เบน บัญญพนต์ ลิขิตอำนวยพร เด็กนิเทศฯ Communication Arts in Media and Communications จากรั้วมหิดล กับการเดินทางของชีวิตที่ค่อย ๆ เติบโต ทั้งความคิดและความสามารถ ในเส้นทางบันเทิงที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมายืนอยู่ ณ จุดนี้ ทั้งงานซีรีส์ ถ่ายแบบ และ ล่าสุดกับซิงเกิลใหม่ ‘จีบก่อนได้นะ’ (LET’S FLIRT) ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ
ซีรีส์วายเรื่องแรกกับบทบาทของ ‘พัท’ ใน ‘ค่อยๆ รัก’
“เป็นอะไรที่ท้าทายและยากมากครับ”
เบนบอกกับเราอย่างนั้น
“ค่อยๆ รักเป็นผลงานแรกในวงการบันเทิงของผม ถึงจะผ่านการเวิร์คช้อปมาแล้ว แต่พอเราอยู่หน้ากล้องเราก็เกิดอาการเกร็งบ้าง สั่นบ้าง แต่ทุกความยากคือความท้าทาย ในเรื่องผมรับบทเป็น “พัท” หนุ่มออฟฟิศอายุ 25 ซึ่งตอนนั้นผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 อยู่เลยครับ ผมต้องทำการบ้านเยอะมากในเชิงความคิด คนที่เรียนจบแล้วทำงานในออฟฟิศ เขามีความคิดแบบไหน สังคมออฟฟิศอยู่กันยังไง อันนี้ต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนสำหรับคำแนะนำต่างๆ ทำให้ผมกลับไปฝึกฝนตัวเองเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด และในที่สุดความเป็นตัวละคร ‘พัท’ ก็ออกมาได้เป็นอย่างดี

อีกคนที่ผมไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ “พี่แมน” เพราะผมเล่นคู่กับพี่เขา ตอนแรกผมยังแอบกังวล ว่าเราจะคุยกันรู้เรื่องไหม ความเป็นพี่แมน เขาเป็นทั้งนายแบบ เป็น THE FACE เขามีชื่อเสียง และเราอายุห่างกัน 10 ปี
ตอนที่ยังไม่รู้จักกับพี่แมน ผมคิดไปเรื่อย ๆ ว่า เราจะคุยกับเขารู้เรื่องมั้ยนะ อย่างที่ผมบอกว่าอายุเราห่างกันมาก แต่พอเรามาทำความรู้จักกัน ได้มาอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน ผมกับพี่แมนมีความลิงก์กันได้ดีเกือบทุกเรื่อง ถึงเราสองคนจะต่างกันมาก ผมเป็นคนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ พี่แมนเป็นคนตลก เป็นคนสนุก เขาจะชวนผมคุยในทุก ๆ เรื่อง ทำให้ผมยิ้มได้ตลอด ผมประทับใจในตัวพี่เขาหลายอย่างมาก”

ทำลมหายใจให้เป็นปกติ ตั้งสติ แล้วเรื่องยาก ๆ จะกลายเป็นเรื่องปกติที่เราจะผ่านมันไปได้
“สิ่งที่ยากของผมตอนถ่ายซีรีส์คือการที่ต้องจำบทให้ได้ เพราะถ้าผมจำไม่ได้ ทุกอย่างจะถูกหยุดไว้หมด ต้องเทค ต้องถ่ายใหม่ เราต้องเตรียมพร้อมจริง ๆ มีซีนหนึ่งผมมีบทพูดประมาณ 3 หน้า เป็นซีนที่ผมต้องพูดยาวไปเรื่อย ๆ จังหวะนั้นโอ้โห!!! ทั้งกดดัน ทั้งตื่นเต้น พอตอนที่ต้องถ่ายผมพยายามไม่ตื่นเต้น ค่อย ๆ หายใจ สมาธิสำคัญมาก ณ จุดนี้ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ความตื่นเต้นมันก็ทำให้ผมหลุด ตอนนั้นยอมรับว่าเฟลสุด ๆ แต่ผมก็พยายามใหม่ ตั้งใจใหม่ ค่อย ๆ หายใจ ปรับอารมณ์ของเราให้ได้ อย่างในซีนที่ต้องร้องไห้ อันนี้ก็ยาก กดดันเหมือนกัน แต่เรามาคิดว่า ถ้าเรามัวแต่กดดัน มัวแต่มาเฟลที่เราทำไม่ได้ ทุกอย่างมันจะไม่ผ่านไป ผมเรียนรู้ที่ต้องแยกความรู้สึกในเวลานั้น และพยายามที่จะทำงานให้ออกมาดี แล้วในที่สุด มันก็ผ่านไปได้”


กาลเวลา ผู้คน กับความฝันที่เติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ
“ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นนักดำน้ำครับ ผมชอบสีของทะเล ชอบสัตว์ ผมรู้สึกว่าปลาในทะเลมีความน่ารักมาก แต่พอโตขึ้นรู้จักปลาฉลามก็ไม่อยากเป็นนักดำน้ำแล้วเพราะกลัว (หัวเราะ)
ผมว่าความฝันของคนเรามันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามช่วงของอายุ ตามสิ่งที่เราพบเจอ อย่างตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นนักดำน้ำ พอโตขึ้นมาหน่อยได้เล่นกีฬา ผมก็อยากเป็นนักกีฬาไม่ว่าจะบาสเก็ตบอล แบดมินตัน วอลเลย์บอล ปิงปอง หรือวิ่ง
อย่างในวันนี้ ภาพที่ผมไม่เคยคิดในหัวมาก่อนเลยคือ การที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะอยู่ในจอ อยู่บนแมกกาซีน ไม่เคยคิดว่าจะมีซิงเกิลเป็นศิลปิน ตอนที่ซีรีส์ออนตอนแรก ทุกคนในครอบครัวรีบกลับบ้านมานั่งรอดูพร้อมกัน ผมอึ้งกับตัวเองมาก ๆ ทั้งตื่นเต้น ทั้งเขินที่เราต้องมานั่งดูตัวเราในจอ ทุกอย่างเกินความคาดหมายมาก และสิ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ในเวลานี้ก็คือการได้รักสิ่งที่ตัวเองเป็นในวันนี้มาก ๆ”

เราเป็นเราในวันนี้…ดีที่สุดแล้ว
Comparison is the thief of joy
“การเปรียบเทียบเป็นตัวการที่ขโมยความสุขของเราไปจากชีวิต”
“ผมอ่านเจอประโยคนี้ในโซเชียลวันหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นเรากำลังไถ ๆ หาอะไรอ่านไปเรื่อย ๆ ต้องเลื่อนกลับขึ้นไปอ่านใหม่ แล้วก็เออว่ะ มันใช่เลย!!!
ช่วงนั้นเราเองก็รู้สึกนอยด์ ๆ แน่นอนเราอยู่ในยุคโซเชียลมีเดีย ผลงานต่าง ๆ ทุกคนวัดมันจากยอด engagement เราก็ดูของคนอื่น ๆ ทำไมยอดเขาดีจัง ทำไมของเรามันไม่ดีเท่าเขา สุดท้ายเรารู้สึกว่าท้อจัง แล้วประโยคนี้มันก็เข้ามาฮีลชีวิตได้พอดีในช่วงเวลานั้น
ผมมองว่าแต่ละคนมีทางของตัวเอง ถึงเราจะอยู่สายอาชีพเดียวกันก็ตาม เราทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างก็คือเสน่ห์ของแต่ละคน ตั้งแต่วันนั้นความคิดมันเปลี่ยน ผมเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร “เราเป็นเราในวันนี้ คือสิ่งที่ดีที่สุด” คำคำนี้มันแวบเข้ามาในหัวแทน”


ค่อย ๆ เรียนรู้ ในแบบของเบน บัญญพนต์
เราถามเบนถึงงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ถ่ายแบบ ไปจนถึงร้องเพลง ว่าเบนชอบแบบไหนที่สุด แล้วทำไมถึงชอบ เบนนิ่งคิดไปพักนึง แล้วให้คำตอบกับเราว่า “ผมชอบทุกอย่างเลยครับ”
“ความแตกต่างทำให้เราเติบโต
และทำให้เราเป็นเราในเวอร์ชันที่ดียิ่งขึ้น”
“ผมเป็น introvert ครับ ตอนนี้ก็ยังเป็น วันเวลา 2 ปีในวงการบันเทิงของผมผ่านไปเร็วมาก ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ชีวิตเราไม่ต้อง introvert ตลอดเวลาก็ได้ เราสามารถแยกพื้นที่ของการทำงานกับพื้นที่ส่วนตัวออกจากกันได้ ที่ผ่านมาผมเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจ ไม่มีความกล้า ไม่ค่อยคุยกับคนที่ไม่รู้จัก ผมเป็นคนเงียบ ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าผมหยิ่ง จริง ๆ ผมขี้อายมาก อย่างที่เล่าให้ฟังไปว่าผมจะเกร็งและสั่นมากเวลาอยู่ที่หน้ากล้อง

ก้าวแรกของผมในวงการคือการได้เล่นซีรีส์ และนั่นทำให้ผมเรียนรู้ที่จะต้องกล้า เรียนรู้ที่จะต้องเข้าหาคน ในเวลาที่เจอกล้อง เจอไมค์ ทุกอย่างคือสิ่งที่ผมเรียนรู้มาเรื่อย ๆ ว่าต้องดีไซน์ตัวเราออกมาในรูปแบบไหน และที่สำคัญต้องไม่ละทิ้งความเป็นตัวตน ผมมองว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องของใจด้วยครับ ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงานหรือกับคนที่รักและเอ็นดูผมอย่างแฟนคลับ
พอผมได้ถ่ายแบบ ผมก็มีความกล้าขึ้น อยู่หน้ากล้องได้เก่งขึ้น ต้องโพสท่านะ มุมกล้องทางนี้เป็นแบบนี้ ซ้ายขวาหน้าหลัง เราต้องขยับร่างกายของเรายังไงให้งานออกมาดีที่สุด พอผมได้มาร้องเพลง ผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น แล้วจริง ๆ ผมก็ไม่ได้ทำถูกทั้งหมด แต่ความผิดพลาดทำให้เราเรียนรู้ ว่าเราพลาดตรงไหน ผิดตรงไหน จะได้ไม่ทำอีก”


ความรัก คือ ความใส่ใจ
สิ่งผมได้รับคือความใส่ใจจากคนรอบตัว ผมมองสิ่งเหล่านี้เป็นความรัก
“ณ เวลานี้ มุมมองความรักของผมจะเป็นประมาณนี้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือแฟนคลับ อย่างแฟนคลับของผม ผมรู้สึกว่าพวกเขาคือพลังวิเศษ ช่วงแรก ๆ ผมตกใจมากว่าทำไมมีคนมาหาเราเยอะจังเลย สงสัยว่าพวกเขามาหาเรารึเปล่า ทำไมมีคนมานั่งรอเยอะจัง พอรู้ว่าพวกเขามาหาเรา เราก็ดีใจ บางคนมาจากต่างจังหวัด บางคนมาจากต่างประเทศ แค่เจอเราไม่นานแต่เขาก็ยังเดินทางมา ผมมองสิ่งเหล่านี้เป็นความรัก
บางทีที่ผมมีถ่ายหรือมีงาน ก็จะคอยส่ง food support มาให้ ผมเห็นความตั้งใจของทุกคน ผมมีความสุขมาก พวกเขาจะเขียนชื่อ เขียนข้อความให้กำลังใจส่งมา ผมรับรู้และอ่านทุกตัวอักษร เรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันน่ารัก รู้สึกดีที่มีคนรักและเอ็นดูเรา ในวันที่เหนื่อย ๆ พอได้รับอะไรแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นของกินอร่อย ๆ หรือข้อความดี ๆ เหมือนได้รับพลัง มีคนใส่ใจ มีคนคอยแคร์ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมากครับ


ผมขอบคุณแฟนคลับของผมมาก ๆ ที่ยังคอย support ยังตามมาหาทุกงาน ตั้งแต่ซีรีส์ออนจนจบ จนมาถึงตอนนี้ก็ยังตามเชียร์กันเรื่อย ๆ บางทีผมได้ยินแค่เสียง พี่เบน ๆ น้องเบน ๆ ยังมีคนจำเราได้นะ รู้สึกอบอุ่นมาก ขอบคุณจริง ๆ ครับ”







