เชื้อแบคทีเรีย

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 1849 ในลอนดอน ท่ามกลางยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ของจักรวรรดิบริเตนที่ครอบครองดินแดนทั่วทุกมุมโลก มหานครลอนดอนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ในตอนนั้นได้เกิดการระบาดของโรคประหลาดที่ทำให้ผู้ป่วยต่างมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 

ดร.จอห์น สโนว์ แพทย์ท่านหนึ่งในตอนนั้นได้ทำการศึกษาการระบาดและการกระจายตัวของโรคดังกล่าว ซึ่งแสดงผ่านจุดบนแผนที่กรุงลอนดอน ข้อมูลจากการทดลองในครั้งนั้นทำให้เขาทราบว่าสาเหตุของโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั้งลอนดอนมาจากน้ำที่ไม่สะอาด ในเวลาต่อมาพวกเราเรียกโรคระบาดที่พรากชีวิตคนทั้งลอนดอนนี้ว่าอหิวาตกโรค เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร

The Cloaca Maxima
The Cloaca Maxima ระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลสมัยจักรวรรดิโรมันที่นำของเสียออกจากเมืองไปยังแม่น้ำใกล้เคียง

การค้นพบแบคทีเรียสันนิษฐานว่าอาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1675 โดยพ่อค้าผ้าชาวดัตช์ที่ชื่อ อันโตนี ฟาน ลีเวนฮุก ที่ได้พัฒนาเลนส์กำลังขยายสูง ในตอนนั้นลีเวน ฮุกสามารถสังเกตสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เขาเรียกว่า ‘Animalcules’ หรือสัตว์ประหลาดตัวน้อยที่กำลังว่ายอยู่ในหยดน้ำฝน โดยที่เขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ แบคทีเรีย ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 200 ปีกว่าที่ โรเบิร์ต คอช จะค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์พวกนี้กับโรคร้ายในมนุษย์ เช่น แอนแทรกซ์ (Bacillus anthracis), โรคอหิวาตกโรค (Vibrio cholera) และวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) 

โดยการค้นพบครั้งนั้นของโรเบิร์ต คอชได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อวงการจุลชีววิทยาและการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการทำลายความเข้าใจดั้งเดิมเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ 

ก่อนการค้นพบแบคทีเรีย

ก่อนที่เราจะพูดถึงรีแอกชันของคนสมัยก่อนในตอนที่ค้นพบแบคทีเรีย เราต้องขอเท้าความกลับไปยังการแพทย์ในนสมัยก่อนการค้นพบแบคทีเรีย จากเอกสารบันทึกทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยกรีกโบราณ พวกเขาเชื่อว่าโรคร้ายต่าง ๆ เกิดจากอากาศเสีย mal’aria พวกเขาจึงพัฒนาระบบสาธารณสุขที่อ้างอิงหลักคิดนี้ อาทิ ระบบระบายของเสีย อย่างไรก็ตาม ฮิปโปเครตีส แพทย์ชาวกรีกกลับไม่เชื่อแบบนั้น เขาเชื่อว่าโรคต่าง ๆ ล้วนมีสาเหตุมาจากภายในร่างกายและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยมากกว่า

ขณะเดียวกัน ธูซิดิดีส นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกได้ตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ป่วยไปแล้วจะไม่มีการป่วยซ้ำจนกระทั่งเมื่อราว ๆ 116–27 ปีก่อนคริสตกาล มาร์คัส เทเรนติอุส วาร์โร นักเขียนชาวโรมันได้เสนอแนวคิดว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ๆ ที่สามารถก่อโรคได้ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีในขณะนั้นยังไม่สามารถส่องสิ่งที่เล็ก ๆ ระดับจุลชีพได้ ทำให้แนวคิดนี้ต้องถูกพับเก็บไว้คงเหลือแค่เพียงโรคร้ายต่าง ๆ ล้วนเกิดจากอากาศเสียและพลังอำนาจเหนือธรรมชาติต่าง ๆ ที่ดลบันดาลซึ่งนำมาสู่วิธีการแปลก ๆ มากมาย เช่น การเอาเครื่องหอมยัดจมูกแพทย์เพื่อปกป้องแพทย์จากกาฬโรค

แพทย์
แพทย์ในสมัยก่อนการค้นพบแบคทีเรียก่อโรค

ในเวลาต่อมาอิทธิพลของตำราแพทย์อาหรับได้เข้ามามีบทบาทต่อตำราแพทย์ฝั่งยุโรปมากขึ้นภายหลังช่วงสงครามครูเสด โดยแพทย์อาหรับเชื่อว่าโรคร้ายเกิดจากความไม่สมดุลของน้ำหล่อเลี้ยง คือ น้ำสีดำ, น้ำสีเหลือง, เสมหะ และเลือด 

โดยความไม่สมดุลนี้เกิดจากการสูดดมหรือดูดซับสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้สมดุลของน้ำหล่อเลี้ยงเสียไป อาจมีน้ำใดน้ำหนึ่งมากเกินไป ดังนั้นการรักษาโรคจึงจำเป็นต้องกำจัดน้ำที่มากเกินไป เช่น การกรีดแขนเพื่อให้เลือดไหลออกมา การรับประทานยาเพื่อขับสารพิษ การวินิจฉัยโรคจากการดูหรือชิมปัสสาวะ

การถ่ายเลือด
การถ่ายเลือดเพื่อรักษาโรคในสมัยยุคกลาง

ในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ภายหลังจากอำนาจของศาสนจักรเริ่มเสื่อมอำนาจลง การศึกษาสรรีวิทยาและการผ่าศพมีมากขึ้นนำมาสู่การพัฒนาทางการแพทย์ อาทิ เวชศาสตร์ฟื้นฟู อย่างไรก็ตามแนวคิดส่วนใหญ่ของแพทย์สมัยนั้นก็ยังคงเชื่อว่าโรคร้ายคือผลของอำนาจเหนือธรรมชาติเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้บาทหลวงยังมีอิทธิพลต่อวงการทางแพทย์ 

อย่างไรก็ตามก็ยังมีคนเสนอแนวคิดที่ว่าโรคร้ายอาจเกิดจากสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วมากกว่าอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น พาราเซลซัส แพทย์สมัยเรอเนซองก์ที่เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันแนวคิดการละทิ้งความเชื่อทางไสยศาสตร์และหลักคำสอนทางการแพทย์สมัยโบราณ เขาเชื่อว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ก่อโรคและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยที่ก่อโรคมากกว่า โดยเขาเป็นคนแรกที่สามารถรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อที่ขาโดยไม่ต้องตัดขาได้สำเร็จ ทำให้ใครหลาย ๆ คนเชื่อว่าแนวคิดของเขาน่าจะถูก แม้จะยังไม่มีการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ก็ตาม

ปีศาจตัวน้อย

การค้นพบจุลชีพนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่มีการพัฒนาเลนส์กำลังขยายสูงที่ต่อมากลายเป็นกล้องจุลทรรศน์ที่พวกเราใช้ส่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกนี้ โดยคนแรกที่ค้นพบว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋ว คือ ลีเวน ฮุก ในตอนนั้นเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กพวกนี้ก็เหมือนกับสัตว์อื่น ๆ ไม่ได้ทำความเข้าใจบทบาทและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตพวกนี้กับพวกเรา อย่างไรก็ตามสิ่งนี้เป็นการเปิดโลกใบจิ๋วที่ซ่อนเร้นจากสายตาของพวกเรา นำมาสู่การเปิดสาขาวิชาใหม่อย่าง ‘จุลชีววิทยา’ ที่มุ่งเน้นไปที่การศึกษาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกว่าที่ตาเรามองเห็น

จากที่กล่าวมาข้างต้น การค้นพบแบคทีเรียหรือจุลชีพขนาดเล็ก ๆ ด้วยกล้องจุลทรรศน์เป็นการเปิดโลกทัศน์ในการศึกษาของมนุษย์ในระดับนาโนเมตร ทำให้กล้องจุลทรรศน์ในช่วงนั้นได้รับความนิยมไม่ต่างจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ในปัจจุบัน ที่นักดาราศาสตร์ต่างต่อแถวรอคิวเพื่อใช้กล้องที่ทรงพลังที่สุดตัวนี้ ทำให้สามารถศึกษาเหตุการณ์ หรือดวงดาวต่าง ๆ ที่อยู่ไกลลิบหลายปีแสงได้อย่างใกล้ชิดได้

ในมุมของพวกเรา ในปัจจุบันโรเบิร์ต ฮุกถือเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามในตอนนั้นแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วของเขาไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องจากสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่และขัดต่อแนวคิดดั้งเดิมที่เชื่อว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก จนกระทั่งมีการพิสูจน์ว่าการค้นพบของฮุกเป็นความจริง ทำให้คลายข้อสงสัยดังกล่าว แต่ก็มาพร้อมกับคำถามใหม่ว่าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วพวกนี้เกิดจากอะไร เนื่องจากในยุคสมัยนั้นเป็นช่วงก่อนที่ดาร์วินจะเกิด ทำให้คนยังคงเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตได้ เช่น หนอนแมลงวันเกิดจากเนื้อเน่า ไส้เดือนเกิดจากดิน ฯลฯ 

ถึงแม้ว่าตัวฮุกเองจะไม่เชื่อแนวคิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตตามแบบที่คนสมัยนั้นเชื่อก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ว่าพวกสัตว์ประหลาดที่เขาเพิ่งค้นพบพวกนี้เกิดจากอะไร แต่การค้นพบของเขาได้วางรากฐานสำหรับการศึกษาในอนาคตที่นำไปสู่การหักล้างแนวคิดเดิมในสมัยนั้น รวมไปถึงการหาต้นตอของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ผ่านการมองไปยังโลกใบเล็กจิ๋วที่เพิ่งค้นพบใหม่ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนในยุคสมัยนั้น และพัฒนาวงการแพทยศาสตร์จนเราสามารถเอาชนะโรคต่าง ๆ อีกหลายโรคได้ในเวลาต่อมา

อ้างอิง

AUTHOR

ส่งเสริมสังคมสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์