กลายเป็นประเด็นดรามาในโลกออนไลน์ไปเลย สำหรับคำตอบของ ‘นิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์’ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ประจำปี 2561 จากรายการ WOODY FM จากคำถามที่ว่า “ถ้าสามีกับลูกจมน้ำพร้อมกัน จะเลือกช่วยใครหากช่วยได้แค่คนเดียว” และเธอเลือกที่จะตอบว่าเลือกสามี เพราะสามีจะก้าวไปเป็นผู้ที่อยู่ดูแลกันในช่วงบั้นปลายชีวิต
ซึ่งจริง ๆ นี่เป็นเพียง 1 คำถามจากหลาย ๆ คำถามที่ถูกใช้เพื่อสำรวจมุมมอง วิธีคิดของกันและกันในเรื่องราวต่าง ๆ ของการเข้ามาเป็นคู่ชีวิตกัน ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน การงาน การเลี้ยงลูก ผ่านวิธีการของ Consultant ในการมอบสถานการณ์สมมติต่าง ๆ ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ หรืออาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งในตัวอย่างหลักของคำถามที่เป็นประเด็นก็คือ ‘คำถามในสถานการณ์วิกฤตของชีวิต’ นั่นเอง
หลังจากคำตอบของนิ้งออกไปสู่โลกออนไลน์ เสียงผู้คนก็แตกออกเป็นหลายฝั่งด้วยกัน มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำตอบของเธอ รวมถึงคนที่เข้าใจว่ามันคือคำถามที่ไม่มีผิดหรือไม่มีถูก เพราะนี่เป็นเพียงคำถามวัดทัศนคติภายในจิตใจเพียงเท่านั้น
ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะเมื่อมองกลับมายังคำถาม นี่คือรูปแบบของคำถามประเภท ‘Moral Dilemma’ หรือปัญหาที่ถูกคิดขึ้นเพื่อทำให้ผู้ตอบรู้สึกถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเลือกทางไหนก็ดีหรือแย่ไม่ต่างกัน เพียงแต่จะต้องแสดงมุมมองและเหตุผลส่วนตัวออกมาให้ได้ว่าทำไมเราถึงเลือกคำตอบนั้น อย่างที่เคยได้ยินก็คือ ‘ปัญหาปริศนารางรถไฟ (Trolley Problem)’ ที่เกิดขึ้นช่วงราวปี ค.ศ. 1976 โดย ‘จูดิธ จาร์วิส ทอมสัน (Judith Jarvis Thomson)’ นักปรัชญาชาวอเมริกัน และ ‘ฟิลิปปา ฟุต (Philippa Foot)’ นักปรัชญาชาวอังกฤษ รูปแบบหลักของคำถามก็คือ
“มีรถไฟคันหนึ่งกำลังแล่นมาอย่างรวดเร็ว เหมือนจะหยุดไม่ได้ด้วย ห่างออกมามีคน 5 คนถูกมัดอยู่กับรางทางตรง และถ้าสับรางได้ อีกฝั่งก็จะมีคน 1 คน อยู่บนรางที่ถูกสับมาอีกทาง คุณจะเลือกสับไปทางไหน”
คำถามแบบนี้มักมีภาพเป็นสถานการณ์สมมติที่ตั้งใจทดสอบสัญชาตญาณของเราเกี่ยวกับศีลธรรมหรือคำถามเชิงปรัชญาพื้นฐาน จากการกำหนดให้ทุกคำตอบล้วนทำให้เราผิดพลาดหรือสูญเสียอะไรบางอย่างไปเสมอ ลึกลงไปกว่านั้น ทุกคำตอบจะเต็มไปด้วยภาระผูกพันทางศีลธรรมที่ขัดแย้งกัน และไม่มีภาระผูกพันใดมีอำนาจเหนือกว่าภาระผูกพันอื่น ๆ ทำให้การเลือกขัดแย้งกันโดยตรง เพราะไม่มีอะไรที่ถูกต้องทั้งหมดเลย และความลังเล สับสนที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกนั่นเองคือบรรทัดฐานทางศีลธรรมภายในจิตใจของเราแต่ละคน
ถามว่าทำไมต้องเล่นคำถามสมมติแบบนี้ขึ้นมา ลองคิดดูว่าถ้าเราตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้บ้างจะเป็นอย่างไร ลองจินตนาการว่าเราทำงานในองค์กรใหญ่ แล้วพบว่าบริษัทกำลังทำบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่าง เช่น เอาเปรียบลูกค้า ถ้าเราเปิดโปงเรื่องนี้องค์กรอาจถูกลงโทษ แต่ตัวเองก็เสี่ยงจะตกงาน หรือถูกมองว่าไม่จงรักภักดีกับองค์กรก็ได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราเลือกเงียบไว้ ทุกอย่างอาจดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรู้ ทั้งที่เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน มันจึงเป็นตัวอย่างของ Moral Dilemma ที่คนหลายคนเคยเจอในชีวิตจริง
ฉะนั้นความสำคัญของคำถามแห่งการตัดสินใจในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางจริยธรรมแบบนี้ คือการทำให้เราสามารถตกผลึกวิธีคิด การตัดสินใจ จากความเชื่อ อารมณ์ มุมมองจากประสบการณ์ หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิต ไปจนถึงพื้นฐานการเลี้ยงดู สื่อที่ได้รับชม ขนบธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมบางอย่างที่มีผลกับชีวิต หรือการถูกปลูกฝังจากใครต่อใครตั้งแต่เด็กจนโตด้วย
ซึ่งก็อาจจะกลายมาเป็นคำตอบที่สะท้อนแนวคิดเรื่องหน้าที่นิยม (Deontology) หรือการที่เราควรทำสิ่งที่ถูกต้องตามหน้าที่ หรือข้อบังคับที่สังคมกำหนด หรือคำตอบที่สะท้อนเรื่องประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ที่หมายถึงการเสียสละบางอย่าง เพื่อทำในสิ่งที่น่าจะมอบคุณค่าหรือผลลัพธ์กับคนหมู่มาก-มากที่สุด ไปจนถึงการสะท้อนตัวตนเรื่องคุณธรรมนิยม (Virtue Ethics) ในตัวเอง ว่าเป็นคนที่มีเมตตา มีความยุติธรรมอยู่ในตัวเองอย่างไรบ้าง โดยแนวคิดเหล่านี้นี่แหละจะเป็นกระจกสะท้อนกรอบความคิดที่อาจเกิดขึ้นได้หากเราเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจในชีวิตจริงของเรา
อย่างไรก็ตาม คำถามเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการชี้ให้เห็นถึงตัวตนของผู้คนได้เป็นอย่างดี เหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นกับนิ้ง ที่มีผู้คนมากมายมามอบแนวคิดของตัวเองด้วยชุดคำตอบหลักที่แตกต่างกัน และเหตุผลนานาประการที่ล้วนแล้วแต่สะท้อนค่านิยมที่แต่ละคนยึดถือ หรืออาจจะหมายถึงการสะท้อนความคิดเห็นว่ามุมมองของค่านิยมที่สังคมควรจะเป็นน่าจะต้องเป็นอย่างไร และบางเหตุผลก็สะท้อนให้เห็นว่ามีคนที่เคารพในความแตกต่างหลากหลายของคำตอบ และไม่ตัดสินชีวิตใครด้วยคำตอบจากคำถามสมมติเพียงคำถามเดียวด้วยเช่นกัน
เพราะคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยการมุ่งเน้นให้ผู้คนกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไตร่ตรองสิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมา ไตร่ตรองเหตุผลที่ทำลงไป และเข้าใจแนวคิดทางจริยธรรมของตัวเองได้ดีขึ้นเท่านั้นเอง
ที่มา
