พฤติกรรมติดหรู

ในยุคที่ภาพลักษณ์สำคัญกว่าความมั่นคงทางการเงิน พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยกำลังนำไปสู่วงจรหนี้เกินตัวอย่างน่าเป็นห่วง และคนไทย 1 ใน 3 ก็มีหนี้มากกว่า 4 บัญชี 

จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลปี 2567 พบว่า คนไทย 1 ใน 3 มีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรูหราหรือบริการพรีเมียม เช่น อาหารและเครื่องดื่มราคาสูง บัตรคอนเสิร์ต บริการความงาม ไปจนถึงของสะสมราคาแพง จุดประสงค์ก็ไม่ได้เพื่อความจำเป็น แต่เพื่อ ‘ภาพลักษณ์’ และ ‘การยอมรับ’ จากคนรอบข้าง แม้รายได้จะไม่สูง แต่หลายคนเลือกใช้บัตรเครดิตหรือกู้เงินเพื่อสร้างภาพลักษณ์เหล่านี้ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘หนี้เกินตัว’

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เพศชายมีความต้องการโดดเด่นที่มากกว่าเพศหญิง ซึ่งสินค้าที่นิยมซื้อแบบติดหรู อาทิ อุปกรณ์เทคโนโลยี ขณะที่เพศหญิงนิยมซื้อสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือในสัดส่วนเกินครึ่งมีเงินออมฉุกเฉินน้อยกว่า 6 เดือน หมายความว่าหากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย ความสามารถในการชำระหนี้จะสะดุดทันที และเสี่ยงเข้าสู่กับดักหนี้เรื้อรัง

ข้อมูลศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ธนาคารทหารไทยธนชาต ระบุว่า สัดส่วนของคนไทยถึง 32% มีหนี้มากกว่า 4 บัญชีขึ้นไป เฉลี่ยต่อคนมีหนี้สูงถึง 520,000 บาท โดยหนี้ครัวเรือน แบ่งเป็นสัดส่วน ธนาคารพาณิชย์ 42% แบงก์รัฐ 28% สหกรณ์ออมทรัพย์ 15% และอีก 12% เป็นนอนแบงก์ และคนไทยมีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล 40% และบัตรเครดิต 30% รวมกันมากถึง 70% ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้

ขณะที่สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2567 มีมูลค่า 16.42 ล้านล้านบาท ขยายตัวในอัตราชะลอลง 0.2% ชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หกติดต่อกัน จากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ให้สินเชื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลง 88.4% จาก 88.9% ในไตรมาสก่อนหน้า 

ด้านคุณภาพของสินเชื่อครัวเรือนปรับลดลง โดยมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร มีจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 8.94% เพิ่มขึ้นจาก 8.78% ของไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 30 – 90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 5.68 แสนล้านบาท ลดลง 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากสัดส่วนของลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน เป็นผลมาจากการก่อหนี้เกินตัว ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลจะต้องหันมาให้ความสำคัญในสองประเด็นหลัก คือ พฤติกรรมการบริโภคติดหรูของคนไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย และอีกประเด็นคือการผลักดันให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนสามารถหลุดจากปัญหาหนี้สิน รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม