Barbie T1D

ภาพของตุ๊กตาบาร์บี้สาว หน้าตาสะสวย สวมใส่ชุดกระโปรงสีฟ้าลายจุด หากมองผ่าน ๆ ก็คงจะดูเหมือนกับบาร์บี้ทั่ว ๆ ไป แต่หากดูในรายละเอียดจะพบว่า ที่เอวของน้องมีเครื่องปั๊มอินซูลินติดอยู่ ส่วนที่แขนมีเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด และบนหน้าจอมือถือยังมีดีเทลเล็ก ๆ ของแอปพลิเคชัน Continuous Glucose Monitoring (CGM) ซึ่งเป็นแอปที่คอยตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบเรียลไทม์ และใช่แล้ว! ไม่ผิดแน่! บาร์บี้ตัวใหม่ที่ทางบริษัท Mattel เพิ่งปล่อยออกมา เป็นบาร์บี้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ในภาพยนตร์เรื่อง ‘บาร์บี้’ (Barbie) ของ เกรตา เกอร์วิก’ (Greta Gerwig) ได้เข้ามาเนรมิตโลกของ ‘Barbieland’ ให้กลายเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียมและความหลากหลาย และถึงแม้ว่าตุ๊กตาบาร์บี้จะถูกวางขายครั้งแรกในปี 1959 แต่นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา บริษัทผู้ผลิตของเล่นสัญชาติอเมริกันอย่าง Mattel ก็ได้เริ่มมีการผลิตบาร์บี้ที่มีความพิการทางด้านร่างกายออกมาวางขาย อาทิ บาร์บี้นั่งวิลแชร์, บาร์บี้สวมเครื่องช่วยฟัง, บาร์บี้ดาวน์ซินโดรม และเมื่อประมาณปีที่แล้วทางบริษัทก็ได้มีการเปิดตัวบาร์บี้ที่เป็นผู้พิการทางสายตาออกมา โดยทาง ลูซี่ เอ็ดเวิร์ดส์’ นักเคลื่อนไหวเพื่อผู้พิการ ได้กล่าวว่า การเปิดตัวตุ๊กตาบาร์บี้ที่มีความพิการทางด้านสายตามันมีความหมายกับเธอมาก ๆ เธอเคยรู้สึกอายกับการใช้ไม้เท้าของตัวเอง แต่เมื่อได้รู้ว่าบาร์บี้ก็ใช้ไม้เท้าเหมือนกัน ก็ช่วยให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

ส่วนบาร์บี้รุ่นล่าสุด ทาง Mattel ได้ร่วมมือกับองค์กร Breakthrough T1D (ชื่อเดิม Juvenile Diabetes Research Foundation-JDRF) ซึ่งเป็นองค์กรที่วิจัยและสนับสนุนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ออกแบบและถูกติดอยู่ที่ตุ๊กตาบาร์บี้สะท้อนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยใช้งานจริง ๆ ส่วนชุดสีฟ้าอ่อนและลวดลายวงกลมบนเสื้อผ้า ก็เป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์ของการรณรงค์เรื่องโรคเบาหวาน

Mattel ได้เปิดเผยว่า บาร์บี้ตัวนี้จะสะท้อนให้เด็ก ๆ มองเห็นตัวเองผ่านบาร์บี้ และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มองเห็นความหลากหลายต่าง ๆ ของโลกใบนี้ผ่านการเล่น ซึ่งบาร์บี้ตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘Fashionistas’ โดยเป็นคอลเลกชันที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นสีผิว สีผม ลักษณะเส้นผม เชื้อชาติ ความพิการ รูปร่าง และอื่น ๆ 

อย่างไรก็ดี โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ร่างกายจะทำลายเซลล์ในตับอ่อนที่คอยทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน โรคนี้มักเกิดในคนอายุยังน้อยและมักจะถูกวินิจฉัยในวัยเด็ก ผู้ป่วยจะต้องคอยตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดและฉีดอินซูลินทุกวัน ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ในปี 2021 ชาวอเมริกันทุกช่วงวัยกว่า 38.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 11.6% ของประชากรสหรัฐฯ ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ราว 2 ล้านคน ซึ่งเป็นเด็กและวัยรุ่นที่อายุต่ำว่า 20 ปีประมาณ 3 แสนคนเลยทีเดียว

อ้างอิง