย์ค่ะ หนูรู้สึกว่าตรงนี้คือสิ่งที่หนูสนุกกับการแสดงเรื่องนี้ เพราะมันได้รู้จักตัวเองมากขึ้นมาก ๆ
แล้วก็อย่างที่บอกว่า มายเดย์ก็จะมีซีนที่หนูชอบ คือซีนที่ต้องเอาเทียนไปหยดใส่ลูกน้อง แล้วก็มีความสุข อันนั้นเป็นความซาดิสม์ที่หนูไม่เคยสัมผัส เหมือนมันเป็นความ manipulative ที่หนูไม่เคยสัมผัสว่าเราจะสามารถเห็นคนเจ็บปวด แล้วเรามีความสุขกับความเจ็บปวดของเขาได้ขนาดนั้น ซึ่งนี่คือตัวละครมายเดย์ที่หนูรู้สึกว่าว้าว ที่หนูได้รู้สึกสิ่งนั้นในตอนที่หนูแสดงอยู่ค่ะ

เรื่องหลอน ๆ ในกอง
วิน : หุ่นศพ ผมว่าหลอนนะ ผมเห็นแล้วรู้สึกว่ามันทำให้เรายิ่งเชื่อเข้าไปกว่าเดิม เพราะว่าหุ่นศพมันเหมือนจริงมาก ๆ มันทำให้เราอิน แล้วก็เห็นภาพมากขึ้นสำหรับผม
มิ้นท์ : ได้เจอเหมือนกันค่ะ แต่ว่าไม่ได้สัมผัส มีตอนที่ยังไม่เข้าฉาก แล้วมิ้นท์เดินมาตอนเช้า จำได้ว่ามิ้นท์เจอแล้วกรี๊ดออกมา เพราะมันตกใจ ตอนนั้นมืด ๆ แล้วเราก็เดินเข้าไปเจอ ตกใจมากค่ะ
เต้ย : หุ่นศพ คือ main ของเรื่อง เพราะว่าเขาก็เป็นคนสร้างชุดบุหงาหมื่นภมรนี้ขึ้นมา แล้วศพของคุณปู่ก็ยังอยู่ แขวนชุดนั้นเอาไว้ด้วย ก็รู้สึกว่าทั้งหลอน ทั้งขลังค่ะ
จิงจิง : หนูกลัวผีมากค่ะ หนังผีก็ไม่กล้าดู พอหนูเห็นว่ามีหุ่นศพอยู่ตรงนั้น หนูก็มองผ่านค่ะ เดี๋ยวภาพติดตา เพราะว่าเราเห็นแว็บ ๆ เรารู้สึกกลัว
วิน : แล้วเรื่องนี้จะดูมั้ย
จิงจิง : ดูสิ ต้องดูตัวเองเล่นหน่อย (หัวเราะ)


“มันก็เป็นปกติของคนไม่ใช่เหรอ เวลามีความลับอยู่ตรงหน้า มันก็ยิ่งอยากหาความจริง” แต่ละคนเคยอยู่ใน loop ของเหตุการณ์นี้บ้างมั้ยในชีวิตจริง
วิน : มันก็แล้วแต่เรื่องว่าเป็นความลับที่เราอยากรู้มั้ยครับ
เต้ย : แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยากรู้ เราก็เป็นชาวเน็ตท่านหนึ่ง ถ้ามีความลับเราก็อยากรู้
วิน : มันก็น่าค้นหา
มิ้นท์ : ถ้าเขาไม่อยากพูด เราก็ยิ่งอยากให้เขาพูด (หัวเราะ)
จิงจิง : ถ้าเกิดความลับนั้นเกี่ยวกับเรา ต้องอยากรู้แน่นอน ต้องรู้ให้ได้ ต้องสืบให้รู้ให้ได้
เต้ย : ทำไมไม่พูด พูดออกมาสิ



ทำไมต้องดู “บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE”
วิน : ผมว่าเพราะนักแสดง ต้องดู
เต้ย : เพราะว่ามันมีความลับอยู่เยอะ dialogue เมื่อกี้
วิน : “มันก็เป็นปกติของคนไม่ใช่เหรอ เวลามีความลับอยู่ตรงหน้า มันก็ยิ่งอยากหาความจริง”
เต้ย : แล้วเรื่องนี้มันก็เป็นแบบนั้นเลย



จิงจิง : หนูว่าเรื่องนี้ทุกคนปล่อยของตัวเองออกมาหมด อยากให้ทุกคนเห็นอีกด้านด้านหนึ่งของนักแสดงที่ทุกคนไม่เคยเห็น
มิ้นท์ : อาจจะเป็นการต่อสู้ที่เบาแต่แรง เหมือนมันจะเป็นการต่อสู้ที่ไม่ได้ลุกขึ้น … อะไรกัน แต่มันมีความลึกในการต่อสู้นี้อยู่ของทุกคน
วิน: เป็นการต่อสู้ที่ผมว่ามีความฉลาดในการต่อสู้ ที่ไม่ได้ใช้แรงอย่างเดียว ผมว่าเรื่องนี้ภาพรวมมันคือความกลมในทุกด้านมากกว่า ที่ทุกคนตั้งใจทำมันออกมาให้ดีมาก ๆ ไม่ใช่แค่ตัวนักแสดงเอง แต่ว่าทีมงานเบื้องหลังทุกท่าน หรือแม้กระทั่งพี่โอเอง
แน่นอนอยู่แล้วที่ว่าเขาเป็นคนที่ละเอียดมาก ๆ ผมว่าพี่โอเหมือนคนที่เอาเรื่อง Enigma มา แล้วเป็นลูกโลกที่หมุนไปตรงไหนแล้วเขาเห็นหมด 360 องศา มันเลยทำให้ผลงานที่ทุกคนจะได้เห็นเป็นเหมือน Masterpiece จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสง สี เสียง ภาพ ทุกอย่าง หรือ acting ของนักแสดงเอง ผมว่าทุกอย่างมันกลมมาก
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกคือมันไม่ใช่หนังผีที่น่ากลัว ตกใจแบบ jump scare อะไรอย่างนั้น คนที่กลัวผีก็สามารถดูได้ มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น

จิงจิง : มันไม่มีผี
เต้ย : มันไม่มีผี
มิ้นท์ : จริง ๆ มันแค่แบบขนลุกซู่ ๆ แต่มันไม่ได้น่ากลัวแบบผี ๆ ถ้ามันจะน่ากลัว มันจะน่ากลัวที่จิตวิญญาณของนักแสดงที่เราจะสื่อออกมามากกว่า แต่มันไม่ได้มีผีอย่างนั้นค่ะ


เต้ย : ทุกอย่างมันคือความน่าค้นหา ความท้าทายต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการหาผู้ชนะที่จะได้ครอบครองชุดบุหงาหมื่นภมร ก็คือเป็นชุดต้องคำสาป ซึ่งเหมือนกับตัวอาจินเองก็ต้องเอาสิ่งนี้มาให้ได้ เพื่อที่จะ protect ใด ๆ ทุกอย่าง
พวกเราก็เข้ามาเพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ที่จะแย่งชุดนี้ให้ได้ตามแต่ความต้องการของแต่ละคน จะเป็นความประสงค์ดี ประสงค์ไม่ดี หรืออะไรก็ตาม แล้วมันก็จะมีการแย่งชิงต่อสู้ มีกล มีเกม เต้ยรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าค้นหา น่าสนุก เชือดเฉือน น่าดูค่ะ
จิงจิง : หนูดู Enigma ภาคแรกมา อันนั้นคือมีผี แต่ว่าอันนี้คือไม่มีค่ะ บอกได้เลยว่าไม่เหมือนกัน
มิ้นท์ : มันคือไสยศาสตร์ มารยาของผู้หญิง การที่เราอยากได้สิ่งที่เราต้องได้ มันคือการต่อสู้ประมาณนั้นมากกว่า


เมื่อมนต์ในชุดนั้นยังไม่จาง เมื่อศพผู้สร้างยังแขวนชุดเอาไว้ เมื่อทุกความฝันถูกวางไว้ข้างหลังเวที เราจึงถามพวกเขา…ว่าแท้จริงแล้ว ดอกไม้ดอกนี้… มันแค่หอม หรือแค่ “ทำให้หลง” กันแน่
ไม่มีบทไหนง่ายสำหรับนักแสดงที่ต้องรับมือกับตัวละครที่ไม่เหมือนตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อบทนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งในใจ ต้องใช้ทั้งร่างกาย ความรู้สึก และบางครั้ง…ความกลัวที่ไม่เคยบอกใคร แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ นักแสดงทั้งสี่คนในเรื่องนี้ไม่ได้เลือกที่จะหนีจากความกลัวเหล่านั้น พวกเขาเลือกเดินเข้าไปข้างในเพื่อจะกลับออกมาพร้อมบางสิ่งที่จริง พอจะส่งต่อให้คนดูรู้สึกได้
ความเข้มข้นของ “บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE” จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีของแรงกว่า แต่อยู่ที่ว่าทุกตัวละครมีความเชื่อแรงกล้าขนาดไหนในสิ่งที่ตัวเองทำ
บางคนเชื่อในความรัก
บางคนเชื่อในการแข่งขัน
บางคนเชื่อว่า ถ้าพวกเขาไม่สวมชุดนั้นเสียเอง…
ก็ไม่มีใครในโลกนี้จะเข้าใจว่าเขาเป็นใคร
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราอยากชวนคุณไปดู เพื่อฟังในสิ่งที่ตัวละครแต่ละคนไม่ได้พูดออกมา และเพื่อสัมผัสในสิ่งที่นักแสดงทุกคนตั้งใจจะสื่อ แม้ในฉากที่ไม่มีบทพูดเลยแม้แต่คำเดียว

ติดตามชม “บุหงาหมื่นภมร ENIGMA BLACK STAGE”
ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง one31
และรับชมย้อนหลังได้ทาง Netflin เวลา 21.30 น.
