ถ้าเปรียบหนังหนึ่งเรื่องเป็นเครื่องเล่นในสวนสนุก Maharaja คือโรลเลอร์โคสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เปิดตัวแบบช้า ๆ และราบเรียบ ก่อนจบลงด้วยความฉวัดเฉวียนและพาเราไปไกลเหลือเกิน จากพ่อที่ไปแจ้งความตามหาถังขยะ สู่การเปิดโปงมุมมืดเบื้องหลังใบหน้าที่ปนเปื้อนไปด้วยความเศร้าหมองของเด็กหญิงและพ่อผู้รักลูกสาว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในเรื่องไม่มีความบังเอิญ แต่ละฉากแต่ละตัวละครถูกวางไว้อย่างแยบยลเพื่อสับขาหลอกเหล่าคนดู ให้ปรามาสว่าหนังเรื่องนี้คือหนังสูตรสำเร็จตามแบบฉบับอินเดีย ก่อนตบหน้าเราเข้าอย่างแรงด้วยการบอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังนั้นซีเรียสเพียงใด
Maharaja หรือ The Great King เป็นภาพยนตร์แนวแอ็กชันระทึกขวัญสัญชาติอินเดีย กำกับโดย Nithilan Saminathan และร่วมเขียนบทกับ Raam Murali ผลิตภายใต้ความร่วมมือของ The Route, Think Studios และ Passion Studios ถ่ายทอดเรื่องราวของ “มหาราชา” ชายช่างตัดผมแสนธรรมดา ที่ออกตามหา “ลักษมี” ถังขยะใบเก่าที่เคยหล่นลงมาครอบร่างลูกสาวของเขาไว้ครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในวัยเด็ก บรรดาตำรวจที่รับเรื่องต่างพากันขบขันการออกตามหาถังขยะของมหาราชา และดูถูกเขาว่าโง่เขลาเบาปัญญาที่เสียเวลามาแจ้งความตามหาถังขยะ ก่อนที่เส้นเรื่องอันซับซ้อนจะค่อย ๆ คลี่คลายออกมาให้เราได้เห็นความจริงว่า สิ่งที่มหาราชาทำลงไปล้วนมีสาเหตุ จุดมุ่งหมาย และแผนการที่นำพาไปสู่เรื่องจริงอันน่าสะเทือนใจ
หนังทำให้เราดูถูกตัวมัน (ในช่วงแรก) พอ ๆ กับที่ตำรวจดูถูกมหาราชา
ยอมรับว่าช่วงเปิดเรื่องหนังทำให้เราสบประมาทตัวมันพอสมควร ด้วยการเดินเรื่องตามแบบฉบับหนังบู๊อินเดียที่มักมีจุดมุ่งหมายแปลก ๆ ผนวกรวมกับตัวเอกที่มีความมุทะลุในเป้าหมายที่ประหลาดและขาดความสมเหตุสมผล ทำให้ในช่วงแรกตอนที่มหาราชาไปแจ้งความเรื่องถังขยะหาย เราก็รู้สึกแอบขบขำในใจอยู่ไม่น้อยในทำนองว่า “เอาจริงเหรอวะ” แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในหนังอินเดีย นี่คงเป็นจุดมุ่งหมายของเรื่องนี้จริง ๆ ต่อให้ประเด็นของเรื่องจะบางเบากว่าการตามล่าคนที่ฆ่าหมาในเรื่อง ‘จอห์น วิก’ แต่วิธีการถ่ายทำ ฉากแอ็กชัน และบทของตัวละครก็เพียงพอต่อการทำให้เราดูต่อไปได้
ทว่าในช่วงกลางเรื่องหนังเริ่มเฉลยให้เรารู้ว่า เรื่องราวตั้งแต่ต้นคือการสลับไทม์ไลน์ไปมาระหว่างช่วงปี 2009 กับ 2024 ซึ่งมันทำให้เราเริ่มจดจ่อกับตัวหนังมากขึ้นหลังจากที่ยอมถอดสมองไปก่อนหน้านี้ จากนั้นหนังจะฉายให้เราเห็น “สาเหตุที่แท้จริง” ในการออกตามหาถังขยะของมหาราชาว่าเขาตามหามันเพียงเพราะต้องการรู้ตัวโจรที่เข้ามาลอบทำร้ายและข่มขืนลูกสาว โดยการอาศัยการชี้เป้าของตำรวจแค่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งในช่วงที่หนังเฉลยข้อเท็จจริงของเรื่องออกมา มันเหมือนกับหนังกระโดดตบหน้าเราด้วยลีลาการร่ายรำแบบภารตะ
ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่คนดูยังถูกหลอกอย่างแนบเนียนไปพร้อม ๆ กับตำรวจ ในช่วงแรกเราดูถูกหนังพอ ๆ กับที่ตำรวจดูถูกมหาราชาแล้วมองว่าเขาเป็นคนโง่ ทว่าด้วยความที่หนังเปิดตัวแบบเรียบง่าย ไม่มีการใส่ฟิลเตอร์หรือสัญญะอะไรมากมายในช่วงย้อนไทม์ไลน์ ทำให้ทุกฉากทุกวันทั้งอดีตและปัจจุบันกลืนหายกลายเป็นเนื้อเรื่องเดียวกันแบบไม่มีรอยต่อ ซึ่งเป็นชั้นเชิงในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อมันถูกนำมาใส่ในพล็อตเรื่องแบบนี้ เมื่อนำมารวมกับองค์ประกอบในเรื่องของฉาก ตัวละคร และความละเมียดในการถ่ายทำ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าอินเดียทำหนังออกมาก้าวขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่งแล้ว
พูดง่าย ๆ คือตัวภาพยนตร์ Maharaja มันพาเราเดินทางมาไกลกว่าความคาดหวังในช่วงต้นเรื่องเป็นอย่างมาก จากการที่คิดว่านี่คือหนังบู๊ถอดสมองดูเอามันส์เพียงอย่างเดียว ทว่ามันกลับสับขาหลอกอย่างแนบเนียน พาเราโยนเข้าไปขังในห้องมืดเพื่อซึมซับซีนดราม่า ก่อนกระชากเราออกมากระทืบอย่างรุนแรงด้วยซีนบู๊ และจับเรามานั่งในโรงละครเพื่อดูตอนจบอันแสนน่าสลดหดหู่ หนังมันทำงานกับความรู้สึกของเราแบบฉากต่อฉาก และกว่าเราจะเดาทางของมันได้ บทและตัวละครก็นำเราไปไกลกว่าก้าวหนึ่งแล้ว ซึ่งนี่คือความน่าประทับใจจากความไม่คาดหวัง สู่ความอิ่มเอมหลังดูจบอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรก็ตามในช่วง 2-3 ปีให้หลัง อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียแข็งแกร่งขึ้นมาก ด้วยการถ่ายทำที่ละเมียดละไมแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พัฒนาเอกลักษณ์กลิ่นอายในหนังของตนเอง ซีเรียสกับบทและความสมเหตุสมผลในซีนการแสดงมากขึ้น ทว่ายังคงความเป็น “อินเดีย” ในแบบที่ทุกคนรู้จัก และสลัดคราบความเป็นหนังที่ใครหลายคนทั่วโลกต่างล้อกับความเว่อร์วัง ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าแวดวงภาพยนตร์ในบ้านเขากลับมาคึกครื้นอีกครั้ง ด้วยการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่
