หากจะมีสินค้าเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถเล่าเรื่องประเทศไทยได้ทั้งประเทศ “มาม่า” คงเป็นหนึ่งในนั้น เพราะไม่ว่าคุณจะเติบโตมาในยุคไหน เคยเป็นเด็กหอ เด็กค่าย พนักงานออฟฟิศ คนทำงานกะดึก หรือแม้แต่เด็กที่แอบต้มมาม่ากินตอนพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ซองสีเหลืองแดงนี้ล้วนเคยผ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแทบทั้งสิ้น มันอยู่ในครัวของคนไทยมานานเสียจนบางครั้งเราหลงลืมไปว่า เบื้องหลังความคุ้นเคยนั้น มีทั้งประวัติศาสตร์ ธุรกิจ การตลาด และเรื่องราวของผู้คนหลายรุ่นซ่อนอยู่
ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น องค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องการส่งไม้ต่อจากรุ่นสู่รุ่น “มาม่า” ก็เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าสนใจของการเปลี่ยนผ่านนั้น เพราะสิ่งที่กำลังถูกส่งต่อ ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งผู้บริหารหรือยอดขายระดับหมื่นล้านบาท แต่คือปรัชญาการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และความเชื่อที่ทำให้แบรนด์อายุเกินครึ่งศตวรรษยังคงมีชีวิตอยู่ในความรู้สึกของผู้คนได้อย่างแข็งแรง
บทสนทนาครั้งนี้กับ “พันธ์ พะเนียงเวทย์” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) จึงเริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ อย่างความหมายของคำว่า “มาม่า” ความคิดถึงมาม่ารสซุปไก่ที่ตอนนี้แรร์ไอเทมมากที่สุดในประเทศไทย ก่อนจะค่อย ๆ พาเราเดินลึกเข้าไปสู่โลกของธุรกิจครอบครัว การสร้างองค์กรที่ไม่ยึดติดกับฮีโร่เพียงคนเดียว การบริหารความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ตลอดจนการรักษาความสนุก ความกล้าคิด และความเป็นมนุษย์เอาไว้ในแบรนด์ที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่าห้าสิบปี
และบางทีหลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ “มาม่า” อาจไม่ใช่แค่เรื่องของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เป็นเรื่องของผู้คน การเดินทาง และเรื่องเล่าของชีวิตที่เดินทางเคียงข้างผู้คนมาในช่วงเวลาธรรมดา ๆ และช่วงเวลาสำคัญของพวกเขาเสมอ
แน่นอนล่ะ บทสัมภาษณ์นี้ยาวมาก แนะนำให้ไปหาต้มมาม่ามาสักชาม กินไป อ่านไป มาม่าชามนี้ของคุณ น่าจะอร่อยมากขึ้นหลาย ๆ กอง

เปิดตำนานชื่อ “มาม่า” ที่มาจากคำว่า “หม่าม้า” ???
คำว่า “มาม่า” มันแปลว่า “แม่” แล้วก็เป็นชื่อที่จำง่าย ส่วนจะเป็นเรื่องจริงมั้ยที่ว่า “มาม่า” คือมาจาก “หม่าม้า” หรือใครเป็นคนพูดชื่อนี้มาเป็นคนแรก ตอนตั้งชื่อผมยังไม่เกิดเลย พอย้อนถามกลับไปสัก 30 คน มันก็ตอบไม่เหมือนกันสักคนว่าจริง ๆ ใครเป็นคนตั้งชื่อนี้
แต่คงเป็นเรื่องของทีมงานในสมัยก่อน ยุคก่อนที่จะเกิดบริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ซะอีก คือตอนนั้นจะมีบริษัท สหพัฒนพิบูล นายห้างเทียม – ดร.เทียม โชควัฒนา เป็นผู้ก่อตั้ง ก็มีการตั้งบริษัทเอเจนซีขึ้นมาบริษัทหนึ่ง ชื่อฟาร์อีสท์แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง ซึ่งพ่อของผมก็อยู่ที่ฟาร์อีสท์ฯ คุณบุญชัย โชควัฒนา ก็เป็นเจ้านายพ่อของผม อาจจะจำกันได้ไม่แม่นนักว่าจริง ๆ แล้วมัน raise ขึ้นมาจากใคร
ส่วนจะเป็นไอเดียของใครที่พูดชื่อนี้มาเป็นคนแรก แล้วใครเป็นคนเคาะ ผมว่าให้เครดิตทั้งทีมไปเลยดีกว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังอยู่ทุกวันนี้ แน่ ๆ คือ คุณบุญชัย โชควัฒนา และคุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ คุณพ่อของผม อยู่ในทีมนั้น แล้วหลังจากนั้นคุณพ่อก็ย้ายจากฟาร์อีสท์มาทำงานที่มาม่า
สรุปคือ ผมว่าน่าจะเป็นการคิดร่วมกัน แต่ว่าใครจะเป็นคนพูดคำนี้ออกมาคำแรก ไม่รู้จริง ๆ ไม่ได้มีการบันทึกไว้ หรืออาจจะมีทีมงานคนอื่นอีกที่ต้องให้เครดิต แต่สิ่งที่แน่นอนคือ มันเป็นชื่อที่ออกมาแล้วจำง่าย และสื่อสารได้ทรงพลังมาก ตอนนั้นมีเอเจนซีเป็นฟาร์อีสท์ ทีวีสมัยนั้นก็มีแค่ 4 ช่อง การได้ออกทีวีบ่อย ๆ มีสื่อออกทีวี ออกสื่อวิทยุ “มาม่า มาม่าอร่อย มาม่า มาม่าอร่อย” มันก็ทำให้ติดหู
แต่ผมต้องบอกก่อนว่า ชื่อดีและโฆษณาดีอย่างเดียวไม่พอ องค์ประกอบอื่นมันต้องครบด้วย คือรสชาติมันต้องถูกปาก เสียงมันติดหู การขายมันกระจายได้ทั่วทุกหัวระแหง มันก็ครบองค์ประกอบที่จะเป็นสินค้าที่มีความนิยม ราคาโอเค กินสะดวก กินอร่อย หาซื้อง่าย มีเสียงออกมาในสื่อว่า “มาม่า…อร่อย” องค์ประกอบมันครบ มันก็เลยเป็นที่มาของความสำเร็จ

ย้อนรอย “มาม่าซุปไก่” รสชาติแรกของโลก VS “รสหมูสับ” ตัวเปลี่ยนเกมในไทย
ทำไมต้องเป็นซุปไก่รสแรก เพราะว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก็คือ Nissin ปี 1958 เป็นรสไก่ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ ทุกบะหมี่ยี่ห้อแรก ๆ ของโลกออกมาต้องเป็นรสไก่หมดเลย เขาทำรสไก่ เราก็ทำรสไก่
แต่ว่าพอประเทศไทยเกิดมาม่าหมูสับขึ้นมา แล้วมันมีน้ำมันกระเทียมเจียว มีกลิ่นที่หอม ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า มาม่ารสซุปไก่กับหมูสับ คือมันจืดกับจืด มันจึงสู้กันเอง มันก็เกิดการ Cannibalize Marketing (ปรากฏการณ์ที่สินค้าใหม่ของแบรนด์ไปแย่งยอดขายของสินค้าเดิมที่มีอยู่แล้วในบริษัทเดียวกัน) คนก็ติดหมูสับมากกว่า ทั้งหอม ทั้งมัน วันหนึ่งพอรสซุปไก่ยอดมันตก ยอดรสหมูสับมันขึ้น เราก็รู้ว่าตัวไหนคือตัวที่ผู้บริโภคนิยม
แต่ในทางกลับกัน การขายไปต่างประเทศ รสซุปไก่เราก็ยังขายอยู่นะในทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศไทย แต่พอไปต่างประเทศก็ไม่ได้เขียนว่าซุปไก่หรอก ก็เขียนว่า Chicken Ramen ซึ่งก็ยังเป็นรสชาติที่ทั้งโลกยังกินกันอยู่ และเป็นรสชาติที่ขายดีด้วย ส่วนรสหมูสับพอไปนอกแล้วมีข้อจำกัดเยอะอยู่ แต่ไม่ถึงกับขายไม่ได้

ความท้าทายในยุครับไม้ต่อ กับเบื้องหลังฟันเฟืองที่ยังแข็งแกร่ง
ผมเป็นแค่หน้าปัดนาฬิกาที่คนเห็น
แต่สิ่งที่คนไม่เห็นคืออีก 99% ของความสำเร็จที่อยู่ข้างหลัง
ดังนั้น มันจึงไม่มีความยากอะไรเลย
ความง่ายก็คือการส่งไม้ต่อมันไม่ได้ตัดฉับ ๆ ว่าคนนี้ไป เราขึ้นมาแทน ทุกวันนี้ผมทำงานที่นี่มา 27 ปี ผมขึ้นมาเป็นผู้จัดการใหญ่ตั้งแต่ปี 2023 สามปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา ก่อนผมก็จะมีพี่ชายของผมเป็นกรรมการผู้อำนวยการซึ่งทุกวันนี้ก็ยังอยู่ แกก็อายุ 59 ปี ส่วนคุณพ่อของผมอายุ 87 ปี ก็ยังมาทำงานอยู่ทุกวัน
ดังนั้น ผมมองว่าในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มันเป็นการเสริมทีมมากกว่า เพราะบริษัทขยายขึ้น จากยอดขายแค่ไม่กี่ร้อยล้าน เป็นไม่กี่พันล้าน เป็นหลายหมื่นล้าน เป็นไปไม่ได้หรอกว่าทีมงานเราจะเท่าเดิม ทีมผู้บริหารจะคนเดียว สองคน หรือสามคน มันก็เพิ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ทีมบริหารนอกจากบ้านของผม ก็จะมีผู้จัดการคนอื่นที่อยู่กับบริษัทมาแล้ว 30 – 40 ปี เต็มไปหมดเลย
การที่ผมขึ้นมารับหน้าที่ตรงนี้จึงไม่ได้ขึ้นมาแบบโดดเดี่ยว แต่คือการปรับกระบวนทัพให้คนที่เหมาะสมนั่งในตำแหน่งและทำหน้าที่หน้าที่ตรงนั้น

เรื่องของโรงงาน เรื่องของการบริหารจัดการโรงงานทั้งหมด พี่ชายของผม (ดร.พจน์ พะเนียงเวทย์) ทำได้ดีกว่าผมอีก อย่างในเรื่องของ IT เขาก็ดูแลตรงนั้นให้อยู่ เรื่องของ R&D พี่สาวคนโต (ดร.พจนี พะเนียงเวทย์) ปีนี้อายุ 62 ปี ก็ยังดูแลให้อยู่ อาเจ็กของผม (คุณสุชัย รัตนเจียเจริญ) ซึ่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการก่อนคุณพจน์ต่อจากคุณพิพัฒ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่ปรึกษา ยังเป็นรองประธานบริษัท และช่วยดูแลให้อยู่
ผมรู้สึกว่าหลาย ๆ อย่างค่อนข้างง่าย เพราะว่าหางเสือใบเดิม ๆ คนที่เขาทำมาแล้วยังประคององค์กรนี้มาตั้งแต่ต้น ทั้งพ่อ อาเจ็ก พี่สาว พี่ชาย ยังอยู่หมดเลย ผมแค่เป็นคนที่เขาบอกว่า “เฮ้ย!!! พวกกูแก่แล้ว มึงก็ต้องออกหน้าแล้ว” มันก็เลยโดนถีบออกมาอยู่ข้างหน้า แต่ข้างหลังเขายังประคองเราอยู่ แข็งแรงด้วย เขาบอกว่า “มึงก็ทำไป พวกกูช่วยเต็มที่” มันคือความสามัคคี มันคือ teamwork ที่คนทั่วไปอาจไม่ได้เห็นทั้งหมด ผมมีหน้าที่ออกสื่อก็แค่เป็นฟันเฟืองหนึ่งชิ้น
มันเหมือนกับนาฬิกาหนึ่งเรือน ผมอาจจะเป็นหน้าปัดที่ทุกวันนี้คนมองว่ามันดูดี มันดูสวย ตราบใดที่แผลมันยังไม่มี ซึ่งไม่มีวันรู้เลยว่า ผมจะมีแผลเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ฟันเฟืองข้างหลัง กลไกการขับเคลื่อนให้นาฬิกาเรือนนี้มันเดินได้อย่าง smooth ถึงนาฬิกาจะเก่า แต่อะไหล่ทุกชิ้นยังดีอยู่ทั้งหมด รวมไปถึงฟันเฟืองชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่าง ๆ ก็คือพนักงานในองค์กรทั้งหมด มันคือแรงทั้งหมดที่ช่วยกันขับเคลื่อน
อย่างที่บอก ผมเป็นแค่หน้าปัดนาฬิกาที่คนเห็น แต่สิ่งที่คนไม่เห็นคืออีก 99% ของความสำเร็จที่อยู่ข้างหลัง ดังนั้น มันจึงไม่มีความยากอะไรเลย ผมแค่เป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ให้มันสมบูรณ์ในส่วนของผม และทำให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี มันคือการประสานการทำงานที่ดี แค่นั้นเอง

พอองค์กรที่มันแข็งแรงอยู่แล้ว เมื่อเราขึ้นมา เราก็อย่าทำตัวให้เป็นจุดอ่อน เราก็ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดี เราซัปพอร์ตทุก ๆ คน เราให้เกียรติทุก ๆ คนที่ช่วยกันทำงาน ทุกคนก็เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนจะต้องออกมายืนข้างหน้ากันทั้งหมดเป็นแผง ถ้าออกมายืนข้างหน้าทั้งหมดเป็นแผงก็ไม่มีใครอยู่ข้างหลัง
ร้านอาหารมีคนเสิร์ฟ มีแม่ครัว มีพ่อครัว พ่อครัวออกมาทักทายบ้าง ให้เกียรติว่าคนนี้คือคนทำ เราก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วเรามีพ่อครัวที่อยู่ข้างหลังครัวอีกเต็มเลย ข้างหน้าเราก็เห็นตามนั้น ดังนั้น องค์กรนี้มันมีความสมบูรณ์แบบของมัน เพราะองค์ประกอบครบถ้วน
ปรัชญาการบริหารยุคใหม่: เลิกพึ่งพา ‘Superman’ แล้วสร้างองค์กรด้วย ‘Culture’ ที่แข็งแรง
บริษัทที่มันโตขึ้นมาได้ ตอนสร้างบริษัทมันอาจจะต้องมีการอาศัยความเป็นผู้นำในรูปแบบหนึ่ง ต้องเก่ง ต้องเด็ดขาด ต้องตัดสินใจได้ทุกอย่าง ซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งของยุคคุณพ่อที่เขาทำมา แต่พอองค์กรมันใหญ่มากขนาดนี้แล้ว เมื่อเราขึ้นมา เราต้องรู้ว่าบริษัทนี้จะขับเคลื่อนโดย Superman เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะเมื่อบริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอยู่ไปถึง 100 ปี 200 ปีให้ได้ แบรนด์นี้จะต้องอยู่คู่กับสังคมไทยคู่กับโลกนี้ไป โดยที่เราไม่ได้อยู่กับมันไปได้ตลอด
เราก็ต้องมองไปยังองค์กรใหญ่ ๆ อย่างญี่ปุ่นหรือยุโรปที่อยู่กันมาเป็น 10 รุ่น หรือเป็น 1,000 ปี เขาอยู่กันมาอย่างไรล่ะ? เขาอยู่กันได้ไม่ใช่เพราะไปคาดหวังว่าผู้นำจะต้องเก่งตลอดไป ผมไม่เชื่อว่าเราจะโชคดีขนาดที่ว่าจะเจอ The Right Person ไปตลอดทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น เราจะต้องวางโครงสร้างองค์กรให้แข็งแรง เราจะต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแรง ไม่ว่าใครหรือทีมงานไหนที่จะขึ้นมารับหน้าที่นี้ต่อไป จะต้องนำพาบริษัทไปได้ด้วย Culture ที่แข็งแรง และไม่ว่าใครขึ้นมาทำหน้าที่ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมาบอกว่าเขาจะต้องเก่งไปหมดเสียทุกอย่าง

ความจริงของ Big Corp. เมืองไทย กับโจทย์ใหญ่ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง แทบจะทุกบริษัทเลย ประมาณ 70 – 80% ของบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหมด ถึงจะบอกว่ามีคนอายุ 30 – 50 ปี ขึ้นมาเป็น New Gen หรือ Next Gen อะไรทั้งหลาย แต่ไปดูเลย เจ้าสัวทุกคนอายุ 80 กว่ายังอยู่ทั้งหมด คุณพิพัฒยังอยู่ คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนายังอยู่ มันยังไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านแบบตำนานที่เขาทำมาตั้งแต่ต้น จากไป แล้วเปลี่ยนจริง ๆ หรืออาจจะมีนะ แต่ผมว่ายังน้อยมาก
บริษัทที่อาจจะเปลี่ยนแล้วมีการ Turn จริง ๆ อย่างเช่นบุญรอดที่เข้าสู่ยุคที่ 3 หรืออย่างตระกูลหวั่งหลี และเซ็นทรัล กรุ๊ป อันนั้นต้องยอมรับว่าเขาวางแผนการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับบริษัทไทยที่มีการ Turn ให้เห็นชัด แต่สำหรับ Big Corp. อีก 70 – 80% ต้องรอดูจากนี้ไปอีก 10 กว่าปี ซึ่งทุกคนคิดเหมือนกันว่าจะต้องวางระบบอย่างไรให้มันไปต่อได้อีก 50 ปี 100 ปี

ถอดสูตรบาลานซ์ ‘กำไรบริษัท’ กับ ‘เงินในกระเป๋าผู้บริโภค’
กำไรเราลดลง เพราะเราไม่ผลักภาระไว้ให้ผู้บริโภค
เราเป็นบริษัทผลิตสินค้า
เราบอกว่า เราจะทำให้เงินในกระเป๋าของเรามันเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่การไปล้วงเงินในกระเป๋าของคนอื่นมาใส่กระเป๋าเรา
สังคมเราอยู่กันแบบนั้นไม่ได้
พอไปมองรวม ๆ แล้ว จะบอกว่าต้นทุนมันขึ้นตลอด มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราต้องไปแยกดูว่าต้นทุนมาม่าใน 1 ซองมันมีอะไรบ้าง มีแป้งสาลี มีน้ำมันปาล์ม มี Packaging มีเครื่องปรุง มีแรงงาน มี Overhead อยู่ในนั้น แป้งสาลีกับน้ำมันปาล์มราคาค่อนข้างจะเสถียร และวิ่งขึ้นลงอยู่ใน Range ที่นาน ๆ ทีมันจะกระโดดพุ่งแบบทะยานแล้วปรับฐานขึ้นสูง ครั้งที่เราต้องขึ้นราคา 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็คือตอนปี 2551 กับปี 2565 มันคือจังหวะที่มันปรับฐานขึ้นจริง ๆ แต่มันก็ไม่ได้ปรับแบบนี้ตลอด
ส่วนต้นทุนด้านอื่น ๆ ที่เราจะต้องควบคุมให้ได้เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าต้องขึ้น ก็จะมีเรื่องของค่าแรง เรื่องของการบริหารค่าแอดมินต่าง ๆ ซึ่งตรงนั้นมันคือฝีมือที่เราจะต้องทำให้ต้นทุนมันต่ำ และเราก็ทำได้ค่อนข้างดีมาตลอด ต้นทุน Packaging ก็จะหวือหวาในช่วงมีวิกฤต พอมีข่าวว่าจะขาดแคลน มันก็กระโดดขึ้น ซึ่งกระทบต้นทุนสินค้าประมาณซัก 4 – 5% แต่เรามีอัตรากำไรที่เยอะกว่านั้น กำไรลดลงก็ไม่เป็นไร ก็เป็นช่วงที่เราจะต้องรู้ว่ากำไรมันจะลด ก็ลดไป
ผู้ถือหุ้นก็ถาม ผมก็ตอบว่า “กำไรเราลดลง เพราะเราไม่ผลักภาระไว้ให้ผู้บริโภค เราเป็นบริษัทผลิตสินค้า เราบอกว่าเราจะทำให้เงินในกระเป๋าของเรามันเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การไปล้วงเงินในกระเป๋าของคนอื่นมาใส่กระเป๋าเรา สังคมเราอยู่กันแบบนั้นไม่ได้” อยากได้เงินเยอะแล้วก็ไปล้วงเงินในกระเป๋าของเพื่อน มันไม่ได้ เราอยู่ร่วมกัน เขาคือลูกค้า เขาคือคู่ค้า เขาคือเพื่อน เขาคือผู้สนับสนุนของเรา จะไปล้วงเงินกระเป๋าของเขามาใส่กระเป๋าของเรา เพราะเราอยากรวยกว่าเขา ไม่ใช่ปรัชญาที่ถูกต้อง

แต่เราจะต้องบาลานซ์ว่า การที่บริษัทมันจะเดินต่อไปได้ให้มีกำไร ให้ผู้ถือหุ้นยังซัปพอร์ตอยู่ ก็ต้องอยู่ในผลประกอบการที่ดีระดับหนึ่ง ดังนั้น อะไรที่ยังไม่ถึงจุดที่จะต้องผลักภาระให้คนอื่น เราก็ไม่ผลัก อะไรที่ถึงจุดที่ไม่ไหวจริง ๆ ที่ผ่านมาเราก็บอกว่า “ขอเถอะนะ” เพราะไม่อย่างนั้นบริษัทมันอยู่ไม่ได้ นี่คือการบาลานซ์ว่าเราจะเลือกทำอะไรที่ให้ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แล้วมันไปกันได้ ผมว่าการคิดแบบนี้จะเกิดความยั่งยืนทั้งกับผลิตภัณฑ์ ทั้งกับลูกค้า ทั้งกับสังคมทั้งหมด
จริงหรือไม่ “ดัชนีมาม่า” เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย
“ที่มีคนบอกว่าเวลาอยากจะรู้ว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรให้ดูที่ราคามาม่า… ไม่จริงหรอก”
ยอดขายมาม่ามันขึ้นมาตลอด 40 ปี มันขึ้นทุกปี จะขึ้นมากขึ้นน้อย 10% ก็เคยมี 0.4% ก็เคยมี แต่ก็ไม่เคยมีปีไหนที่ยอดขายมาม่าตก ปีนี้ 2 เดือนแรกตกไป 4% แต่พอเดือน 3 ก็ Recover กลับมา พอพ้น 3 เดือนก็กลับมา Even แล้ว ฉะนั้น การจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วมาม่าจะขายดี ก็อย่างที่ผมพูดตลอดว่า ถ้าจะแปลอย่างนั้น เศรษฐกิจไทยมันก็ไม่เคยดีมั้ย??? เพราะยอดขายมันขึ้นตลอด
แต่ถามว่าจริงมั้ย คือต้องบอกว่าราคามาม่า ราคาบะหมี่ มันเคยเริ่มมาตั้งแต่ 2.50 – 3 บาท ตอนแรกผมยังเข้าใจว่าเป็นการเซตอัปราคาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ราคานั้นบริษัทอยู่ไม่ได้ ราคาที่มันเสถียรจริง ๆ มันคือ 3.50 – 4 บาท ตั้งแต่ตอนนั้นมา แล้วถ้าเอาตรงนั้นเป็น Benchmark ว่านั่นคือราคาที่ถูกต้องของตลาดนี้ มันก็เพิ่งปรับขึ้นมาแค่ 2 – 3 ครั้ง
ในขณะที่ราคาอาหารอย่างอื่นในตลาด ก๋วยเตี๋ยวเรือชามเล็ก ๆ นะ เคยราคา 3 บาท ตอนนี้ชามละ 20 – 30 บาท อาหารต่าง ๆ ข้าว นม ขึ้นไป 40 – 60 บาทหมดแล้ว แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังอยู่ในราคาประมาณนี้ ก็เลยทำให้มันเป็นทางเลือกของคนตังค์น้อย เป็นทางเลือกของคนที่ต้องการความสะดวก และเป็นทางเลือกของคนที่ชอบความอร่อย ทั้งหมดก็เลยไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนไม่มีตังค์แล้วจะมากินมาม่า มันจะมีส่วนนี้จริง ๆ แต่ไม่ใช่ทุกคน
มันยังมีอินไซต์ลงไปกว่านั้นอีก คือเขาซื้อมาม่าไปเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่บ้านในช่วงที่เขาไม่ไหวที่จะออกมากินอาหารนอกบ้าน ซึ่งช่วงนั้นมันจะขายดีพร้อมกับผงชูรส น้ำปลา ซีอิ๊ว ไข่ไก่ ต่าง ๆ มันคงไม่ใช่มาม่าแค่ตัวเดียว

จากบะหมี่ 3 นาที สู่ “วัตถุดิบประดิดประดอย” และ “ความสนุก” ในการกิน
ที่บอกว่าสมัยนี้การกินมาม่ามัน คือการกินเป็นมื้อประจำวันแล้ว… ก็ถูกครับ
เพราะว่าการกินบะหมี่มันถูกพัฒนาไป นอกจากลวกน้ำแล้วกิน 3 นาที ทุกวันนี้มันมีบะหมี่ราคา 15 บาท 40 บาทเต็มไปหมดเลย พฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะละเลียดกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วให้เวลากับมันมีความแตกต่างกันเยอะ คนที่ยังกินแบบด่วน เร็ว พกไปกินต่างประเทศ อยู่หอ ไม่อยากล้างจาน ขี้เกียจ อันนั้นมาม่าคัพมันทำหน้าที่ของมันอยู่
แต่มาม่าซองบางทีมันคือการประดิดประดอย มันทำให้การกินบะหมี่กลายไปเป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร มันไม่ใช่ Instant Noodle Itself ที่เทน้ำแล้วจบเท่าที่ฟังก์ชันของมันบอกให้ทำ แต่มันกลายเป็นเหมือนข้าว กลายเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารหนึ่งมื้อ แล้วเขาจะเอามันไปทำเป็นอะไรก็ได้ มันก็จะมีจุดเด่นทั้งเรื่องเส้นว่า “ฉันอยากใช้เส้นนี้ในการทำอาหาร” แล้วประดิดประดอยใส่กุ้งล็อบสเตอร์ ใส่อะไรก็ได้ และตัวเครื่องปรุงว่ารสชาติไหนคือ Base ในการทำอาหารว่า “เอาวะ กูทำอาหารไม่เป็น แต่ว่าไอ้ซองนี้มันอร่อยแน่ ใส่ลงไปก่อน” เดี๋ยวจะเพิ่มเติมความเค็ม ความเปรี้ยว ความหวานยังไง ก็สุดแท้แต่ใครจะชอบ ใครจะใส่นม ใครจะใส่อะไรเพิ่มเติมไปก็ตามสบาย มันก็สนุกขึ้น

มันก็เลยทำให้ตลาดบะหมี่มีความพรีเมียมขึ้น “ขอเส้นที่มันเหนียวนุ่ม” เส้นของเราราคา 15 บาท ก็ไม่ได้แพ้เส้นเกาหลีราคา 40 บาทนะ ตลาดมันก็จะสู้กันอย่างนี้ โดยที่ฟังก์ชันการใช้งานของผู้บริโภคมันเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมมา ซึ่งมันก็สนุกดี มันก็เลยทำให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังขยายต่อไปได้ แต่ตลาดแบบเดิมที่ด่วนก็ยังอยู่และเป็นฐานที่แข็งแรงอยู่มาก
อย่างล่าสุดก็ออก MAMA OK Matcha Curry ซึ่งมันก็ฉีกกฎของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะว่าบะหมี่สำเร็จรูปมันจะต้องอร่อย ประหยัด สะดวก แต่อันนี้ก็อร่อยนะ ผมชิมแล้ว ผมว่ามันอร่อยนะ พออร่อยมันน่าจะขายได้ แต่ว่าไม่สะดวกเลย โคตรลำบากเลย (หัวเราะ) เวลากินมันต้องลวกเส้น ต้มเส้นเสร็จเอาเส้นไปสะเด็ดน้ำไว้ แล้วในซองมันจะมีเครื่องปรุง Matcha Curry เป็น Paste ก็ต้องเอามาบีบลงไป แต่มันจะเอาไปผสมเลยไม่ได้นะ ก็ต้องเอาน้ำในหม้อที่ต้มแล้วผสมมาด้วย ค่อย ๆ ตีฟองให้มันขึ้น เอาจริง ๆ นะผมไม่ใช่คนกิน Matcha แต่ว่าคนรอบตัวผมกิน Matcha เยอะ ผมรำคาญมากเลย (หัวเราะ) มึงซื้อ มึงก็ให้ร้านชง ก็กิน ก็แค่นั้นแหละ เวลามึงว่างมากเหรอต้องมานั่งเกรดพิธีการ แล้ว Matcha แก้วละ 3,000 บาท บ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็นะ แล้วแต่คนชอบ
ส่วน MAMA OK Matcha Curry อยากได้ก็จัดให้ มาม่าเกรดพิธีการ ขายเลย ใครอยากสะดวก ใครอยากรีบ ใครบอกว่ายุ่งยาก ไม่ต้องกิน แต่ใครคือแฟน Matcha และรู้ว่า Matcha มันวุ่นวายขนาดไหน เขาเต็มใจ “ฉันจะกินมาม่า Matcha ฉันก็ต้องเกรดพิธีการนิดหนึ่ง” ต้ม คน ตี ถามว่า “ใส่น้ำเท่าไหร่” ไม่บอก สมมติว่า “ใส่น้ำเล็กน้อยตามชอบใจ” คนอยากกินแบบน้ำท่วมก็ใส่เยอะหน่อย คนชอบกินข้น ๆ ก็ใส่น้อยหน่อย คนต้องการความเข้มข้นมากก็ใส่นิดเดียว แล้วก็ชงไปตามชอบใจเลย กลายเป็นว่าเราขายความศิลปะ ขายความละเมียด หยาบหน่อยก็ขายความกระแดะให้คนที่เขาต้องการอะไรแบบนี้ เพราะว่าอะไรแบบนี้มันเกิดขึ้นแล้วเขาสนุก เขามีความสุขในการทำ กระบวนการนอกเหนือจาก Output ที่เขาได้กิน กระบวนการระหว่างนั้นมันคือความสุขที่เขาได้รับ เขาได้ลงโซเชียล ได้ถ่าย ได้ไปอวดเพื่อนว่า “ของมึงทำออกมาเป็นแบบไหน ของกูทำออกมาเป็นแบบนี้” “ของกูใส่อะไร กูอร่อยกว่ามึง” มันก็ได้ไปอวดกัน เพราะว่ายุคนี้โซเชียลมันเป็นส่วนหนึ่งของการ Drive ความสุขในชีวิต ดังนั้น มันก็เลยถูกออกแบบมาให้มันทำหน้าที่แบบนี้ มันก็สนุกดี

วันที่ Matcha ออกมาวางขาย สื่อสารยังไม่ออกเลย คนเอาไปใส่น้ำท่วมเลย ผมก็บอกลูกน้องว่า “เฮ้ย!!! ถ่ายคลิปให้หน่อยว่าทำอะไร ยังไง เราจะสื่อสารอะไร” ปรากฏว่าไม่รู้ว่าอีท่าไหน ผมก็ไปลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิด Public ลง IG แล้วก็ลง TikTok ส่วนตัว ปรากฏว่าพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ (สรกล อดุลยานนท์) ก็แชร์ เพราะว่าเขาแชร์ผมตั้งแต่ผมได้ออกรายการพี่ยุทธ แกว่า “ผู้บริหารคนนี้ ท่าทางมันจะบ้า ๆ บอ ๆ ท่าทางเขาจะชอบนมนะ เอานมต้มมาม่า”
เขาแชร์เสร็จกลายเป็นว่าคนดูเฟซบุ๊กของผมแสนกว่าคน 200,000 Views ใน IG 300,000 Views TikTok 1,000,000 Views กลายเป็นว่าขายดี พอคนรู้ว่ามันคืออะไร พอเราได้สื่อสารไปมันก็กลายเป็นกระแสออกมาดี
ปรัชญา “สวนสนุก” จากไปในวันที่พีคที่สุด ดีกว่าอยู่จนคนเบื่อ
ผมว่านี่คือสิ่งที่เรารู้ว่าสังคมไทยจะมีความสนุกสนาน แต่ความสนุกสนานก็จะมีเวลาของมัน จะให้มาทำเดิม ๆ อย่างนี้ไปอีกปี 2 ปี เดี๋ยวหาอย่างอื่นให้เล่นดีกว่า ทุกคนบอก “ทำ 3 – 4 เดือนแล้วเลิก?” ผมบอกไม่เสียดายหรอก
ผมชอบเล่นสวนสนุกมากเลยนะ สวนสนุกประเทศไทย สวนสยาม ดรีมเวิลด์ เครื่องเล่นก็เดิม ๆ จะให้เขาเปลี่ยนตลอด คนมันก็จะอยู่แค่นั้นแหละ ผมก็จะเวียนไปตามจำนวนที่มี แต่มันจะมีพวกสวนสนุกที่มา 3 เดือนแป๊บเดียวมาตั้งแล้วก็ไป คนก็เยอะมาก เพราะเขารู้ว่าเวลามันจำกัดที่จะสนุกกับมัน พอมันกลับไป เดี๋ยวอีก 3 ปี 5 ปี มันก็วนกลับมาใหม่ คนก็เยอะอีก
แต่ถ้าบอกว่า “ฉันจะมาตั้งอยู่ตลอดไป” คนก็ไม่เยอะหรอก ดังนั้น เราก็ต้องรู้ว่าโปรดักต์ตัวไหนที่มันออกมาแล้วมันจะทำหน้าที่ของมันในเวลาจำกัด เราก็ต้องยอมรับว่าวันที่มันจะไปก็ต้องปล่อยไป คนจะคิดถึง คนจะมาถาม “ทำไมเลิกขาย” ก็ปล่อยให้ถามไป
มันก็เหมือนนักบอล เลิกเตะในวันที่เก่งที่สุด แล้วคนก็จะจำว่า “ไม่น่าเลิกเตะ” แต่ถ้ามันเตะต่ออีก 2 ปี คนอาจจะจำมันในอีกแบบหนึ่งว่า “แม่งโคตรกระจอกเลย” เพราะเขาไปในวันที่ไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีที่สุด ถ้าชอบแมนฯ ยูฯ ก็ต้องบอกว่า Eric Cantona ไปในเวลาที่มันโคตรพีค แต่ถ้ายุคนี้ก็ต้องบอกว่า Casemiro จะอยู่ต่อมั้ย บอก “ไปเถอะ” ไปปีนี้เลย ไปเถอะ ไปเลย แล้วกูจะจำในภาพที่ดีที่สุดว่า “มึงโคตรเก่งเลย” แต่ถ้าปีหน้ากลายเป็นลุงแก่ ๆ แล้ววิ่งตามบอลไม่ทัน ภาพจำมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง
สินค้าพวกนี้ก็เหมือนกัน เราจากไปในวันที่คนยังอยากกินอยู่ อีก 2 ปี 5 ปี เอากลับมาเล่นใหม่ หรือมีอย่างอื่นเล่นอีก คนก็จะพร้อมเจอกับสิ่งใหม่ ๆ ที่มันเกิดขึ้น ของใหม่ก็จะต้องมาทดแทนของเก่า เพราะโลกมันจะต้องอยู่ไปอีกเป็น 10 ปี 100 ปี ดังนั้นการ Drive ความสนุก ความผูกพัน มันไม่จำเป็นต้องใช้ของเดิมไปตลอด


เบื้องหลังความซนในโซเชียล: คนหนึ่งคิด คนหนึ่งคุมกฎ
ถามว่าสนุกมั้ยในการบริหารอะไรแบบนี้ สนุกครับ จริง ๆ แล้วไอ้คนที่บ้ามากกว่าผมยังมีอยู่อีกคนหนึ่งก็คือพี่ชายของผม คือคุณเพชร พะเนียงเวทย์ (โจ) เขาจะอยู่สาย Marketing โดยแท้ ความสนุกของมาม่าทั้งหมดที่คุณเห็นอยู่ในโซเชียลนี่ไม่ใช่ผมเลย แต่คือคุณเพชรเลย ผมบริหารหลังบ้าน คุณเพชรก็จะบอกว่า “จะทำอะไรก็ซัปพอร์ตด้วยนะ โรงงานจะต้องซัปพอร์ตตามไอเดียของเขาให้ทัน” ผมก็จะบอกเสมอว่า…เต็มที่เลยพี่
ผมกับเขาโตขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก อายุห่างกันปีเดียว เป็นเหมือนฝาแฝดกันเลย พูดอะไรกันสักประโยค ผมพูดครึ่งประโยค เขาจะพูดต่ออีกครึ่งประโยค เรามีความลิงก์กัน พี่น้องบ้านผมทำงานกันได้โดยไม่ทะเลาะกัน จริง ๆ พี่ของผมอีกหลายคนก็คุยด้วยกันทุกวัน ในบ้านผมสนิทกันมาก ทำงานกันด้วยความสนุก
ดังนั้น ความสนุกสนานในการทำงานมันเกิดขึ้นจาก Environment ที่มันไม่ Toxic ในการทำงาน ถ้าเรามาทำงานในบรรยากาศของครอบครัวที่พี่น้องจะต้องทะเลาะกันก่อน พนักงานจะอยู่ยังไงล่ะ เขาก็ต้องคิดว่าทำไมพี่น้องมึงไม่คุยกันเองวะ แต่ว่าบ้านเราดันทำงานด้วยกันได้ด้วยความสนุกสนาน มันก็สะท้อนกลับมาในโปรดักต์ที่มันมีความสนุกสนาน แล้วตอนนี้ผู้บริโภคต้องการอะไรที่มากไปกว่าการขายสินค้า อิมเมจที่ผู้บริโภคจะสามารถมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกไปกับโปรดักต์ได้ มันถูกทำมาในแบบที่ไม่คิดว่าจะทำก็ได้ทำ อย่างเช่น ถุงยางอนามัยที่มันออกมาได้ มันไม่ได้มีความหมายในการขายอะไรเลย แต่แค่อยากให้ผู้บริโภคเห็นว่ามาม่าอยู่กับคุณไปถึงขั้นถุงยางแล้ว

ไวรัล “ถุงยางมาม่า” จากมุก April’s Fool Day สู่ Safe Sex ที่ไม่ล้ำเส้น
ออกจากกรอบแต่ไม่ล้ำเส้น
อันนี้คือสิ่งที่คุณเพชรเองพยายามจะทำ
ผมก็จะเป็นคนพยายามขีดเส้นว่ายังไม่ล้ำ
คุณเพชรทะลุกรอบไปได้เต็มที่เลย
นี่คือพี่น้องที่ทำงานด้วยกัน
อันนี้ฟีดแบ็กดีมาก แล้วก็ต้องขอบคุณพี่ยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) ที่วันนั้นแกถามขึ้นมาในรายการ พอดีผมมีอยู่ในกระเป๋า เราไม่ได้เตี๊ยมกันด้วยนะว่าพี่ยุทธจะพูดเรื่องนี้ แกถามว่า “เออ!!! ไปซนอะไรมา ไปทำถุงยางอะไรมา” ผมก็บอก “มา…มาแจกเลย” แล้วผมก็เล่าให้ฟังว่าพี่ชายของผมไปคิด ไปเจอกับทางทีม One Touch ที่อยากทำอะไรสนุก ๆ เหมือนกัน แล้วซองเครื่องปรุงมาม่าก็เคยโดนแซวมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า “เหมือนซองถุงยางเพราะไซซ์มันเท่ากัน” แล้วถ้ามันเป็นถุงยางจริง ๆ ล่ะ?
แต่มันก็ต้องอาศัยจังหวะ ว่าแล้วเราจะ Launch มันในจังหวะไหน โจก็คิด บอกว่า “1 เม.ย. April’s Fool Day ดิวะ!!!” ทุกปีคนมันจะออก Product อะไรแปลก ๆ ซึ่งไม่ได้ออกจริง มาม่าเป็นถุงยาง April’s Fool Day, No Fool Day เหมือนจะหลอกแต่แจกจริง ทุกคนก็ “อ้าว!!! นึกว่าเป็น 1 เม.ย. หลอก ๆ” แต่เป็น 1 เม.ย. ที่มันมีจริงออกมา มันก็กลายเป็นไวรัล ก็แจก คนไม่ได้ใช้หรอก ใครจะไปใช้ รสชาติมันก็คงปะแล่ม…ปะแล่ม แต่ว่าทุกคนก็แบบว่า “เออ!!! ฉันจะเก็บไว้ อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี มาม่าทำแจกมา 1 ครั้ง ฉันมีไว้ในครอบครองนะ” คนมาต่อคิวรับกันที่ลิโด้วันนั้นเยอะมาก ทุกวันนี้คนก็ยังขออยู่ ก็บอกไปว่าหมดแล้ว

ถามว่าในตอนแรกมันควรมีหรือเปล่า? มันก็ไม่ควรหรอก หรือถามว่าตอนแรกผู้ใหญ่รู้เรื่องนี้มั้ย บอกเลยว่าไม่มีใครรู้ มีผมกับโจรู้ แล้วก็ทีมงานรู้ เขาก็บอกว่า “เขาจะโดนด่ามั้ย” ผมบอกว่า เอาอย่างนี้นะ เรามองว่า…
หนึ่ง ถุงยางไม่ใช่ของผิดกฎหมาย
สอง คือเราพยายามจะพูดในสังคมนี้ว่า อย่าอายในการพกถุงยางอนามัย
Safe Sex คือสิ่งที่จำเป็น อย่าไปมองว่ามันคือสิ่งที่น่าอายแล้วต้องกระมิดกระเมี้ยนแล้วไม่ใช้ ปัญหาอื่น ๆ มันตามมาเต็มไปหมด อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่ผมว่ามันอาจจะทำให้ถุงยางมันมีความสบายใจกับผู้หยิบ ผู้ใช้ หรือผู้ถือมากขึ้น กล้าถือถุงยางมาม่าแล้วบอกว่าโก้เก๋ แต่ไม่ได้บอกว่าเราสนับสนุนให้มี Sex ในเรื่องที่ไม่สมควรนะ แต่มันคือ Safe Sex ที่มันก็อาจจะเป็นอีกเสียงหนึ่ง
เรามองในมุมที่ว่า ผลกระทบด้านดีมันก็มี มันไม่ใช่ของผิดกฎหมาย ทำได้ ไม่ได้ลามก อย่ามองให้มันแย่ เราก็เชื่อว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่แย่ หรือว่าจะสื่อสารไปในทางที่ไม่ดี ก็ลุยเลย ผู้ใหญ่คงไม่ว่าหรอก แต่ถ้ากระแสมันไม่ดีก็รับผิดชอบกันเองนะ โดนด่าก็โดนไป ไม่เป็นไร

ผมว่ามันต้องกล้าทำ เพราะว่าการตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ ถ้าไปถามคนรุ่นที่เขาไม่เข้าใจ แต่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรา มันก็อาจจะได้คำตอบมาว่า อย่าทำ มันจะต้องมีความกล้าว่าเรามั่นใจว่าคนที่เราจะสื่อสารด้วยกับสังคมมันยอมรับในสิ่งที่เรารู้ว่าข้อจำกัดมันอยู่ตรงไหน เราไม่ได้ข้ามเส้นตรงนั้นไป แต่เราไม่ได้ทำอยู่ในกรอบ คำว่า “ออกจากกรอบ” กับ “ล้ำเส้น” มันยังมีพื้นที่ตรงนี้อีกเยอะ มันไม่ได้เป็นแค่เส้นบาง ๆ ออกจากกรอบแต่ไม่ล้ำเส้น อันนี้คือสิ่งที่คุณเพชรเองพยายามจะทำ ผมก็จะเป็นคนพยายามขีดเส้นว่ายังไม่ล้ำ คุณเพชรทะลุกรอบไปได้เต็มที่เลย นี่คือพี่น้องที่ทำงานด้วยกัน
เขาก็จะถาม “อันนี้ผิดกฎหมายเปล่าวะ” ผมจบกฎหมาย ผมไม่ได้จบ Marketing เช่น ไปขึ้นป้ายบิลบอร์ดตัวหนังสือตีลังกา เขาบอกว่า “อืม ที่เขตเขาบอกว่าอาจจะโดนปรับ เพราะว่ามันสื่อสารคำพูดไม่รู้เรื่อง เป็นคำว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือ แต่ว่ามันขึ้นกลับด้าน” ถามว่ากลับด้านเพราะอะไร เพราะว่าอยากให้คนมาเซลฟี เวลาคนเซลฟีมันจะ Mirror โทรศัพท์บางรุ่นมัน Automatic Mirror แต่หลาย ๆ รุ่นเวลาเซลฟีมันจะอ่านไม่ออก แต่ถ้าไปถ่ายกับป้ายนั้น มันจะอ่านออกพอดี
แต่ว่ากฎหมาย เรื่องของภาษีป้าย ป้ายต้องสื่อสารด้วยคำที่ชัดเจน เขาก็ถามผมว่า “โดนปรับเปล่าวะ” ผมบอกว่า “ลุยเลย ไม่โดนหรอก ถ้ามีปัญหาเดี๋ยวไปเคลียร์เองว่ามันไม่ได้ผิดอะไร” มันก็จะทำงานด้วยกันแบบนี้ ความสนุกมันก็เลยเกิดขึ้นมาได้โดยที่ไอเดียของเขา แต่เราก็ดูว่ามันไม่ล้ำเส้น แล้วเราก็ต้องบอกว่า ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาก็ช่วยกันอธิบายนะ อะไรอย่างนี้มันก็สนุกดีครับ

เมนูพลิกแพลง บอกเลยว่าเลิฟมาก “มาม่าปลิดชีพ”
ผมนั่งเปิดเพจแฟนเพจมาม่าปลิดชีพทุกวัน โคตรสนุกเลย
ผมรักเขามากเลยนะ รักคนในกรุ๊ปนี้มาก
เพราะเขารักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาก ๆ
ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน
มันทำให้เราได้ไอเดียว่ามันไปได้อีก
ประเทศไทยแปลกสุดแล้วครับ ต่างประเทศมีบ้างที่อาจจะกินแบบผิดวิธี ตอนนั้นเห็นคนเอามาม่าโจ๊กคัพไปกินดิบ ๆ ฝรั่งบางทีเขาไม่รู้หรอก แต่ที่กินแล้วพลิกแพลงเยอะที่สุดผมว่าประเทศไทยนี่แหละ เยอะที่สุด
ผมนั่งเปิดเพจแฟนเพจมาม่าปลิดชีพทุกวัน โคตรสนุกเลย ผมรักเขามากเลยนะ รักคนในกรุ๊ปนี้มาก เพราะเขารักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน มันทำให้เราได้ไอเดียว่ามันไปได้อีก ๆ
เมื่อกี้ที่ทีมงานคุณถามว่า มาม่าถูกออกแบบมาให้กินกรอบ ๆ หรือเปล่า ก็ต้องตอบว่ากินได้ ต้องบอกอย่างนี้นะว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถ้าให้แยกมันจะมี 3 Type
- แบบที่หนึ่ง บะหมี่แบบที่ไม่ทอด คือบะหมี่อบ พอนึ่งสุกแล้วมันจะผ่านกระบวนการอบ ที่เรียกว่า Jet Air Dry ให้ขึ้นรูปเป็นก้อนแห้ง อันนั้นพอทำเสร็จออกมามันจะนุ่ม ๆ เหนียว ๆ แต่แข็ง กินดิบไม่ได้เลย ต้องไปต้มให้มันคืนรูปมา
- แบบที่สอง บะหมี่ทอดแต่ไม่ราดซุป คือผ่านกระบวนการรีดแป้ง ขึ้นหวี รีดตัดเส้น นึ่ง เสร็จแล้วก็ทอด มันจะมีแต่รสของแป้งสาลีออกมาเป็นก้อน ไม่ว่าจะต้มหรือจะลวกมันก็ไม่มีรสชาติ อันนั้นกินดิบก็ไม่อร่อย
- แบบที่สาม บะหมี่ทอดแบบราดซุป บะหมี่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยมันคือแบบนี้ พอนึ่งเสร็จเริ่มสุกแล้วมันจะผ่านกระบวนการราดน้ำซุป ซุปนั้นยี่ห้อไหนยี่ห้อนั้นเลย ของใครของมัน ซุปมาม่าที่ราดลงไปก็สูตรของเรา ของไวไว ยำยำก็มีสูตรของเขา พอออกมาเป็นก้อนถามว่ากินดิบได้มั้ย กินได้ อร่อยในรูปแบบหนึ่ง
มันก็เลยทำให้บางประเทศมี Snack Noodle คือการเอาบะหมี่ไปทำ Snack แล้วขายซองละ 10 บาท ประเทศไทยก็เคยพยายามทำ ทุกวันนี้ก็ยังมีขายอยู่แต่ขายไม่ดี เพราะคนไทยบอกว่าเอามาม่าต้มยำกุ้งมาบีบใส่ผงแล้วกิน ไม่ต้องมาทำเป็นก้อนหรอก การขยำ การเขย่า การดูด การเลียนิ้วคือคลาสสิก ดังนั้นตลาดบะหมี่ Snack ในประเทศไทยแม่งก็เลยไม่เกิด เพราะถ้าเกิด ในตลาด Snack ก็ต้องยอมรับว่าการแข่งขันมันสูงกว่า เวลาที่คุณไปแข่งกับมันฝรั่ง ไปแข่งกับข้าวโพดกรอบ หรือแม้แต่ข้าวแผ่นอะไรทั้งหลายมันก็สู้ยาก ส่วนต่างกำไรก็ต่ำ GP (Gross Profit กำไรขั้นต้น) ก็สูง แล้วตลาดมันเวียนง่าย ดังนั้นอย่าไปเล่นในตลาดที่เราไม่ได้เปรียบเลย ก็เลยไม่มีใครทำ

“ครอบครัวลูกจ้าง” และความทรงจำ 50 ปีที่อยู่คู่สังคมไทย
ผมเข้ามาบริษัทในตอนปี 2542 แต่ผมก็อยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก เด็ก ๆ ผมมองมาในมุมหนึ่ง นึกว่าผมเป็นเจ้าของบริษัทนี้ด้วยซ้ำ เพื่อนบอกว่า “มึงเป็นเจ้าของมาม่า” เราก็เข้าใจว่า เราเป็นเจ้าของมาม่า พอโตขึ้นมาเราก็เพิ่งรู้ว่า “อ๋อ!!! พ่อกูเป็นลูกจ้างนี่หว่า” บ้านเราเป็นลูกจ้าง มันก็มีออปชันว่า ลูกจ้างคนนี้ทำงานมาตั้งแต่ที่บริษัทเป็นเล็ก ๆ ไม่มีอะไร พอเริ่มเติบโตขึ้นก็สามารถไปซื้อหุ้นได้บ้าง เพื่อความรู้สึกว่าอยากมีความเป็นเจ้าของ มันก็เหมือนกับหลาย ๆ บริษัทที่เขาออกหุ้นให้พนักงานถือหุ้นได้บ้าง พ่อผมก็ได้รับสิทธิ์นั้น บ้านผมก็มีหุ้นจนถึงทุกวันนี้ก็น่าจะซัก 14 – 15% แต่เราก็คือลูกจ้าง เป็นลูกจ้างที่ Traditional ขององค์กรนี้ ของเครือนี้ คือถ้าคุณทำมาได้ดี หากมีลูก ถ้าลูกมีฝีมือพอที่จะทำได้ก็เข้ามาแบ่งเบา มันก็อยู่กันมาแบบครอบครัวลูกจ้างที่เข้ามาทำ
ตอนครบรอบ 30 ปี ในปี 2545 มีแคมเปญว่ามาม่า 30 ปีที่ผ่านมาอยู่กับสังคมไทยเป็นอย่างไรบ้าง เราได้เห็นภาพ Wrap Up ตั้งแต่เราเข้ามา 2 – 3 ปีแรก มันอยู่กับทุกคนในทุก ๆ การเจริญเติบโต เหมือนที่คนคนหนึ่งเติบโตขึ้นมากับเรื่องราวนี้จริง ๆ มีอกหัก เอ็นทรานซ์ไม่ติด เข้าค่าย มันอยู่ในทุก ๆ เวลาจริง ๆ แล้วเราก็เลยมองว่า ถ้ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งกับคนในสังคมจริง ๆ อยู่ในทุก ๆ ความทรงจำ เราก็สื่อสารเรื่องนี้ออกมา มันเป็นการสื่อสารความรู้สึกจริง ๆ ที่เรามีกับมัน
ย้อนกลับไปดูตอนมาม่า 50 ปี เราทำวิดีโอออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งก็มียอด Views อยู่ไม่กี่ร้อย ก็ไม่เป็นไร เพราะทำไว้เป็น Digital Footprint อยู่ใน YouTube ไม่ได้โปรโมตอะไร แต่เป็นคลิปวิดีโอที่ดี แล้วผมก็เพิ่งแชร์ไปเมื่อวานนี้ มันยังเป็นภาพที่ไม่ว่าทุก ๆ ครบรอบ 30 ปี 40 ปี 50 ปี เราก็จะสื่อสารความรู้สึกว่ามาม่าอยู่คู่สังคมไทยไป
ดังนั้นถามว่าความภูมิใจกับมัน มันคือสิ่งที่เราสื่อสารออกไปนี่แหละว่าทุก ๆ โมเมนต์ของชีวิตเราคือส่วนหนึ่งตรงนั้น
โจทย์ท้าทายในอนาคต: การตลาดที่ไม่ยัดเยียด
จากนี้ต่อไปกับเด็กยุคใหม่ กับคนที่เพิ่งโตขึ้นมา มันยังจะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาได้อยู่หรือเปล่า ซึ่งเราตอบไม่ได้หรอก เด็กอายุ 5 – 6 ขวบ ตอนเขาเป็นวัยรุ่นเขายังจะต้องนั่งกินมาม่าแล้วก็มองหน้ากับเพื่อนเหมือนสมัยเราหรือเปล่า… ไม่รู้ แต่เราต้องทำให้ได้ ดังนั้น นี่คือความท้าทายที่อนาคตมันจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการที่เรายังจะเข้าไปในโมเมนต์ของชีวิตเขาได้หรือเปล่า ซึ่งมันก็จะต้องมีกระบวนการต่าง ๆ
หลาย ๆ คนมักจะถามว่า “ทำทำไม?” อย่างเช่นคอนเสิร์ต ทำไมทุกวันนี้คุณเพชรไม่ไปเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ตแบบใช้แต่ชื่ออยู่ข้างล่าง ถ้าเขาจะเข้าคอนเสิร์ตไหนเขาต้องเป็น Title Sponsor “MAMA presents …” แล้วคนเข้าไปดูคอนเสิร์ต อย่าลืมว่า 3 – 4 ชั่วโมงที่เขายอมจ่ายค่าบัตรแพง ๆ เข้าไป เขาจะซึมซับทุกโมเมนต์ในคอนเสิร์ตนั้น ความประทับใจที่มันเกิดขึ้น มันมีซีนของมาม่าอยู่ในนั้นนะ เขาจะจำเราไปพร้อม ๆ กับโมเมนต์ที่เขาประทับใจคอนเสิร์ตนั้น คุณมาจากช่อง one จะต้องตอบได้เลยว่าโมเมนต์คอนเสิร์ตเป็นยังไง ถ้าเรารักคอนเสิร์ตนั้น ทุกซีนที่มันเกิดขึ้นเราก็จะรักมัน และมาม่ามันจะเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่สำคัญของคุณไปด้วย
แต่มันต้องเกิดขึ้นด้วยการไม่ยัดเยียดนะ ไม่ใช่ออกมาแล้วอยู่ ๆ มากระโดด แล้วทำให้ดูเป็นข้อใดที่ไม่เข้าพวก แบบนั้นไม่ได้ ไม่ใช่ทางของพวกเรา มันจะต้องทำให้เขาจำ มันจะต้องสนุกไปกับคอนเสิร์ตนั้น ซึ่งคุณเพชร Brief กับทุกคอนเสิร์ตด้วยตัวเองคนเดียว ผมพูดถึงเขาบ่อยนะ เพราะผมว่าเขาเก่งมาก เขาไป Brief เขาไป Run Through ทุกคอนเสิร์ตที่เรามีส่วนร่วม ซีนไหนที่เกินไป เขาก็จะบอกว่า “เฮ้ย!!! อันนี้เกินไปพี่ ไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้หรอก อย่าให้มันโดดเกิน” ให้คนไม่ได้รู้สึกว่าโดนยัดเยียดอะไร ยุคนี้การสื่อสารและการตลาดแบบยัดเยียดมันไม่ได้ผลหรอก คนเขาดูออก

วัฒนธรรมครอบครัว: ไม่มีอะไรให้แย่งชิง ตำแหน่งไม่ใช่รางวัลแต่คือหน้าที่
พ่อบอกว่า…
“พี่น้องต้องสามัคคีกันนะ
ถ้าครอบครัวสามัคคีกันมันผ่านไปได้ทุกเรื่อง
เพราะไม่มีอะไรต้องทะเลาะกัน
อย่างที่บอกแหละ ถ้ากับพี่กับน้องทำงานด้วยกันแล้วมันจะต้องทะเลาะกัน เราโตมาด้วยกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกันนะ ถ้ามีความบาดหมางกันเรื่องงานแล้วไม่มีความสุขหรอก บังเอิญเราอาจจะเห็นหลาย ๆ ครอบครัวที่มีสภาพที่ไม่สนุก มันก็เป็นตัวอย่างที่พ่อบอกว่า “พี่น้องต้องสามัคคีกันนะ ถ้าครอบครัวสามัคคีกันมันผ่านไปได้ทุกเรื่องแหละเพราะไม่มีอะไรต้องทะเลาะกัน เราคือครอบครัวลูกจ้างที่ต้องทำงานร่วมกัน พยายามรักษาสินค้าที่เราสร้างกันมาให้มันไปต่อได้ พอมันเป็น Environment แบบนี้ มันไม่มีอะไรต้องแย่งชิง เพราะไม่มีอะไรที่เป็นของเรา ต่างคนต่างช่วยกันทำหน้าที่ของเรา โดยที่มีพ่อเป็นคนที่เรารู้ว่าเขาเหนื่อย พี่น้องทุกคนก็เห็นว่าเขาเหนื่อย
พี่สาวคนโตของผมเกิดมาตั้งแต่วันที่คุณพ่อยังอยู่ที่ฮ่องกง ยังทำงานได้เงินเดือนร้อยกว่าเหรียญ ที่ฮ่องกง เขาอยู่แบบลำบาก พี่สาวคนโตโตกว่าผม 12 ปี เกิดมาในยุคนั้น คนรองก็ยังอยู่ในยุคแบบนั้น ทุกคนรู้ว่าครอบครัวเหนื่อยยังไง ผมเกิดมาตอนที่พ่อทำมาม่าได้สัก 2 – 3 ปี มันก็ยังไม่ได้โด่งดัง แต่ผมมีบ้าน มีรถ ไม่ได้ลำบากเท่าพี่คนโต แต่ทุกคนก็ไม่ได้สบายถึงขนาดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย กลายเป็นว่าพอเราเริ่มมีรุ่นหลาน เราก็เลี้ยงหลานมาแบบให้รู้ว่า ไม่ใช่อยู่แบบลูกเศรษฐี ทุกคนมีพร้อม แต่อย่าใช้ชีวิตแบบทิ้งขว้าง ต้องใช้ชีวิตให้มีคุณค่า

พอการทำงานมันเกิดจาก Mindset ที่เห็นอะไรแบบนี้ มันก็เลยกลายเป็นการทำงานร่วมกันว่าเรามีจุดที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระของคนที่เป็นผู้นำ ทุกคนแบ่งหน้าที่กันอย่างดีเลย ไม่ได้ถูกเซตอัปมาว่าคนโตต้องทำอย่างนี้ คนที่สองต้องอย่างนี้ กลายเป็นว่าพี่น้อง 7 คนรวมทั้งพี่เขยพี่สะใภ้อยู่ในนี้กันหมดเลย ช่วยกันแบ่งเบางานในส่วนที่ตัวเองทำ ไม่แย่งกันทำและไม่ทะเลาะกัน
เรื่องขัดแย้งมุมมองที่แตกต่างเรามีตลอด นั่นคือมุมมองที่แตกต่าง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาโกรธเคืองกัน ทะเลาะกันมี ด่าจนร้องไห้ก็มี แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ Personal แล้วก็จบ แล้วก็ไปต่อ สุดท้ายเลือกทางไหน คนที่โดนด่าจนร้องไห้ คนที่ไม่ได้รับการยอมรับในไอเดียวันนั้นก็โอเค ไปทางนี้ อีกวันหนึ่งทะเลาะกันแบบเดิม ไอ้คนนี้เป็นไอเดียที่ดีกว่า ไอ้นี่ก็โดนไป ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้แก้แค้น ไม่ได้โกรธเคืองว่าวันนี้กูแพ้มึง เดี๋ยวพรุ่งนี้กูต้องมาเอาชนะ มันไม่มีการเอาชนะอะไรกันเลย เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่มีอะไรให้แย่งชิง ย้ำว่ามันคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พอมันคิดแบบนี้มันก็ไม่มีอะไรที่ต้องโกรธเคืองกันหรือฉันจะต้องชนะคะคานอะไรขนาดนั้น ประเด็นหลักคือมันไม่ได้มีอะไรให้ครอบครอง พอมันไม่มีอะไรให้ครอบครอง ไม่มีอะไรต้องแย่งชิง มันก็ไม่มีอะไรต้องเป็นประเด็นครับ
มันไม่มีการเอาชนะอะไรกันเลย
เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่มีอะไรให้แย่งชิง
ย้ำว่ามันคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
ถามว่าเพราะทำเพื่อกันและกันด้วยหรือเปล่า? ถูกครับ เพราะมันไม่ใช่การแย่งชิงว่า “ฉันจะต้องชนะ ฉันจะต้องเก่งกว่าแก ฉันจะต้องดีกว่าแก เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะต้องเป็นของฉัน” มันไม่มีประเด็นแบบนี้ไง ก็ทำไป ไม่ได้ยึดติดอะไร ทุก ๆ ตำแหน่งไม่ได้มีใครมองว่ามันคือ Reward แต่มันคือหน้าที่ ดังนั้นใครจะขึ้นมาเป็นตำแหน่งไหน “ซวยแล้วมึง” (หัวเราะ) มึงก็ต้องเหนื่อย มีอะไรก็ร่วมด้วยช่วยกัน แต่ไม่ใช่ว่า “ทำไมกูไม่ได้ตำแหน่งนี้ ทำไมกูไม่ได้อันนี้” มันไม่ใช่ Reward


ถ้าเรามองงานเป็นหน้าที่ ไม่ได้มองตำแหน่งเป็นของขวัญหรือรางวัล เราจะมองมันอย่างไม่แย่งชิง “มึงจะทำ มึงก็รับ ถ้ามึงยืนตรงนั้นมึงก็ทำไป กูยืนตรงนี้กูก็ซัปพอร์ตมึงไป วันหนึ่งถ้ากูต้องโดนทำตรงนี้ กูก็ต้องรับหน้าที่นี้ไป” มันไม่ใช่ The Star ล่าฝัน ได้ถ้วยแล้วเป็นที่หนึ่งเราชนะ การเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรหรือจะเป็นเบอร์ 2 เบอร์ 3 มันก็มีหน้าที่ของมันอยู่ตรงนั้น ถ้าเรามองว่ามันคือหน้าที่ มันไม่แย่งกันทำหรอก ใครจะไปอยากเหนื่อย ผมก็ไม่อยากทำงานเหนื่อย ๆ แต่เขาให้ทำก็ต้องทำ ตรงไหนที่เขาไม่ให้ทำเราก็ไม่ต้องทำ ก็แค่นั้นเองครับ
หลักคิดแบบนักกอล์ฟ: งานของผู้บริหารคือการแก้ปัญหา
ถามว่ารับมือกับปัญหามากมายที่เกิดขึ้นอย่างไร ผมไม่รู้หรอกนะว่าลึก ๆ มันมีอะไรเก็บซ่อนอยู่ว่าเราแบกมันไว้เยอะเกินไปหรือเปล่า ไม่เคยมาดูหรอก แต่เรามองปัญหาว่ามันคืองาน ในฐานะผู้บริหาร งานหลักของผู้บริหารคือการแก้ปัญหา ถ้าองค์กรไม่มีปัญหาอะไรให้แก้เลยมันก็ไม่ต้องมีเราก็ได้ ทุกคนมีหน้าที่ของมัน ฟังก์ชันของมันถูกวางไว้อย่างชัดหมดแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอันคืองานที่เราต้องเข้าไปแก้ไข ดังนั้นเราต้องรู้ว่าการเจอกับปัญหา นั่นคืองานของเรา
การไปเล่นกีฬาบางอย่าง เช่น ตีกอล์ฟ มันก็สอนให้เรารู้ว่าอุปสรรคบางอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว มันไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เราบ่น ลูกมันจะไปตกทราย ลูกมันจะไปอยู่ในป่า ลูกมันจะตกน้ำ ช็อตต่อไปที่จะเอาลูกลงหลุม คนปกติอยู่กลาง Fairway เขาก็ตีง่าย ๆ แต่พอเราอยู่ในป่าเราต้องทำอย่างไร? เคาะออกไปก่อนอีกทีหนึ่ง หรือจะสู้จากตรงนั้นไปเลย มันก็เป็นการตัดสินใจ
ทำไมตอนตีกอล์ฟเราเจออุปสรรคแล้วเราสนุกได้ อยู่ในป่า บ่นก็บ่นแหละ แต่เราจะทำอย่างไรให้มันไปถึงเป้าหมายได้ พอมันกลับมาที่งาน มันก็ต้องมองว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นมันคือความท้าทายที่คุณต้องผ่านมันไปให้ได้ มันไม่ได้มีแค่ความง่ายหรือความสวยหรูในงานหรอก ถ้ามันง่ายขนาดนั้นเขาไม่จ้างมึงทำงานหรอก
ดังนั้นงานคือการแก้ปัญหา ปัญหาเรื่องคน ปัญหาเรื่องเงิน ปัญหาเรื่องตลาด ปัญหาเรื่องสินค้า ปัญหาเรื่องการผลิต มันเกิดขึ้นทุกวันแหละ แต่อย่าเอามาเป็นความรู้สึกว่า “แม่งคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น” แล้วต้องไปไล่ด่าว่าใครคือต้นตอ มันผิดพลาดกันได้
ผมชอบตีกอล์ฟนะ ก็ตีบ่อย ๆ มันคืองานหลัก มาออฟฟิศก็คืองานอดิเรก (หัวเราะ) มันก็เป็นความสุขหนึ่งเมื่ออยู่ในนั้น ถ้าคนตีกอล์ฟก็จะรู้แหละว่ามันน่าหลงใหลอย่างไร แล้วถ้ามีเพื่อนร่วมก๊วนที่ดีด้วยมันก็ยิ่งสนุกเข้าไปอีก

“ไม่มีผลงาน ไม่มีความผิด” คนทำงานต้องมีแผล แต่ยกเว้นเรื่องทุจริต
ผมยึดคติพี่แอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล) ไว้เป็นคติประจำใจเลย เวลาคนชอบถามว่าคติประจำใจของคุณคืออะไร ผมบอกเลย “ไม่มีผลงาน ไม่มีความผิด” ถ้าเป็นเพลงมันคือเพลง สบายกว่า “ไม่มีผลงานไม่มีความผิด ไม่ต้องทำงานไม่ต้องทำผิด แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ”
ใช่ดิ ถ้าคุณไม่อยากทำผิดคุณก็ไม่ต้องทำงาน คนทำงานต้องมีแผลอยู่แล้ว ต้องมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ให้มันเป็นปัญหาที่เจอแล้วคุณยอมรับแล้วแก้ไขมัน มันต้อง Drive ไปแบบนั้น ถ้าคุณไม่อยากทำอะไรผิด ก็คือคุณไม่ได้ทำอะไรเลย
ดังนั้น ลูกน้องของเราก็เหมือนกัน ทั้งปีเขาทำดีมาตลอด ทำผิดแค่ครั้งเดียวจะฆ่าจะแกงกันขนาดนั้นเลยมั้ย เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ยกเว้นเรื่องทุจริตนะ ไอ้ความเลวความชั่วไม่ใช่แค่เรื่องความผิด แบบนี้ผมไม่เอา ผมไม่ประนีประนอมกับการทุจริตเลยสักครั้ง
ตอนนี้ผมเป็นเหยื่อ “ละครแนวตั้ง”
ถ้าถามว่าผมมีเวลาไปดูหนังฟังเพลงหรือเปล่า ดูหนังก็เลือกเรื่องครับ แต่ดูซีรีส์เยอะ ผมเป็นคนชอบดูหนังไทย ชอบดูซีรีส์ไทย อาจจะเป็นเพราะฟังภาษาต่างประเทศไม่ค่อยรู้เรื่อง ขี้เกียจอ่าน Subtitle ซีรีส์เกาหลีดูบางเรื่อง ฝรั่งดูบางเรื่องที่มันน่าสนใจจริง ๆ แต่ถ้าไทยดูหมดแหละ ช่อง 3 ที่ใครบอกว่าน้ำเน่า เปิดดูที่มัน Rerun อยู่ก็ดู
เหตุผลที่ชอบดูหนังไทย เพราะมันเข้าใจง่าย เข้าใจทั้งสิ่งที่ผู้กำกับจะสื่อสารด้วย เข้าใจทั้งภาษาด้วย ถึงการแสดงหรือโปรดักชันมันจะมีความ “อิหยังวะ” เราก็เข้าใจมันได้เพราะเราโตมากับละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เราเลยชอบดู
แล้วพวกที่สื่อสารง่าย ๆ เราก็ตกเป็นเหยื่อนะ ละครแนวตั้งนั่งดูไปแล้วก็แบบ “ดูทำไมวะ” (หัวเราะ) แล้วผมไม่เคยจ่ายตังค์กับละครแนวตั้งเลยนะ ละครแนวตั้งที่มันชอบโฆษณามาประมาณสัก 17 นาที แล้วก็มาถึงตอนที่พระเอกกำลังจะเฉลยแล้วว่าคือประธานบริษัท ไอ้ตัวพิสูจน์กำลังจะออกมา ไอ้ตัวพ่อกำลังจะมาบอกว่านี่คือลูกของฉัน แล้วมันก็บอกว่าให้จ่ายตังค์… หลังจ่ายไป เฉลยเสร็จก็คงจบ กูไม่จ่าย กูรู้แล้ว! (หัวเราะ)
ผมก็ดูทุกเรื่อง ดูประจำเลย มันก็จะมีเสน่ห์ของมัน ซึ่งบางทีคนรอบข้างบอกว่า “มึงดูอะไรของมึงเนี่ย” แต่เชื่อดิ คนดู 4 – 5 ล้าน Views คนไทยชอบอะไรแบบนี้ บางทีเป็นหนังฝรั่งด้วยที่ชอบอะไรแบบนี้ มันมีเสน่ห์ของมันนะ ซึ่งผมก็เป็นเหยื่ออะไรแบบนี้แหละ

หนังอาร์ต หนังที่ดูเข้าใจยาก ๆ บางเรื่องเราก็ชอบ แต่ดูแล้วมันเหนื่อย คนเราชอบอะไรง่าย ๆ เพราะมันดูแล้วมัน Relax ถ้าช่วงที่เราว่างแล้วอยากจะได้อะไรยาก ๆ ก็ไปเสพหนังแบบหนึ่ง แต่วันที่เราเหนื่อยแล้ว งานก็ยาก และเวลาเหลืออยู่แค่นี้ อยากนั่งดูแล้วปวดฉี่ก็เดินไปฉี่ หรืออยากกินมาม่าก็เดินลงไปชงแล้วกลับมาโดยที่ไม่ต้องกด Pause หรือ Rerun ละครไทย หนังไทยนี่แหละตอบโจทย์เลย เดินไป 10 นาที พระเอกจะตายก็ยังไม่ตายเลย กินมาม่าหมดชาม ไปล้างชามเสร็จกลับมา แม่งก็ยังอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่เป็นไร สบาย ๆ ดูแล้วชิล ๆ เพลิน ๆ
แต่เชื่อมั้ยว่าหนังดี ๆ หนังออสการ์ หรือหนังที่ต้องใช้เวลากับมันแบบเต็มที่ ผมได้ดูตอนอยู่บนเครื่องบิน ตอนเดินทาง เพราะอยู่บนเครื่องบินเราทำอะไรไม่ได้ ก็นั่งจ้องอยู่อย่างนี้ ลุกไปไหนก็ไม่ได้ นั่งดูแล้วก็แบบ “มันสนุกว่ะ แม่งดีว่ะ” มันได้โฟกัสกับมันมาก ๆ จริง ๆ เพราะอยู่บนเครื่องบินโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ จะไม่มีใครโทรเข้าโทรออก ไม่มีอะไรรบกวนเลย ไม่มีอะไรให้ทำก็จ้องอยู่อย่างนั้น
แต่ถ้าอยู่บ้าน ถ้าจะดูหนังเดี๋ยวโทรศัพท์ก็เข้าแล้ว ดังนั้น หนังที่ไปดูที่โรงอาจจะต้องเป็นหนังที่เราตั้งใจจะโฟกัสจริง ๆ 2 – 3 ชั่วโมงแล้วไม่แตะมือถือเลย แต่ถ้าดูหน้าทีวี ขอแบบง่าย ๆ ไว้ก่อน เพราะมันต้องคุยโทรศัพท์ไป คุยไป กินข้าวไป สารพัดสิ่ง
การเดินทางของหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า “มาม่า”
ถ้าเป็นหนังสือแค่เล่มเดียว เวลาเล่าเรื่องมาจนถึงทุกวันนี้คิดว่าก็คงจะใกล้ถึงตอนจบของภาคที่หนึ่ง แต่มันไม่ใช่หนังสือเล่มเดียวไง ผมอยากจะให้มาม่าเป็นหนังสือที่เป็นซีรีส์ ซึ่งบทถัดไปหรือเล่มถัดไปมันก็จะมีเรื่องราวใหม่ที่เกิดขึ้นมา ตอนนี้ผมไม่ได้บอกว่าเล่มแรกมันจะจบเพราะอะไร แต่ถ้าดูจากอายุของมันที่ดำเนินมาถึงตอนนี้ มันควรจะเริ่มเตรียมขึ้นเล่มที่ 2 แล้ว ตอนนี้มันใกล้จะ To be continued มันจะต้องขมวดปีแรก หรือเล่มแรกของมันให้จบแบบที่ไม่ใช่ตอนจบ แต่มันเป็นการปูทางให้คนเห็นว่าเล่มที่ 2 มันจะไปต่ออย่างไร เล่มถัดไปจะไปต่อได้อย่างไร และไปต่อได้เรื่อย ๆ
ผมอยู่ในบทบาทที่กำลังจะขมวดตอนจบของเล่มที่ 1 แล้วเขียนตอนเริ่มต้นของเล่มที่ 2 มันแค่นี้แหละ ผมอายุ 51 แล้ว ผมคงไม่ทำงานถึงอายุ 80 กว่าเหมือนพ่อของผม คนยุคนั้นต้องนับถือจริง ๆ ทำงานคือทำจนตาย แต่มันก็เป็นความสุขของเขา ซึ่งผมไม่เชื่อว่ายุคนี้จะมีคนส่วนใหญ่อยากจะทำงานไปจนตาย ถ้าคุณสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำแล้วนะ คุณอาจจะ Fade ออกมาแล้วก็บาลานซ์ชีวิต
ผมคิดว่าถ้าผมมองแค่ธงของผมนะ น่าจะมีอีกสัก 10 ปี คืออายุ 60 ตามที่คนปกติเกษียณ เวลามีแค่นี้ มันก็คือการขมวดหนังสือเล่มแรกที่ถูกเขียนมาได้อย่างดี จบให้มันดี ทำรอยต่อเพื่อไปต่อเล่ม 2 อย่างไร อันนี้มันคือหน้าที่ของผมที่จะต้องขมวดเล่มแรกต่อไปเล่ม 2 แล้วเดี๋ยวเล่ม 2 ก็จะมีคนต่อไปที่จะเขียนมัน ตอนนี้เราก็ต้องวางองค์กร วางโครงสร้าง วางโครงเรื่องของมันให้ดูน่าสนใจที่สุด เพื่อให้เล่ม 2 มันไม่แพ้เล่มแรก

อินไซต์ตลาดสุขภาพและ “รสชาติทางเลือก” ที่มีข้อจำกัดในไทย
ผมอยากให้ Range มันกว้างไปจนถึงกลุ่มคนอย่างพวกที่เขาเป็น Vegetarian หรือที่เราพยายามจะทำมาม่า Less Sodium แต่ว่าเราโปรโมตมันไม่ได้ จะบอกว่าโซเดียมไม่ดี แต่จริง ๆ แล้วทางเลือกของคนที่กินมาม่า เขาก็ไม่ได้รักสุขภาพหรอกนะ (หัวเราะ) แต่บางคนเขาก็มีทางเลือกอะไรแบบนี้ ซึ่งกลุ่มทางเลือกที่ควรจะต้องไปซัปพอร์ตเขา มันถูกถามมาเยอะหมดเลย หลัง ๆ กระแสคนกิน Vegetarian เยอะนะ แล้วก็บอกว่า “รสไหนกินได้บ้างล่ะ?” เราก็ตอบยากนะว่าคุณเป็น Vegan คุณเป็น Vegetarian ประเภทไหน? ถ้าคุณเป็นคนกินเจ ผมก็ต้องหารสที่ไม่มีกระเทียม ไม่มีหอมเลย ไม่มีไข่ ไม่มีนม ตอนนี้มันโคตรหลากหลายเลย แต่ถ้าบอกว่าแค่ No Meat มันก็จะมีหลากหลายรสที่พอกินได้ แต่มันไม่ได้ถูกสื่อสาร
ถ้าถามผมว่าในอนาคต รสชาติใหม่ ๆ โดยเฉพาะตอนนี้ตลาดต่างประเทศมัน Need แบบนี้แล้ว มันจะต้องมี Checkmark นะว่า No Meat / No Gluten และอื่น ๆ มันจะต้องละเมียดกว่านี้ แต่ในประเทศไทยอาจจะอีกสักพักหนึ่ง ก็อยากให้มีโปรดักต์ที่มันซัปพอร์ตคนหลาย ๆ กลุ่มให้เยอะขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าในประเทศไทย ด้วยการที่เชลฟ์มันถูกจำกัดด้วย Shelf Space ที่ทุก ๆ ตารางนิ้วมันจะต้องสร้างมูลค่าให้เจ้าของที่ได้มากที่สุด ของที่มันไม่ Mass มันไม่มีที่ว่างให้อยู่ตรงนั้น ขายออนไลน์ทำได้ แต่ด้วยราคาของโปรดักต์มันถูกเกินไปเมื่อเทียบกับค่าขนส่ง ทำให้การขายบะหมี่ออนไลน์มันขายไม่ได้ เพราะมันส่งไม่คุ้ม มันทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นมันก็ต้องอาศัยห้าง แต่ในอนาคตอาจจะมีแพลตฟอร์มที่มันทำให้พื้นที่ของรสชาติแปลก ๆ หรือความหลากหลายนี้สามารถมีได้
ส่วนตัวผมกินมังสวิรัติมาตั้งแต่ปี 2542 ผมกินมังสวิรัติทุกมื้อ กินมา 27 ปีกว่า ๆ แล้ว แต่ถามว่าผมชิมมาม่ามั้ย ผมชิมทุกรส ผมไม่ได้ถือหรือเพราะผมไปบนบานศาลกล่าวหรืออะไรนะ แต่ผมไม่กินเพราะมีเหตุผลของผม ซึ่งไม่ได้จะต้องมานั่งเถียงกันว่า ใครคิดถูกหรือใครคิดผิด กระแดะหรือเปล่า ไม่กินสัตว์เพราะสงสารหรือเปล่า ผมบอก “มึงอย่ายุ่งกู เหตุผลแต่ละคนมันมีไม่เหมือนกันแหละ”
ผมถามพี่ว่า “พี่กินแมวหรือเปล่าล่ะ?” ไม่กิน เพราะว่าแมวไม่ใช่สิ่งที่กินได้ ผมก็มองว่าเนื้อสัตว์มันไม่ใช่ของกิน ผมก็เลยไม่กิน ต่างคนต่างมอง อยากจะมองอะไรก็ไป เราไม่กินแล้วไปเดือดร้อนอะไร เวลากินข้าวด้วยกันก็ไม่ทำตัวให้เดือดร้อน หารเท่ากันก็ได้ กินไข่เจียวก็ได้ กินอะไรก็ได้ แต่ก็ไปสนุกด้วยกัน กินบรรยากาศร่วมกัน เราก็ไม่ได้เป็นภาระของกลุ่มเพื่อนฝูง ถ้าเขาไปกินข้าวร้านข้าวหมูแดง… ผมก็ไม่ไป (หัวเราะ)
เล่าให้ฟังได้ เพราะว่ามาม่าถ้าซอง 7 บาท ถ้ากินมังสวิรัติแบบเคร่ง ๆ ก็ไม่แนะนำให้กิน เพราะน้ำซุปที่ราดเส้นมันเป็นน้ำซุปไก่ แต่ถ้า MAMA OK ไม่ได้ราดซุป ผมจะดูหลังซองแหละ ถ้าเขาเขียนว่ามีส่วนประกอบของอะไร แปลว่ามันมี แต่ถ้าเป็นช่องถัดไปที่มันเขียนว่า “May contain อาจมีส่วนผสมของ…” ประโยคนั้นมันเกิดขึ้นจากเครื่องจักรเดียวกัน มันอาจเกิดการปนเปื้อน ดังนั้นถ้าบอกว่า “May contain…” ก็ Assume ว่ามันไม่มีครับ

MAMALAND ศูนย์รวมความสนุกและรสแปลกจากทั่วโลก
ผมอยากทำ MAMA Museum แต่เรายังหาความสนุกจุดขายของมันไม่เจอว่าทำไมคนจะต้องมา ที่ญี่ปุ่นมี Nissin Museum อยู่ที่โอซากา ที่คนเข้าไปแล้วไปเล่น เราก็ไม่อยากลอกเขา เราก็จะคิดอะไรของเราออกมา แต่ยังคิดไม่ตก ไม่มีเวลาคิด และก็อยากทำ Shop สำหรับมาม่ารสชาติที่คนตามหา ถามกันเยอะมากในโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นเส้นชาเขียว ข้าวซอย หมี่หยกเป็ดย่าง ซุปไก่โปรตีนไข่ ฯลฯ อยากจะให้มี Shop ที่ผมผลิตออกมาทีละล็อตแล้ววางขายอยู่ตรงนั้น แล้วคนอยากกินมาม่ารสแปลก ๆ ไป 7-11 ไม่มี ไป Makro ไม่มี ไป Lotus’s ไม่มี ไป Big C ไม่มี แต่ถ้ามาที่นี่คุณได้เห็นทุกรสของมาม่าแน่ ๆ
ก็คุยกับพี่ชายว่า “ทำได้เปล่าวะ?” ถ้าวันหนึ่งมันทำได้ก็ทำ และดูซิว่าคนจะมากันหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ Social Voice 10,000 คอมเมนต์ ถ้า 10,000 คนนั้นมาซื้อคนละ 10 ซอง มันก็ขายได้แค่ 100,000 ซอง มันไม่พอ คนที่ไม่ได้ Voice มาซื้อด้วยหรือเปล่า? ภาพที่เราเห็นในโซเชียลมันอาจจะเป็นแค่คนกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าอยากทำไหม โคตรอยากทำเลย MAMA Museum / MAMA Shop / MAMALAND ที่เป็น Checkpoint ของเรา เป็น Flagship ของเราที่คนมาแล้วได้เห็นอะไรที่คุณไม่เห็นที่อื่น แต่มาที่นี่แล้วแบบ “ผัดไทยก็มี เฝอผักชีก็มี” รวมถึงสิ่งที่เราไปขายทั่วโลก แต่ด้วยข้อจำกัดของการตลาด ข้อจำกัดของ Shelf Life ข้อจำกัดของต้นทุน ทำได้หรือเปล่าเดี๋ยวลองดูว่าวันหนึ่งมันจะมีได้หรือเปล่า แต่ถ้ามีได้มันคงสนุกแน่นอน

ความภาคภูมิใจที่ไม่ใช่ “ความสำเร็จส่วนตัว” แต่คือ “ความ ไว้ วาง ใจ”
ถ้าถามถึงความสำเร็จส่วนตัว ผมจำไม่ได้เลย
ไม่มีเลย ไม่เคยนึกถึงมันเลย
ความภาคภูมิใจหนึ่งก็คือว่า
เราได้มาอยู่ในองค์กรที่มันถูกสร้างขึ้นมา
แล้วเราก็โตขึ้นมากับมัน
วันหนึ่งเราได้มามีส่วนร่วมกับมันในฐานะอะไรก็แล้วแต่ วันนี้ก็อาจจะอยู่ในฐานะหนึ่งที่ความรับผิดชอบมันอาจจะเยอะขึ้น แต่เราก็ได้รับมอบหมายให้ทำ ก็แปลว่าเราได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งว่าเราคงจะพอทำมันได้ดี โดยที่ทีมงานข้างหลังเราทั้งหมด รวมทั้งทีมงานข้างหน้าและข้างบนของเรา เขายอมรับในตัวเราว่าเราพอจะทำหน้าที่นี้ได้ดี เขาก็ไว้วางใจ
ความภาคภูมิใจมันคือการได้รับความไว้วางใจและได้รับการยอมรับ แต่เมื่อได้รับมาแล้ว เราทำมันได้ดีขนาดไหน ผมไม่ได้ถือว่ามันคือความสำเร็จนะ มันคือการทำหน้าที่ให้ดีพอแค่นั้นเอง ดังนั้นความภูมิใจที่ได้รับการยอมรับมันก็แค่นั้น ส่วนเราจะทำให้คนอื่นผิดหวังหรือเปล่า ความภาคภูมิใจนี้มันอาจจะกลายเป็นความล้มเหลวเมื่อไหร่ก็ได้ อันนี้เราจะต้องระวัง และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ให้มันดีที่สุดครับ
มาม่าคือเพื่อนของคุณ
“อยากบอกอะไรกับคนที่รักมาม่ามาอย่างยาวนาน” นี่คือคำถามที่ไม่ได้อยู่ในสคริปต์ แต่คนถามมีความอยากรู้จากฟีลลิงที่เราคุยกันมายาวนานถึงเวลานี้เกือบสองชั่วโมง
ผมรักมันนะ ผมรักสินค้านี้ ผมรักแบรนด์นี้ แล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่โตขึ้นมากับมาม่าก็อาจจะมีความผูกพันและรักมัน ผมอยากจะบอกว่าช่วยรักมันต่อไป และช่วยกันซัปพอร์ตให้สิ่งนี้มันยังอยู่คู่สังคมไทยได้อย่างที่มันเคยเป็นมา
มันอยู่ในสเตตัสที่ทุกวันนี้เป็นทั้งทางเลือกแรก และทางเลือกสุดท้ายของหลาย ๆ คน ซึ่งเรายังจะ Keep ให้มันอยู่อย่างนี้ ไม่ได้กระโดดขึ้นไปกลายเป็นสินค้าที่เอื้อมไม่ถึง สินค้าที่แพง หรือสินค้าที่เอาเปรียบ เรายังอยากให้คุณเห็นมันเป็นสินค้าที่เป็นเพื่อนคุณ เป็นหมอนพิง เป็นหลังพิงของคุณ ที่คุณสามารถหยิบมันได้ด้วยทุก ๆ อารมณ์ อารมณ์อยากกิน อารมณ์รีบ อารมณ์ไม่มีตังค์ หรืออารมณ์รวยแต่อยากกิน… ได้หมดเลย
ยังอยากให้มันเป็นสินค้าที่อยู่กับคุณในทุก ๆ โมเมนต์ตลอดไป ซึ่งมันต้องอาศัยผู้บริโภค เพราะเขาคือผู้เลือก เขาคือผู้หยิบ เราคือผู้ผลิต เราคือผู้ขายที่เอามันไปวางไว้ตรงนั้น แต่เราจะทำอย่างไรให้เขายังเลือกหยิบอยู่ สุดท้ายการตัดสินใจคือการตัดสินใจของผู้บริโภคทั้งนั้น ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนซัปพอร์ตมันก็คงอยู่ไม่ได้ ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ยังซัปพอร์ตมาจนถึงทุกวันนี้ และเราก็หวังว่าเขาจะซัปพอร์ตเราต่อไป

ผมไม่ใช่คนที่สร้างมันขึ้นมา ผมไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกอย่างมันดีได้จนถึงทุกวันนี้ ผมเป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งที่อยู่ในหลาย ๆ หน้าที่ แล้วโตมากับมัน วันนี้มันแค่ถูกถีบออกมาเป็น Front Man ที่ต้องทำหน้าที่ที่คนเห็นผมเยอะกว่าคนอื่น มันไม่มีอะไรที่ต้องคิด หรือกดดัน หรือพิเศษไปกว่าปกติ มันแค่การทำหน้าที่จริง ๆ อันนี้ไม่ได้พูดให้มันดูสวยหรู แต่มันคือหน้าที่ความรับผิดชอบที่เราต้องทำ วันหนึ่งมันก็จะไม่ใช่เรา เราเข้ามาเพื่อจากไป แต่บริษัทนี้ แบรนด์นี้มันจะต้องอยู่ต่อไป
ผมพูดกับพนักงานไปเมื่อ 2 – 3 วันก่อนเองว่า “เมื่อบริษัทนี้มีอายุครบ 100 ปี ผู้บริหารคนที่เป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรในวันนั้น ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดเลยก็ได้ เราจะไปรู้ได้ไงว่าเขาคือใคร เขาจะเป็นใครก็ได้ แต่องค์กรนี้จะต้องซัปพอร์ตให้คนคนนั้นเขาเข้ามาอยู่ แล้วนำพาองค์กรไปต่อได้ รากฐานจะต้องแข็งแรง เราต้องสร้าง Foundation ให้แข็งแรง”
เรายังไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง แต่การเปลี่ยนผ่านมันจะเกิดขึ้นจากนี้ไปเรื่อย ๆ ทุก 10 – 20 ปี มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ มันไม่เหมือน 50 ปีที่ผ่านมาที่ยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงหรือชัดเจน มันยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยว ยุคหนึ่งมันยังไม่ผ่าน แต่ยุคสองไปยุคสามไปยุคสี่ มันจะเร็ว มันจะเร็วกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ
องค์กรมันต้องแข็งแรงมากพอที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นทำได้อย่างสมูท คือสิ่งที่เราต้องวางระบบไว้ให้ได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะทำมันได้ดีแค่ไหน แต่เราก็หวังว่ามันจะดีมากพอ ทุกวันนี้รากฐานขององค์กรแข็งแรงพอ เงินมี แบรนด์แข็งแรง ทีมงานดีแล้ว และทีมงานก็ต้องสร้างกันไป การสร้างคนคือสิ่งสำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญ

นิยามความสุขสไตล์คุณพันธ์: สนุกกับสิ่งบ้า ๆ บอ ๆ และได้ทำในสิ่งที่รู้สึกจริง ๆ
ความสุขของเราเอง
ถ้าไม่ได้ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน
เราก็ทำของเราไป
ความสุขวันนี้ของผม เอาตรง ๆ นะ ผมยังไม่รู้เลยว่าวัน ๆ ผมทำอะไรแล้วมีความสุข (หัวเราะ) แต่กลายเป็นว่าผม Enjoy กับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุก ๆ โมเมนต์ที่เราทำแล้วมันหาความสุขได้ง่าย ๆ ความสุขของผมอาจจะง่ายมาก เช่น บางทีอยู่บ้านเฉย ๆ ได้นอน ได้อยู่เฉย ๆ ก็มีความสุขแล้ว บางทีอยากทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ เลอะเทอะ ไม่ได้มีความคาดหวังอะไรกับมันเลย
ล่าสุดผมคุยกับน้องคนหนึ่งที่เป็นนักร้อง คือผมชอบร้องเพลงนะ ร้องเพลงแล้วผมมีความสุข แต่ผมไม่ใช่คนร้องเพลง (หมายถึงนักร้องอาชีพ) น้องเขาก็บอกว่า “เออพี่ หนูเล่าให้ฟัง ปีนี้หนูจะลองประกวด The Voice” วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่จะส่ง Audition ผมก็บอก “เฮ้ย เขาส่งกันยังไงวะ” น้องก็บอก “พี่ก็ส่งไปดิ” ผมบอก “ส่งทำไม บ้ารึเปล่า มันไม่ติดอยู่แล้ว” แต่น้องมันบอกผมว่า “พี่มีความสุขรึเปล่าที่พี่จะได้ทำ พี่จะไปแคร์อะไร พี่จะร้องดีร้องแย่ เขาไม่ได้เอาคลิปพี่ไปประจาน หนูชอบพี่ร้องเพลงนะ แต่ว่ามาตรฐานมันจะถึงรายการรึเปล่า พี่ไม่ใช่คนตัดสิน พี่อยากส่งก็ส่งไป พี่จะได้ไม่ต้องคาใจ พี่อยากทำพี่ก็ทำ พี่มีความสุขพี่ก็ทำ” น้องมันยังเด็กมากเลยนะ
สุดท้าย ผมก็ส่งคืนวันสุดท้ายเลย (หัวเราะ) ไม่ต้องคิดว่ามันจะติดนะ ผมฟังเองผมยังรู้สึกว่าผ่านก็เหี้ยแล้ว! แต่ว่ามันสนุกดี แล้วกลายเป็นว่า วันนี้เห็นคนเอาคลิปตัวเองที่ส่งไป Audition มาลงในโซเชียล เป็นไวรัลเยอะเลย ร้องแย่กว่าผมอีก เขาก็ส่งกัน แต่เขาสนุก เขามีความสุขที่ได้ทำ เราก็มีโมเมนต์แบบเด็ก ๆ ที่เราได้ทำอะไรแบบนี้ จะมาบอกว่า “กูเป็นผู้บริหาร กูทำอะไรแบบนี้ไม่ได้” ผมไม่มีข้อจำกัดในการที่จะหาความสนุกกับอะไรที่มันปัญญาอ่อน หรือไม่คิดว่าเราต้อง Keep Look ว่าเราทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ ไม่เอา ทำแล้วสนุกก็ทำไป ผมไปตีกอล์ฟ ผมยืนเต้น ผมลง TikTok อะไรบ้า ๆ บอ ๆ ก็ทำ
บางทีคนก็มาบอก “มึงเป็นผู้บริหาร มึง Keep Look หน่อย” ผมบอกว่า “Keep Look อะไรล่ะ ผู้บริหารก็คนเปล่าวะ ตอนทำงานกูก็ไม่ได้เต้นในห้องประชุมซะหน่อย” บางคนไปเตะบอล แม่งบอกเพื่อน “เฮ้ย มึงแต่งลีด ไปเต้นลีดเดอร์หน่อย มึงไปแต่งลีดได้เปล่าวะ” ถ้าแต่งกับพวกมึงแล้วแฮปปี้กูก็แต่งให้ ให้ทำอะไรกูก็ทำ ให้คนรอบข้างมีความสุข กลายเป็นว่าเราโอเคกับความสุขของคนรอบข้าง มันก็เป็นความสุขของเราเหมือนกัน ความสุขของเราเองถ้าไม่ได้ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนเราก็ทำของเราไป
แต่หลาย ๆ โมเมนต์ บางทีคนบอก “Introvert เหรอ? Extrovert เหรอ?” ไม่รู้ครับ ไปอยู่กับเพื่อน ๆ บางทีก็สนุก แต่บางวันไม่อยากไป ไม่อยากไปก็โทรบอกเพื่อน “กูไม่อยากไป กูอยากอยู่บ้าน กูเหนื่อยแล้ว เมื่อเช้ากูประชุม กูไม่ไปนะ กูไม่ไหว” เพื่อนก็เข้าใจ อยู่เฉย ๆ ก็มีความสุข บางวันอยู่บ้านแล้วเหงา จะออกไปหาเพื่อนก็ไป มันก็กลายเป็นว่า ความสุขของเรา มันง่าย ๆ เรามีความสุขกับทุก ๆ โมเมนต์ของเราได้ ดังนั้นความสุขมันคืออะไร… ความสุขมันคือการได้เป็น ได้ทำ ในสิ่งที่เรารู้สึกกับมันตอนนั้นจริง ๆ อย่าไปกระแดะครับ!!!

เมื่อการพูดคุยจบลง เราเพิ่งรู้ตัวว่าเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงแล้ว ตลอดบทสนทนาในวันนั้น มีทั้งเรื่องธุรกิจ การตลาด การบริหารองค์กร เรื่องรสชาติของมาม่า อิริค คันโตน่า สวนสนุก กอล์ฟ ถุงยาง หนัง ซีรีส์ และความสุขเล็ก ๆ ของผู้คนบนโลกโซเชียล และอีกมากมายก่ายกอง แต่สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำของพวกเรากลับไม่ใช่ตัวเลขยอดขายหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจ หากเป็นเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นระยะตลอดการพูดคุย เป็นบรรยากาศสบาย ๆ ที่ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้คล้ายการนั่งคุยกับเพื่อนมากกว่าการนั่งอยู่ตรงหน้าผู้บริหารองค์กรระดับหมื่นล้าน
บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ “มาม่า” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าในชั้นวางของร้านสะดวกซื้อ แต่เป็นแบรนด์ที่ผู้คนรู้สึกผูกพันด้วย เพราะเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาหลายสิบปี คือผู้คนที่ยังมองเห็นความสำคัญของรอยยิ้ม ความสนุก และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ไม่ต่างจากวันที่พวกเขาเริ่มต้นสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา
วันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการพูดคุยกับผู้บริหารของมาม่าเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่เราได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของแบรนด์ที่อยู่กับคนไทยมาทั้งชีวิต ได้เห็นว่าหลังชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยนั้น ไม่ได้มีเพียงโรงงาน เครื่องจักร หรือแผนธุรกิจ หากมีผู้คน มีวัฒนธรรมองค์กร มีความเชื่อเรื่องการทำงานร่วมกัน มีความไว้วางใจที่หมายถึงการเอาใจมาวาง มีความพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้คนเอาไว้อย่างจริงจัง
บางทีหลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ คุณอาจจะไม่ได้มอง “มาม่า” เป็นเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ทำให้มาม่าอยู่คู่สังคมไทยมาได้กว่าครึ่งศตวรรษ อาจไม่ใช่เพียงรสชาติที่คุ้นเคย แต่คือความเข้าใจในผู้คน และการไม่เคยหยุดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาในแต่ละยุค แต่ละสมัยต่างหากล่ะ!!!

