หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

การเมือง แฟชั่น ซีรีส์
สามคำที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลจะอยู่ร่วมกัน 
แต่ในบทสนทนานี้ 
มันถูกขมวดเข้าหากันราวกับเป็นเงื่อนไขเดียวกันของชีวิต

“หมู–พลพัฒน์ อัศวะประภา” เติบโตมากับโลกแฟชั่น ก่อตั้งแบรนด์ ASAVA จนกลายเป็นเครื่องหมายของ “ความเนี้ยบ” ที่ใครหลายคนใช้เป็นนิยามความมั่นใจของตัวเอง แต่ในวัยที่คนส่วนใหญ่เริ่มคิดถึงการเกษียณ เขากลับเลือกก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ โลกของการเป็นผู้จัดซีรีส์ และเรื่องแรกที่เลือกทำ คือการพาความรักเข้าไปแตะอยู่ในการเมือง “คมเดือน” (MANDATE) จึงไม่ได้เพียงเล่าความรักของคนสองคน แต่ยังสะท้อนความหวังของสังคมที่อยากมีสิทธิมีเสียงในชีวิตของตัวเอง

“ความท้าทายของมันคือการ unlearn ทุกอย่างที่เราเคยรู้ แล้วเริ่มเรียนใหม่หมด” หมู ASAVA ว่าอย่างนั้น และนั่นทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโปรเจกต์ชิ้นใหม่ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่ามนุษย์เรียนรู้ได้เสมอ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจตลอดการพูดคุย คือแฟชั่นไม่เป็นแค่เพียงเรื่องเสื้อผ้า แต่เข้าไปอยู่ในทุกอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยเรามีจุดแข็งในการพาแฟชั่นไทยสู่เวทีโลกได้ไม่ยากเลย ทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ อาหาร ดนตรี เทศกาล วัฒนธรรม ทุกสิ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เราจะจัดวางมันให้ “ไร้รอยต่อ” แค่ไหน จนผู้คนซึมซับโดยไม่รู้ตัว

การคุยกับ “หมู ASAVA” จึงไม่ต่างจากการต่อชิ้นส่วนพัซเซิล ทั้งเรื่องงานที่ต้องใช้พลังมหาศาล ทั้งการมองเห็นความรักว่าไม่ใช่เพียงอารมณ์โรแมนติก แต่เป็นความรับผิดชอบที่เดินเคียงข้างเสมอ ทั้งการจัดการกับเสียงวิจารณ์ที่หลั่งไหลเข้ามาในชีวิตสาธารณะ และทั้งการค้นพบว่าความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวันอาจมีค่ามากกว่าความสำเร็จใด ๆ
และเมื่ออ่านจนจบ…อาจทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ในชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดและหน้าที่ เรากำลังให้พื้นที่กับ “ความฝัน” ของเรามากน้อยแค่ไหน

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

“หมู–พลพัฒน์ อัศวะประภา” กับจุดเริ่มต้นของแฟชั่น

“พี่เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 13 ตอนนั้นคำว่า ‘อุตสาหกรรมแฟชั่น’ ยังไม่มีด้วยซ้ำ ในสังคมยุคนั้นเรารู้จักกันแค่คำว่า ‘ห้องเสื้อ’ เท่านั้นเอง แต่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กที่เสพหนังสือต่างประเทศตั้งแต่เล็ก ทำให้เราฝันว่าอยากจะทำแบรนด์ของตัวเอง

สมัยที่พี่อายุสิบกว่าขวบ มันไม่เหมือนเด็กยุคนี้ที่ถูกปลูกฝังให้มีฝัน มีอาชีพในฝัน แล้วก็มีโอกาสเดินไปตามฝันของตัวเอง เด็กยุคพี่ ส่วนใหญ่จะถูกสอนให้เรียนจบแล้วไปทำงานตามกรอบที่ชัดเจน ไม่ได้ถูกสนับสนุนให้จินตนาการว่าตัวเองจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในหัวลึก ๆ ของพี่มีสิ่งที่เป็น “ความลับ” ของตัวเองมาตลอด คืออยากมีแบรนด์ อยากสร้างสิ่งที่เป็นของเราเอง พูดง่าย ๆ ว่าผม manifest ตัวเองตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่า manifest ด้วยซ้ำ ผมสะกดจิตตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เห็นภาพชัดเลยว่าตัวเองในอนาคตจะเป็นยังไง

ภาพเหล่านั้นมันไม่ได้หยุดแค่การเห็นตัวเองประสบความสำเร็จ แต่รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย เช่น ห้องทำงานหน้าตาแบบไหน ตึกที่เราจะนั่งอยู่เป็นยังไง โซฟาสีอะไร ห้องอุปกรณ์ควรมีอะไรบ้าง แม้กระทั่งโต๊ะทำงานต้องมีห้องสมุดเล็ก ๆ มีหนังสือวางล้อมรอบตัวเรา พี่เคยฝันแบบนั้นจริง ๆ

แล้ววันนี้มันเกิดขึ้นจริงเกือบ 90% สิ่งที่พี่เห็นในหัวตั้งแต่เด็กแทบจะกลายเป็นความจริงทั้งหมด เหมือนเราสะกดจิตตัวเองมาตลอดทาง และพอมันเกิดขึ้นจริง มันก็ยิ่งยืนยันกับตัวเองว่า การมองเห็นภาพชัด ๆ ของสิ่งที่อยากเป็น มีพลังมากกว่าที่คิด”

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

พอพี่หมูพูดถึงคำว่า MANIFEST นั่นสิ คำคำนี้มันคืออะไร ทุกวันนี้ถ้าเลื่อน TikTok ก็จะเจอคำว่า manifest เต็มไปหมด ว่ามันคือการวาดภาพชีวิตในฝัน แล้วใช้พลังงานบวกดึงดูดให้มันเกิดขึ้นจริง หลายคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกว่ามันดูงมงาย แต่จริง ๆ แล้วแก่นแท้ของมันเรียบง่ายกว่านั้นมาก เราคิดดี เราส่งพลังงานดีออกไป เราวางตัวเองให้อยู่ในที่ที่ใช่ สุดท้ายสิ่งดี ๆ ก็จะค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเราเอง อย่างธรรมชาติ

“คำว่า manifest อาจเพิ่งเป็นที่พูดถึงกันในช่วงสิบปีมานี้เอง พี่เองก็เพิ่งมารู้จักคำนี้จริง ๆ ไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ แต่พอได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ พี่ก็รู้สึกทันทีว่า จริง ๆ แล้วนี่แหละ คือวิธีคิดที่พี่ใช้มาตั้งแต่เด็ก พี่จะพยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อยากอยู่ ผลักดันตัวเองไปอยู่ใน energy แบบที่รู้สึกว่าใช่และถูกต้องกับตัวเอง พอได้อยู่ในพลังงานที่เหมาะสม ทุกอย่างมันก็เหมือนลงล็อกโดยธรรมชาติ

มันมีบางช่วงที่เหมือนพลังงานมาบอกเลยว่า ‘ถึงเวลาแล้วนะ ต้องทำสิ่งนี้’ แล้วมันก็เหมือนเฟืองเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เข้ามาต่อกันในชีวิตเรา สุดท้ายเฟืองเหล่านั้นมันก็มาประกอบเข้าด้วยกันเอง แล้วก็หมุนไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนถามพี่ว่า ‘มันยากมั้ย?’ แน่นอนว่ามันต้องยากอยู่แล้ว มันต้องมีอุปสรรค มีปัญหา แต่ในความยากนั้น มันก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่ พอทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ เราก็อยู่กับมันได้ ไม่รู้สึกว่าฝืน ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป พี่ไม่เคยรู้สึกว่าต้อง push ตัวเองจนเกินกำลังเลย มันเหมือนทุกอย่างถูกจัดวางให้หมุนไปในทิศทางของมันเอง”

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

เพื่อน ๆ รอบตัวก็มักจะแซวว่าพี่เป็นคนพลังงานเยอะ ดูเหมือนเป็นคนไฮเปอร์ ทั้งที่หลายคนเตรียมเกษียณกันแล้ว แต่พี่ยังเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เปิดบริษัทใหม่ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา พี่ว่ามันก็คงเป็นธรรมชาติของพี่ ที่ยังอยากจะหมุนไปข้างหน้าเสมอ

กว่าจะเป็น ASAVA

“17 ปีที่แล้วเราเริ่มต้น วันนี้กำลังเดินเข้าสู่ปีที่ 18 แล้วครับ”

“ASAVA เปิดมา 17 ปีแล้วนะครับ แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ มันไม่ได้เริ่มแค่วันที่เปิดบริษัท เพราะก่อนหน้านั้นพี่ก็เรียนหนังสือ เรียนแฟชั่น แล้วก็ทำงานในวงการแฟชั่นจริง ๆ อยู่ที่นิวยอร์กอีกสิบปี ถ้านับรวมทั้งเรียนและทำงานก็คือ 27 ปี พอบวกกับความฝันที่พี่เก็บซ่อนไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ อีกสิบกว่าปี รวมแล้วมันก็สามสิบกว่าปีที่พี่ใช้เวลาเดินทางมาถึงตรงนี้

เดินทางทั้งในหัว ทั้งการสะกดจิตตัวเอง แล้วก็การลงมือทำจริง ๆ ถ้าว่ากันตามกระบวนการทั้งหมด มันก็คือกว่า 30 ปี แต่ที่เป็นการลงมือทำจริง ๆ ก็นับได้ 27 ปี

ในเชิงสิ่งที่จับต้องได้ แบรนด์ ASAVA มีความชัดเจนมากว่าหน้าตาเป็นแบบไหน งานของพี่เป็นแบบไหน ภาพจำก็คือเส้นสายที่เฉียบคม เรียบง่าย ค่อนข้างมินิมอล เสื้อผ้าไม่ได้ฟู่ฟ่า ไม่ได้มีอะไรเกินจริง ซึ่งอันนี้ก็คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานตั้งแต่แรก แต่นอกจากกายภาพแล้ว ในเชิงจิตวิทยา งานของพี่ก็ยังมีบุคลิกชัดเจน มันคือการพูดกับผู้หญิงแบบตรง ๆ เราไม่ได้เฉไฉไปที่อื่น เราคิดชัดว่าอยากทำงานกับผู้หญิงแบบไหน ผู้หญิงคนนั้นใช้ชีวิตยังไง กินอยู่อย่างไร คิดแบบไหน ใช้ชีวิตแบบไหน ใครที่เหมาะจะเป็น influencer ของเรา สิ่งเหล่านี้พอมันถูกคิดและผสมรวมกันเข้าไป มันจะทำให้เกิดความ authentic คือความแท้จริง ไม่ปรุงแต่ง และสิ่งพวกนี้มันซ่อนกันไม่ได้

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

พอ element ทุกอย่างมาเจอกัน มันก็จะยิ่งทวีคูณ เหมือน synergy effect ทุกอย่างหลอมรวมเข้าไปแล้วส่งพลังต่อกัน ทำให้งานมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพี่ก็หวังว่างานที่ออกมาจะเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ทุกอย่างคือการสั่งสม ค่อย ๆ สะสมตรงนั้นที ตรงนี้ที บางครั้งพลาดก็เรียนรู้ แล้วเอาสิ่งที่พลาดมาทำใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวแล้วสำเร็จ บางทีทำซ้ำอยู่หลายครั้งก็ยังพลาดอยู่ แต่พอยิ่งพลาด ยิ่งเรียนรู้ ชั่วโมงบินก็สูงขึ้น สิ่งที่เรียนรู้ก็นำมาประกบกัน ค่อย ๆ สร้างทีละนิดจนกว่าจะเป็นวันนี้”

โลกที่หมุนเร็วกับแฟชั่นที่หมุนตาม 

สิ่งของใด ๆ รวมถึงเสื้อผ้า 
มันจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อมันเข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนจริง ๆ

“ตั้งแต่พี่สร้างแบรนด์ขึ้นมาตั้งแต่วันแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน คนก็มักจะบอกว่าพี่เพ้อ เหมือนเป็นคนสติไม่ดี เพราะเวลาพี่พูดถึงแฟชั่น พี่ไม่ได้พูดถึงแค่เสื้อผ้า แต่พูดถึงในมุมของปรัชญา ของจิตวิญญาณมากกว่า เวลาให้สัมภาษณ์นักข่าว บางทีเขาก็มองด้วยสายตางง ๆ เหมือนเราพูดอะไรที่เพ้อไปเอง

ทีม PR ยังเคยแซวเลยว่า ‘พี่หมูมันดูวิชาการ’ แต่สำหรับพี่ การสร้างแบรนด์แฟชั่นมันไม่ใช่การวิ่งแข่งกับเทรนด์ เพราะเส้นแฟชั่นมันวิ่งไปในแนวระนาบ มันเร็วมาก และหยุดไม่ได้ การจะวิ่งตามมันตลอดเวลาเป็นเรื่องยากมาก ยิ่งโลกหมุนเร็ว แฟชั่นก็ยิ่งหมุนเร็ว แต่แบรนด์ของพี่ถูกสร้างด้วยแนวดิ่ง พี่เลือกจะดิ่งลงไปหาตัวตน ทำความรู้จักกับผู้หญิงที่เราออกแบบให้ เข้าไปอยู่ในชีวิตของเขา เข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้า เข้าไปนั่งอยู่ในใจ และทำให้เขารู้สึกว่าเสื้อผ้าชิ้นนี้คือส่วนหนึ่งของชีวิต มากกว่าที่จะต้องหอบหิ้วเสื้อผ้าเราแล้ววิ่งตามเทรนด์

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

นี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่ และพี่พูดมาตลอดสิบกว่าปีแล้วว่า สุดท้ายสิ่งของใด ๆ รวมถึงเสื้อผ้า มันจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อมันเข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนจริง ๆ สิ่งที่ฉาบฉวยมันอยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายก็เป็นแค่บ้าหอบฟาง แต่ในยุคนี้ โลกไม่ได้ต้องการของมากมายมหาศาล มันอาจต้องการแค่ไม่กี่อย่าง เพื่อไม่กี่คน แต่สิ่งเหล่านั้นต้องมีคุณค่ากับชีวิตจริง ๆ ทำให้ชีวิตชุ่มชื่นและตอบโจทย์ตัวตน

พี่เชื่อว่าทุกวันนี้มนุษย์เราถูกห้อมล้อมด้วยข้อมูล ข่าวสาร สิ่งของ และทรัพย์สินมากมาย มันวิ่งกันไม่จบไม่สิ้น จนถึงจุดหนึ่ง ทุกคนคงต้องย้อนกลับมามองตัวเองว่า จริง ๆ แล้วความสุขของเรามันอยู่ตรงไหน อยู่กับเพื่อนแบบไหนแล้วเรามีความสุข ใส่เสื้อผ้าชิ้นไหนแล้วเรามีความสุข กินอะไรแล้วเรามีความสุข มันไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น ไม่ต้องวิ่งไปตามคนอื่น ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบใคร ๆ อีกแล้ว

พี่ว่าคนรุ่นใหม่โชคดีตรงที่พวกเขามี choice เยอะ และเพราะ choice เยอะ พวกเขาจึงต้องรู้จักกลั่นกรอง ในขณะที่รุ่นพี่อย่างเราเป็นรุ่นที่ไม่มี choice มากนัก ต้องออกไปแสวงหา เปิดโอกาส หาตัวเลือกให้มากที่สุดเอง แต่เด็กรุ่นนี้ choice มันวิ่งเข้ามาหา เขาจึงต้องรู้จักเลือกให้เป็น และพี่เชื่อว่าวิธีคิดแบบนี้มันตรงกับเสื้อผ้าของพี่พอดี minimal ทั้งในแง่ชิ้นงาน และ minimal ในแง่วิธีคิด”

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

บทบาทของแฟชันไทยในเวทีโลก

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องการการร่วมมือกันทั้งระบบ 
ไม่ใช่แค่ความตั้งใจของใครคนเดียว

จริง ๆ ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยก้าวหน้าไปเยอะกว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่พี่กลับมาในเมืองไทยมีแบรนด์ที่หลากหลายขึ้น ทั้งในด้านราคาและสไตล์ สังคมช่วงนั้นเฟื่องฟู เศรษฐกิจก็เติบโตเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ความสบายที่เราคุ้นชินกันมาตลอดหลายสิบปี มันอาจทำให้เราขาดความกระตือรือร้น ประเทศไทยเลยอยู่ในจุดที่จุดแข็งหลาย ๆ อย่างที่เราคิดว่าเรามี บางอย่างมันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ออกกำลัง ยังพอมีอยู่ แต่เริ่มอ่อนแรง ถ้าไม่รีบฝึก มันก็จะฟีบหายไป

ประเทศไทยโชคดีที่มีทรัพยากรพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เรามีเส้นใยธรรมชาติ โรงทอ โรงงานตัดเย็บ นักออกแบบ ครบหมด แต่ในอดีตสิ่งเหล่านี้แยกกันเป็นจุดเล็ก ๆ ไม่เคยถูกรวมเข้ามาสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เราเคยเป็น OEM รายใหญ่ของโลก เป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้า ขายเส้นใยส่งออก แต่ไม่เคยเอาศักยภาพตรงนั้นมาหลอมรวมกับความคิดสร้างสรรค์แล้วสร้าง “แบรนด์ไทย” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง

วันนี้หลายธุรกิจก็ค่อย ๆ หายไปด้วยปัจจัยเรื่องค่าแรงและการแข่งขัน แต่แก่นสำคัญคือเรายังมีฐานอยู่ เพียงแค่ว่าต้องรีบเชื่อมจุดเหล่านี้ให้กลายเป็นก้อนใหญ่ สร้าง snowball effect ขึ้นมา ถ้าไม่ spin ตัวตอนนี้ อีกไม่กี่ปีเราอาจจะช้ากว่าประเทศที่เราเคยไม่คิดว่าเขาเป็นคู่แข่ง

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา
หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา
หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

ในเชิงศักยภาพ พี่ไม่คิดว่าเราแพ้ใครเลยนะ จุดเด่นของไทยคือเราเป็น collective society เราปรับตัวและผสมผสานกับทุกวัฒนธรรมได้ดี คนไทยมี taste ที่เชื่อมโยงกับโลกได้ง่าย ทำให้ดีไซเนอร์ไทยเข้าถึงตลาดสากลได้ไม่ยาก ข้อเสียคือเราอาจขาดอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นดาบสองคม แต่จริง ๆ แล้วดีไซเนอร์เก่ง ๆ โรงงานฝีมือดี ๆ มีเยอะมาก เพียงแต่เรายังไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร

เรื่องนี้พี่มองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเอกชนอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลอย่างเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด รวมถึงคนไทยเองที่ต้องช่วยกันสร้างความภูมิใจในสินค้าไทย บางทีเราเองยังตั้งคำถามกับของไทยว่า “มันควรถูกหรือควรแพง” ถ้าเราไม่ให้คุณค่าเอง เราก็จะไม่สามารถอัปมูลค่าไปขายต่างชาติได้ สุดท้ายก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างค่าครองชีพกับคุณค่าของงานฝีมือ

อีกเรื่องที่สำคัญคือการผลักดัน soft power บ้านเรามีเยอะ แต่เรามักเรียกทุกอย่างว่า soft power ไปหมด จนไม่รู้ว่าอะไรคือจุดแข็งจริง ๆ สิ่งนี้ต้องอาศัย research ว่าต่างชาติยอมจ่ายหรือไม่ พร้อมจะให้คุณค่าในสิ่งนั้นหรือไม่ มันไม่ใช่การส่องกระจกแล้วบอกตัวเองว่าสวย แต่คนอื่นกลับไม่เห็นด้วย การสร้าง soft power ต้องมีมาตรวัดชัดเจน มีระบบ มีการวางเป้าหมายว่า 1 ปี 5 ปี 10 ปี ข้างหน้า เราอยากเห็นอะไร

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการพูดถึงเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม หรือ soft power ต้องกลับมาที่คุณภาพชีวิตคนไทย รายได้ของคนไทยต้องดีขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์สวยหรูในเวทีโลก นี่ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ ต้องร่วมมือกัน และควรมีสถาบันที่เข้าใจธุรกิจแฟชั่นจริง ๆ มาดูแล เพื่อสร้าง brand nation ให้ไทยเป็น hub ของความบันเทิง ซีรีส์ หรือแม้แต่เสื้อผ้าได้จริง

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา
หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

ในต่างประเทศ เวทีแฟชั่นเกิดจากสมาพันธ์ที่แข็งแรง เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ อเมริกา ล้วนมีหมด เมืองไทยก็จำเป็นต้องมีเวทีกลางที่สะท้อนอุตสาหกรรมแฟชั่นจริง ๆ ไม่ใช่เวทีที่ผูกกับห้างสรรพสินค้า หรือ media ใด media หนึ่งเท่านั้น ถึงเวลาที่ต้องสร้างเวทีซึ่งเป็นของประเทศจริง ๆ

ทุกวันนี้พี่เองก็ยังอยู่ในกระบวนการทำสิ่งเหล่านี้ เป็น work in progress กำลังรวบรวมดีไซเนอร์ไทยเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ แต่ความท้าทาย คือเงินทุน เพราะทุกอย่างลงขันกันเอง และในเศรษฐกิจแบบนี้ แค่แบรนด์เล็ก ๆ จะอยู่รอดก็ยากแล้ว จะให้เขามาลงขันเพิ่มก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างสมาพันธ์แฟชั่นไทยต้องมีการสนับสนุนที่ชัดเจน ไม่งั้นมันจะวนอยู่ในวงจรเดิม ไม่มีเงิน ไม่มีทีมงาน ไม่มีการผลักดันที่ยั่งยืน

จริง ๆ แล้วสิ่งที่เรากำลังพูดถึง มันควรจะเดินไปในระนาบเดียวกันทั้งหมด Food Fashion Film Festival Fighting เมืองไทยเรามีศักยภาพ รวมถึงพวกคอสเมติก สกินแคร์ หรือไลฟ์สไตล์โปรดักต์อื่น ๆ ทุกอย่างมันเชื่อมกันได้หมด ความจริงสิ่งเหล่านี้มันซ่อนอยู่ในกันและกันมาตลอด เหมือนที่ต่างชาติทำ ซีรีส์ก็แอบซ่อนอาหาร แบรนด์สินค้าต่าง ๆ จนเราไม่รู้ตัว แต่เราก็ถูกปลูกฝังไปโดยปริยาย

เพราะฉะนั้นแฟชั่นไม่จำเป็นต้องถูกผูกให้อยู่แค่ในวงการแฟชั่นเท่านั้น มันเข้าไปอยู่ในดนตรีได้ เข้าสู่คอนเสิร์ตระดับโลก เทศกาลใหญ่ ๆ หรือแม้แต่เวลาที่เราส่งศิลปินไปต่างประเทศ ก็สามารถสอดแทรกแฟชั่นไทยเข้าไปด้วย ทุกอย่างควรจะประสานไปด้วยกันอย่าง seamless ไม่ใช่เป็นรอยต่อ ยิ่งเห็นรอยต่อน้อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสามารถสะกดจิตคนได้ง่ายขึ้น เพราะเส้นของความเป็นธรรมชาติทำงานได้ดีที่สุด คนดูไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกสื่อสารอะไรอยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับเข้าไปอยู่ในกระแสจิตได้อย่างลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น การทำงานของดนตรี อาหาร แฟชั่น และโปรดักต์ต่าง ๆ มันไปด้วยกันได้หมด ควรจะ bundle up มัดเป็นแพ็กเกจเดียวแล้วส่งออกไปพร้อมกัน

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

ปัญหาคือ เมืองไทยยังขาด “เจ้าภาพ” ที่จะลุกขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง เวลาเจอกัน ทุกคนยินดีที่จะบอกว่า “ทำเลย ๆ” แต่พอไม่มีตัวกลาง ทุกอย่างก็ไปต่อได้ยาก พอใช้เวลานานเข้า ทุกองค์กรก็ต้องกลับมามองว่า ฉันจะได้อะไรกลับไปที่อุตสาหกรรมของฉัน ถ้าไม่มีใครเป็นตัวตั้งตัวตี ไม่มีงบสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม มันก็เหนื่อยและไปต่อได้ยาก

ที่ต่างประเทศเขามีหมดนะ อย่างเกาหลีมี KOCCA ญี่ปุ่นก็มีสถาบันที่ดูแล soft power โดยตรง มีผู้อำนวยการ มี GM มี PR เวลาติดต่อมา เขามีทีม มีระบบ ในเมืองไทยหลายครั้งพี่ต้องเป็นคนตอบอีเมลเอง ทั้งที่มันควรเป็นงานที่ศูนย์กลางระดับประเทศรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมี “ส่วนกลาง” ที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ ทำงานเก่ง เป็นระบบ และก้าวไปสู่ระดับโลกได้

จากดีไซเนอร์ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้จัดซีรีส์ “คมเดือน” (Mandate)

“ตอนแรกมีหลายเรื่องวิ่งคู่กัน แต่พอ treatment ของ Mandate เสร็จ เราเห็นชัดเลยว่านี่แหละ คืองานหลัก คืองานแรงของ ASA STUDIO และก็คือจุดเริ่มต้นของ Mandate”

พี่มองว่างานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี อาหาร ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแม้แต่งานออกแบบเสื้อผ้า ล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนของสังคม ผ่านการตีความของคนทำงานสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น process มันไม่ต่างกันเท่าไหร่ สิ่งที่ต่างคือกลไกและสื่อที่เราจับ แต่สุดท้ายงานที่ดีควรเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยนั้น ๆ อย่างชัดเจน

พี่พูดเสมอว่างานออกแบบมันสำคัญที่ “ความเกี่ยวโยง” จะออกแบบให้สวยแค่ไหน ถ้ามันไม่เชื่อมโยงกับผู้ใช้จริง มันก็ไม่มีความยั่งยืน และไปต่อไม่ได้ เช่นเดียวกับงานซีรีส์ ถ้าไม่เชื่อมโยงกับชีวิตของคนดู ถ้าคนดูไม่รู้สึกว่ามันคือโลกที่เขาสามารถนั่งอยู่ในนั้นได้ มันก็จะไปไหนต่อยาก ถึงแม้ความเป็นแฟนตาซีจะสำคัญ แต่มันก็ต้องเป็นแฟนตาซีที่ยังอยู่ในหัว ในร่างกาย ในวิธีคิดของคนคนหนึ่งได้

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

การก้าวเข้ามาเป็นผู้จัดซีรีส์จริง ๆ ก็เกิดขึ้นแบบบังเอิญ วันหนึ่งคุยกับทางช่อง Mono เล่น ๆ ว่าเขายังไม่มีละคร Y เลยพูดไปว่า “เดี๋ยวทำให้” ไม่ได้คิดว่าจะเป็นจริง แต่ไม่นานหลังจากนั้น พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) กับพี่แดง (ธัญญา โสภณ) ก็โทรมาบอกให้ทำ pilot เลย เพราะจะมี Mono Open House ปลายปี แล้วอยากให้เอาไปฉาย พี่ก็แอบตกใจเหมือนกัน

จริง ๆ แล้ว background พี่จบการละคร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่เด็กก็เล่นละครตลอด เล่นกับพี่หอย เสนาหอย กับพี่ต๊งเหน่ง รัดเกล้า เพราะฉะนั้นการละครเป็น passion ที่อยู่ในตัวมาตลอด เพียงแต่เส้นทางแฟชั่นมันชัดกว่า เลยใช้เวลาส่วนใหญ่กับตรงนั้น แต่พอโอกาสนี้เข้ามา passion ที่ซ่อนอยู่มันก็ถูกปลุกขึ้นมา

พี่เลยเริ่มจากการรวมเพื่อนฝูงรุ่นพี่รุ่นน้องรอบตัว อย่างคุณจ๋อง พงศ์นรินทร์ อุลิศ เจ้าของ Cat Radio และโรงหนัง House ที่เก่งเรื่องหนังมาก พี่ชวนเขามาเป็นพาร์ตเนอร์ แล้วก็ค่อย ๆ รวมทีมงานที่ล้วนเป็นคนรู้จักจากจุฬาฯ สุดท้ายก็เลยตั้งบริษัท ASA STUDIO ขึ้นมา หนีไม่พ้นวงโคจรเดิมของพี่ ทั้ง ASAVA / ASV จนมาถึง ASA STUDIO

จากวันนั้นพี่ตั้งธงไว้ชัดว่า ASA STUDIO จะทำงานที่มีความหลากหลาย เป็น BL ที่แตกต่าง นำเสนอรสชาติใหม่ ๆ ที่คนยังไม่เคยเห็น ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน ก่อนจะมาถึง Mandate จริง ๆ ก็มีอีก 3–4 โปรเจกต์ที่เราลองพัฒนากัน ใช้เวลาปั้น treatment กันเป็นปี จนสุดท้ายมาเจอโครงเรื่องของ Mandate ที่เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจ เพราะ BL ในตลาดแทบจะเล่าอาชีพไปหมดแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีเรื่องไหนที่แตะ “การเมือง” อย่างจริงจัง

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา
หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา
หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

การมาของ บอย-เบน ในบทของ หมอหน่องกับคุณวี

“พี่เชื่อว่าทุกอย่างมันเลือกกันหมด ทุกอย่างดึงดูดกันด้วยพลังจักรวาลจริง ๆ มันเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่บังเอิญ การได้บอย การได้เบน รวมถึงนักแสดงทุกคน และการที่ซีรีส์เรื่องนี้เกิดขึ้น มันถูกที่ถูกเวลาพอดี”

บทซีรีส์มันถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า “หมอหน่อง” ต้องอายุ 40 อัป เป็นผู้นำชุมชน เป็นบ้านใหญ่ในจังหวัดภาคอีสาน บุคลิกออกไปทางจิ๊กโก๋ พ่อเลี้ยง เพราะฉะนั้นพี่ก็ปักหมุดไว้เลยว่าอยากได้นักแสดงเบอร์ต้นของประเทศ อายุ 40 ขึ้นไป และที่สำคัญคือต้องไม่เคยเล่นซีรีส์ Y มาก่อน ชื่อของบอย–ปกรณ์ ลอยขึ้นมาเป็นคนแรกทันที เพราะรู้จักกันมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยทาบทามจริงจัง คิดอยู่ว่าจะหว่านล้อมยังไงดี เพราะบอยก็เป็นศิลปินที่เลือกงานละเอียดพอสมควร

ส่วนบท “วี” ลูกชายอดีตนายกพรรคการเมืองใหญ่ที่ไปเรียนเมืองนอกแล้วกลับมาปรับภาพลักษณ์พรรค คนแรกที่พี่เห็นคือเบน–บัญญพนต์ ตอนแรกทีมงานส่ง portfolio มา พี่ยังปัดตกไปเลย คิดว่ายังไม่ใช่ แต่บังเอิญช่วงนั้นพี่ทำแฟชั่นโชว์ แล้วเบนมาเป็นแขกในงาน วันนั้นพอทักทายพูดคุยกันแป๊บเดียว พี่ก็รู้สึกได้ทันทีว่า “เอ๊ะ!!! เด็กคนนี้มีเสน่ห์มาก หน้าตาเป็นลูกคุณ เหมาะกับบทเป๊ะเลย” เลยขอถ่ายรูปส่งไปให้พาร์ตเนอร์ดู ปรากฏว่าคือรูปเดียวกับที่เคยส่งมาแล้ว แต่ครั้งนี้พี่มองเห็นสิ่งที่ไม่เห็นในครั้งแรก ก็เลยเรียกเบนมาแคสต์อีกครั้ง

ตอนแคสต์ ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที เบนลงลิฟต์จากตึกยังไม่ถึงชั้นหนึ่งด้วยซ้ำ พี่ก็โทรบอกผู้จัดการไปว่า “ได้แล้วนะ” ตอนนั้นเบนยังไม่เชื่อด้วยซ้ำ คิดว่าพี่พูดเล่น แต่ความจริงคือใช่เลย

ส่วนบอย พอพี่ได้บทที่สมบูรณ์มากขึ้น ก็เอาไปให้เขาอ่าน ตอนแรกบอยมีคำถามเยอะ พี่เลยปล่อยเวลาให้ไปนั่งอ่านคนเดียวสักชั่วโมง ระหว่างที่พี่เดินเล่นอยู่ กลับมาเห็นแววตาเขา พี่ก็รู้เลยว่าน่าจะ 70% แล้ว แต่บอยยังบอกว่า “ขอเวลา 3 วัน” เอาบทกลับบ้านไปอ่านเต็ม ๆ แล้ววันรุ่งขึ้นก็โทรกลับมาบอกว่า “ผมรับเล่น” ตอนนั้นทั้งดีใจทั้งเซอร์ไพรส์ เพราะมันเกินกว่าที่หวังไว้เยอะมาก

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

สิ่งที่โชคดี คือพอทั้งสองคนมาเจอกัน เคมีมันไปด้วยกันได้ทันที เบนที่หลายคนอาจจำภาพเดิม ๆ ได้ แต่พอเข้ามาเรียนรู้ ฝึกซ้อม acting แบบจริงจัง เขาพัฒนาเร็วมาก ส่วนบอยในฐานะนักแสดงมืออาชีพ ก็เข้ามาซัพพอร์ตน้องตั้งแต่วันแรก 

คิวแรก ซีนแรก ด้วย location มันต้องเป็นซีนอารมณ์ นัดหกโมงเช้า แต่งตัวเสร็จแปดโมง เข้าซีนแรกเป็นซีนอารมณ์เลย เป็นซีนร้องไห้ แล้วเป็น outdoor ปรากฏว่าเขาเล่นถึงเลย สองคนน้ำตาไหลออกมาเลย 

วันนั้นเป็นวันจันทร์เช้า location อยู่แถวดอนเมือง เป็นดาดฟ้าดอนเมือง เป็นวันจันทร์เช้าซึ่งเครื่องบินลงเยอะมาก ลงไม่หยุดเลย ในระหว่างที่เบนร้องไห้ไป น้ำตาไหลไป ต้องสั่งมอนิเตอร์ว่า “หยุดน้ำตาไว้ก่อน ให้เครื่องบินลงก่อน” เครื่องบินก็ลง “ปล่อยน้ำตา ๆ” กำลังสะอื้น ๆ “หยุด” เครื่องบินลงอีกแล้ว คือมันเป็นเช้าวันจันทร์ แล้ว flight เข้ากรุงเทพฯ มันเยอะ สงสารมาก แต่เขาเอาอยู่ จากนั้นทุกอย่างก็ชัดเลยว่าเบน “มาแล้ว” ส่วนบอยก็คือหลักใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อน พอ curve ของเบนขึ้น พลังของทั้งคู่ก็จุดติด และยิ่งส่งให้กันและกันจนเกิด spark ที่แข็งแรงมาก

แล้วบอยเก่งมาก พอสั่งให้หยุด เขาจะเอามือจับแบบต่ออารมณ์ให้ แล้วก็เอามือตบ ๆ เลี้ยงอารมณ์ให้ ซึ่งวันนั้นเป็นวันแรกเลย เราหวั่นใจมาก เพราะว่าวีนแรก เรายังถามผู้กำกับอยู่เลยว่าทำไมเอาไว้ซีนแรกวันแรกที่เจอกัน เขาบอกว่า “มันไปท้ายไม่ได้เลย เพราะถ้าไปท้ายมันจะช้ำ ตอนนี้เขายังสดอยู่ มันต้องเล่นเลย” 

แฟชั่น การเมือง  MANDATE กับโจทย์ยาก ๆ ที่ท้าทาย

ถึงแม้จะเป็นความยาก
ก็เป็นความยากที่อยากเรียนรู้

ความท้าทายใหญ่ที่สุดของการกระโดดมาทำงานซีรีส์ในวัยนี้ จริง ๆ คนรุ่นเดียวกับพี่หลายคนเริ่มเตรียมตัวเกษียณ แต่พี่กลับมาจับธุรกิจใหม่ที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมด ทั้งองค์ความรู้ วิธีคิด และเครื่องมือ มันคือการต้อง “unlearn” สิ่งที่เคยรู้ แล้วเริ่มต้นเรียนใหม่ทั้งหมด บวกกับความคาดหวังกับตัวเอง เพราะบอกตัวเองเสมอว่า ณ อายุเท่านี้ จริง ๆ ไม่มีความจำเป็นจะต้องพิสูจน์อะไรแล้ว แต่ถ้าจะทำ ก็อยากให้มันเกิดขึ้นจากความรัก ความตั้งใจ ความศรัทธา และอยากให้งานออกมาเป็นไปตามที่เราฝันไว้จริง ๆ

เพราะฉะนั้นเวลาผลิตชิ้นงานใด ๆ ณ เวลานี้ มันไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ แต่ต้องมั่นใจว่าเราได้ให้เวลา เรียนรู้ และทุ่มเทเต็มที่ ความคาดหวังนี้ใหญ่กว่าคำว่าความเหนื่อยหรืออุปสรรคทั่วไป เพราะเรื่องปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้จัด ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่พี่กลับไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นภาระเลย มันกลับสนุก ตื่นเต้น เหมือนเราได้กลับไปขี่จักรยานที่เคยขับมาตั้งแต่เด็ก กระโดดขึ้นไปก็ยังไปต่อได้ทันที ถึงแม้มันจะยาก ก็เป็นความยากที่อยากเรียนรู้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้พี่โชคดีมาก คือการได้ทำงานกับพาร์ตเนอร์และทีมงานที่เก่ง ซึ่งเป็นเพื่อนพี่น้องกันมาตั้งแต่สมัยเรียน อายุสิบแปดสิบเก้า รุ่นพี่รุ่นน้องในนิเทศฯ จุฬาฯ ที่ไว้ใจกันหมด ทำให้บรรยากาศการทำงานเหมือนกลับบ้าน เหมือนเวลาเข้าออฟฟิศ เราสบายใจ อยู่ในที่ที่ใช่ ถึงแม้จะเหนื่อยกาย ใช้แรง ใช้สมองเยอะ แต่ว่าหัวใจมันฟู เต็มไปด้วยพลัง อยากทำเพิ่ม อยากเติมอีก

สิ่งที่พี่ยังลุ้นทุกวันนี้ คือผลลัพธ์ของการเลือกนักแสดงอย่างบอยกับเบน ทั้งคู่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ แต่หน้าที่ของพี่ในฐานะผู้จัดมันไม่ใช่แค่ฝากผลงาน เพราะทุกคนตั้งใจเต็มที่อยู่แล้ว หน้าที่พี่คือทำยังไงให้ความตั้งใจนั้น ประสบผลในเชิงประจักษ์ กลายเป็นผลงานที่ถูกยอมรับ และทำให้นักแสดงทุกคนที่ทุ่มทั้งแรง ทั้งใจ ทั้งวิญญาณ รู้สึกว่ามันคุ้มค่าจริง ๆ อย่างอัค–อัครัฐ ที่พี่โทรไปชวนแล้วตอบตกลงทันที เพราะเคยคุยกันเล่น ๆ อยู่แล้วว่าอยากร่วมงานกัน พิตต้า ณ พัทลุง ที่เป็นเพื่อนออกกำลังกายกันทุกวัน เมย์–ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ที่พี่เห็นมาตั้งแต่เด็ก หรือพี่นง–ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ ที่รู้จักกันมายาวนาน ทุกคนอาจยังงง ๆ อยู่ว่าพี่มาเป็นผู้จัดซีรีส์ได้ยังไง แต่สุดท้ายก็ตอบรับด้วยความเกรงใจและความเชื่อใจ 

เรื่องเสื้อผ้า หลายคนอาจคิดว่าพี่ต้องใส่ความเป็น ASAVA ลงไปเต็มที่ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะนี่คือซีรีส์การเมือง ไม่ใช่ซีรีส์แฟชั่น มันต้องสะท้อนชีวิตจริง ครึ่งหนึ่งของเรื่องเล่า คือการลงพื้นที่ในจังหวัดอีสาน เพราะฉะนั้นเสื้อผ้า หน้าผม หรือพร็อพต่าง ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้ตัวละคร และเล่าเรื่องราว ไม่ใช่เพื่อให้ดูหวือหวา เราคิดอย่างละเอียดว่าหมอหน่องควรมีลุคแบบไหน วีควรเป็นลูกคุณหนูแบบไหน วีรยาซึ่งเป็นเพื่อนรักของวีควรแต่งตัวยังไง ทุกอย่างคือการสร้างโลกสมจริงให้ผู้ชมเชื่อ

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

และสง่างาม เป็นภาพนักการเมืองในอุดมคติ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่พี่อยากฝากไว้กับคนดูไม่ใช่ “ความเป็น ASAVA” หรือแม้แต่ “MANDATE” ในฐานะโปรเจกต์ แต่คือ ตัวละคร พี่อยากให้ผู้ชม

จดจำพวกเขา รู้สึกผูกพันกับพวกเขา เพราะความทรงจำจากตัวละครนี่แหละ ที่ทำให้เรื่องเล่าอยู่กับเราไปได้อีกนาน

บางครั้งเราอาจจะยังจำตัวละครบางตัวที่เคยดูเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อนได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนที่สวยที่สุดหรือแต่งตัวเก๋ที่สุด แต่เพราะมีความจริงใจบางอย่าง มีองค์ประกอบทุกด้านลงตัว ตั้งแต่เสื้อผ้า หน้าผม คาแรกเตอร์ การแสดง และพลังงานของคนที่เล่นมันออกมา ทั้งหมดรวมกันจนทำให้ตัวละครเข้าไปนั่งอยู่ในใจคน พี่ว่า “การสร้างความทรงจำ” แบบนี้แหละ คือหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้จัด และมันก็เป็นโจทย์ที่ยากที่สุดด้วย

โมเมนต์เล็ก ๆ แต่มหาศาลของการเป็นผู้จัดฯ ครั้งแรก

สิ่งสำคัญที่สุดที่พี่ได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ คือ มนุษย์เรียนรู้ได้เสมอไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ทุกอย่างที่ออกมามันคือผลลัพธ์ของความทุ่มเท และความทุ่มเทก็มาจากจิตวิญญาณข้างใน พี่มองว่านี่คือสมการที่สอดรับกันอย่างพอดี สำหรับพี่แล้ว ความท้าทายในวัยนี้คือการลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่ ต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความรู้สึก fulfill เหมือนได้หยิบฝันที่เก็บไว้เนิ่นนานขึ้นมาปัดฝุ่น แล้วทำให้มันกลายเป็นชิ้นงานจริงอีกครั้ง

ในวัยที่ใครหลายคนอาจเลือกพักผ่อน พี่กลับเอาเวลาไปอยู่ในกองถ่าย เหงื่อไหลไคลย้อย แต่ทุกวินาทีคุ้มค่า พี่รู้สึกภูมิใจ ทุกชั่วโมงที่ทุ่มลงไป มันสะท้อนกลับมาในผลงาน และนั่นทำให้พี่มีความสุขที่จะได้ดูมัน ได้เห็นมัน และมั่นใจว่าถ้าเราไม่ภูมิใจ เราก็ไม่อยากให้ใครดู

สิ่งที่ทำให้พี่ซาบซึ้งที่สุดคือ นักแสดงและทีมงานทุกคน ตั้งแต่ตัวหลักจนถึงเอ็กซ์ตรา ล้วนเทใจให้กับงานนี้หมดจริง ๆ เวลาต้องถ่ายดึก ทุกคนก็สู้แบบเต็มใจ เวลาขอถ่ายเผื่อ ปรับบท หรือแก้รายละเอียด ทุกคนเต็มที่หมด อย่างพี่นงก็จะบอกว่า “จะให้เล่นแบบนี้ พี่เล่นให้ดูก่อน โอเคจบแล้วนะ ชอบแล้วนะ จะให้พี่ลองเล่นแบบนี้มั้ย” บอยก็จะมานะ “เฮ้ย ผมว่ามันต้องอย่างนั้น” ทุกคนมาพร้อมความตั้งใจ พลังงานแบบนี้มันเป็นพลังงานที่เราอยู่แล้วเรารู้สึกว่าเราอิ่ม ทุกคนมาพร้อมที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ดี ๆ แล้วก็เอาประสบการณ์ตัวเองเทลงมาในงาน เวลาใครเล่นติดนิดหนึ่งนะ จะวิ่งมาขอโทษพี่ใหญ่เลย แบบว่า “ขอโทษที่ take เยอะ” พี่บอก “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษเลย พี่เข้าใจว่ากระบวนการทำงานกว่าจะได้มา แล้วก็ไม่ต้องเกรงใจด้วย” แล้วนักแสดงทุกคนก็ให้ความร่วมมือ พี่ว่าอันนี้สำหรับพี่เป็นเรื่องใหญ่

เพราะนี่คือซีรีส์เรื่องแรก พี่จึงค่อนข้างละเอียด หลายครั้งก็เกรงใจทีมงาน กลัวว่าจะดูจุกจิก แต่ทุกครั้งที่พี่ลังเล ทีมงานจะบอกกลับมาว่า “พี่ต้องได้ ถ้าพี่อยากได้ พี่ต้องได้ มันเป็นละครที่พี่สร้าง” คำพูดแบบนี้ทำให้พี่ประทับใจมากจริง ๆ

เพลงประกอบก็เช่นกัน OST. ถูก rearrange หลายรอบกว่าจะลงตัว ทีมดนตรีเองก็เต็มที่ ส่งมาเป็นสิบเวอร์ชันจนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่ ทุกคนเหมือนอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับงานนี้

ในกองถ่ายยังมีโมเมนต์เล็ก ๆ ที่กลายเป็นความทรงจำ บอยมาแบบมืออาชีพสุด ๆ กินคลีน ตรงเวลา เข้ากองด้วยความพร้อมเต็มร้อย ขณะที่เบนตรงกันข้าม ขี้เล่น กินตลอดเวลา มีทั้งไก่ทอด ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ระหว่างพักก็มักจะเป็นขวัญใจคนในกอง คอยหยอกล้อสร้างรอยยิ้มให้ทุกคน บอยอาจจะดูจริงจังและเหนื่อยจากการทำงานหลายอย่าง แต่ก็กลายเป็นคู่ตรงข้ามที่พอมาอยู่ด้วยกันแล้วมันพอดี พี่เองยังแอบยิ้มเวลาเห็นเบนเอาไก่ทอดไปยั่วบอย แล้วบอยปฏิเสธเสียงแข็ง “อย่ามายุ่ง” แต่ก็อดขำไม่ได้

ทั้งหมดนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้พี่ประทับใจ การได้เห็นความตั้งใจร่วมกันของทุกคน ตั้งแต่นักแสดง ทีมงาน ไปจนถึงดนตรีประกอบ มันกลายเป็นพลังงานที่ทำให้งานเรื่องนี้เต็มไปด้วยชีวิตและความหมาย

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

คมเดือน MANDATE กำลังเล่าเรื่องอะไร

ความตั้งใจแรก เส้นเรื่องมันเป็น romantic drama เพราะฉะนั้นเส้นเรื่องของความรักค่อนข้างชัดแต่มี background เป็นการเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกทุกคนก็คือ จริง ๆ แล้วไม่ได้อยากมองว่ามันเป็น BL หรือเป็นความหลากหลายทางเพศ หรืออะไรก็แล้วแต่ พี่รู้สึกว่าโลกเรามันเดินทางมาไกลแล้ว ณ วันนี้ตัวละครสองตัวนี้มันจะเป็นเพศอะไรก็ได้ ด้วยบริบท สิ่งแวดล้อม และเรื่องราวต่าง ๆ ที่มันถูกโยงไว้ มันทำให้ตัวละครสองตัวนี้เกิดความผูกพัน มันมีเหตุผลที่เขาจะต้องมาเจอกัน พอมีเหตุผลเสร็จแล้วมันก็เกิดอารมณ์ อารมณ์ในที่นี้ก็คืออารมณ์ความรู้สึกที่มันจะไต่ขึ้นไปสู่ end scene 

เพราะฉะนั้น พี่ก็อยากจะให้มองว่าไม่ว่าจะในทุก ๆ สิ่งแวดล้อมไหน ความรักมันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ หากว่ามันมีตรรกะและเหตุผลของคนคนนั้นซ่อนอยู่ มันอาจจะไม่ได้บอกว่ามันจะต้องเป็น BL หรือว่าเป็นละคร Y คือต่อให้คนไม่ดู Y มาดูละครเรื่องนี้ หลับตาไปก็จะรู้สึกว่าตัวละครสองตัวนี้มันมีเหตุให้ต้องผูกพันกันในที่สุด 

ในขณะเดียวกัน เส้นการเมืองมันก็ค่อนข้างเร่าร้อน ดุดัน แล้วพี่คิดว่ามันก็เป็นภาพสะท้อนของคนในยุคนี้ที่อยากจะมีสิทธิมีเสียงในการกำหนดชีวิตของตัวเอง มันจะเป็นเรื่องของการ voice out เสียงของคนยุคใหม่ที่มีต่อระบบการเมือง อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ พี่คิดว่าอาจจะเป็นละครการเมืองที่โรแมนติก-การเมือง ที่การเมืองค่อนข้างลึกกว่าเรื่องที่เราเคยเห็นในเมืองไทย

แต่ต้องขอเน้นนิดหนึ่งว่าทุกอย่างเป็น fiction นะครับ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เขียนขึ้น เดี๋ยวพอดูแล้วจะคิดว่าเราดูข่าวไปเขียนไปก็ตาม ไม่ใช่ เขียนไปเป็นปีแล้ว เผอิญมันเหมือนจะจ้างหมอดูพรายกระซิบมาบอกในระหว่างที่เขียน จริง ๆ เขียนเสร็จมานานมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าการเขียนมันร้อยเรียงออกมายังไง มันช่างตรงกับสิ่งที่ชีวิตคนปัจจุบันมาก ๆ เลย

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

นิยามความรักของหมู ASAVA

จริง ๆ ความรักมันไม่มีเหตุผล มันเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลกับตัวเรา ไม่ใช่ตัวเราอย่างเดียว แต่มันส่งผลถึงพลังงานในตัวเรา มุมมองการใช้ชีวิตทุกอย่าง และสิ่งที่สำคัญคือมันมาพร้อมกับความรักผิดชอบ ในทุกความรักมันมาพร้อมหน้าที่เสมอ แต่ในทุกหน้าที่มันก็ควรจะมีความรักซ่อนอยู่ในนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยอายุ พี่ไม่ได้เชื่อความรักในเรื่องของความโรแมนติก หรือ romanticize แบบลอยไปวัน ๆ สำหรับพี่ ในทุกความรักเราต้องมีความทุ่มเท เราต้องมีความเสียสละ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราทุ่มเทโดยปราศจากความรัก เราก็ไปต่อได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันมีทั้งตรรกะและเหตุผล และอารมณ์ไปด้วยกันหมด

เราจะให้ตรรกะนำชีวิตเราตลอดเวลา ชีวิตมันก็ดูจะแห้งผากสักนิดหนึ่ง แต่ถ้าให้อารมณ์นำพาชีวิตจนขาดตรรกะ ชีวิตเราก็อาจจะอับปาง เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะต้องหาน้ำหนักตรงนี้ ซึ่งน้ำหนักตรงนี้มันก็เปลี่ยนตลอด เราต้องยอมรับให้ได้ว่าบางช่วงอารมณ์เยอะ บางช่วงเหตุผลเยอะ อย่าไปหงุดหงิดกับมัน พี่ว่ามันอยู่ที่การรู้จักตัวเองว่าบางช่วงมันก็อยู่ในจังหวะที่เราต้องให้อารมณ์พาไป พออารมณ์มันไปนิดหนึ่งก็ต้องเอาตรรกะดึงกลับมา

ด้วยอายุเรามีบทเรียน มีลิ้นชักของ exercise ต่าง ๆ อยู่ในชีวิตเยอะ เราก็จะรู้ว่าช่วงไหนเราต้องหยิบอาวุธอะไรออกมาใช้ในชีวิตในแต่ละจังหวะ

ถ้าพี่ต้องเลือกระหว่างความรักกับหน้าที่ จริง ๆ แล้วมันเลือกไม่ได้ มันเหมือน batman รึเปล่า??? มันมาพร้อมความรับผิดชอบ ความรักก็มาพร้อมหน้าที่ แล้วในหน้าที่มันก็ควรจะมาพร้อมความรัก คนเราที่ทำหน้าที่อย่างเดียวโดยปราศจากความรัก เราคงจะทำนานไม่ได้ และทำได้ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นพี่ว่าสองอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่บอก ทั้งตรรกะและอารมณ์มันต้อง weigh กัน สิ่งหนึ่งมันจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่ได้ รักแล้วเราไม่ทำตามหน้าที่ ในที่สุดมันก็จะหายจากเราไป ในขณะที่ถ้าเราปฏิบัติแต่หน้าที่ สุดท้ายเราก็จะล้มไปเอง เพราะเราปราศจากอารมณ์ร่วม

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

สิ่งที่หล่อหลอมเราให้เป็นเราจนถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าเราจะโดนใครตี ทุบ โยนหินใส่ 
เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ และต้องลุกขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผย 
เอาสิ่งที่เขาทุบเรามาสะท้อนกลับเป็นงานที่ดีขึ้น 

พี่จะบอกทุกคนเหมือนกันว่า แรงบันดาลใจอย่าไปให้ความสำคัญกับมันมาก คนเราต้องให้พลังตัวเอง ให้แรงบันดาลใจตัวเอง ต้องให้สิ่งเล็กสิ่งน้อยในชีวิตทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจเราให้ได้ พี่อยู่ในธุรกิจที่คนบอกว่ามันต้องใช้แรงบันดาลใจ อย่างน้อยพี่มี 3 คอลเลกชัน 3 แบรนด์อยู่ในตัว คือ ASAVA ร้านอาหาร และบริษัทสร้างหนัง เพราะฉะนั้นทุกวัน ทุกนาทีของพี่มันคือแรงบันดาลใจ มันต้องใช้แรงบันดาลใจทั้งสิ้น พี่จะมานั่งรอแรงบันดาลใจไม่ได้ พี่ต้องฝึกตัวเองให้รู้จักเห็นสิ่งรอบตัวหรือสิ่งที่เราชอบ ขมวดบิดมันผ่านกระบวนการคิดของเรา แล้วถ่ายทอดในลีลา ในจิตวิญญาณของเรา ให้ออกมาเป็นลายเซ็นของเรา มันต้องทำให้ได้

ความคิดสร้างสรรค์ หรือแรงบันดาลใจ มันก็เหมือนอวัยวะหนึ่งในร่างกาย เราต้องออกกำลังกายมัน เราต้องฝึก เราต้องขวนขวาย เราต้องฝึกฝน ถ้าเราไม่รู้จักหยิบจับมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีสาระสำคัญที่แท้จริง

พี่ถึงบอกน้อง ๆ ทุกคน และทุกมหาวิทยาลัยที่พี่สอนว่า อย่าไปรอ เราต้องเป็นพลังให้ตัวเราเอง เราต้องมองตัวเองแล้วหาพลังบวกจากตัวเราเองให้ได้ มันมีพลังลบเยอะแยะมากที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา มีคำวิพากษ์วิจารณ์ แม้กระทั่งตัวพี่เอง วันนี้ฉันอ้วนไปหรือเปล่า แก่ไปหรือเปล่า น้ำหนักมากไปหรือเปล่า สวยไม่พอหรือเปล่า ไม่เข้า standard ของสังคมหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกวัน แต่เราจะให้เสียงเหล่านี้กรอกหูจนเราเดินไปข้างหน้าไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ เราต้องสะกดจิตตัวเองว่า “ฉันสวย ฉันเก่ง ฉันไม่อ้วน” สะกดจิตว่าเราดีพอ ความรู้สึกว่าเราดีพอ แล้วบางทีเราอาจจะดีเกินกว่าด้วยซ้ำ เรามีแรงมากกว่าที่คน expect นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องสอนตัวเอง

ไม่ว่าเราจะโดนใครตี ทุบ โยนหินใส่ เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ และต้องลุกขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผย เอาสิ่งที่เขาทุบเรามาสะท้อนกลับเป็นงานที่ดีขึ้น สร้างสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้น พี่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องฝึก และต้องรู้จักเห็นคุณค่าของตัวเอง

ถามว่าเอาชนะคนเหล่านั้นได้ยังไง พี่ไม่เคยคิดว่าเป็นการเอาชนะเลย เพราะเราไม่ได้แข่งกับเขา เราไม่ได้หมายความว่าเราไม่ให้ความสำคัญกับคอมเมนต์เหล่านั้น ทุกข้อคิดเห็นที่ไม่ได้มาจากอคติ ไม่ได้มาจากความจงเกลียดจงชัง ไม่ได้มาจากความไม่เข้าใจเรา ถ้าเราหยิบมาใช้แล้วเกิดประโยชน์กับเรา มันก็เป็นการลดอัตตาของเราเช่นเดียวกัน แต่ถ้ามันจะทำร้ายเรา เราก็ต้องรู้จักเลือกแล้วว่ามันสมควรใช้มั้ย

ตลอด 17 ปีที่พี่อยู่ในวงการ พี่โดน drama ตลอดเวลา จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว ในเมื่อเราเลือกใช้อาชีพที่เป็นบุคคลสาธารณะ ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะวิจารณ์เรา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้สิ่งเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์กับชีวิตเราอย่างไรต่างหาก เพราะฉะนั้นคำวิจารณ์มันทำร้ายเราไม่ได้เลย ถ้าเราไม่เปิดโอกาสให้มันทำร้ายเรา

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

ความสุขวันนี้ของหมู ASAVA

ตอบแล้วเหมือนเศร้านะ (หัวเราะ) “สำหรับพี่ ทุกวันคือของขวัญ” ชีวิตมันเดินทางมาไกลกว่าที่เคยคิดฝันไว้นานมากแล้ว ทุกวันที่ตื่นขึ้นมามันคือของขวัญสำหรับพี่ ณ วันนี้ ตื่นขึ้นมาสดชื่น เข้าห้องน้ำแล้วถ่ายท้องสบาย แต่งตัว ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทรุดโทรมจนเกินไป แล้วยังมีแรง สำหรับพี่ ทุกวัน ทุกวินาทีคือกำไร

ทุกวันนี้คำว่า Grateful สำหรับพี่สำคัญมาก การรู้สึกขอบคุณชีวิต ขอบคุณทุกโอกาส ขอบคุณทุกคนที่เดินเข้ามา ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณโอกาสที่ได้เรียน ได้ทำงาน ขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคน สำหรับพี่นี่เป็นเรื่องใหญ่ การ appreciate สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ มันสำคัญ

พี่จะสะกดจิตตัวเอง เขียนคำว่า grateful ว่าวันนี้ grateful เรื่องอะไร เช่น วันนี้นอนอิ่ม เมื่อคืนหลับสบาย ตื่นเช้ามาเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วโมง ได้เปิดหน้าต่างดูต้นไม้ ดูกระรอก ดูนกบิน ก็ขอบคุณชีวิต ขอบคุณที่มีคนรอบตัวที่น่ารัก พี่พูดกับตัวเองทุกวัน บางวันลืมทำก็ต้องทำระหว่างวัน ต้องเขียนว่าตอนนี้ grateful เรื่องอะไร พี่จะมีบันทึก journey ว่า “วันนี้ฉัน grateful เรื่องอะไร” วันไหนไม่ grateful มันก็จะมีช่อง awesome / good / poor ถ้าวันไหน poor ก็จะหลอกตัวเองว่า good หลอกธรรมชาติ หลอกระบบ พอหลอกบ่อย ๆ จนชิน มันก็ดึง energy ลบออกไป

เมื่อเช้าพี่เดินไปซื้อกาแฟ ได้คุยกับน้องที่ชงกาแฟให้ทุกวัน แค่ได้คุยกัน ได้เห็นรอยยิ้มของเขา พี่ก็มีความสุขแล้ว ความสุขพี่เกิดง่าย พี่เป็นคนชอบสะสมความสุข การสะสมโมเมนต์เล็ก ๆ แบบนี้ทำให้ต่อมความสุขเติมง่าย

พี่มีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ take อะไรที่เป็น negative เลย อะไรที่เป็น negative เข้ามาพี่ก็ปล่อยไป แต่ energy ที่มันบวกพี่จะหยิบมาใช้ เพราะฉะนั้นการตื่นมาสดชื่น รื่นเริง ได้แต่งตัว ได้เข้าออฟฟิศ พี่ก็มีความสุขแล้ว การได้สร้างผลงานที่พี่แฮปปี้มันก็คือกำไร บางวันมันยุ่งจนบอกไม่ถูก สติหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่เราก็ยังเตือนตัวเองว่าเรานี่โชคดีขนาดไหนที่ยังได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รัก อยู่ในสิ่งที่เลือก เราเลือกที่จะอยู่ ได้ทำงานที่เลือก เราไม่ควรเหนื่อย เพราะมีคนอีกมากมายที่ไม่มีโอกาสนั่งอยู่ตรงนี้

เวลาเราเลือกอะไร เราไม่สามารถเลือกแต่เรื่องดีได้ ทุกอย่างมาพร้อม pros and cons เวลาเจอ cons เราต้องไม่เห็นแก่ตัวที่จะบอกว่า “ฉันไม่เอา cons จะเอาแต่ pros” ไม่ได้ ฉะนั้นเวลาที่เจอ cons มันเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้เราเรียนรู้ พอเราเจอความทุกข์ เราก็ต้องอยู่กับมันให้เป็น พี่ชอบบอกทุกคนว่า ความสุข ใคร ๆ ก็สุขเป็น แต่เวลาที่เจอความทุกข์แล้วคุณยังสุขอยู่ อันนั้นคือยอดแห่งสุข ความทุกข์มันเข้ามาแล้วก็ออกไป ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ แต่คุณจะอยู่กับมันยังไง คุณจะวางมันไว้ตรงไหน มันจะมีอิทธิพลกับชีวิตคุณแค่ไหน การจัดการกับความทุกข์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน การจัดการกับความสุขก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าเลือกจะอยู่กับความสุขเท่านั้น ชีวิตก็จะเปราะบางเกินไป เพราะฉะนั้นต้องให้สมดุลระหว่างความทุกข์กับความสุข ระหว่างความเหนื่อยกับความมีพลัง

สุดท้ายมันก็กลับมาที่คำว่า “ธรรมชาติ” ถ้าทุกอย่างเป็นธรรมชาติมันก็จะไหลลื่นไปได้เรื่อย ๆ แล้วเราก็ไปกับมันได้อย่างสบาย ๆ จังหวะที่ช้าก็ช้า จังหวะที่เร็วก็ตั้งรับ จังหวะที่หมดแรงก็นอน จังหวะที่ล้มเจ็บก็พัก วันไหนพักเยอะจนมีแรง spin ก็ spin 

พี่เชื่อว่าคำว่าธรรมชาติจริง ๆ ก็คือคำว่า “ธรรม” นี่แหละ ถ้าเราไปฝืนตัวเองมากไปมันไม่มีประโยชน์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ฝืนเลย มันก็ต้องฝืนในจังหวะที่ไม่เบียดเบียนตัวเองเกินไป

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา

เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงท้ายที่สุด สิ่งที่ชัดเจนไม่ใช่เพียงภาพของดีไซเนอร์ที่หันเหไปสู่การเป็นผู้จัดซีรีส์ แต่คือการมองเห็นชีวิตของ หมู ASAVA ในมิติที่กว้างกว่าเดิม เราเห็นความเหนื่อยที่กลายเป็นความสุข เราเห็นความทุ่มเทที่แปรเป็นความภาคภูมิใจ และเราเห็นว่าทุกการตัดสินใจของเขา ไม่ว่าจะบนรันเวย์ บนจอทีวี หรือในชีวิตจริง ล้วนตั้งอยู่บนความเชื่อเดียวกันว่า มนุษย์ยังเรียนรู้และเติบโตได้เสมอ

การก้าวเข้าสู่โลกซีรีส์ คือการต่อยอดวิธีคิดแบบเดียวกับที่เคยทำให้แฟชั่นไทยยืนบนเวทีโลกได้ ความใส่ใจ รายละเอียด ความจริงใจ และความเชื่อว่าศิลปะทุกรูปแบบล้วนเป็นภาพสะท้อนของสังคมร่วมสมัย เพียงแต่เปลี่ยนจากรันเวย์เป็นจอภาพ เปลี่ยนจากชุดที่สวมใส่เป็นตัวละครที่คนดูจะจดจำ

“คมเดือน” หรือ Mandate อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ แต่ในอีกมุม มันคือบทพิสูจน์ว่าเรื่องเล่าของเราไม่เคยถูกจำกัดด้วยอาชีพ อายุ หรือแม้แต่คำจำกัดความของสังคม เมื่อเขาพูดถึงการเมือง เราได้ยินเสียงของความหวัง เมื่อเขาพูดถึงแฟชั่น เราเห็นความหมายที่ลึกกว่าเนื้อผ้า เมื่อเขาพูดถึงความรัก เราสัมผัสถึงความรับผิดชอบ และเมื่อเขาพูดถึงความสุข เราได้ยินเสียงขอบคุณชีวิตในทุกวัน

สุดท้าย Mandate อาจไม่ได้เป็นเพียงผลงานเปิดตัวของ ASA STUDIO เท่านั้น หากยังเป็นหลักฐานชัดเจนของความศรัทธา ศรัทธาว่าศิลปะไม่ว่ารูปแบบใดก็สามารถเปลี่ยนเป็นภาพสะท้อนของสังคมได้เสมอ และศรัทธาว่าความรักไม่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร เพศใด หรือบริบทไหน ก็ยังเป็นพลังงานที่ทรงอานุภาพที่สุดของมนุษย์

เราเดินออกมาจากบทสนทนาครั้งนี้ด้วยความรู้สึกคล้ายที่เจ้าตัวเล่าว่า… “ปัจจุบันคือของขวัญ” และทุกการสร้างสรรค์ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ชีวิตนั้นยังมีพื้นที่ให้เราเลือกทำสิ่งที่รักได้เสมอ

หมู ASAVA / พลพัฒน์ อัศวะประภา
คมเดือน MANDATE The Series

ติดตาม ซีรีส์เรื่อง “คมเดือน” หรือ MANDATE 
ทางแอปพลิเคชัน Monomax ตอนใหม่ทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น.

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน

ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่ไหน