มณฑลบูรพา

ทุกครั้งที่ภาพแผนที่ประเทศไทยรูปขวานสีแดงฉานพร้อมรอยแหว่งโหว่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโซเชียลมีเดีย มันไม่ต่างอะไรกับการสะกิดบาดแผลเก่าให้ปริเลือดซิบ ๆ ความทรงจำที่ว่าด้วย “การเสียดินแดน” ยังคงเป็นมรดกทางอารมณ์ที่ทรงพลัง และในบรรดาเครื่องมือที่ใช้หล่อเลี้ยงความทรงจำนี้ ไม่มีสิ่งใดจะตราตรึงและแยบยลเท่าบทเพลง ‘มณฑลบูรพา’ 

บทเพลงที่เราอาจไม่คุ้นหูมากนัก แต่นี่คือเพลงปลุกใจที่เจือด้วยความอาลัย แต่หากเราลอกคราบอารมณ์ชาตินิยมออก จะพบว่านี่ไม่ใช่แค่บทเพลง แต่คือ “จดหมายรักสองฉบับ” ที่ถูกเขียนขึ้นในสองช่วงเวลา ด้วยเป้าหมายทางการเมืองที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว มันคือเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างรัฐไทยกับดินแดนที่ถูกกำกับบทให้เป็นดั่ง ‘คู่รัก’ เริ่มต้นอย่างหวานชื่นในช่วงโปรโมชันแห่งชัยชนะ และจบลงด้วยการเขียนโศกนาฏกรรมขึ้นใหม่ เมื่อความรักครั้งนั้นต้องสิ้นสุดลงอย่างน่าอัปยศ

จอมพล ป.พิบูลสงคราม
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้นำของไทยในยุคสงครามทวงคืนมณฑลบูรพา ภาพจาก วิกิพีเดีย

ยุคหวานชื่น เมื่อ ‘มณฑลบูรพา’ คือคนรักที่ได้กลับคืนสู่อ้อมอก

จุดเริ่มต้นของ “ความรัก” ที่ร้อนแรงนี้ ต้องย้อนกลับไปในบรรยากาศการเมืองโลกราวปี พ.ศ. 2483 เมื่อฝรั่งเศส มหาอำนาจเจ้าอาณานิคมผู้ยิ่งใหญ่ พ่ายแพ้แก่กองทัพนาซีเยอรมนีอย่างราบคาบ ข่าวนี้เปรียบเสมือนเสียงระฆังที่ปลุกให้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ใน “คนรักเก่า” ที่เคยถูกพรากไป ดินแดน “มณฑลบูรพา” (เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ) และดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง (จำปาศักดิ์) ซึ่งสยามจำใจต้องทำสัญญา “ยกให้” ฝรั่งเศสไปในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 และ ร.ศ. 125 บัดนี้ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักในละครฉากใหญ่ที่ชื่อว่า “การทวงดินแดนคืน”

ในฐานะ “สถาปนิกทางอุดมการณ์” ของระบอบ หลวงวิจิตรวาทการ ผู้กุมบังเหียนกรมโฆษณาการ ได้ทำหน้าที่เป็น ‘พ่อสื่อ’ ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด หลวงวิจิตรวาทการไม่ได้แค่เขียนเพลง แต่กำลังสร้างเรื่องเล่า (Narrative) ที่ทรงพลังเพื่อเปลี่ยนข้อพิพาททางการเมืองให้เป็นเรื่องของหัวใจ บทเพลงมณฑลบูรพาฉบับแรกจึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมเนื้อร้องที่สั่นสะเทือนอารมณ์คนทั้งชาติ “มณฑลบูรพา เคยได้เป็นของเรา เสียมราฐ พระตะบอง บ้านพี่เมืองน้องมาช้านาน” ประโยคนี้คือการ “ตอกลิ่ม” ทางประวัติศาสตร์ มันยกระดับความสัมพันธ์แบบเจ้าประเทศราชที่ห่างเหินในอดีต ให้กลายเป็นความผูกพันทางสายเลือดแบบ “บ้านพี่เมืองน้อง” ที่ปฏิเสธไม่ได้ ก่อนจะราดเชื้อไฟแห่งความแค้นด้วยวรรคทองที่ว่า “เลือดเนื้อเชื้อเผ่า ถูกเขายื้อแย่งไป” นี่คือการเปลี่ยนจาก “การทำสัญญา” ที่เป็นเรื่องทางกฎหมาย ให้กลายเป็น “การฉกชิง” ที่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและอารมณ์ล้วน ๆ

หลวงวิจิตรวาทการ
หลวงวิจิตรวาทการ ภาพจาก วิกิพีเดีย

เมื่อกองทัพบูรพายาตราทัพเข้าสู่สมรภูมิ เพลงนี้ก็ถูกใช้เป็น “โอสถทิพย์” ปลุกขวัญทหารและประชาชน จนกระทั่งไทยได้รับชัยชนะและมีการลงนามในอนุสัญญาสันติภาพที่โตเกียว บทเพลงท่อนสุดท้ายก็ขับขานอย่างสมเกียรติ “กองทัพบูรพา องอาจเก่งกล้า เทิดเกียรติก้องหล้า เลือดทหารชาติไทย” นี่คือช่วงเวลา “ข้าวใหม่ปลามัน” อย่างแท้จริง มีการเฉลิมฉลอง จัดสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่ รัฐไทยในฐานะ “ชายชาติทหาร” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถช่วงชิงคนรักกลับคืนสู่อ้อมอกได้สำเร็จ

สินสอดแห่งรัก มรดกที่มากกว่าดินแดน

ชัยชนะและบทเพลงฉบับแรกนี้ได้ทิ้ง “สินสอด” หรือมรดกทางการเมืองและวัฒนธรรมเอาไว้มหาศาล ประการแรก คือตัวบทเพลงที่กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความภาคภูมิใจ และเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบนิเวศทางวัฒนธรรม” ที่หลวงวิจิตรวาทการสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ ทั้งละครปลุกใจ (เช่น พระเจ้ากรุงธนฯ) ภาพยนตร์ และแบบเรียน ที่ตอกย้ำเรื่องเล่านี้จนกลายเป็นความจริงหนึ่งเดียวของยุคสมัย

ประการที่สองซึ่งสำคัญกว่า คือมันได้มอบความชอบธรรมทางการเมืองอย่างสมบูรณ์แบบให้แก่ระบอบเผด็จการทหารของจอมพล ป. ชัยชนะครั้งนี้กลายเป็นเครื่องมือพิสูจน์ว่า นโยบาย “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” นั้นใช้ได้ผลจริง เป็นการกลบเสียงวิจารณ์และสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลให้แข็งแกร่งขึ้น และประการสุดท้าย มันได้ฝังชิปทางความคิดเรื่อง “การเสียดินแดน” และ “ลัทธิทวงดินแดนคืน” (Revanchism) ลงในจิตสำนึกของคนไทยอย่างถาวร ทำให้ความทรงจำเรื่องดินแดนกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางอารมณ์ที่สามารถถูกปลุกขึ้นมาใช้ได้ทุกเมื่อ

ประเทศกัมพูชา
3 มณฑลที่ไทยยึดดินแดนคืนจากอินโดจีนฝรั่งเศสได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชา

แต่เบื้องหลังงานวิวาห์ที่ดูยิ่งใหญ่นี้ มีใครเคยตั้งคำถามหรือไม่ ว่าความรักครั้งนี้คือรักแท้ หรือเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง?

วันสิ้นโปรโมชัน เมื่อโศกนาฏกรรมมาเยือนในวันที่โลกเปลี่ยน

ความรักที่ดูเหมือนจะนิรันดร์ต้องเผชิญบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2489 สงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะ แม้ขบวนการเสรีไทยจะช่วยให้สถานะของไทยไม่เลวร้ายเท่าผู้แพ้สงครามโดยตรง แต่ชะตากรรมทางการเมืองก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ฝรั่งเศส ในฐานะผู้ชนะสงคราม ได้ใช้เวทีการเจรจาระหว่างประเทศยื่นคำขาดที่เจ็บปวด หากไทยต้องการเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติและกลับคืนสู่ประชาคมโลก จะต้องคืนดินแดนทั้งหมดที่ได้มาระหว่างสงครามให้แก่ฝรั่งเศส

นี่คือ “จุดเปลี่ยน” คือ “วันสิ้นสุดโปรโมชัน” ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง รัฐบาลไทยในขณะนั้น (ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลของจอมพล ป. แล้ว) ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับข้อตกลงอันน่าอัปยศ ชัยชนะที่เคยประกาศก้องโลกเมื่อไม่กี่ปีก่อน บัดนี้กลายเป็นเพียงความฝันชั่วข้ามคืน คนรักที่เคยได้กลับคืนมา ต้องถูกส่งกลับไปอย่างขมขื่น คำถามคือ รัฐจะสื่อสารความล้มเหลวและความพ่ายแพ้ครั้งนี้กับประชาชนที่ยังคงขับขานเพลงแห่งชัยชนะอยู่ได้อย่างไร?

เขียนจดหมายรักฉบับใหม่ อัจฉริยภาพแห่งการแปรเปลี่ยนความพ่ายแพ้

ณ ทางแพร่งแห่งความอับอายนี้เองที่ “อัจฉริยภาพในการควบคุมความเสียหายทางอุดมการณ์” (Ideological Damage Control) ของหลวงวิจิตรวาทการได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ท่านตระหนักดีว่าการจะลบเพลงมณฑลบูรพาฉบับแรกทิ้งไปนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันหยั่งรากลึกในใจคนไปแล้ว หนทางเดียวคือการ “เขียนจดหมายรักฉบับใหม่” ขึ้นมาทับฉบับเดิม

เนื้อร้องของเพลงมณฑลบูรพาถูกผ่าตัดและเขียนใหม่เกือบทั้งหมด เห็นได้จากเนื้อเพลงที่ว่า

  • จาก “เคยได้เป็นของเรา” ซึ่งสื่อถึงการครอบครองและเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์ กลายเป็น “เคยเป็นแดนของเรา” ที่เป็นเพียงการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในอดีตที่เจือด้วยความอาลัย
  • ศัตรูที่มีตัวตนจับต้องได้อย่าง “พวกไพรี” ถูกทำให้เลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยชะตากรรมอันไร้รูป “ครั้นเสร็จสงคราม ทุกข์ยังตามมา คอยฉุดคอยคร่า เพื่อนบูรพา พรากไปเสียจากไทย” นี่คือการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบอย่างชาญฉลาด ความพ่ายแพ้ทางการทูตไม่ใช่ความผิดของผู้นำ แต่เป็นเพราะ “เคราะห์กรรม” ที่ตามมาหลอกหลอน
  • และจุดที่ทรงพลังที่สุด คือการเปลี่ยนเป้าหมายของเพลง จากการเฉลิมฉลองชัยชนะของ “กองทัพบูรพา…ที่รุกไล่” มาสู่คำปฏิญาณทางจิตวิญญาณ “พี่น้องบูรพา ร่วมแผ่นพสุธา ต้องอยู่ดังว่า ตราบดินฟ้าสิ้นไป”

นี่คือการเล่นแร่แปรธาตุทางความรู้สึกที่น่าทึ่งที่สุด มันได้เปลี่ยน “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” ให้กลายเป็น “โศกนาฏกรรมรักที่เป็นนิรันดร์” รัฐอาจสูญเสียการครอบครองทางกายภาพ แต่ได้สถาปนาสิทธิ์ในการ “รักและอาลัย” ดินแดนนั้นไว้ในใจของคนไทยตลอดกาล ความย้อนแย้งที่น่าเศร้าจึงเกิดขึ้น เพลงที่เคยใช้ฉลองการได้มา ถูกดัดแปลงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือธำรงรักษาความเจ็บปวดจากการเสียไป

พล.อ.มังกร พรหมโยธี
พล.อ.มังกร พรหมโยธี แม่ทัพกองกำลังบูรพายุค จอมพล ป. ภาพจาก วิกิพีเดีย

ประวัติศาสตร์ของเพลง มณฑลบูรพา ทั้งสองฉบับ คือกระจกสะท้อนให้เห็นว่า รัฐชาติสามารถใช้ “ความรัก” เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบเพียงใด มันคือการแสดงให้เห็นว่าอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนสามารถถูกปั้นแต่ง บิดเบือน และกำกับทิศทางได้ตามความประสงค์ของผู้มีอำนาจ จากรักที่สมหวังเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ระบอบทหาร สู่รักโศกนาฏกรรมเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทูต

ความสัมพันธ์ทางกายภาพกับมณฑลบูรพาอาจจบลงอย่างเด็ดขาดในปี พ.ศ. 2489 แต่จดหมายรักฉบับโศกนาฏกรรมที่รัฐตั้งใจประพันธ์ขึ้นใหม่นั้น ได้กลายเป็นปีศาจแห่งความทรงจำที่ไม่เคยตาย มันยังคงถูกขับขานในห้องเรียน ในพิธีกรรมของรัฐ และถูกปลุกขึ้นมาหลอกหลอนในยามที่รัฐต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาร่วมสมัย เพราะสำหรับผู้มีอำนาจแล้ว ความรักที่จบลงด้วยชัยชนะนั้นมีอายุขัย แต่ความรักที่จบลงด้วยความเจ็บปวดนั้น สามารถหล่อเลี้ยงให้เป็นอมตะได้ชั่วนิรันดร์

อ้างอิง

AUTHOR

ชอบเล่าเรื่องการเมือง ชอบพบเจอผู้คน สนุกกับการพูดคุย ชอบดูการ์ตูน อ่านหนังสือ ที่สำคัญติดบ้าน ติดดิน แต่ไม่ติดลม