การเล่นหนังผีอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุดสำหรับนักแสดง แต่การเล่นหนังผีที่ตั้งอยู่บนความเชื่อของผู้คน ศาสนา และวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง กลับเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะทุกการแสดงออกตั้งแต่สายตา น้ำเสียง ไปจนถึงพิธีกรรมที่ปรากฏบนจอ ล้วนต้องผ่านความเข้าใจและการเคารพต่อสิ่งที่เป็นรากของเรื่องราว ไม่ใช่อาศัยเพียงแค่จินตนาการหรือความน่ากลัวตามแบบหนังสยองขวัญทั่วไป

บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่องของการแสดง หากยังพาเราเดินเข้าไปทำความรู้จักโลกอีกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเชื่อ พิธีกรรม และเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พร้อมกับตั้งคำถามว่า ในวันที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้แทบทุกอย่าง ยังมีพื้นที่เหลือให้กับสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่หรือไม่

วันนี้ SUM UP ชวน มิ้ม – รัตนวดี วงค์ทอง และ ปิ่น – ปีญารัตน์ จตุพงษ์ มาพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงาน ความท้าทายของการรับบทที่ต้องเคารพทั้งศาสนาและความเชื่อ ประสบการณ์ชวนขนลุกที่เกิดขึ้นระหว่างกองถ่าย รวมถึงเสน่ห์ที่งดงามของจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะเทือกเขาบูโดที่เป็นเส้นเรื่องซ่อนความน่ากลัวเอาไว้ สุดท้ายแล้ว คำถามที่น่าสนใจที่สุดข้อหนึ่งก็คือว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้ คือ “ญิน” หรือความกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์กันแน่

‘ปิ่น – มิ้ม’ กับบทบาทใหม่ในจักรวาล “ของแขก”

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ในภาคนี้ ‘หลิน’ จะมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ เพราะเขาโตเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว เรียนธรณีวิทยา ซึ่งถ้าใครได้ดูภาคแรกมาจะรู้ว่าหลินเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายกับเรื่องญินมาก่อน ความสูญเสียในครั้งนั้นมันสร้างบาดแผลและความกลัวลึก ๆ ไว้ในใจเขาเหมือนกัน แต่ปมตรงนี้แหละที่ทำให้หลินเลือกที่จะข่มความกลัวเอาไว้ด้วยการหันไปยึดมั่นในหลักการทางวิทยาศาสตร์แทน อะไรที่พิสูจน์ไม่ได้เขาจะไม่นึกถึงมัน และทำเหมือนว่ามันไม่มีอยู่จริง

จนกระทั่งต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างหินเพื่อทำวิจัยในเทือกเขาบูโด ซึ่งในทีเซอร์ทุกคนน่าจะได้เห็นฉากที่บังลี (รับบทโดย ชาลี อาหมัดกูวียาสรี) ทักขึ้นมาว่า ‘เฮ้ย ไปเก็บหินมาทำไม’ ด้วยความที่หลินไม่เชื่ออยู่แล้วว่าญินจะไปอยู่ในก้อนหินได้ เพราะวิทยาศาสตร์มันต้องอธิบายได้สิ จุดนี้เองค่ะที่เป็นประตูบานแรกที่ลากหลินให้กลับไปเผชิญหน้ากับความลี้ลับที่น่ากลัวอีกครั้ง”

มิ้ม รัตนวดี : “ส่วนของหนู รับบทเป็น ‘เดียนา’ ค่ะ ตัวละครนี้เปิดเรื่องมาคือชีวิตกำลังจะมีความสุขมาก ๆ เพราะเพิ่งแต่งงานกับ อานัส (รับบทโดย ยูโร ยศวรรธน์) และกำลังจะเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกัน คาแรกเตอร์เดิมของเดียนาจะเป็นผู้หญิงที่สดใส เรียบร้อย และรักสามีของเธอมาก ๆ

แต่จุดเปลี่ยนชีวิตของเดียนา คือวันหนึ่งเธอหายเข้าไปในป่าบูโด แล้วพอได้กลับออกมา ชีวิตคู่ที่เคยหวานชื่นก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเดียนาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยค่ะ จากที่เคยอ่อนหวานก็กลายเป็นความคลุ้มคลั่ง อาละวาดทำร้ายทุกคน ซึ่งพาร์ตนี้ท้าทายหนูมาก ๆ เพราะต้องเล่นให้เห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ทั้งก่อนและหลังออกจากป่าค่ะ”

ความลี้ลับนอกกรอบความเชื่อ: ‘ญิน’ สิ่งมีชีวิตอีกมิติที่ไม่เคยรู้จัก

ปิ่น ปีญารัตน์ : “สารภาพเลยค่ะว่าก่อนที่จะมาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ ปิ่นไม่รู้จักคำว่าญินเลย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยในชีวิตว่ามีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าญินอยู่ด้วย เพราะปกติถ้าเป็นคนพุทธหรือคนทั่วไป เราก็จะคุ้นเคยกับความเชื่อเรื่องผีหรือวิญญาณในบ้านเรามากกว่า พอได้มาเล่นเรื่องนี้ถึงได้เข้าใจว่า อ๋อ จริง ๆ แล้วญินเขาก็ใช้ชีวิตคล้าย ๆ มนุษย์เราเลยนะ เพียงแต่เขาอาศัยอยู่อีกมิติหนึ่งที่เรามองไม่เห็นเท่านั้นเองค่ะ”

มิ้ม รัตนวดี : “หนูเองก็เหมือนพี่ปิ่นเลยค่ะ ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลยในชีวิต เพราะด้วยความที่เรานับถือศาสนาพุทธด้วย พอได้มารับเล่นเรื่องนี้ซึ่งเป็นความเชื่อทางฝั่งมุสลิมและศาสนาอิสลาม มันเลยทำให้หนูรู้สึกว่าเราต้องทำการบ้านหนักเป็นพิเศษเพื่อทำความเข้าใจ ยิ่งในเรื่องเราต้องรับบทเป็นญินด้วย ยิ่งต้องไปศึกษาลึกเลยว่าญินคืออะไร

จนได้รู้ว่าตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม มนุษย์เราถูกสร้างมาจากดิน แต่ญินถูกสร้างมาจากไฟ และพวกเขาก็มีหลากหลายประเภทมาก ๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริงเพียงแค่ตาเรามองไม่เห็นค่ะ”

เจาะลึก ‘ญินกอรีน’ ฝาแฝดโลกคู่ขนาน และหายนะจากไสยศาสตร์

มิ้ม รัตนวดี : “ความพิเศษในของแขก 2 คือจะเน้นไปที่ ‘ญินกอรีน’ (Qareen) ซึ่งก็คือญินคู่แฝดของมนุษย์ ตามความเชื่อคือ พวกเราทุกคนจะมีญินกอรีนประจำตัวอยู่ เหมือนเป็นเงาในโลกคู่ขนาน รูปร่างหน้าตาจะเหมือนเราทุกอย่างเลยนะคะ แล้วเรื่องราวในภาคนี้มันเกิดขึ้นเพราะว่าญินกอรีนของเดียนาโดนคนทำของใส่ ตัวอานัส (สามี) ก็เลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไปตามตัวญินกอรีนของเดียนาในโลกของญินกลับมา เพื่อให้เดียนากลับมาเป็นปกติค่ะ”

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ใช่ค่ะ คือมนุษย์ทุกคนจะมีญินคู่แฝดเหมือนกันหมดเลย ซึ่งถ้าตามปกติเขาก็จะอยู่ของเขา ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ความน่ากลัวในเรื่องนี้มันเกิดจากการที่มีคนไปทำของ ไปหยิบเขามาเล่นไสยศาสตร์ จากญินปกติธรรมดาก็เลยถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘ญินปีศาจ’ ที่ดุร้ายและสร้างหายนะขึ้นมาค่ะ”

พลิกบทบาทรับพลัง ‘ญินปีศาจ’ และการบ้านชิ้นใหญ่ของสองนักแสดง

ปิ่น ปีญารัตน์ : “การบ้านของปิ่นในภาคนี้ถือว่าเยอะ และเปลี่ยนไปจากเดิมมากเลยค่ะ เพราะถ้าจำกันได้ ในภาคแรกตัวหลินจะเป็นฝ่ายที่โดนญินเข้าสิง แล้วเราต้องไปไล่ ‘แฮ่’ ใส่คนอื่น (หัวเราะ) แต่พอมาของแขก 2 บทบาทมันสลับกันเลยค่ะ กลายเป็นว่าเราต้องเป็นฝ่ายโดนเขามา ‘แฮ่’ ใส่แทน ความยากมันเลยไปตกอยู่ที่การแสดงอารมณ์ข้างใน เราต้องค่อยๆ ไต่ระดับและเล่าความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจของตัวละครออกมาให้คนดูสัมผัสได้ ซึ่งพาร์ตของปิ่นจะเน้นไปที่ซีนอารมณ์และความกดดันตรงนี้หนักมาก ๆ ค่ะ”

00

มิ้ม รัตนวดี : “สำหรับหนู เริ่มทำการบ้านตั้งแต่เรื่องของศาสนาเลยค่ะ เพราะอย่างที่รู้กันว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ พอเราต้องมาเล่นกับความเชื่อเรื่องญินของทางอิสลาม หนูก็ต้องศึกษาให้รู้ลึกและรู้ให้ถูกต้องจริง  ว่าญินคืออะไรและทางวัฒนธรรมเขา เขามีความเชื่อในด้านไหนบ้าง

ส่วนในพาร์ตของการแสดงและตัวบท หนูรู้สึกว่าญินมีความต่างจากผีทั่วไปอย่างชัดเจน สำหรับหนูญิณคือ ‘ปีศาจ’ ไม่ใช่วิญญาณคนตาย พอคำว่าปีศาจมันแปลว่าเขามีอำนาจและมีพลังมหาศาลอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นวิธีการดีไซน์ท่าทางการเล่นมันเลยต้องส่งพลังออกมาให้แรงมาก ๆ ต้องใช้ร่างกายและทุกส่วนขยับเพื่อทำให้คนดูเชื่อสนิทใจว่าเรากำลังโดนพลังของปีศาจครอบงำอยู่จริง ๆ ค่ะ”

เจาะลึกฉากไฮไลท์สุดโหด: สลิง อารมณ์คลั่ง และซีนปราบญินเขาบูโด

มิ้ม รัตนวดี : “ถ้าใครได้เห็นภาพในทีเซอร์ บอกได้เลยค่ะว่านั่นเป็นแค่เสี้ยวเดียวจริง ๆ ของจริงในหนังท้าทายและเดือดกว่านั้นเยอะมาก อย่างฉากที่คนพูดถึงกันเยอะตอนที่เดียนากินเนื้อสด ๆ อันนั้นเราต้องดีไซน์ความดิบ ความแหยะ ให้สมกับความเป็นปีศาจ

แต่ซีนที่หนูรู้สึกว่าท้าทายที่สุดและใช้พลังงานเยอะมาก ๆ คือ ‘ซีนปราบผี’ ซึ่งเป็นซีนท้าย ๆ ของเรื่องที่จะขมวดปมทุกอย่าง ซีนนั้นเป็นพาร์ตปะทะที่โหดมาก หนูกับพี่ ๆ ทีมงานต้องขึ้นสลิงด้วย บวกกับอารมณ์ของตัวญินในตอนนั้นคืออยู่ในจุดที่โกรธขีดสุดที่มีคนมารุกล้ำอาณาเขตของมัน เป็นซีนที่ทั้งเหนื่อย ทั้งสะใจ และอยากให้ทุกคนไปรอดูในโรงภาพยนตร์มาก ๆ ค่ะ”

ลงพื้นที่ถ่ายทำสถานที่จริง ‘เขาบูโด’ สู่ประสบการณ์ลี้ลับกลางดึก

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ที่สำคัญคือเรื่องนี้พวกเรายกกองไปถ่ายทำกันที่เทือกเขาบูโด จังหวัดนราธิวาส จริง ๆ เลยค่ะ บรรยากาศของสถานที่จริงมันช่วยเสริมความสมจริงและความขลังให้กับการทำงานมาก ๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เราเจอเรื่องราวที่ชวนขนลุกเหมือนกัน (หัวเราะ)”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันแรกที่ปิ่นต้องเข้าฉากตรงน้ำตกเลยค่ะ วันนั้นเริ่มถ่ายกันตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนเป็นต้นไป ระหว่างที่ปิ่นกำลังยืนทำอารมณ์อยู่ตรงโขดหิน พอหันไปมองด้านหลัง ก็เห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงโขดหินไกล ๆ เขาใส่ชุดสีขาวและคลุมฮิญาบ แต่ด้วยความที่ระยะมันค่อนข้างห่างเลยเห็นหน้าไม่ชัด เห็นเป็นแค่เงาลาง ๆ ตอนนั้นปิ่นไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะมาร้ายหรือเข้ามาวุ่นวายอะไร คิดว่าเขาคงอยู่ของเขาในพื้นที่ตรงนั้น เรามารบกวนสถานที่ถ่ายงาน ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า ‘มาถ่ายงานนะคะ ไม่ได้มาลบหลู่ หรือมารบกวนอะไรเลย’

พอถ่ายเสร็จวันนั้น ปิ่นรู้สึกว่าเก็บความกลัวไว้คนเดียวไม่ได้แล้ว เพราะเรายังต้องถ่ายตรงจุดนั้นกันอีกหลายวัน เลยเดินไปเล่าให้พี่ทีมงานคนหนึ่งฟังว่าเราเห็นผู้หญิงลักษณะนี้ตรงโขดหินนั้นนะ พอพี่เขาฟังจบเขาก็มองหน้าปิ่นแล้วบอกว่า ‘ตรงนั้นน่ะ เป็นจุดที่มิ้มจะต้องไปยืนถ่ายพรุ่งนี้นะ แล้วชุดที่ปิ่นอธิบายมา… มันก็คล้าย ๆ ชุดที่มิ้มต้องใส่เลย’

‘สัมผัสที่หก’ ในพื้นที่แรง: ความต่างของ ‘ญิน’ ภาคแรกและภาคสอง

ปิ่น ปีญารัตน์ : “เอาจริง ๆ เวลาปิ่นอยู่กรุงเทพฯ หรือชลบุรี ปิ่นไม่เคยสัมผัสหรือรู้สึกถึงเรื่องพวกนี้เลยนะคะ เป็นคนปกติมาก ๆ แต่ทุกครั้งที่ได้ลงไปนราธิวาส ปิ่นรู้สึกทันทีเลยว่าสถานที่เขา ‘แรง’ มาก จากที่เคยสงสัยว่าผีมีจริงไหม หน้าตาจะเละ ๆ เหมือนในหนังหรือเปล่า พอได้มาเจอเข้ากับตัวถึงได้รู้ว่า สิ่งลี้ลับหรือญินที่นี่เขาไม่ได้มาให้เห็นเป็นตัว ๆ แต่เขามาในรูปแบบของคลื่นพลังงาน

มันเป็นความรู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองเราตลอดเวลา บางทีเราแต่งหน้าพร้อมเข้าซีนอยู่ดี ๆ พอเดินย่างก้าวเข้าไปในจุดจุดหนึ่ง บรรยากาศมันจะเปลี่ยนจนความรู้สึกข้างในบอกเราทันทีว่า ‘ไม่ควรอยู่ตรงนี้ ควรออกไปดีกว่า’ อย่างเหตุการณ์ผู้หญิงชุดขาวที่น้ำตกปาโจในภาคนี้ ปิ่นก็รู้สึกว่าเขาเป็นแค่คลื่นพลังงานบางอย่างที่อยู่ตรงนั้นของเขาเฉย ๆ ไม่ได้เข้ามาจู่โจมหรือประสงค์ร้ายอะไร ซึ่งถ้าเทียบกับภาคแรกแล้ว ภาคแรกคือแรงกว่าและน่ากลัวกว่านี้เยอะมากค่ะ”

มิ้ม รัตนวดี : “สำหรับหนู ในกองภาคนี้ไม่เจออะไรแปลก ๆ เลยค่ะ แล้วก็บอกตัวเองตลอดว่าไม่อยากเจอด้วย (หัวเราะ)”

ความสยอง ‘ของแขก 2’ 

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ในภาคแรกเราไปถ่ายกันที่ป่าสนลึกในนราธิวาส ซึ่งพี่ ๆ ในพื้นที่เล่าให้ฟังว่าแถวนั้นมีบ้านของ ‘โต๊ะโบโมห์’ หรือหมอผีอาคมสายมุสลิมอยู่เยอะมาก แถมยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ใช้ฝังศพทหารเวียดนามโบราณด้วย ความหลอนมันเริ่มตั้งแต่มีพี่ทีมเสื้อผ้าคนหนึ่งโดนสิ่งลี้ลับเข้าสิงกลางกองถ่าย จนทางบ้านต้องสั่งให้บินกลับกรุงเทพฯ ทันที

หลังจากนั้นไม่นานก็มาถึงคิวของปิ่นเอง วันนั้นปิ่นกำลังยืนทำสมาธิเตรียมเข้าซีน อยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชายกระซิบเรียกชื่อจริงข้างหูว่า ‘ปิ่น…’ ซึ่งปกติในกองจะไม่มีใครเรียกชื่อจริงปิ่นเลย ทุกคนจะเรียกปิ่นว่า ‘หลิน’ ตามชื่อตัวละครหมด ตอนนั้นปิ่นนึกถึงคำที่แม่เตือนว่า ‘ถ้าได้ยินเสียงใครเรียกห้ามหันไปมอง หันไปตอบเด็ดขาด’ ปิ่นเลยพยายามเมิน แต่ยิ่งเราเมิน เสียงนั้นมันยิ่งขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนมาดังชัดเจนอยู่ข้างในหู พอหันไปมองกลับมีแค่พี่ทีมงานถือไมค์บูมยืนอยู่ ตอนนั้นปิ่นรู้ตัวว่าสติอยู่ครบ แต่ร่างกายมันไม่ไหวแล้ว มันกดดันจนร้องไห้ออกมา พี่กอล์ฟ อัครา ที่เข้าฉากด้วยกันต้องรีบมาเขย่าตัวบอกว่า ‘ปิ่นอย่าหลับนะ ตื่น ๆ’

ความพีคคือวันต่อมาทีมงานต้องเชิญโต๊ะโบโมห์มาทำพิธีสวดปัดเป่า ในพิธีเขาให้ปิ่นนอนหงายแล้วทำพิธีลูบไล่พลังงานร้ายขึ้นมา พอมาถึงช่วงหน้าอกปิ่นรู้สึกแน่นมากจนอ้วกออกมาเลยค่ะ ภายหลังผู้กำกับ (พี่เกรียง เกรียงไกร) มาบอกว่า จริง ๆ วันนั้นญินเขาพยายามจะมาปั่นประสาทให้เรากลัว แต่เขาเข้าสิงเราไม่ได้เพราะเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ แถมน้องนักแสดงมุสลิมสองคนที่มาช่วยเป่าหูไล่สิ่งไม่ดีให้ปิ่นวันนั้น เพิ่งมาสารภาพตอนหนังใกล้ถ่ายจบว่า ‘วันนั้นพวกผมก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อพี่ปิ่นเหมือนกันครับ’ แต่ตอนนั้นไม่กล้าบอกเพราะกลัวพี่ปิ่นจะช็อก ประสบการณ์ครั้งนั้นเลยทำให้ปิ่นเข้าใจเลยว่า คลื่นพลังงานลี้ลับที่จับต้องไม่ได้มันน่ากลัวขนาดไหน”

00

มิ้ม รัตนวดี : “บรรยากาศป่าเขาและน้ำตกที่นราธิวาสตอนกลางวันคือสวยมาก ๆ สวยเหมือนสวรรค์เลยค่ะ เป็นครั้งแรกที่หนูรู้ว่าภาคใต้มีที่สวยขนาดนี้ แต่พออาทิตย์ตกดินกลายเป็นตอนกลางคืนเท่านั้นแหละค่ะ (หัวเราะ) ขนลุกมาก ยิ่งองค์ประกอบทุกอย่างมันเอื้อ ทั้งบทบาทที่เราได้รับ บรรยากาศรอบตัว แล้วยังต้องแต่งหน้าเป็นปีศาจญินกอรีนอีก มู้ดความสยองขวัญมันมาเต็มจนรู้สึกเหมือนองค์ลงจริง ๆ

หนูต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองค่อนข้างหนัก ตั้งสติแล้วบอกกับตัวเองว่า ‘โอเค วันนี้เราต้องไม่โดนหลอก แต่เราเนี่ยแหละ… ต้องเป็นคนไปหลอกเขา!’ (ยิ้ม) พอคิดได้แบบนั้นเราก็ปล่อยใจให้อินไปกับความรู้สึกของตัวละครเดียนาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วตั้งเป้าว่าจะต้องแสดงและไปต่อให้สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรอบข้างก็ตามค่ะ”

ความกลัวที่แท้จริงของมนุษย์: ระหว่าง ‘สิ่งเหนือธรรมชาติ’ กับ ‘การสูญเสียคนรัก’

ปิ่น ปีญารัตน์: “ปิ่นกลัวการสูญเสียคนรักมากกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติเยอะเลยค่ะ ปิ่นค่อนข้างเซนสิทีฟกับเรื่องครอบครัวและคนรอบตัวมาก ๆ อย่างในภาคแรกที่ตัวละครของปิ่นต้องเสียพี่สาวไป พาร์ตนั้นมันทัชหัวใจปิ่นมาก เพราะปิ่นเกลียดและกลัวการจากลาที่สุด ยิ่งถ้าเป็นการจากลาทางตายที่ไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่เศร้าและเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหวค่ะ”

มิ้ม รัตนวดี : “หนูมองว่าจริง ๆ แล้ว สองสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันและแยกกันไม่ออกเลยค่ะ เพราะในความเป็นจริง มนุษย์เราหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งที่เป็นที่รักมากที่สุด จนบางครั้งความกลัวนั้นมันบีบให้เราต้องยอมหันไปพึ่งพา ‘สิ่งเหนือธรรมชาติ’ อย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครอานัสเขาทำใจยอมรับการจากไปของเดียนาไม่ได้ ความกลัวที่จะต้องเสียภรรยาไปตลอดกาล มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องเอาชีวิตเข้าแลก พึ่งพาสิ่งลี้ลับเพื่อเดินทางไปตามจิตวิญญาณของเธอกลับมาจากโลกญิน บางทีสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้น มันเลยถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘ความหวัง’ สุดท้ายของมนุษย์ที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อคนที่ตัวเองรักค่ะ”

ปิ่น ปีญารัตน์ : “พอฟังมิ้มพูดแล้วใช่เลยค่ะ มันจริงมาก ๆ เลยนะ พอมนุษย์เราเกิดความรักและความกลัวที่จะเสียคนรักไปมาก ๆ เข้า ต่อให้เบื้องหน้าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือญินปีศาจที่น่ากลัวขนาดไหน เราก็พร้อมสู้สู้สุดใจเพื่อดึงเขากลับมา เพราะฉะนั้น ความสูญเสียเลยเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวกเราค่ะ”

สลัดภาพจำหนังผีเรื่องเก่า สู่ความท้าทายครั้งใหญ่ในบท ‘เจ้าสาวมุสลิม’

มิ้ม รัตนวดี : “สำหรับหนู ความยากที่สุดคือเรื่องของเทคนิคและการทำการบ้านเกี่ยวกับความเชื่อและศาสนาค่ะ อย่างที่หนูบอกไปตอนแรกว่าเรื่องศาสนาละเอียดอ่อนมาก ๆ พอเดียนาเป็นตัวละครมุสลิมที่ต้องสวมฮิญาบ และในขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดพาร์ตของการโดนญินกอรีนเข้าสิงด้วย ทุก ๆ การกระทำ ท่าทาง หรือการแสดงออกของหนูในกองถ่ายเลยต้องผ่านการศึกษามาอย่างดี ต้องคิดคอยระวังและดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้เกียรติและถูกต้องตามหลักความเชื่อมากที่สุดค่ะ

อีกหนึ่งความท้าทายคือ ด้วยความที่คนดูอาจจะมีภาพจำของหนูจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องก่อน ๆ มาค่อนข้างเยอะ โจทย์ใหญ่ของหนูใน ของแขก 2 คือจะทำยังไงให้คนดูสามารถสลัดภาพเก่า ๆ นั้นออกไปให้หมด แล้วหันมารัก เชื่อ และอินไปกับความเจ็บปวดของตัวละครเดียนาในรูปแบบใหม่ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงให้ได้ อันนี้แหละค่ะคือสิ่งที่ยากและท้าทายที่สุดสำหรับหนูในโปรเจกต์นี้ค่ะ”

เบื้องหลังสมรภูมิน้ำตก: ความทุ่มเทระดับเอาชีวิตรอด

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ความท้าทายของปิ่นในภาคนี้คือตัวละครหลินต้องเปลี่ยนเวย์ไปเป็น ‘ไฟเตอร์’ ที่ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ ซึ่งในความจริงมันยากตั้งแต่ตัวโลเคชันแล้วค่ะ พวกเราต้องถ่ายทำบนเขากลางดึก น้ำตกก็ลื่น ลมก็หนาว แถมน้ำเย็นจัดมาก สภาพร่างกายปิ่นคือต้องแช่น้ำตกติดต่อกันอยู่หลายวันจนเป็นไข้บวกกับปวดหัวตัวร้อนไปหมด แต่ก็ต้องฮึดสู้กันมาก ๆ

แถมภาคนี้บทค่อนข้างหนักและมีซีนอารมณ์ต่อเนื่องแทบทุกวัน มันต่อเนื่อง (Continue) กันตลอด การบ้านเลยเยอะขึ้นมาก ๆ แต่พอถ่ายเสร็จแล้วพี่เกรียง (ผู้กำกับ) เดินมาบอกว่า ‘มันดีนะ พี่ดูมาทั้งเรื่องแล้วชอบ’ โห…คำนี้คำเดียวปิ่นหายเหนื่อยเลยค่ะ เพราะทุกคนทุ่มเทกันสุดชีวิตจริง ๆ อย่างมิ้มนี่ต้องลงไปนอนแช่ในน้ำตก พี่ ๆ ทีมงานก็ต้องแบกกล้องลงน้ำตั้งแต่เที่ยงคืนยันตีห้า ติดกันตั้ง 3-4 คืน มีคืนหนึ่งมิ้มลื่นบนโขดหิน แล้วน้องใส่คอนแท็กเลนส์เอฟเฟกต์ทำให้มองไม่ค่อยเห็น ปิ่นใจหายวาบเลย กลัวน้องล้มหัวฟาดหินมาก ๆ”

มิ้ม รัตนวดี : “ใช่ค่ะ (หัวเราะ) พาร์ตของหนูคือต้องขึ้นสลิงด้วย แล้วเชือกสลิงมันอยู่ตรงกับช่วงคอพอดี ทุกอย่างมันค่อนข้างอันตรายและกดดันมาก ๆ แต่บอกเลยว่าทีมงานและนักแสดงทุกคนทุ่มเทกันสุดตัวจริง ๆ ค่ะ”

‘ญิน’ กับมุมมองของเด็ก Gen ใหม่: ทำไมเรื่องลี้ลับถึงไม่มีวันตายไปจากสังคม

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ปิ่นคิดว่าเหตุผลที่เรื่องลี้ลับยังฮิตอยู่ตลอด เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นค่ะ ไม่ใช่ทุกคนในชีวิตจริงจะเคยเห็นหรือเคยสัมผัสสิ่งพวกนี้ พอคนเราได้มาฟังเรื่องเล่าในรายการอย่าง The Ghost Radio หรือได้มาดูหนังผี มันเลยเหมือนได้ปลดล็อกความอยากรู้อยากเห็นว่าผีแต่ละแบบเป็นยังไง

เรื่อง ‘ญิน’ ก็เหมือนกันค่ะ มันคือการพาคนดูไปเปิดหูเปิดตากับสิ่งลี้ลับในรูปแบบใหม่ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งถ้าปิ่นไม่ได้มาเล่นหนังเรื่องนี้ ปิ่นก็คงไม่รู้จักคำว่าญินเหมือนกัน การที่หนังหยิบยกเรื่องนี้มาเล่ามันเลยเจ๋งมาก เพราะทำให้คนได้รู้จักจักรวาลความเชื่อที่กว้างขึ้นค่ะ”

มิ้ม รัตนวดี : “ส่วนหนูมองว่า เรื่องของภูตผีปีศาจมันเป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับคนไทยมานานมากและถูกเล่าต่อกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น ต่อให้เด็กยุคใหม่จะเติบโตมากับวิทยาศาสตร์ รู้สึกว่าทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเด็กทุกคนก็ยังรู้จักคำว่าผีหรือปีศาจอยู่ดี ส่วนเขาจะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขาค่ะ

แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้แน่ ๆ คือความเชื่อพวกนี้มันไม่มีวันหายไปไหน แต่มันจะเติบโตและปรับตัวไปพร้อมกับยุคสมัยของเรา สังเกตได้จากทุกวันนี้ที่คนยังสนับสนุนและทำหนังผีออกมาเยอะมาก ๆ และต่อให้เป็นเด็ก Gen ใหม่ล่าสุด เขาก็ยังเสพคอนเทนต์สยองขวัญกันอยู่ หนูเลยรู้สึกว่าเรื่องลี้ลับจะยังอยู่คู่กับอุตสาหกรรมบันเทิงไปอีกนานเลยค่ะ”

ทลายกำแพงความกลัว: เมื่อ ‘สามจังหวัดชายแดนใต้’ เปลี่ยนภาพจำในหัวไปตลอดกาล

ปิ่น ปีญารัตน์ : “สิ่งที่ได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองมากที่สุดตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคนี้ คือเรื่องของ ‘ภาพจำ’ ค่ะ ถ้าปิ่นไม่ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้มาเล่นหนังเรื่องนี้ ชีวิตนี้ปิ่นคงไม่มีโอกาสได้เดินทางไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลย เพราะเมื่อก่อนเรามักจะคุ้นชินกับข่าวคราวจนเกิดความกลัว ทั้งเรื่องสถานที่และผู้คน

แต่พอได้ไปใช้ชีวิต ถ่ายทำ และโปรโมตหนังที่นั่นจริง ๆ ปิ่นถึงได้รู้ว่าผู้คนที่นั่นน่ารักและเฟรนด์ลี่ มาก ๆ พูดจาสุภาพ เฮฮา อย่างพี่ ๆ นักแสดงร่วมอย่างพี่ชาลี หรือพี่อดุลย์ ก็น่ารักมาก ๆ แถมปิ่นยังได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ ๆ ได้เพื่อนใหม่ ได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่สวยงาม ทั้งน้ำตก ทะเล และอาหารการกิน อย่างข้าวยำคลุกน้ำบูดูนี่คือเด็ดมาก หรือเมนูแป้งทอดที่คล้าย ๆ กุยช่ายแต่ข้างในเป็นไส้ปลา อันนั้นปิ่นชอบมาก ๆ เลยค่ะ มันทำให้เรากลับมาคิดเลยว่า ถ้าเราปิดกั้นตัวเองด้วยความกลัวในตอนแรก เราคงไม่มีทางได้มาเจอสิ่งดี ๆ แบบนี้แน่นอน”

มิ้ม รัตนวดี : “หนูเห็นด้วยกับพี่ปิ่นเลยค่ะ บางคนอาจจะติดภาพจำเดิม ๆ จนไม่กล้าไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ หรือมองว่าถ้าจะไปทะเล ไปใกล้ ๆ กรุงเทพฯ ก็พอ จะเดินทางไปทำไมตั้งไกล แต่พอหนูได้ไปถ่ายทำที่นราธิวาสซึ่งอยู่ใต้สุดจริง ๆ ได้เห็นทะเล ได้ขึ้นไปบนน้ำตก มันทำให้หนูทึ่งกับธรรมชาติที่นั่นมาก สวยบริสุทธิ์จนรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์เลยค่ะ เราได้ไปเสพธรรมชาติและใช้ชีวิตจริง ๆ คนไม่พลุกพล่าน รถไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯ สบายใจมาก แล้วผู้คนก็น่ารัก มีความสุภาพและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สุด ๆ”

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ใช่ค่ะ มีวันหนึ่งพวกเราไปคาเฟ่กัน คนในพื้นที่เขาจำได้นะว่าเรามาถ่ายหนัง เขาก็อยากทักทายแต่ก็จะทักด้วยความเกรงใจและสุภาพมาก”

มิ้ม รัตนวดี : “ใช่ค่ะ เดินเข้ามาทักแบบนุ่มนวลมากว่า ‘สวัสดีครับ เอาขนมเพิ่มมั้ย’ ใจดีและอบอุ่นกันมาก ๆ เลยค่ะ”

‘ของแขก 2’ ในโรงหนัง ประสบการณ์ความสยองที่คมชัดทุกรายละเอียด

ปิ่น ปีญารัตน์ : “ปิ่นคิดว่าเสน่ห์ของการดูหนังในโรงภาพยนตร์กับแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งที่บ้านมันให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ แสง สี และโดยเฉพาะระบบเสียงในโรงหนังมันจะช่วยบิ้วต์อารมณ์ร่วมให้เราได้ดิ่งไปกับความหลอนได้มากกว่า จังหวะตุ้งแช่หรือเสียงกระซิบของญิน ถ้าไม่ได้ฟังในโรงหนังปิ่นบอกเลยว่าไม่ได้ฟีลลิ่งแบบนี้แน่นอน เลยอยากชวนให้ทุกคนเปิดใจมาสัมผัสความสยองขวัญแบบเต็มตาเต็มหูในโรงภาพยนตร์ด้วยกันค่ะ”

มิ้ม รัตนวดี : “ยิ่งเรื่องนี้พวกเรายกกองไปถ่ายทำกันถึงสถานที่จริงในภาคใต้ ทั้งงานภาพและเนื้อเรื่องมันมีความสมจริงในตัวเองสูงมาก พอองค์ประกอบเหล่านี้มาอยู่บนจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ มีระบบเสียงรอบทิศทางที่คอยลากเราเข้าไปในเรื่อง แถมได้นั่งกินป๊อปคอร์นไปด้วย ทุกอย่างมันจะส่งพลังให้กันจนฟินมากค่ะ นอนดูชิล ๆ อยู่บ้านมันก็สบายคนละแบบ แต่ถ้าอยากได้ความสนุก ความสะใจ และความน่ากลัวแบบเต็มพิกัด การก้าวเท้าเข้ามาดู ของแขก 2 ในโรงภาพยนตร์คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดแน่นอนค่ะ”

ตลอดการพูดคุย สิ่งที่สัมผัสได้ชัดที่สุด คือความตั้งใจของนักแสดงและทีมงานที่พยายามทำความเข้าใจโลกของความเชื่อที่ภาพยนตร์กำลังเล่า เพราะเมื่อหยิบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและวัฒนธรรมของผู้คนมาถ่ายทอด ความน่ากลัวเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอ หากต้องมาพร้อมกับความเข้าใจและความเคารพต่อรากของเรื่องราวเหล่านั้นด้วย

นั่นจึงทำให้ “ของแขก 2” ไม่ได้พาผู้ชมไปรู้จักเพียง “ญิน” แต่ยังเปิดประตูสู่โลกของความเชื่ออีกหลายแง่มุม ทั้งฮันตู กอรีน ซีฮีร์ และบทสวดรุกยะห์ ที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เรื่องเล่า และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาในพื้นที่ชายแดนใต้ ก่อนจะหลอมรวมทั้งหมดให้กลายเป็นความสยองในแบบที่แตกต่างจากหนังผีไทยเรื่องอื่น

ขณะเดียวกัน เบื้องหลังที่ทั้งสองคนเล่าก็ทำให้เห็นว่า หนังสยองขวัญหนึ่งเรื่องไม่ได้อาศัยเพียงการแต่งหน้า เทคนิคพิเศษ หรือฉากตกใจ แต่ยังเต็มไปด้วยการศึกษาค้นคว้า การทำความเข้าใจความเชื่อ และความทุ่มเทของคนทำงานทุกฝ่าย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวออกมาอย่างสมจริงและให้เกียรติต่อผู้คนและวัฒนธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่อง

บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ “ของแขก 2” ไม่ได้ชวนให้เรากลับออกจากโรงภาพยนตร์พร้อมกับความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังชวนให้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของสามจังหวัดชายแดนใต้ ผ่านความเชื่อ วิถีชีวิต และเรื่องเล่าที่ดำรงอยู่เคียงคู่ผู้คนมาอย่างยาวนาน และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าจดจำยิ่งกว่าจังหวะตกใจบนจอภาพยนตร์

ของแขก 2
วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน

ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่ไหน