‘พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์’ คือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด ใหญ่ที่สุด และที่สำคัญคือพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยได้ชื่อว่ามีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก จากสถิติในปี 2018 ที่มีผู้มาเยี่ยมชมสูงถึง 10.1 ล้านคนเลยทีเดียว
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนก็เช่นกัน พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ก็มีนักท่องเที่ยวมาเข้าเยี่ยมชมตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือภาพนักท่องเที่ยวหลายพันคนที่กำลังงุนงง และยืนต่อแถวกันอย่างสับสนอยู่กลางแจ้งพร้อมตั๋วเข้าชมในมือ โดยไม่ได้รับการสื่อสารหรือคำอธิบายใด ๆ จากเจ้าหน้าที่และพนักงานของพิพิธภัณฑ์

เพราะจู่ ๆ พนักงานหลากหลายฝ่าย ทั้งผู้ดูแลหอศิลป์ เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต่างไม่ได้เข้าทำงานตามปกติ แต่พวกเขาเลือกที่จะรวมตัวหยุดงานเพื่อประท้วงไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการปรับปรุงหลาย ๆ อย่างที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของพิพิธภัณฑ์ต่อไปในอนาคต หลังจากที่มันดำเนินการเปิดให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าชมมาแล้วกว่า 230 ปี และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์หลายคนกำลังมองว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กำลังค่อย ๆ พังทลายจากภายใน ทั้งภายในอาคาร และภายในจิตใจคนทำงานด้วยกันเอง
ความวุ่นวายในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก ‘เอ็มมานูเอล มาครง’ ผู้นำฝรั่งเศสได้วางแผนระยะยาว 10 ปี เพื่อช่วยเหลือพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของปัญหาจากความผุพังของอาคารจนทำให้มีน้ำรั่วไหลออกมา หรือปัญหาเรื่องความผันผวนของสภาพอากาศที่อาจส่งผลให้งานศิลปะผุกร่อนตามกาลเวลาได้ แม้จะดูแลรักษาอย่างดีแค่ไหน หรืออย่างปัญหาเรื่องของสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต่อผู้เยี่ยมชมอย่าง อาหาร ห้องน้ำ ป้ายบอกทาง ก็ยังต่ำกว่ามาตรฐานสากลมาก
ไปจนถึงปัญหาใหญ่อย่างเรื่องการไหลเวียนของผู้เข้าชมด้วยความถี่ที่เป็นอยู่ ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในปริมาณมากเกินกว่าความจุของพื้นที่โดยแท้จริง ซึ่งจากข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ระบุว่าในแต่ละวันมีการจำกัดนักท่องเที่ยวไว้ที่ 3 หมื่นคน แต่ที่จริงแล้วโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่พิพิธภัณฑ์นั้นเหมาะสมสำหรับผู้เข้าชมเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนประมาณการเท่านั้น และด้วยจำนวนคนที่เยอะขนาดนี้ หลายครั้งก็จะเห็นว่าประสบการณ์ในการไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ออกจะไม่ดีสักเท่าไหร่นัก
อย่างเช่นในห้องจัดแสดงที่ใหญ่ที่สุดที่มีภาพของโมนาลิซ่าจัดแสดง ในแต่ละวันก็มีผู้เข้าชมมากกว่า 2 หมื่นคนยืนเบียดเสียดกันอยู่ในนั้นตลอดทั้งวันเพียงเพราะจะเข้าไปถ่ายภาพ ไม่ก็เซลฟี่ร่วมกัน โดยไม่ได้พินิจพิเคราะห์ หรือใช้เวลาอยู่กับงานศิลปะอย่างคุ้มค่าเท่าที่ควรนัก พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดศูนย์รวมของมวลมนุษย์ ความแออัด มองไปทางไหนก็เห็นแต่สมาร์ตโฟน ข้อศอกผู้คน ความร้อน และอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกจากห้องนี้ไปอย่างหงอย ๆ
ถึงขนาด ‘ลอเรนซ์ เดส์ คาร์ส’ ประธานพิพิธภัณฑ์ลูฟร์บอกเอาไว้ว่าในแต่ละวันสำหรับมนุษย์ที่ทำหน้าที่แรงงานในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ พวกเขาต้องเจอกับบททดสอบที่หนักหนาอย่างมากในแต่ละวัน และอยากเรียกร้องให้การปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นโดยไว
แผนการปรับปรุงครั้งใหม่ของผู้นำฝรั่งเศสที่เรียกว่า ‘พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา’ คาดการณ์ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 700-800 ล้านยูโร (ประมาณ 2.6- 3 หมื่นล้านบาท) โดยจะมีการออกแบบพื้นที่ใหม่ทั้งหมด งานศิลปะโมนาลิซ่าจะมีห้องส่วนตัวที่จะต้องซื้อด้วยบัตรเข้าชมแบบกำหนดเวลาเท่านั้น รวมถึงจะมีการสร้างทางเข้าใหม่บริเวณใกล้ ๆ กับแม่น้ำแซนภายในปี 2031 เพื่อลดความหนาแน่นจากทางเข้าหลัก โดยเงินทุนทั้งหมดจะมาจากรายได้ของค่าเข้าชม การบริจาคเงิน กองทุนของภาครัฐ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจากสาขาของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงอาบูดาบี ซึ่งเพื่อให้เงินมาปรับปรุงพื้นที่เพียงพอ โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มิถุนายน) ถือเป็นวันหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ยากกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะปกติจะปิดให้เข้าชมเฉพาะวันอังคาร และส่วนใหญ่เหตุผลของการปิดประตูไม่ให้เข้าชมมักเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาสงคราม หรือช่วงที่มีการระบาดครั้งใหญ่ และการหยุดงานประท้วงในหลาย ๆ ครั้ง อย่างในปี 2013 และ 2019 และนี่ก็ถือเป็นอีกครั้งที่พนักงานออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเร่งให้พิพิธภัณฑ์อันเป็นพื้นที่แห่งศิลปะและความงามของโลกใบนี้กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตของภาวะการท่องเที่ยวล้นโลกที่กำลังเกิดขึ้นในสถานที่สำคัญทั่วโลกนั่นเอง
ที่มา
