สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn

ช่วงนี้กระแสซีรีส์ฝีมือคนไทยอย่าง “สงคราม ส่งด่วน” บน Netflix กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก ด้วยความเข้มข้นของเนื้อเรื่องที่เชือดเฉือนเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ ประกอบกับโทนของหนังที่นำเสนอแบบโหด มันส์ ฮา ให้กลิ่นอายเหมือนภาพยนตร์จีนยุค 90’s ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้ฝีมือการกำกับของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ฝีมือการแสดงของ ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ ในบท สันติ, เจนเย่-เมธิกา จีรนรภัทร ในบท เสี่ยวหยู และ ดร. พลัง โลกศิลป์ ในบท รุ่ยเจี๋ย รวมถึงทีม GDH ที่ช่วยกันรังสรรค์และบ่มเพาะซีรีส์เรื่องนี้เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ซึ่งหากใครที่ยังไม่ได้รับชม สงคราม ส่งด่วน สามารถรับชมผ่านสตรีมมิง Netflix ได้แล้ววันนี้ 

แต่ถ้าใครที่รับชมกันจบแล้ว SUM UP ในคอลัมน์ Entertainment อยากชวนทุกคนมาพูดคุยถึง “กุญแจแห่งความสำเร็จ” ทางธุรกิจของตัวละคร “สันติ” ที่อ้างอิงมาจากตัวซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน ซึ่งมีประเด็นที่น่านำมาพูดคุยต่อยอด ทั้งเรื่องความสามารถในการใช้ “ภาษาจีน” ความสามารถในการ “กล้าเจรจา” ต่อรอง รวมถึงแรงขับเคลื่อนจาก “ความจน” ที่ทำให้ตัวละครสันติต้องดิ้นรนจนสุดความสามารถมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันดูก็จะพบว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีความบังเอิญ 

การก้าวข้ามกำแพงภาษาคือ ประตูสู่ความสำเร็จ 

อย่างที่เราทราบกันดีว่า พื้นเพแล้วตัวละครสันตินั้นเกิดและเติบโตบนดอย ด้วยสถานะทางครอบครัวที่ยากจน ไม่มีรองเท้าดี ๆ ใส่ ไม่มีอาหารอร่อย ๆ กิน ใช้ชีวิตยิงนกตกปลาในป่าฝนบนดอยทุรกันดารร่วมกับน้องชายและแม่ ทว่าสิ่งเดียวที่สันติมีดีกว่าเด็กคนอื่นคือ “สกิลภาษา” เขาสามารถพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากแม่เป็นคุณครูสอนภาษาจีนบนดอย ซึ่งภาษาจีนที่สันติท่องจำติดหัวมาตั้งแต่เด็กเป็นเหมือนอาวุธติดตัวที่นำพาเด็กดอยคนนี้ออกล่าฝันแทนไก่ป่า

โดยเราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ฉากแรกของซีรีส์ ตัวละครสันติสมัยเป็นเด็กอยู่เหมืองทราย ใช้ภาษาจีนเป็นล่ามให้กับเถ้าแก่ (คนจีน) จนมีโอกาสได้ยิน “ดีลธุรกิจ” ที่ดูไกลตัวจากเด็กตักปูนขนทรายอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความสนิทสนมกับเถ้าแก่และสกิลด้านภาษา ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว ทำให้สันติสามารถปิดดีลธุรกิจแรกให้เถ้าแก่เหมืองทราย และได้รับเงินส่วนแบ่งที่ต่อมาคือเงินตั้งตัวก้อนแรกในการเดินทางมากรุงเทพฯ 

ภาษาจีนไม่เพียงแต่พาสันติมาเริ่มชีวิตใหม่ที่กรุงเทพฯ ทว่าสกิลภาษาจีนของเขานำพาเขาไปทำงานเป็นไกด์ทัวร์จีน ซึ่งความพิเศษของมันคือ รายได้ดี แถมได้เจอคอนเน็กชันจากแขกวีไอพีที่อยู่ในแวดวงนักธุรกิจข้ามประเทศหมื่นล้าน แน่นอนว่าเขาได้พบกับเสี่ยจางที่เปิดทางให้เขาได้ไปนำเสนอโปรเจ็กต์นายหน้าคอนโดถึงเซี่ยงไฮ้ และที่นี่เองที่ทำให้เขาสามารถปิดดีลคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโอกาสร่วมทุนธุรกิจกับ KANIN GROUP จากการได้พบปะพูดคุยกับคณิณ 

ถึงแม้จะโดนหักหลังแต่สันติก็ไม่หยุดฝัน เขากลับมาเปิดธุรกิจโลจิสติกส์ด้วยตนเอง จากคอนเน็กชันที่หากเขาไม่สามารถพูดภาษาจีนได้ THUNDER EXPRESS ก็คงจะไม่ถือกำเนิดเกิดขึ้น ทั้งตัวละครเสี่ยวหยูที่ได้พบกันตอนดีลกับปีเตอร์เจ้าของ EASY EXPRESS และรุ่ยเจี๋ยที่เสี่ยวหยูแนะนำมาอีกที ยังไม่นับรวมกับการพูดคุยต่อรองกับ อลิซ หวัง นายทุนชาวจีน ที่ถึงแม้จะเหลี่ยมและเขี้ยวสุดตัว แต่ก็ยอมเปิดใจร่วมลงทุนกับสันติ ซึ่งในตอนนั้นสันติและผองเพื่อนก็ไม่มีทางเลือก เนื่องจากนักลงทุนชาวไทยต่างพากันปฏิเสธ ทำให้ต้องพึ่งพานายทุนต่างประเทศ แน่นอนว่าภาษาจีนก็ช่วยเขาได้เยอะ 

อำนาจความจนคือแรงขับให้สู้กับอำนาจเงิน 

ภายในเรื่องเราก็จะเห็นอุปสรรคและความยากลำบากต่าง ๆ ที่ตัวละครสันติต้องเผชิญ แต่เขาไม่อาย ไม่กลัวตาย แถมบ้าดีเดือด ซึ่งไม่ใช่ลักษณะนิสัยของคนปกติ แต่มันเป็นนิสัยของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วอยู่ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชุดความคิดของเขาออกมาเป็นแบบนี้คงหนีไม่พ้น “ความจน” เพราะคุณภาพชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดิ้นของสันติหล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบนี้ ถ้าหิวก็ต้องหา ถ้าไม่มีก็ต้องดิ้นรน ประกอบกับคำดูถูกจาก “พ่อ” ที่ทำให้เขารู้ว่าอำนาจเงินมันกดขี่และทำร้ายคนได้มากขนาดไหน ในสังคมชีวิตจริง คนที่มีเงินน้อยตกเป็นเบี้ยล่างคนมีเงินเยอะอย่างไร โดยสันติน่าจะเข้าใจถึงจุดนี้ดี มันทำให้ทุกวันของเขาคือการเดิมพันที่ต้องลงหมดหน้าตัก ไม่มีกั๊ก ไม่มีเสี่ยง ไม่มีคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม มีแต่คำว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น

ซึ่งจุดนี้เองตัวละครฝ่ายตรงข้ามอย่างคณิณที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจมาเนิ่นนานก็รู้ดีว่าอำนาจของความจนมันผลักดันให้คนดิ้นรน สันติไม่มีวันถอดใจจากการทำธุรกิจแน่นอน คณิณจึงเตือนเคนผู้เป็นลูกชายว่าอย่าได้ประมาทคนที่ยากไร้ ด้วยการพาไปดูภาพเขียนสีที่ชนะรางวัลในห้องโถงบริษัทที่เป็นภาพจิตรกรรมสีน้ำมันสวยโดดเด่น ทว่าเมื่อจับลงไปบนผืนผ้าใบสีกลับไม่แห้ง คณิณอธิบายให้เคนฟังว่าเจ้าของผลงานชิ้นนี้เป็นเด็กยากจน ไม่มีเงินซื้อน้ำมัน Linseed จึงใช้น้ำมันหมูแทน แต่สุดท้ายก็ชนะรางวัลมาได้ด้วยความโดดเด่นของผลงาน ก่อนทิ้งท้ายว่าความจนมันบีบให้คนต้องคิด สันติมันไม่มีทางตายง่าย ๆ 

แน่นอนว่าการถอดวิธีคิดหรือเล่ห์เหลี่ยมจากซีรีส์ที่เฉือนคมทางธุรกิจเป็นสิ่งที่ใครก็ต่างพยายามหาคำตอบ ทว่าบางครั้งวิธีการมันก็ดาษดื่นและเรียบง่ายไม่ต่างจากสันติ ไม่ต้องมีหลักการ ไม่ต้องมากพิธี ขอแค่เชื่อมั่นในมือของตนเองและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอน ซึ่งสงคราม ส่งด่วนถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่มอบข้อคิด เติมไฟ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง