เคยสงสัยไหมว่า…พื้นที่บางแห่งบนโลกใบนี้อาจมี “ความลับ” ที่เราไม่ควรเข้าไปยุ่ง?
ภูมิภาคคิงคิในญี่ปุ่นไม่ใช่แค่สถานที่ที่มีประวัติศาสตร์สวยงาม แต่มันยังถูกเล่าขานถึงอาถรรพ์ที่ผู้คนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ภาพยนตร์เรื่อง “อาถรรพ์คิงคิ” (Kinki) กำลังจะพาเราไปสำรวจความมืดมิดนั้นผ่านเลนส์กล้องที่บันทึกความจริงอันน่าหวาดกลัวเอาไว้ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องเล่ากับเหตุการณ์จริงเริ่มพร่าเลือนลงทุกที เสน่ห์ที่น่าขนลุกที่สุดของหนังสยองขวัญแนว Found Footage หรือการเล่าเรื่องผ่านฟุตเทจที่ถูกค้นพบ คือความรู้สึกที่ว่า “เรากำลังแอบดูสิ่งที่ไม่มีใครควรเห็น” ความดิบของภาพและจังหวะที่ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ กลับกลายเป็นสิ่งที่กดดันความรู้สึกผู้ชมได้อย่างประหลาด
มันไม่ใช่แค่การเห็นผีออกมาหลอกหลอน แต่คือบรรยากาศของความไม่น่าไว้วางใจรอบตัวที่ทำให้เราต้องเหลียวมองข้างหลังอยู่ตลอดเวลา ว่าสิ่งที่อยู่ในจอนั้น กำลังจ้องมองกลับมาที่ตัวเราด้วยหรือไม่ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความหลอนที่ดิบและสมจริงนี้ก็คือ “โคจิ ชิราอิชิ” ผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นระดับปรมาจารย์ในการปั่นประสาทคนดูด้วยความสยองขวัญรูปแบบใหม่ เขาเป็นคนที่เข้าใจดีว่าความกลัวที่รุนแรงที่สุดไม่ได้มาจากสิ่งที่มองเห็นชัดเจนเสมอไป แต่มาจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืดและสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหาคำตอบได้
วันนี้ SUM UP จะชวนไปคุยกับชายคนนี้“โคจิ ชิราอิชิ” เพื่อดูว่าเขาจะใช้ความไม่แน่ใจของมนุษย์ สร้างภาพยนตร์ที่แน่ใจว่าจะหลอกหลอนเราไปอีกนานได้อย่างไร

“นาเบะ” (หม้อไฟ) แห่งความบันเทิง: หนังสยองขวัญที่ใส่ได้ทุกประเด็น
สำหรับผม เสน่ห์ของหนังสยองขวัญไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความน่ากลัวเพื่อความตกใจเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “รูปแบบความบันเทิง” ที่ทรงพลังและยืดหยุ่นมาก ผมมักจะเปรียบเทียบหนังสยองขวัญเหมือนกับ “นาเบะ” (鍋) หรือหม้อไฟของญี่ปุ่น ที่เราสามารถใส่เครื่องเคียงหรือวัตถุดิบอะไรลงไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่อง การเมือง ความรัก มิตรภาพระหว่างเพื่อน หรือสายสัมพันธ์ในครอบครัว โดยมีน้ำซุปสยองขวัญเป็นตัวเชื่อมร้อยทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อเสิร์ฟสารที่ผมอยากจะสื่อสารออกไปสู่ผู้ชมได้อย่างน่าสนใจ
สาเหตุที่ผมหลงใหลในความสยองขวัญ เพราะมันคือการเล่นกับ “ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์” เราทุกคนล้วนมีความกลัวอยู่ในสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะเป็นการต้องเสี่ยงชีวิต หรือความหวาดกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่สามารถอธิบายได้ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีร่วมกัน การได้สำรวจและถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาจึงเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับผม
แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมอยากทำหนังสยองขวัญ คือความรักในภาพยนตร์ประเภทนี้มาตั้งแต่สมัยก่อน ผมเติบโตมาพร้อมกับผลงานของปรมาจารย์ที่ผมชื่นชอบอย่าง George A. Romero, John Carpenter และ Sam Raimi ซึ่งพวกเขาได้สร้างประสบการณ์การดูหนังที่มีคุณภาพสูงมากไว้ให้ผม ในฐานะคนทำหนัง ผมจึงอยากจะคืนประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นกลับไปให้กับผู้ชมทั่วไป และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการ “สืบทอดวัฒนธรรมการดูหนังในโรงภาพยนตร์” ให้คงอยู่ต่อไปผ่านงานสยองขวัญที่ผมตั้งใจสร้างสรรค์ครับ
นิยามความสยองขวัญรูปแบบใหม่และเสน่ห์ของ Found Footage จุดเด่นที่แตกต่าง การก้าวข้ามขนบ J-Horror แบบเดิม
หากเปรียบเทียบกับผลงานในอดีตที่ผ่านมา ผมมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากที่สุด ความพิเศษประการหนึ่งคือตัวนิยายต้นฉบับเอง ซึ่งผู้เขียนได้ระบุชัดเจนว่าเขาได้รับอิทธิพลในการสร้างสรรค์มาจากผลงานภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของผมเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้แตกต่างจาก J-Horror ทั่วไป คือการที่ผมจงใจหลีกเลี่ยงการทำหนังผีแบบเดิม ๆ ที่เห็นกันจนชินตา ผมไม่ค่อยสนใจการนำเสนอเรื่องผีในรูปแบบธรรมดา แต่ต้องการถ่ายทอดความน่ากลัวของ “สิ่งที่มองไม่เห็น” หรือการที่ตัวตนจากโลกอื่นรุกล้ำเข้ามาโจมตีโลกของมนุษย์ ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากในภาพยนตร์สยองขวัญญี่ปุ่นกระแสหลัก
เสน่ห์ของ Found Footage: ความสมจริงและรากเหง้าของภาพยนตร์
เหตุผลที่ผมเลือกใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบ Found Footage เพราะวิธีการเล่าเรื่องลักษณะนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจริง ๆ มันมีพลังในการดึงดูดผู้ชมให้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศที่สมจริงอย่างมาก
แรงบันดาลใจในการใช้เทคนิคนี้ย้อนไปสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษา ผมเคยดูภาพยนตร์เบลเยียมเรื่องหนึ่งที่เป็นแนวความรุนแรง แม้ภาพยนตร์เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องแต่ง (Fiction) แต่กลับนำเสนอผ่านรูปแบบสารคดี (Documentary) อย่างแนบเนียน ประสบการณ์นั้นทำให้ผมเห็นว่า ต่อให้เนื้อหาจะดูเรียบง่ายแค่ไหน แต่หากเราใช้วิธีการเล่าเรื่องที่ดูสมจริงเช่นนี้ ก็จะสามารถสร้างบรรยากาศที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ชมได้
นอกจากนี้ เสน่ห์ของงานลักษณะนี้ยังอยู่ที่ความเรียบง่าย เราสามารถทำงานได้ด้วยกล้องเพียงตัวเดียว หรือแม้แต่ใช้เพียงสมาร์ตโฟนในการบันทึกภาพ สำหรับผมแล้ว วิธีการทำงานเช่นนี้เปรียบเสมือนการย้อนกลับไปสู่รากเหง้าที่เป็น “ต้นกำเนิดของภาพยนตร์” อย่างแท้จริงครับ

ทำไมต้องเป็น “อาคะโซ เอย์จิ” ในโลกที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์?
แม้ว่าผู้ชมจะคุ้นเคยกับ อาคะโซ เอย์จิ (Akaso Eiji) จากบทบาทที่สดใสและอบอุ่นอย่างใน Cherry Magic! the Movie (2022) แต่สำหรับผมแล้ว เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของเขาคือ “ความเป็นกันเองที่ดูเหมือนคนทั่วไป” เขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายที่อาศัยอยู่บ้านข้าง ๆ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับนักแสดงญี่ปุ่นที่มีบุคลิกใกล้เคียงกัน ผมนึกถึงคุณ โทริ มัตสึซากะ (Tori Matsuzaka) ที่มีพลังความเข้าถึงง่ายในลักษณะเดียวกันนี้
เหตุผลที่ผมเลือกนักแสดงที่มีบุคลิกเข้าถึงง่ายเช่นนี้ เป็นความตั้งใจที่อยากให้ผู้ชมรู้สึก “ใกล้ชิดกับตัวละคร” ให้มากที่สุด เมื่อผู้ชมรู้สึกว่าตัวละครเปรียบเสมือนเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่กำลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่อันตรายและน่าสยดสยอง มันจะส่งผลให้คนดูรู้สึก “อิน” และหวาดกลัวไปพร้อมกับตัวละครได้อย่างทรงพลังมากขึ้น ซึ่งผมถือว่าการแคสต์อาคะโซในครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ลงตัวและเหมาะสมที่สุด

นอกจากความเป็นกันเองที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศของเรื่องแล้ว อาคะโซยังมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนตามที่ผมต้องการ ทั้งเรื่อง รูปลักษณ์หน้าตาที่ดี และ น้ำเสียงที่น่าดึงดูด สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเป็นตัวเลือกเดียวที่ผมมั่นใจในการนำพาผู้ชมเข้าสู่ความสยองขวัญในภูมิภาคคิงคิครับ
ศาสตร์แห่งการกำกับความกลัว: เมื่อ “ความจริง” สำคัญกว่า “การแสดง”
ในมุมมองของผม แม้ว่าตัวละครแต่ละตัวจะมีบุคลิกที่แตกต่างกันไป แต่หัวใจสำคัญที่ผมยึดถือในการกำกับคือ “การแสดงที่ไม่ดูเป็นการโกหก” ผมต้องการให้นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างปกติและเป็นธรรมชาติที่สุด โดยอิงจากความรู้สึกจริง ๆ ณ ขณะนั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วิธีการกำกับหนังพรรค์นี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากการกำกับหนังแนวอื่น ๆ เลยครับ คือต้องวางรากฐานอยู่บนความสมจริงของอารมณ์เป็นหลัก
ความท้าทายของหนังเรื่องนี้คือการที่นักแสดงต้องรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็น หรือสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร เพื่อให้การแสดงดูสมจริง ผมจึงให้นักแสดงสร้าง “Image” (ภาพในจินตนาการ) ของสิ่งที่กำลังคุกคามพวกเขาขึ้นมาในใจ เพราะหากนักแสดงไม่มีภาพที่ชัดเจนพอ พวกเขาก็จะไม่สามารถส่งตัวเองเข้าไปในสถานการณ์นั้นได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด คือการที่นักแสดงต้องเล่นให้ “สมจริงสมจัง” ตามแรงขับเคลื่อนของอารมณ์ เพราะถ้าหากนักแสดงไม่สามารถเชื่อหรืออินไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ผู้ชมก็จะไม่สามารถสัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงได้เช่นกัน ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของหนังแนว Found Footage ที่ต้องการส่งมอบความรู้สึกที่สดใหม่และใกล้ชิดให้กับผู้ชมครับ
พิธีกรรมและความลี้ลับในกองถ่าย: จากศาลเจ้าสู่เหตุการณ์ปริศนาในอุโมงค์
สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ในญี่ปุ่นที่มีขนาดโปรดักชันใหญ่พอสมควร โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเพียงภาพยนตร์สยองขวัญเท่านั้น ทั้งทีมงานและนักแสดงมักจะไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือชำระล้างร่างกายที่ศาลเจ้า เพื่อเป็นการขอพรให้การทำงานตลอดทั้งโปรเจกต์เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีความใกล้เคียงกับพิธีบวงสรวงของประเทศไทย
แม้โดยปกติผมจะไม่ค่อยเจอเรื่องราวประหลาดในกองถ่ายเท่าใดนัก แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Kinki มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นในอุโมงค์ ในขณะที่บรรยากาศรอบข้างสงบนิ่งสนิทและไม่มีลมพัดเลยแม้แต่น้อย แต่ถุงพลาสติกที่แขวนอยู่กับขาตั้งไฟกลับเริ่มขยับตัวและแกว่งอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้ชัดเจนเสียจนช่างบันทึกเสียงถึงกับต้องตะโกนบอกให้ผมดูความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นนั้น
เมื่อผมได้รับแจ้งถึงเหตุการณ์ประหลาดดังกล่าว ผมไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก แต่เลือกที่จะเดินเข้าไปหาความลี้ลับนั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมเพียงแค่เดินเข้าไปใกล้แล้วใช้มือจับถุงพลาสติกที่กำลังแกว่งอยู่นั้นไว้ และทันทีที่สัมผัส ทุกอย่างก็หยุดนิ่งลงทันที ซึ่งการรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยความสงบนิ่งเช่นนี้ ก็สะท้อนถึงตัวตนของผมที่พยายามค้นหาความจริงและความสมจริงท่ามกลางบรรยากาศที่เหนือธรรมชาติอยู่เสมอ

เทพเจ้า ธรรมชาติ และจักรวาล: พื้นที่แห่งความหวาดกลัวที่มนุษย์มิอาจหยั่งถึง
ในความเชื่อของคนญี่ปุ่น ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่มีสถานะที่เป็นเหมือนเทพเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเทพเจ้า 8 ล้านองค์ที่มีอยู่ทุกหนแห่ง ผมมองว่าพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันลึกซึ้งอย่างภูมิภาคคิงคิ มักจะมอบความรู้สึกชวนขนลุกว่ามี “บางสิ่ง” กำลังทำงานอยู่ภายใต้อดีตอันยาวนานนั้น ซึ่งความลึกลับของธรรมชาติที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณนี่เองที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบรรยากาศความสยองขวัญในแบบของผม
โดยส่วนตัวผมมีความรู้สึกหวาดกลัวต่อจักรวาลและธรรมชาติอย่างมาก เพราะแม้มนุษย์เราจะใช้ชีวิตอยู่ในจักรวาลแห่งนี้ แต่เรากลับไม่สามารถทำความเข้าใจหรือเข้าถึงความลับทั้งหมดของมันได้เลย ความรู้สึก “ไร้ทางสู้” ต่ออำนาจที่มองไม่เห็นและยิ่งใหญ่กว่าตัวเรานี้คือแก่นแท้ของ Cosmic Horror ซึ่งผมมองว่าองค์ประกอบเหล่านี้สามารถโน้มน้าวให้ผู้ชมเกิดความกลัวที่รุนแรงและ “เชื่อได้” มากกว่าเพียงแค่การใช้เรื่องผีทั่ว ๆ ไป
แม้ความรู้สึกหวาดกลัวต่อพลังของธรรมชาติและจักรวาลจะเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่มีอยู่ในคนญี่ปุ่นทั่วไป แต่กลับมีผู้กำกับในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นเพียงจำนวนน้อยมากที่สนใจนำประเด็นนี้มาถ่ายทอดอย่างจริงจัง ผมจึงมุ่งเน้นที่จะสื่อสารความน่ากลัวในมิตินี้ออกมาผ่านผลงานของผม หากใครที่กำลังมองหาความสยองขวัญที่ไปไกลกว่าตำนานพื้นบ้าน และอยากสัมผัสความน่ากลัวของจักรวาลที่มนุษย์มิอาจเข้าใจได้ ผมเชื่อว่าภาพยนตร์ของผมคือคำตอบที่จะมอบประสบการณ์นั้นให้กับคุณได้อย่างแน่นอน
สัญชาตญาณมนุษย์และคำสาปในโลกยุคใหม่: ความหวาดกลัวที่อยู่เหนือจินตนาการ
ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่ “ผี”
แต่คือ “มนุษย์”
โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีและไม่ได้มีความรู้สึกกลัวผีเท่าใดนัก แต่สิ่งที่ผมมองว่าน่ากลัวอย่างแท้จริงคือ “มนุษย์” เพราะมนุษย์มักจะทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายได้เสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า ในฐานะมนุษย์ด้วยกัน เหตุใดเราจึงสามารถทำเรื่องที่รุนแรงได้ถึงขนาดนั้น แต่สิ่งที่น่าหวั่นใจยิ่งกว่าคือความไม่แน่นอนในตัวเอง เพราะหากผมตกอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นเช่นนั้น ผมก็ไม่กล้าการันตีว่าตนเองจะไม่เข้าร่วมหรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรความรุนแรงนั้นด้วยหรือไม่ ความย้อนแย้งในจิตใจมนุษย์ที่พร้อมจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์นี่แหละครับ คือนิยามของความน่ากลัวที่ลึกซึ้งที่สุดสำหรับผม
วิวัฒนาการของคำสาป: จากอดีตกาลสู่โลกดิจิทัล
ในส่วนของประเด็นเรื่องคำสาปที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมมองว่าโดยพื้นฐานแล้วความน่ากลัวของคำสาปในโลกดิจิทัลกับคำสาปในยุคโบราณนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกันในแง่ของความรู้สึก เพียงแต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป รูปแบบและวิธีการแสดงผลของคำสาปก็ต้องวิวัฒนาการตามยุคสมัยเพื่อให้เข้ากับความแปลกใหม่ของเทคโนโลยี สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการนำเสนอว่าคำสาปเหล่านั้นสามารถแผ่กระจายไปได้อย่างไรในโลกปัจจุบัน การเลือกใช้ “โลกดิจิทัล” เป็นสื่อกลางจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงความสยองขวัญได้อย่างสมจริงสมจังและไม่รู้สึกน่าเบื่อ เพราะมันคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทุกคนในยุคนี้

มุมมองข้ามพรมแดน: สุนทรียภาพของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมในเอเชีย
ผมมีความตั้งใจที่อยากจะขยายขอบเขตการทำงานออกไปนอกประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ทุกประเทศล้วนมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก สิ่งที่ดึงดูดใจผมเป็นพิเศษคือการผสมผสานระหว่างความงดงามของธรรมชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ กับสถาปัตยกรรมหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีความสวยงามและทรงคุณค่า หากมีโอกาส ผมจึงอยากจะลองออกไปสำรวจและถ่ายทอดเรื่องราวสยองขวัญผ่านบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่หลากหลายของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียดูสักครั้งครับ

การพูดคุยกันครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า สำหรับ โคจิ ชิราอิชิ ความสยองขวัญไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องของวิญญาณหรือการทำให้ตกใจ แต่คือการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการสำรวจสัญชาตญาณและสิ่งลึกลับที่อยู่เหนือความเข้าใจ เมื่อความจริงใจในการแสดงถูกนำมาผสมผสานกับเทคนิคที่เน้นความสมจริง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง แต่คือประสบการณ์ที่ดึงผู้ชมให้เข้าไปเผชิญหน้ากับด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดาสามัญของโลกใบนี้
สุดท้ายนี้ “อาถรรพ์คิงคิ” จึงเป็นผลงานที่ท้าทายความเชื่อและกระตุ้นความรู้สึกในแบบที่หาไม่ได้จากหนังผีทั่วไป หากใครอยากสัมผัสรสชาติของความสยองขวัญฉบับปรมาจารย์ด้วยตาตัวเอง ต้องไปพิสูจน์ความลี้ลับในโรงภาพยนตร์ จงอย่าได้พลาด แล้วคุณจะพบว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สิ่งที่กล้องบันทึกไว้ได้ แต่อาจเป็นสิ่งที่กำลังเฝ้ามองคุณจากเงามืดโดยที่คุณไม่ทันตั้งตัวเลยก็เป็นได้

อาถรรพ์คิงคิ (KINKI)
วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์
