สาธารณรัฐเกาหลี

สิ่งที่น่าสะเทือนใจมากที่สุดในวิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา คือการชุมนุมประท้วงของกลุ่มขวาจัด พร้อมการประกาศบนเวทีของหนึ่งในแกนนำในการสนับสนุนให้เกิดรัฐประหารอีกครั้งในประเทศไทย น่าเศร้าใจที่หลายคนที่ออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารเมื่อหลายปีก่อนกลับเห็นดีเห็นงามกับแกนนำ ทำให้ตอกย้ำว่า สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตเลยว่า ทุกครั้งที่ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง มักจะจบลงด้วยการสูญเสียชีวิตของประชาชน และพัฒนาการทางการเมืองที่พังทลายทุกรอบ ไม่ง่ายที่จะสร้างใหม่อีกครั้ง เมื่ออำนาจนอกระบบที่เข้ามาแทรกแซงและวางยาตลอด ดังจะเห็นได้จากปัจจุบัน

วันนี้ SUM UP อยากขอพาทุกคนย้อนไปยังเหตุการณ์กฎอัยการศึกในเกาหลีใต้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นในชาติที่ขึ้นชื่อว่าเจริญมากที่สุดในเอเชีย เพราะอะไรคนเกาหลีใต้ถึงยังคงรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้นับตั้งแต่ 30 กว่าปีก่อน สวนทางกับประเทศไทยที่ยังเกิดรัฐประหาร 3 ครั้ง ในช่วงระยะเวลาที่ดินแดนโสมขาว มีประชาธิปไตยลงหลักปักฐานเรียบร้อย

คืนวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ยุนซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้น ได้ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ ประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ โดยอ้างถึงภัยความมั่นคงจากเกาหลีเหนือ พร้อมทั้งพาดพิงไปถึงพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภาเกาหลีใต้ว่าพยายามก่อกบฏ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน คำสั่งการห้ามชุมนุมประท้วงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกบังคับใช้ มีความพยายามจับกุมนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ภาพทหารเข้าไปยึดอาคารรัฐสภาในกรุงโซล สร้างความตกตะลึงในหมู่คนเกาหลีใต้ที่เข้าสู่สังคมประชาธิปไตยมาแล้วหลายทศวรรษ และห่างหายจากบรรยากาศเผด็จการทหารมานาน

นี่คือความพยายามทำรัฐประหารตัวเองของผู้นำเพื่อกลบเกลื่อนคดีคอร์รัปชันของเขา ทั้งคดีปั่นหุ้น และกรณีภรรยาของประธานาธิบดีรับสินบนด้วยกระเป๋าแบรนด์เนม ในขณะที่ข้ออ้างเรื่องการแทรกแซงจากเกาหลีเหนือฟังไม่ขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่ยุคสงครามเย็นแล้ว คืนนั้น ประชาคมโลก ไม่เพียงแต่จะเห็นนักการเมืองกว่า 190 คน ต่างพากันเร่งรีบฝ่ากำลังทหารเข้าไปเปิดประชุมสภาฉุกเฉินเพื่อลงมติเอกฉันท์คัดค้านการประกาศใช้กฎอัยการศึกของประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านกฎอัยการศึก และขับไล่ทหารออกจากรัฐสภาโดยทันทีในคืนนั้น ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ โดยไม่เกรงกลัวเหล่าทหารที่มาพร้อมกับอาวุธและอำนาจเผด็จการเลย

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ คนเกาหลีใต้ทุกข์ทรมานภายใต้การรัฐประหารและระบอบเผด็จการอำนาจนิยมที่ประชาชนไร้เสรีภาพ มีการจับกุม สังหารหมู่ หรืออุ้มหายคนที่ออกมาต่อต้านอำนาจทมิฬมารหลายครั้ง เมื่อสามารถบูรณปฏิสังขรณ์ระบอบประชาธิปไตยได้อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2530 สิ่งที่สังคมเกาหลีใต้เน้นย้ำมาตลอดนั่นก็คือ บาดแผลในประวัติศาสตร์และคุณค่าของประชาธิปไตยที่อุตส่าต่อสู้เอากลับมาได้ นั่นเพราะประชาธิปไตยไม่เพียงแต่จะปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งรักษาไว้เท่านั้น แต่ทุกคนในสังคมต้องมีหน้าที่ที่จะรักษา

เมื่อคนเกาหลีใต้เห็นทหารออกมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองในรัฐสภา ไปจนถึงคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน ผู้สูงอายุที่เคยผ่านเหตุการณ์ในอดีต ต่างพากันออกมาต่อต้านอำนาจเถื่อนจากปลายกระบอกปืนโดยทันที สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้ยุนซอกยอลยอมยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในเช้ามืดวันถัดมา แต่ยังรักษาระบอบประชาธิปไตยให้ยังทำงานต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญ ต่อเนื่องมาถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก่อนกำหนดในวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย อี แจมยอง ผู้นำพรรคฝ่ายค้านที่ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนออกมาต้านกฎอัยการศึกตั้งแต่วินาทีแรก ๆ ก็ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย ทำให้เข้าขึ้นไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำคนใหม่ แทนผู้นำคนเดิมที่ถูกถอดถอนไป

จริงอยู่ที่มีหลากหลายปัจจัย ทั้งด้านนิติรัฐ การวางโครงสร้างทางการทหารและการเมืองที่ช่วยหยุดยั้งกฎอัยการศึก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังของประชาชนนี่แหละคือกำลังสำคัญที่สามารถหยุดยั้งรัฐประหารและอำนาจเผด็จการได้ ดังที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้หรือตุรกี

หันมามองประเทศไทย ที่ประชาธิปไตยเพิ่งกลับมานับหนึ่งได้ไม่กี่ปี เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งหลังรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2557 มีรัฐบาลพลเรือนเกือบ 2 ปี แม้จะมีปัญหาอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นก็ตาม แต่การเรียกทหารออกมาแทรกแซงทางการเมืองไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่กลับจะทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้นกว่าเดิม ดังจะเห็นได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแอฟริกาและพม่าในวันนี้ หรือบทเรียนในอดีตที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยที่นำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของเพื่อนร่วมชาติ เพราะฉะนั้นหวังว่าบทเรียนในเกาหลีใต้และไทยจะทำให้คนไทยในวันนี้ รักษาประชาธิปไตย การเลือกตั้ง และเสรีภาพ ไม่หันไปซ้ำรอยแผลเดิมในอดีต

ภาพคนไทยแห่เอาดอกไม้ไปให้ทหารในวันที่เกิดการยึดอำนาจ ก่อนจะถูกปลายกระบอกปืนทหารยิงกระสุนสาดใส่คนไทยด้วยกันเองในเวลาต่อมา ควรเป็นภาพในอดีตที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกในปัจจุบัน และอนาคตอีกแล้ว

ที่มา

AUTHOR

นักออกแบบกราฟิกจากเชียงใหม่ สนใจในเสียงดนตรี ภาพยนตร์ และความเป็นไปของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ไปพร้อมกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น