กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

‘กษิดิศ อนันทนาธร’ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ที่เรียนจบกฎหมายทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท แต่ไม่สนใจที่จะทำงานทางด้านกฎหมายจริงจังเพราะผิดหวังกับกระบวนการต่าง ๆ ที่เจอ จึงหาสิ่งที่มีความสุขเข้ามาเติมเต็มนั่นก็คือการทำหนังสือ และศึกษาชีวิตคนจากหนังสืองานศพในอดีต

ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะคุ้นเคยกับ ‘กษิดิศ’ ในนามของบรรณาธิการสายประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนายปรีดี พนมยงค์, นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ ส. ศิวรักษ์ และยังมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยที่เนื้อหาผ่านบรรณาธิการอย่างกษิดิศมาแล้วหลายสิบเล่ม

วันนี้ 16 สิงหาคม เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีระบุไว้ในปฏิทิน นั่นก็คือ “วันสันติภาพไทย” ทีม SUM UP จึงมีโอกาสชวนกษิดิศมานั่งคุย ย้อนความสำคัญของวันนี้ รวมถึงเรื่องราวของการเมืองไทย ประวัติศาสตร์ไทยว่ามีความน่าสนใจอย่างไร ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น และเมื่อประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นมากมายจากหลายทิศหลายทาง … สุดท้ายแล้ว อะไรกันแน่ที่ทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังจะเชื่อคือเรื่องจริง!

16 สิงหาคม ‘วันสันติภาพไทย’ แบบย่อ ๆ ที่ใคร ๆ ควรจดจำให้ได้ ว่ามีความสำคัญอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น

“วันสันติภาพไทย” เกิดขึ้นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศไทยเป็นฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายสัมพันธมิตร แน่นอนว่ารัฐบาลไทยตอนนั้นอยู่ข้างญี่ปุ่นแต่ไม่ถึงขนาดเข้ากับอักษะเต็มตัว 

เมื่อสงครามโลกดำเนินไปเรื่อย ๆ ถึงจุดสิ้นสุด ฝั่งอังกฤษ อเมริกาเป็นผู้ชนะ ข้างญี่ปุ่น เยอรมันเป็นข้างแพ้ คำถามคือไทยซึ่งไปประกาศสงครามกับอังกฤษอเมริกาจะแพ้สงครามหรือเปล่าใช่ไหมครับ ? คำตอบก็บอกว่าไทยไม่แพ้สงคราม

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

หลังจากจอมพล ป. ยอมรับข้อเสนอบางประการจากประเทศญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2484 รัฐบาลก็ได้ลงนามกติกาสัญญาพันธมิตรกับญี่ปุ่น และ ในวันที่ 25 มกราคม 2485 ได้ประกาศสงครามต่ออังกฤษและอเมริกา ซึ่งคำแถลงการณ์อย่างละเอียดนั้น ทุกคนสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในราชกิจจานุเบกษา  

แต่หลักใหญ่ใจความของการประกาศสงครามนั้น ถ้าในทางกฎหมายถือว่าเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ลงนามเพียง 2 คน คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน โดยอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้ลงนามคือ นายปรีดี พนมยงค์ ในทางกฎหมายจึงถือว่าเป็น “โมฆะสงคราม”

ซึ่งในเวลานั้น ประเทศไทยเรามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ขบวนการเสรีไทย” เป็นกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพ ทั้งข้าราชการ ครู ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ยังมีเจ้าขุนมูลนาย เชื้อพระวงศ์ ให้ยกตัวอย่างชื่อคุ้น ๆ อย่าง แน่นอนล่ะ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย, หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายอเมริกา, พันโท หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน หรือ ท่านชิ้น พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายอังกฤษ, สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7, อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์, คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร, คุณจำกัด พลางกูร, คุณเตียง ศิริขันธ์ ฯลฯ

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

“ขบวนการเสรีไทย” มีสมาชิกเยอะมากแต่ในวันนั้นจะเรียกว่าเป็น “ขบวนการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่น” ก็ว่าได้ ทุกคนรวมตัวกันเพื่อต่อต้านสงครามในครั้งนี้ เครือข่ายของขบวนการเสรีไทยไม่ได้มีแค่ในประเทศไทย แต่มีทั้งสายอเมริกาและสายอังกฤษ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกคนร่วมกันทำงานอย่างเป็นความลับที่สุด เพราะในเวลานั้น หากถูกจับได้คือตายสถานเดียว นี่คือการเสียสละของผู้คนที่ร่วมมือร่วมใจกันปกป้องประเทศไทยให้พ้นจากสงคราม

พอสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ‘ปรีดี พนมยงค์’ ในเวลานั้นซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าขบวนการเสรีไทย และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ จึงได้รับอาณัติสัญญาณจากฝ่ายสัมพันธมิตรมาว่า คุณประกาศได้ว่าที่จอมพล ป. เคยประกาศสงครามให้ถือเป็นโมฆะ 

เราเลยเรียกเหตุการณ์ในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ว่าเป็นวันประกาศสันติภาพของไทย หรือ “วันสันติภาพไทย” ถือเสมือนหนึ่งว่าประเทศไทยไม่เคยประกาศสงคราม เรากลับไปสู่สถานะก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกไทย ซึ่งคำประกาศสันติภาพอยู่ในราชกิจจานุเบกษาเช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจหาอ่านง่ายมากในกูเกิ้ล 

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นวันซึ่งบอกว่าเราไม่เสียเอกราช ไม่ได้แพ้สงคราม ก็คล้าย ๆ กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงหลั่งทักษิโณทกประกาศอิสรภาพฉันใด ประกาศสันติภาพของปรีดี พนมยงค์ก็เป็นการประกาศเอกราชของไทยฉันนั้น เพราะเราไม่ต้องถูกยึดครอง ไม่ได้เป็นประเทศที่แพ้สงคราม ไม่ต้องถูกปลดอาวุธ 

ในแง่ประวัติศาสตร์ไทย วันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่มีผลต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยเป็นอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะเป็น “ขบวนการเสรีไทย” หรือ “วันสันติภาพไทย” มักจะไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กันในมุมกว้างมากนัก เหตุก็เพราะว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นผลงานของคนชื่อ ‘ปรีดี พนมยงค์’ ซึ่งเป็นคนซึ่งชนชั้นปกครองไทย ชนชั้นนำไทยจำนวนหนึ่งไม่ต้องการ ถ้าวันใดวันหนึ่งวันเหล่านี้ถูกยกขึ้นมาให้ความสำคัญ ชื่อของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ ก็จะต้องถูกยกให้กลับมาสำคัญด้วย

สำหรับผม “วันสันติภาพไทย” เป็นวันที่น่าเศร้าวันหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นวันสำคัญในราชการก็จริงแต่ไม่ได้ถูกระบุให้เป็นวันหยุด พอไม่ใช่วันหยุดใคร ๆ ก็รู้สึกว่าไม่สำคัญ วันหยุดที่เป็นวันหยุดทางศาสนาเรารู้สึกว่าสำคัญ แต่ไม่ได้สำคัญที่เราจะไปวัดหรอก เป็นเพราะเราได้หยุดนี่สิ สำคัญกว่า…”

‘ปรีดี พนมยงค์’ ไอดอลทางความคิดและชีวิตกับเส้นทางการศึกษาเรื่องการเมือง

ผมโตมาในสังคมซึ่งผู้ใหญ่รอบตัวเราดูข่าวการเมือง อ่านหนังสือพิมพ์ โตมาในบ้านที่ขายกาแฟ คนในตลาด คนในร้านกาแฟก็คุยกันแต่เรื่องการเมือง เราที่ยังเป็นเด็กพอฟังแล้วรู้สึกว่าสนุกดี เราก็เห็นตัวละครทางการเมืองเป็นเหมือนตัวละครในนิยาย พอโตขึ้นมาอยู่ม.ปลายได้อ่านหนังสือมากขึ้น ได้เข้าใจมากขึ้น ไม่ได้รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องที่หนักทำให้สนใจมากขึ้น อ่านด้วยความที่อยากจะเข้าใจสิ่งที่เราอ่าน 

ผมอ่านหนังสือสารคดีการเมืองเล่มหนึ่งด้วยความตื่นเต้น ตอนช่วงม. ปลาย ก่อนหน้านั้นผมสนใจเรื่องการเมืองก็จริง แต่ไม่เคยอ่านหนังสือที่เป็นประวัติศาสตร์ พอผมมาอ่านหนังสือที่เป็นประวัติศาสตร์ ผมก็พบว่าชีวิตปรีดีน่าสนใจและสนุก ตอนนั้นเป็นอะไรที่ลุ้นมาก สนุกมาก จำได้เลยว่าพอ 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองเสร็จแล้ว 2476 ต้องถูกเนรเทศครั้งแรกหลังจากเค้าโครงการเศรษฐกิจ พอกลับมาได้ 2490 รัฐประหาร หนีไป 2492 กลับมาได้แพ้อีกคราวนี้ เลยต้องลี้ภัยไปยาว ตอนนั้นผมอ่านแบบเหมือนติดนิยาย ตกลงเขาจะชนะหรือแพ้ สุดท้ายก็พบว่าแพ้แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตคนน่าสนใจ

นี่คือจุดเริ่มต้น ทำให้ผมรู้จักกับชื่อ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เป็นธรรมดาของเด็กหนุ่ม ผมเข้าใจว่าเป็นแบบนั้น ในความหมายคือเวลาเรากำลังจะโต เราก็อยากจะมีใครสักคนเป็นต้นแบบให้เรา แน่นอนตอนเด็ก ๆ ผมก็มีนักฟุตบอลเป็นต้นแบบ โตมาหน่อยพอมาอ่านหนังสือสารคดีทางการเมือง หนังสือประวัติศาสตร์ รู้สึกว่าชีวิตปรีดี พนมยงค์ น่าสนใจ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นแบบให้เราได้ 

หลังจากนั้นผมอ่านหนังสืองานศพท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (ภรรยาอ.ปรีดี) ในนั้นมีนามบัตรลงไว้ ก็เลยเขียนจดหมายไปถึงทายาทของอ.ปรีดี เล่าให้ทายาทเขาฟังว่าผมมีอ.ปรีดีเป็นต้นแบบ มาเรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์เพราะอ.ปรีดี นึกถึงอ.ปรีดีก็จะปั่นจักรยานไปดูอ.ปรีดีอะไรทำนองอย่างนี้

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ผมอยากรู้จักอ.ปรีดีในฐานะที่เป็นมนุษย์ อยากรู้ว่านายปรีดี พนมยงค์คนนี้เป็นคนแบบไหน ปรีดีสนใจอะไร ชอบกินอะไร ชอบสีอะไรทำนองอย่างนี้ แต่ว่าทายาทไม่ได้ตอบมานะครับ ทายาทเขาส่งจดหมายกลับมาสั้น ๆ ตอบว่า ‘ขอบคุณ’ แล้วก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสได้เจอกับทายาทของอ.ปรีดีในเวลาที่ธรรมศาสตร์จัดงานวันปรีดี วันสันติภาพไทย

“สำหรับผมท่านเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ จนถึงวินาทีนี้ ท่านก็ยังเป็นอยู่ แต่ความน่าสนใจคือเราไม่ได้เคารพนับถือท่านในฐานะที่เป็นพระปฏิมา ไม่ได้นับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็นรูปปั้นเคารพ เป็นวัตถุที่แตะต้องไม่ได้ ผมเข้าใจว่าเรานับถือในฐานะซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เรารู้ว่าท่านทำอะไรผิด หรือว่าชีวิตคนธรรมดามีข้อจำกัดอะไร ทำได้เท่านั้นมันมากแล้ว…เท่านั้นเองครับ”

ประวัติศาสตร์ของใคร ใครเขียนก็เป็นประวัติศาสตร์ของคนคนนั้น จริงหรือ ???

“ผมเข้าใจว่าในเวลานี้ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเป็นเรื่องใกล้ตัวขึ้นมาก ตอนที่ผมเริ่มอ่านหนังสือพวกนี้ใหม่ ๆ ในเวลานั้นยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก เด็กแบบผมอ่านหนังสือแบบนี้ดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับคนร่วมสมัย ขณะที่ในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่อ่านหนังสือแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ซึ่งในแง่นี้เป็นเรื่องที่น่าดีใจ ที่ประวัติศาสตร์มีประโยชน์ต่อปัจจุบันและต่ออนาคต พูดในทางกลับกันคืออาจจะน่าเศร้าก็ได้ เพราะเขาไม่สามารถพูดเรื่องปัจจุบันได้อย่างเปิดกว้างหลากหลายได้มากกว่านี้ แต่ต้องหยิบเรื่องอดีตมาคุยเพื่อให้สะท้อนส่งผลมาถึงปัจจุบัน”

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

เมื่อเราถามกษิดิศ ถึงการเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อกับประวัติศาสตร์ในหนังสือที่เราอ่าน เพราะในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เรื่องเดียวกันถูกเล่าโดยคนสองกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่า แต่กต่างกันโดยสิ้นเชิงเหมือนหนังคนละม้วน

กษิดิศรีบตอบทันทีว่า “ผมแนะนำว่าอ่านแล้วยังไม่ต้องเชื่อ !!!”

“สิ่งสำคัญคือเขายังไม่ควรจะเชื่อ ไม่จำเป็นต้องเชื่อ แน่นอนเรื่องในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เราไม่ต้องไปไกลก็ได้ครับ เอาแค่ในปัจจุบันก็ได้ สมมติเรามานั่งกินข้าวกัน เล่าเรื่องเดียวกัน คนซึ่งนั่งอยู่พร้อม ๆ กันอาจจะมีความรับรู้ต่อเรื่องเรื่องเดียวกันที่เล่าแตกต่างกันไปจากประสบการณ์ ทัศนคติทางการเมือง หรืออคติที่มีต่อคนซึ่งอยู่ในเรื่องเล่านั้น 

เอาแค่ในปัจจุบันเรายังเล่าเรื่องเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกันเลย ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องในอดีตมันยากที่จะทำให้คนเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นแบบไหน อย่างไร

เพราะฉะนั้น อยู่ที่ว่าคุณให้ค่าเรื่องราวเหล่านั้นจากอะไร จากหลักฐาน ซึ่งเวลาพูดถึงหลักฐานแน่นอนว่าเวลาที่คุณไปอ่านหลักฐาน ก็ต้องมีวิธีการค้นหาหลักฐานแบบไหน ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่เขียนในอดีตเป็นความจริงทั้งหมด

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ผมชอบเวลาที่มีผู้ใหญ่สอนเรื่องแบบนี้ เราจะต้องแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับความจริง fact กับ truth ถ้าเราแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ถ้าเราแยก fact กับ truth ออกจากกันไม่ได้ ชีวิตเราก็จะวุ่นวาย หมายความว่า สมมติคนในประวัติศาสตร์พูดแบบนี้ เขียนแบบนี้ไว้จริง ๆ แต่คนซึ่งเขียน ซึ่งบันทึกไว้ก็พูดจากอคติของตัวเอง ถ้าคนรุ่นหลังบอกว่า อ่านเอกสารชั้นต้นของผู้เขียนแล้วเชื่อเลย เขาเขียนแบบนี้จริงๆ คำถามคือเชื่อได้หรือ ?

ผมยกตัวอย่างกลับไป แน่นอนผมบอกว่าผมมีปรีดีเป็นต้นแบบ สิ่งที่ปรีดีเขียนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรีดีเล่ามา เป็นความจริงไหม คุณพิสูจน์จากพยานหลักฐานอื่น ๆ สิ ถ้าคุณสอบทานหักล้างสิ่งอื่น ๆ ได้แล้ว คุณไม่มีอะไรมาโต้แย้งต่าง ๆ ไปได้กว่านี้ อย่างนี้อาจจะเรียกว่าเป็นความจริงขึ้นมาได้ถูกไหม

เพราะฉะนั้นหมายความว่า ไม่ใช่คุณบอกว่าเรื่องนี้นาย ก. เขาเขียนแบบนี้ เชื่อได้เลยทันที มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าเด็กรุ่นหลังเขามีกรอบความคิดที่ไม่เชื่อคนแบบนี้มากอยู่แล้ว เราสอนให้เขาเชื่อยากจะตายไปถูกไหมครับ 

ในโลกสมัยนี้ fact ต่าง ๆ ข้อมูลต่าง ๆ มีมหาศาล คุณค้นหาเข้าไปก็เจอแล้ว เดี๋ยวนี้คุณอยากรู้อะไร Chat GPT อาจจะตอบคุณได้แล้วก็ได้ สำคัญคือคุณคิดได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ปัญหาคือเราไม่ได้อยากให้คนคิด เราอยากให้คนเชื่อเท่านั้นเอง”

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

วิชาสังคมไทยกับประวัติศาสตร์ที่ควรมีในหนังสือเรียน 

เวลาพูดถึงเรื่องของการศึกษาในโรงเรียน ต้องแยกว่าถ้าคุณสอนสังคมศึกษาในชั้นต้น ชั้นประถมหรือชั้นมัธยมต้น ซึ่งเด็กเขาไม่ได้มีความรู้มาก เราจำเป็นต้องปูพื้นความรู้ให้เขาก่อน แต่ถ้าเขาโตพอแล้ว ชั้นมัธยมปลายหรืออุดมศึกษา แบบนี้คุณเริ่มมีข้อถกเถียงได้แล้ว

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ยกตัวอย่างเช่นว่า สมมติคุณยกเรื่องพระนเรศวรชนช้างกับพระมหาอุปราชา ประกาศอิสรภาพ กรุงศรีอยุธยากู้เอกราชคืนมาได้ ตอนเด็ก ๆ คุณก็ต้องสอนพระนเรศวรชนช้างมา ประกาศเอกราชมาใช่ไหม ไทยไม่เป็นเมืองขึ้นพม่า คุณต้องเล่าแบบนี้เด็กๆ ฟังเพื่อให้เขามีความรู้พื้นฐานเสียก่อน ถ้าตอนนั้นคุณไปเล่าว่าไม่ได้ชนช้างจริง ๆ เด็กก็คงงง แต่ถ้าเขาโตแล้ว คุณอาจจะบอกได้ว่า หลักฐานที่อื่นเขาไม่ได้พูดนะว่าชนช้างจริง ๆ หลักฐานบางที่อาจจะบอกอีกอย่าง นี่คือการเริ่มต้นที่สามารถมีข้อถกเถียงได้แล้ว

เหมือนกัน…ถ้าเล่าเรื่อง 2475 ก็ต้องเถียงกันตรง ๆ ว่าควรทำหรือไม่ควร ง่าย ๆ คือถ้าไม่มี 2475 จะมีคนอื่นมาทำหรือเปล่า ทีนี้เริ่มสนุกขึ้นแล้วในการคิดต่อ ถ้า 2475 เกิดมาเพราะว่ามีคนกระด้างกระเดื่องก่อการกำเริบลอย ๆ มาจากฟ้าหรืออย่างไร ก็ต้องถามว่าอะไรก่อให้เกิดคนพวกนี้ขึ้นมาอย่างนี้ ประวัติศาสตร์มันจะสนุกขึ้น 

ปัญหาก็คือเรามักจะมีธงในการอ่านประวัติศาสตร์ เรามักจะมีธงในการบอกว่าคนนั้นคนนี้ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เราอยากจะให้เป็น จริงๆ เขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้ สำคัญคือเราศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ ถ้าเราจะเข้าใจเขา เราต้องเข้าใจบริบทของเขา เข้าใจชีวิตของเขา แล้วก็เข้าใจว่าในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทำไมตัดสินใจแบบนี้ 

ผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจแบบนี้ได้ เราจะเห็นประวัติศาสตร์เป็นชีวิตของมนุษย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีสุข มีทุกข์ มีสมหวังผิดหวัง เจ้าก็ผิดหวังได้ ผู้ก่อการก็ล้มเหลวได้ ถ้าเราเข้าใจแบบนี้ คนร่วมสังสารวัฏเดียวกันจะไปพ้นมรรคผลนิพพานอะไรได้มันก็เท่านี้ แต่ถ้าเราไปเข้าใจว่า ฝั่งหนึ่งเป็นมาร ฝั่งหนึ่งเป็นพระ มีธรรมะมีอธรรมเหมือนหนังจีนตลอด มันก็คงจะไม่ได้สนุกในความหมายที่มันควรจะเป็น มันก็จะไปสนุกในฐานะที่มันกลายเป็นนิยายเป็นเรื่องแต่งมีสีสัน

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ถึงที่สุดแล้ว เราก็กลับไปพูดประเด็นรากฐานที่ว่า คนมีอำนาจต้องการกำหนดให้คนในสังคมรู้เรื่องอะไร ถ้าคนมีอำนาจต้องการให้คนในสังคมรู้เรื่องอะไรมากก็อยากจะสอนเรื่องนั้นเยอะ ๆ หน่อย หรือพูดอีกแบบหนึ่ง คนมีอำนาจไม่ต้องการให้เขารู้เรื่องอะไรก็จะไม่ค่อยอยากไปแตะเรื่องพวกนั้น คุณศึกษาประวัติศาสตร์ได้เยอะแยะเลย ถ้าไม่กระทบต่ออำนาจรัฐ แต่คุณศึกษาประวัติศาสตร์ได้น้อยถ้ากระทบกับอำนาจรัฐ 

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เดือนมิถุนายน ใครเรียนหนังสืออยู่คุณต้องฉลองวันสุนทรภู่ใช่ไหมครับ เพราะสุนทรภู่ไม่มีพิษมีภัยต่ออำนาจรัฐ ถึงแกเคยหนีออกไปบวช แต่ไม่ได้กระทบอะไรต่อผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน การศึกษาไม่ได้เน้นสอนเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เพราะจะกลายเป็นการกระทบต่ออำนาจรัฐ กระทบต่อสถาบันทางการเมือง 

ในยุคสมัยใหม่นี้ พอมีคนสนใจเรื่องพวกนี้มากขึ้น ถึงคุณไม่สอนเขาก็รู้อยู่ดี ถึงที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการจะจัดหลักสูตรการศึกษาแบบไหน ในเมื่อคนเขาแสวงหาความรู้ได้เองจากโลกที่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ

ในทางกลับกันแทนที่จะไปเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเปลี่ยนหลักสูตรมาสอนในสิ่งซึ่งควรจะสอน เปลี่ยนเป็นถ้าไม่ปรับตัวเขาก็จะกลายเป็นเต่าล้าหลังที่ถูกทอดทิ้งไป เหมือนเด็กอาจจะบอกว่าที่คุณสอนมา สอนไปเถอะ สอบผ่านได้ก็พอแล้วเพราะไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตเขาเลย 

ตอนเด็กๆ ผมก็สงสัยว่าทำไมถึงต้องเรียนประวัติศาสตร์ไกลโพ้น แต่เราไม่เข้าใจตัวเอง หรือพูดอย่างน่าเศร้าก็ได้ว่าในหลักสูตรการศึกษาบางที่ เขาไม่ได้ต้องการให้คนรู้เรื่องอดีตเท่าไหร่หรอก เด็กที่เรียนเก่งคุณไปเรียนวิทยาศาสตร์ เรียนคณิตศาสตร์สิ เด็กเรียนไม่เก่งคุณก็ไปเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์รอบตัวคุณ เด็กที่เรียนเก่งก็เลยเข้ารกเข้าพงอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าโลกนี้เป็นโลกพระศรีอาริย์ของเขา โลกซึ่งไม่มีความเหลื่อมล้ำ โลกซึ่งคนมันยากจนเพราะโง่ ขี้เกียจ เรากำลังสร้างสังคมแบบนี้ 

ผมเข้าใจว่า สังคมที่ผมโตมาในระบบโรงเรียนกับสังคมปัจจุบันมันก็ต่างกันไปมากแล้ว สังคมปัจจุบันถ้าเราไม่ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ เราก็ต้องเห็นว่าสังคมรอบตัวเรามีปัญหาขนาดนี้ หาคำตอบไม่ได้จากปัจจุบัน ก็ต้องกลับไปตอบจากอดีตว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ เพราะผู้แพ้จะถูกกำจัดและกดขี่

“เป็นธรรมดาครับ แต่มันไม่จริงเสมอไปนะ”

คนชนะเขียนประวัติศาสตร์ได้ เขียนเรื่องเล่าได้ในฐานะที่เขาอยากจะให้เล่า แต่ไม่ได้แปลว่าคนแพ้เขียนไม่ได้ ผมยกตัวอย่างที่อาจจะดูย้อนแย้งว่า คณะราษฎรชนะพระองค์เจ้าบวรเดชและพวก  คณะราษฎรปราบกบฏได้ เรียกพระองค์เจ้าบวรเดช และพวกเป็นกบฏบวรเดช 

คณะราษฎรเขาเขียนประวัติได้ว่า เขาปราบกบฏนะ มีตำรวจทหารตายนะ สร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏไว้นะ แล้วก็เล่าว่ารัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัวฯ ปราบกบฏได้ เขาก็มีประวัติศาสตร์ฉบับทางการฉบับหนึ่งได้ แล้วพวกที่แพ้ไปติดคุก

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

หลังจากนั้นไม่นานนักในประวัติศาสตร์ช่วงยาว คณะราษฎรก็แพ้ไป พวกนี้ก็กลับมา พวกนี้ก็มาเขียนว่าชีวิตในคุกตัวเองเป็นยังไง เล่าในบันทึกว่าเป็นยังไง สำคัญแค่ว่าคุณมองว่าคนแพ้ นี่แพ้นานแค่ไหน คนชนะ…คุณนับการชนะศึกหรือชนะสงคราม ถึงที่สุดความน่าเศร้าคือพวกคณะราษฎร เขาเขียนน้อยเกินไป เล่าน้อยเกินไป บันทึกน้อยเกินไป พวกข้างบวรเดชคุณไปอ่านดูนะครับ นิยายชีวิตชัด ๆ ทั้งน่าสงสาร ซึ้งกินใจมีอุดมคติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ

ผมคิดว่าเป็นข้อดีที่เขาบันทึกไว้ แต่ถ้าคุณไปสนใจศึกษา คุณจะพบว่า ถ้าสมมติเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งมาสนใจอ่านหนังสือ คุณจะเจอแต่ข้างบวรเดชเล่าเรื่อง 90 % ผู้ก่อการหรือผู้ที่เชียร์คณะราษฎรอาจจะเล่าไว้แค่ 10 %”

“ผมจะพูดว่า คำพูดที่ว่า “คนชนะเขียนประวัติศาสตร์” จริงครับ !!!”

“แต่คุณมองว่าคุณชนะตอนไหน ผมกำลังจะพูดว่าประวัติศาสตร์ซึ่งเรากำลังจะปิดไม่ให้เด็กรู้ ไม่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่รู้ คุณอาจจะคิดว่าคุณชนะตอนนี้ แต่คุณอาจจะยังไม่ชนะจริง ๆ ก็ได้ ผมชอบคำหนึ่งซึ่งมีผู้ใหญ่พูดว่า “ความสำเร็จคือความล้มเหลวที่มันยังไม่ปรากฏเท่านั้นเอง” ถ้าคุณเข้าใจว่าคุณสำเร็จอยู่ตอนนี้ แปลว่าความล้มเหลวของคุณมันยังไม่เปิดเผยออกมา คนซึ่งล้มเหลวอยู่ตอนนี้คงไม่มีอะไรต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว เขานับรอวันเอาคืนเท่านั้นเองถูกไหม 

นี่คือการสู้กันในระยะยาว ว่าคุณจะวัดเรื่องนี้ยาวแค่ไหน แล้วเป็นธรรมดา คุณกดอะไรไว้มาก คนอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องอยากเล่าเรื่องของเขา ความน่าเศร้าก็คือว่าพอสังคมไม่มีเสรีภาพ สิ่งซึ่งคุณกดไว้จะถูกทำให้ความไม่จริงเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆ คนซึ่งอยากจะเขียนพูดอีกแบบหนึ่งก็อาจจะไม่ได้คิดเรื่องจริง อันนี้น่ากลัว”

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย หาอ่านง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว

นอกจากหนังสือ ผมอ่านทางออนไลน์ คือช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากหนังสือเป็นเล่มๆ ช่วงหลังผมได้ประโยชน์มากจากหนังสือที่เป็นไฟล์ โดยเฉพาะพวกหนังสือเก่าอย่างในหอสมุดธรรมศาสตร์มันมีเว็บไซต์ที่ชื่อว่า TU Digital Collections เป็นคอลเลคชันงานที่เป็นออนไลน์ โดยเฉพาะหนังสืองานศพ หนังสือหายาก หนังสือเก่า ๆ 

ช่วงหลังผมได้ประโยชน์มากจากการค้นงานผ่านช่องทางนี้ จินตนาการดูว่าสมัยก่อนเราต้องไปเข้าห้องสมุด เข้าห้องหนังสือหายากพลิกดูทีละหน้า เดี๋ยวนี้คุณเจอจากคำค้นได้ เห็นหนังสือเก่าได้อ่านได้สบาย ๆ

ถ้าพูดถึงในแง่ช่องทางยังมีให้แสวงหาได้มากมาย สำคัญเพียงว่าเวลาเข้าถึงแล้ว เวลาดูต้องดูว่าเราดูรอบด้านพอหรือไม่ สองคือรู้ว่าคนเขียนคนนั้นเขายืนอยู่บนจุดยืนแบบไหน ถ้าเราเข้าใจพวกนี้ได้ตอนเราชั่งน้ำหนัก เราชั่งน้ำหนักได้มากว่าตกลงเราจะให้น้ำหนักกับอะไรมาก ให้น้ำหนักอะไรน้อย ไม่ใช่ว่าเราให้น้ำหนักกับสิ่งที่เราอยากให้เป็น หมายความว่าเรื่องจริงๆ สมมติเป็นแบบนี้ แต่ถ้าคุณจะอธิบายอย่างที่คุณอยากให้เป็น อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้ใช่ไหม แค่นั้นเองสำคัญว่าเรารู้เท่าทันหรือเปล่า

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนกลับมาสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะช่วง 2475 หรือ 6 ตุลาฯ มาก เป็นปฏิกิริยาโดยตรงจากความขัดแย้งทางการเมือง พูดง่ายๆ ถ้าบ้านเมืองดีเรื่องพวกนี้จะไม่เป็นประเด็นที่คนสนใจมากขนาดนี้ 

ผมก็เลยเข้าใจว่าเป็นธรรมดา เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งคนจะไปค้นมันเอง แต่พอเรายังก้าวข้ามมันไปไม่ได้ เราเลยยังหมกมุ่นอยู่กับพวกนี้ พูดแล้วน่าเศร้าก็คือว่าข้อถกเถียงที่เราเถียงกัน 2475 ดีหรือเลว ชิงสุกก่อนห่ามแย่งอำนาจเจ้า ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับ 50 ปีที่แล้วก็เถียงกันเรื่องแบบนี้ อาจจะพูดให้ดูน่าหมั่นไส้เถียงกันฉลาดกว่านี้ด้วย (หัวเราะ)

5 หนังสือแนะนำ สำหรับคนที่เริ่มอยากศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย

หนังสือที่ดีสำหรับผม สำหรับคนเริ่มอ่าน คือหนังสือที่คนอ่าน อ่านแล้วรู้สึกสนุก ผมเริ่มอ่านหนังสือแนวสารคดีการเมืองประวัติศาสตร์ ไม่ใช่หนังสือวิชาการเลยด้วยซ้ำไปครับ คนเขียนเป็นใครก็ไม่รู้ เขาก็เล่าแค่ Fact มาให้ผมรู้เฉย ๆ ว่า Fact คืออะไร เราก็สนุก เพราะฉะนั้น ในชั้นต้นจริง ๆ น่าจะเริ่มมาจากเล่มที่เรารู้สึกมีฉันทะที่จะอ่านต่อไป การอ่านหนังสือให้จบเล่ม คุณต้องใช้วิริยะมากทีเดียว

เล่มที่ผมจะแนะนำเล่มแรกชื่อว่า “การเมืองไทยร่วมสมัย” ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ เป็นผู้เขียน เล่มนี้เล่าถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงยาวๆ อาจจะบอกว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนถึงร่วมสมัย ความขัดแย้งเหลืองแดงอะไรแบบนี้ ให้ภาพการเมืองไทยยาว ๆ 80-90 ปี โดยมีข้อมูลพื้นฐานที่มีเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ พอสมควร มีไทม์ไลน์ให้ดูด้วย ผมจึงรู้สึกว่าถ้าแนะนำเป็นเล่มแรกสำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทย เริ่มจากเล่มนี้ก่อนได้ ภาษาอ่านไม่ยากเกินไป มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีอ้างอิงพอสมควร 

ในเวลาที่ผมแนะนำหนังสือ มักจะชอบแนะนำหนังสือที่มีอ้างอิงเยอะ ๆ ไม่ใช่แนะนำเพราะว่ามีอ้างอิงแล้วมันดูเป็นวิชาการ แต่การที่มีอ้างอิงมาก คือคุณสนใจคุณไปค้นต่อได้ ความน่าท้าทายคือบางทีเวลาอ่านหนังสือ คุณอย่าเชื่อคนเขียนนะ แล้วเราจะแย้งคนเขียนได้ยังไง 

เริ่มต้นคือคุณเข้าไปดูอ้างอิงที่เขาอ้าง ถ้าต้นทางไม่ได้เขียนแบบนี้ เห็นไหมเราก็จะเห็นความสนุกขึ้น หรือต้นทางอาจจะเขียนแบบหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้นะ หมายถึงเรื่องทั่วๆ ไป คนเขียนเขาอาจจะมาบิดให้มันกลายเป็นสิ่งที่เขาอยากจะเล่าก็ได้ ซึ่งเวลาอ่านหนังสือวิชาการที่มีอ้างอิงประโยชน์คือแบบนี้ เราไปต่อได้ เราต่อยอดจากเขาได้

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

เล่มที่ 2 หยิบเวอร์ชันพิมพ์ใหม่มา “ประวัติการเมืองไทยสยาม 2475 – 2500” ของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เล่มนี้ก็เป็นเล่มที่ผมอ่านตอนเป็นเด็กๆ แต่ตอนนั้นเป็นเวอร์ชันเก่า

ช่วงเวลาที่ผมสนใจคือ 2475 ถึงประมาณ 2490 – 2500 หนังสือเล่มนี้พูดช่วงเวลานั้นโดยตรง แล้วอาจารย์ชาญวิทย์ใช้ภาษาที่อ่านไม่ยาก เขียนแบบนักวิชาการสมัยใหม่ มีอ้างอิง มีเชิงอรรถ มีข้อมูล มีภาพประกอบค่อนข้างจะมาก อ่านค่อนข้างจะง่าย
ตอนที่อ่านใหม่ๆ เล่มนี้เป็นเล่มที่รู้สึกว่าอ่านแล้วเห็นโลกกว้างดี หนังสือของโครงการตำราฯ โดยเฉพาะชุดประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคนั้น ช่วยให้เราเห็นภาพหลายอย่าง นอกจากเรื่องนี้ยังมีเล่มของอาจารย์เบนจามิน แบ็ตสัน เรื่อง “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ในการปูความรู้พื้นฐานให้กับเราเหมือนกัน

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

เล่มที่ 3 แนะนำเรื่องเรื่อง “นายปรีดี ̈พนมยงค์ ตามทัศนะ ส. ศิวรักษ์” เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับปรีดี พนมยงค์ด้วยซ้ำไป แต่ผมสารภาพอย่างหน้าชื่นว่าตอนเป็นเด็กที่ผมอ่าน ผมอ่านไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) 

ตอนแรกผมไม่รู้จักว่า ส. ศิวรักษ์ เป็นใคร แล้วแกก็ใช้ภาษาโบราณมาก ผมก็เข้าใจว่าคนเขียนต้องตายแล้วแน่ ๆ แต่พอผมมีความรู้มากขึ้น หมายถึงความรู้พื้นฐานที่มากขึ้น กลับมาอ่านเล่มนี้ใหม่มันสนุกมาก เพราะว่าสาระสำคัญของเล่ม อาจารย์สุลักษณ์เล่าว่า แกมีอคติต่อปรีดียังไง แล้วแกปลดเปลื้องอคติต่อปรีดีออกไปได้ยังไง ในความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่น่าสนใจใช่ไหม แต่คุณจะอ่านสนุกก็ต่อเมื่อคุณรู้บริบทเบื้องหลังพอสมควรแล้ว

เวอร์ชันนี้เป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงใหม่ เป็นมิตรต่อผู้อ่านมากขึ้น เป็นเล่มซึ่งทำให้เห็นงานของปรีดี ชีวิตของปรีดี ที่สำคัญคือเห็นคนในสังคมไทยซึ่งถูก Propaganda ถูกโฆษณาชวนเชื่อมา แต่ความสนุกของมัน คือการพยายามเข้าหาความจริง สัจจะที่ว่าช่วยให้คนอย่าง ส. ศิวรักษ์ เห็นโลกกว้างขึ้น

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

เล่มที่ 4 ย้อนหลังกลับไปหน่อย “ยังเติร์กรุ่นแรก กบฏ ร.ศ. 130” เล่มนี้ความสนุกก็คือคนเขียนเป็นทายาทของกบฏ ร.ศ. 130 คือ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ แต่ว่าไม่ได้เขียนโดยการเชียร์พวกกบฏ ร.ศ. 130 จากความรู้สึกส่วนตัว ท่านเขียนจากการอ่านเอกสารชั้นต้น อ่านบันทึกในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดูว่าเอกสารในการไต่สวนคนเป็นยังไง ดำเนินคดีคนยังไง จับกุมคนพิจารณาเรื่องต่างๆ ยังไง แล้วก็มาเล่าเป็นวิชาการ มีเอกสารให้สืบค้นได้มาก 

ผมก็ยังรู้สึกว่าเป็นงานซึ่งแม้ว่าจะเขียนมานานแล้ว ผู้เขียนล่วงลับไปแล้ว แต่ยังเป็นงานศึกษาที่มีประโยชน์ เป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะว่ากบฏ ร.ศ. 130 เป็นคนกลุ่มแรกที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยก่อนคณะราษฎร 20 ปี แต่ว่าเขาล้มเหลว ทำไม่สำเร็จ

ความน่าสนใจก็คือว่า ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ได้ มันเกิดขึ้นได้ยังไง แน่นอนว่าถ้าเราไปอ่านลึก ๆ ดูแล้วจะเห็นภาพว่ามันมีความคิดสุดโต่งมาก อยากจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาธารณรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็คิดไม่สุดโต่ง พูดให้ตลกนะครับ ข้อเสนอถกเถียงไกลสุดจะเปลี่ยนประเทศเป็นรีพับบลิค เป็นสาธารณรัฐ เอาเจ้ามาเป็นประธานาธิบดี ผมคิดว่าถ้าเราเห็นประวัติศาสตร์มาก ๆ เราก็จะเข้าใจว่ามันมีข้อจำกัดของความคิดหลายอย่าง

งานเรื่องนี้ถึงแม้ผู้เขียนจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ในฐานะที่เป็นทายาทของผู้ที่มีผลกระทบ แต่ก็เขียนได้อย่างเป็นกลางพอสมควรจึงอยากแนะนำ

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ส่วนเล่มสุดท้ายที่หยิบมา คือ “ครองแผ่นดินโดยธรรม” ของ ดร.อาสา คําภา เล่มนี้เป็นการรวมบทความพูดถึงการเมืองไทยตั้งแต่ 2475 จนถึงสิ้นรัชกาลที่แล้ว 

ความน่าสนใจ คือเล่าตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองว่ารัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ มีข้อถกเถียง มีการต่อรองเป็นอย่างไร ทำให้เห็นภาพว่าที่ทรงสละราชสมบัติไม่ใช่อยู่ดี ๆ สละราชสมบัติ แต่เป็นผลของการต่อสู้ทางการเมือง และพระองค์แพ้ พูดอย่างนี้แล้วกัน แต่เขาเล่าผ่านเอกสาร

คุณจะได้เห็นว่าข้อถกเถียงว่าเป็นอย่างไร หมายถึงว่าอำนาจของสถาบันกษัตริย์เริ่มลดลงหายไป เขาก็จะเขียนต่อไปว่า แล้วอำนาจในรัชกาลที่ 9 กลับมาเฟื่องฟูได้อย่างไร เครือข่ายของพระมหากษัตริย์กำเนิดขึ้นมาอย่างไร บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการกำหนดอำนาจนำของสังคมในช่วงสงครามเย็นมาเป็นอย่างไร จนถึงในสมัยช่วงประมาณปี 2530 – 2540 เป็นต้นมา ซึ่งพระราชอำนาจค่อย ๆ มากขึ้น ในทางมีอำนาจนำในสังคม ในความหมายที่ว่าไม่ได้สั่งการอะไร แต่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสมีผลต่อการปฏิบัติของคนในสังคม เราซึ่งเติบโตมาในสังคมแบบนั้น เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้มาเลยสนุก

กษิดิศ อนันทนาธร, วันสันติภาพไทย

ผมพูดว่าผมมีปรีดีเป็นไอดอล ผมไม่หยิบหนังสือปรีดีมาสักเล่มเลย เพราะผมรู้สึกว่ายังไม่เหมาะที่จะแนะนำให้คนที่เพิ่งสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยอ่าน แต่ถ้าเกิดคุณมีความรู้พื้นฐานมากพอสมควรแล้ว คุณอาจจะอ่านพวกนั้นสนุกขึ้น ที่ผมบอกว่าเวลาศึกษาประวัติศาสตร์ ความสำคัญคือคุณอย่าเชื่อ คนที่พูด ที่ย้ำเรื่องนี้มากก็คือ ‘ปรีดี พนมยงค์’ 

คนซึ่งเคยพบปรีดี พนมยงค์ ในช่วงปลายชีวิตเล่าเสมอเลยว่า เวลาท่านไปพูดในที่ประชุมนักเรียนไทยตามต่างประเทศ ท่านจะพูดแบบนี้ว่า ที่ท่านเล่าต่อไปนี้อย่าเชื่อนะ แล้วถ้าเกิดท่านเล่าอะไรผิด ๆ ไป คุณไปเจอเอกสารชั้นต้นที่น่าเชื่อถือ เอกสารราชการที่มีหลักฐานชัดเจน หรือคุณไปหาข้อมูลจากทางอื่นได้ซึ่งแตกต่างจากที่เล่า ช่วยมาบอกบ้าง ท่านจะได้ฉลาดขึ้น หรือท่านจะได้มีความรู้ในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง

ผมคิดว่าสปิริตแบบนี้เป็นเรื่องซึ่งควรสืบสาน รักษา และต่อยอด ทำนองเดียวกัน อ่านหนังสือให้สนุกคือท้าทายคนเขียน ถ้าเราไปเชื่อคนเขียนหมดก็ไม่สนุก ใช่ไหมครับ

ขอขอบคุณร้าน Be Still สำหรับการเอื้อเฟื้อสถานที่
https://www.facebook.com/BeStill.Cafe

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน