T-POP

หากมองย้อนกลับไปในยุค 90s ถือเป็นยุคที่เฟื่องฟูของวงการเพลงและเป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดศิลปินที่มีพรสวรรค์และมีเอกลักษณ์ประจำตัวมากมาย อาทิ เช่น เบิร์ด ธงไชย, คริสติน่า อากีลาร์, แอม เสาวลักษณ์, นัท มีเรีย, อำพล ลำพูน เป็นต้น จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่น่าจดจำของวงการเพลงป๊อปไทย

อย่างไรก็ตามในยุคนั้น ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศยังมีจำนวนไม่มาก ซึ่งต่างจากยุคปัจจุบันที่โลกของดนตรีเปิดกว้างและไร้พรมแดน มีการเปิดรับแนวเพลงใหม่ ๆ เข้ามา ทำให้เกิดการเรียนรู้และนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาแนวเพลงให้มีเอกลักษณ์และมีความน่าสนใจมากขึ้น จนมาถึงในยุคของวงการ Thai Pop หรือ T-POP ซึ่งเป็นความสำเร็จอีกขั้นของวงการเพลงไทยที่กำลังจะเติบโตและสามารถตีตลาดเพลงในต่างประเทศได้

ยุค T-POP การเปลี่ยนแปลงและโอกาสใหม่

ปัจจุบัน วงการเพลงไทยได้เข้าสู่ยุค T-POP ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากหน่วยงานภาครัฐที่เห็นความสำคัญและโอกาสของอุตสาหกรรมดนตรีในไทย จึงได้ริเริ่มโครงการและนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมวงการเพลงไทยไปสู่ตลาดโลก ตลอดจนมีการเปิดกว้างของเวทีระดับนานาชาติสำหรับศิลปินไทย นอกจากนี้ ค่ายเพลงและผู้ผลิตเริ่มมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาศิลปินที่มุ่งเน้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินสามารถเข้าถึงแฟนเพลงทั่วโลกได้ง่ายขึ้นผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงและโซเชียลมีเดีย

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับศิลปินไทยในการก้าวสู่เวทีระดับโลก ส่งผลให้เกิดความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวอย่างที่โดดเด่นที่เห็นได้ชัด คือ MILLI ศิลปินแร็ปเปอร์หญิงเดี่ยวชาวไทยคนแรกที่ได้แสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลก อย่าง โคเชลลา (Coachella) ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และการได้ร่วมในโปรเจ็กต์นานาชาติกับค่ายเพลง 88Rising นำไปสู่การได้รับเลือกเป็น 1 ใน 8 ศิลปินที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีระดับโลกนี้

ที่ผ่านมา ภาครัฐเริ่มตื่นตัวและเห็นคุณค่าของ T-POP ว่าสามารถผลักดันให้เป็น Soft Power และเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ล่าสุด ได้ผุดโครงการ Music Exchange ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันศิลปินไทยสู่เวทีระดับโลก ซึ่งริเริ่มโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ร่วมกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี โครงการนี้ไม่เพียงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมดนตรีเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้ร่วมงานกับศิลปินและโปรดิวเซอร์ระดับนานาชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมเพลงระดับโลก ซึ่งความสำเร็จของโครงการนี้เห็นได้จากการส่งศิลปินไทยไปร่วมแสดงในงานสำคัญในต่างประเทศมากมาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 48 ศิลปิน/วง ทั้งหมด 46 เทศกาล ประกอบด้วยเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ เป็นงานแสดงดนตรีที่มุ่งเป้าเพื่อการค้าและผู้ชมเป็นหลัก (Music Festival) และงานแสดงดนตรีที่มุ่งเป้าด้านโอกาสทางธุรกิจระหว่างค่ายเพลง/ศิลปิน/ผู้จัดเทศกาล (Music Conference/Showcase Festival)

ยกตัวอย่าง เช่น เทศกาล 2024 Vagabond Festival ไต้หวัน, เทศกาล JAM JAM ASIA ไต้หวัน, เทศกาล Offside Festival 2024 ประเทศจีน, เทศกาล HOI MUSIC FESTIVAL ประเทศเวียดนาม, เทศกาล Hypefest Hong Kong 2024 ฮ่องกง, เทศกาล Minami Wheel 2024 ประเทศญี่ปุ่น, เทศกาล Nakasu Jazz ประเทศญี่ปุ่น, เทศกาล Ringo Music Festival 2024 ประเทศญี่ปุ่น, เทศกาล Asia Song Festival ประเทศเกาหลีใต้, AXEAN Festival 2024 ประเทศอินโดนีเซีย, เทศกาล SXSW Sydney 2024 ประเทศออสเตรเลีย, เทศกาล Parramatta Lanes ประเทศออสเตรเลีย, เทศกาล Outbreak Winter Fest สหราชอาณาจักร ฯลฯ

นอกจากนี้ CEA ยังให้การสนับสนุนศิลปินไทยที่มีศักยภาพได้เข้าร่วมแสดงผลงานเพลงในงานเทศกาลไทย (Thai Festival) โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่ เทศกาลไทย ณ กรุงปักกิ่ง (Thai Festival in Beijing 2024), เทศกาลไทย ณ กรุงมอสโก (Thai Festival in Moscow 2024) และเทศกาลไทย ณ กรุงโซล ครั้งที่ 9 สวัสดีโซล ไทยเฟสติวัล 2024: ทีป๊อปสตอรี่ (Sawasdee Seoul Thai Festival 2024: T-Pop Story)

ยุคทองของ T-POP

ความนิยมของดนตรีแนว T-POP จากวงที่คุ้นหู เช่น 4EVE, Pretzelle , ATLAS ที่ส่วนใหญ่ก็เติบโตและได้รับแรงบันดาลใจมาจาก K-POP เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงปี 2024 จนถึงปัจจุบัน มีแฟนคลับทั้งไทยและเทศจำนวนมากที่หันมาฟัง T-POP

หากดูจากข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดของเพลง POP ประจำประเทศไทย

  • ในปี 2021 เพลง POP ไทยจะมีสัดส่วนการสตรีมมิงอยู่ที่ราว 35%
  • ในปี 2024 เพลง POP ไทยจะมีสัดส่วนการสตรีมมิงอยู่ที่ราว 50%

ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของเพลง POP สากลจากอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นต่างลดน้อยลงมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสัดส่วนเพลง K-POP ที่ลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก Nikkei Asia เปิดเผยข้อมูลว่า กระแส T-POP ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจากการวิเคราะห์ของทีม Nikkei Datawatch พบว่า เพลง POP ของไทยถูกสตรีมในประเทศอื่น ๆ ด้วยทั่วโลก เช่น ประเทศในภูมิภาคอเมริกากลาง, อเมริกาใต้ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเรา

PwC บริษัทที่มีความใกล้ชิดกับการประเมินมูลค่าธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ประเมินว่า ตลาดเพลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพอย่างมาก (Significant Potential) โดยบริษัทคาดการณ์ว่าภายในปี 2028 หรืออีกแค่ 3 ปีต่อจากนี้ มูลค่าตลาดเพลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตขึ้นอีก 20% ไปแตะที่ราว ๆ 600,000 ล้านบาท

ข้อมูลที่แสดงข้างต้น เป็นสิ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่า T-POP กำลังเข้าสู่ยุคทอง แต่ก็มีคำถามตามมาว่า เราจะทำอย่างไรให้ยุคทองอยู่กับเราได้นานที่สุด ?

แค่เสียงเพลงอาจไม่เพียงพอ ที่จะประคอง “ยุคทอง” แม้ว่าศิลปินจะมีความสามารถ มีเพลงที่ดี แต่ในยุคปัจจุบันที่ตลาดเพลงแข่งขันค่อนข้างสูง การมีแค่ความสามารถและเพลงที่ดีอาจไม่เพียงพอที่จะแข่งในสนามนี้ การที่ศิลปินสามารถสื่อสารความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ จึงเป็นสิ่งที่มีควบคู่ไปกับความสามารถด้วย จึงจะช่วยแย่งชิงพื้นที่ในจิตใจของคนคนนั้น

หากมองในมิติของแบรนด์ทางการตลาด เราเรียกสิ่งนี้ว่า การสื่อสารแบรนด์ (Brand Communication) ที่เป็นเหมือนการส่งข้อความที่สะท้อนอัตลักษณ์และตัวตนของศิลปิน โดยปกติเราอาจคุ้นชินกับโลโก้ สโลแกน บรรจุภัณฑ์ แต่ในมุมของศิลปิน T-POP นั้น หมายถึง ความเป็นตัวตนของศิลปิน, สไตล์เพลง และมิวสิควิดีโอ

หากศิลปิน หรือ วง T-POP มีความสามารถ มีเพลงที่ดีและมีการสื่อสารสะท้อนอัตลักษณ์และตัวตนที่เด่นชัด สิ่งเหล่านี้ ก็จะเป็นตัวช่วยทำให้ T-POP สามารถครองพื้นที่ตลาดเพลง และอยู่ในยุคทองได้ยาวนานขึ้นนั่นเอง