‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ เป็นสิ่งที่หลาย ๆ ประเทศต้องเผชิญ โดยเฉพาะในช่วงที่มีภาวะสงครามหรือช่วงที่มีโรคระบาด และหากยังพอจำกันได้ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด นอกจากหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพแล้ว อีกหลายประเทศยังประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอีกด้วย และ ‘ศรีลังกา’ ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
โดยหากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2022 ชาวศรีลังกาจำนวนมากต้องประสบกับปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้และขาดแคลนสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น เชื้อเพลิง เป็นต้น ในขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อก็พุ่งสูงขึ้นราว ๆ 50% ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นประชาชนไม่พอใจกับการบริหารจัดการของรัฐบาลจนลุกขึ้นมาประท้วงกลางเมืองหลวง อย่าง โคลัมโบ และต่อจากนั้นก็ได้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศ
การที่ประเทศไม่มีเงินตราต่างประเทศสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถนำเข้าเชื้อเพลิงได้และขาดแคลนเชื้อเพลิงก็ส่งผลต่อการบริการสาธารณะต่าง ๆ เช่น รถประจำทาง, รถไฟ, ยานพาหนะทางการแพทย์ และการที่ประเทศขาดแคลนเชื้อเพลิงนั้นยังส่งผลให้ราคาของน้ำมันเบนซินและดีเซลดีดสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย จนทำให้รัฐบาลต้องมีคำสั่งห้ามขายน้ำมันสำหรับยานพาหนะที่ไม่จำเป็นเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้โรงเรียนต้องปิดทำการและผู้คนต้องทำงานอยู่ที่บ้าน
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ปี 2022 ศรีลังกาก็ไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศได้ และนั่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติเศรษฐกิจขั้นรุนแรงของศรีลังกา หากถามว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกามาถึงจุดนี้ได้? เพราะโรคระบาดโควิด-19 อย่างเดียวหรือ? คำตอบคือ ไม่ใช่เสียทีเดียว
ในช่วงปี 2009 หลังจากที่สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ศรีลังกาได้พยายามมุ่งการจัดหาสินค้าให้กับตลาดภายในประเทศมากกว่าการพยายามกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศ ทำให้รายได้จากการส่งออกไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก แต่ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับการนำสินค้าเข้ามากลับมีราคาสูงขึ้น และนั่นคือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ
นอกจากนี้ในปี 2019 รัฐบาลยังได้มีการออกนโยบายลดหย่อนภาษีครั้งยิ่งใหญ่ จึงทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ราว ๆ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ/ปี โดยก่อนหน้าที่จะมีโรคระบาดโควิด-19 อาจจะพูดได้ว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลมีความผิดพลาดจนทำให้ศรีลังกามีหนี้สินสูงถึง 79% ของ GDP บวกกับช่วงที่โควิด-19 ระบาด รายได้จากภาคการท่องเที่ยวก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ แรงงานในต่างประเทศก็ส่งเงินกลับประเทศน้อยลง อีกทั้งในช่วงที่เกิดสงครามยูเครนนั้นทำให้ภาคการส่งออกของศรีลังกาลดลง ผนวกกับต้องนำเข้าพลังงานในราคาที่สูงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย อีกปัจจัยก็คือ เรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องกู้เงินจากจีนมาทำและไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ จนต้องปล่อยให้จีนเช่าท่าเรือ Hambantota และเป็นผู้ดำเนินการมากว่า 99 ปี ส่วนอีกปัจจัยก็คือ วิกฤติด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นในปี 2021 ที่ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนประชาชนต้องขาดแคลนอาหาร
อย่างไรก็ดี วิกฤติเศรษฐกิจในห้วงเวลาดังกล่าวของประเทศศรีลังกา สะท้อนให้เห็นปัญหาการบริหารและนโยบายรัฐ จนทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาดำดิ่งจนถึงขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะหากยิ่งมีภาวะโรคระบาดหรือภาวะสงครามเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจพังครืนลงมาได้ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนมาก ๆ อาจะต้องมีการจัดการและประเมินอย่างรอบด้าน
อ้างอิง
