กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและเป็นประเด็นที่คนในสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จากกรณีที่ ดร. พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ สำนักงาน กสทช. ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังทีวีดิจิทัลเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎ Must Carry ที่ห้ามมีโฆษณาแทรกในเนื้อหา โดยในเวลาต่อมาศาลได้ให้ประกันตัว ดร. พิรงรอง พร้อมวางหลักทรัพย์จำนวน 1.2 แสนบาท และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่า ‘กฎ Must Carry’ ได้เข้ามาเป็นคีย์สำคัญของประเด็นที่มีข้อพิพาทกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในวงการทีวีดิจิทัลไม่ได้มีแค่กฎ Must Carry เท่านั้น ยังมีกฎที่เรียกว่า Must Have อีกด้วย โดยทั้ง 2 กฎนี้ถือเป็นกฎที่มีความสำคัญมากในวงการโทรทัศน์ มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผูกขาด, สนับสนุนความหลากหลายของสื่อ และส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างเท่าเทียม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอ้เจ้า 2 กฎนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย ส่วนในรายละเอียดจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวเรามาค่อย ๆ ทำความรู้จักกับกฎเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กัน
ตัวแรกเป็นกฎ Must Have ซึ่งเป็นประกาศจากทาง กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ต้องเผยแพร่ผ่านบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 สาระสำคัญก็คือเป็นการกำหนดให้ 7 รายการกีฬาสำคัญ “ต้องออกอากาศผ่านฟรีทีวีเท่านั้น” กล่าวคือ ถ้ามีการแข่งขันของกีฬาในรายการสำคัญ ๆ ได้แก่ การแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย, การแข่งขันกีฬาซีเกมส์, การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์, การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์, การแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์, การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก, การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก ต้องถ่ายทอดสดให้ผู้ชมชมฟรี ห้ามเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมเนื้อหาได้อย่างทั่วถึง
ส่วนกฎ Must Carry ก็เป็นประกาศจาก กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 สาระสำคัญก็คือ เป็นการกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ทุกแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. (เช่น ดาวเทียม, เคเบิล, ออนไลน์) “ต้องเผยแพร่ช่องฟรีทีวีอย่างต่อเนื่อง” โดยห้ามดัดแปลง, ทำซ้ำ, เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือแทรกเนื้อหาอื่นที่ไม่เกี่ยวกับรายการต้นฉบับ เช่น การแทรกโฆษณา เป็นต้น ทั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาที่สำคัญต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ดี ดังที่ได้กล่าวไปว่าข้อจำกัดของทั้ง 2 กฎนี้ก็มีอยู่ กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นช่วงฟุตบอลโลกที่ในหลาย ๆ ครั้ง กสทช. ต้องควักเงินจ่ายค่าสนับสนุนลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในจำนวนที่มหาศาล อีกทั้งกฎนี้ยังถือเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจของผู้ที่ถือลิขสิทธิ์และถือเป็นการล็อกโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจอีกด้วย จนเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา กสทช. ได้มีมติถอดบอลโลกออกจากกฎ Must Have เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ส่วนกฎ Must Carry ก็มีการถกเถียงใกล้ ๆ กันในประเด็นของการปิดโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจและก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางธุรกิจอีกด้วย

อ้างอิง
- กสทช.
- ilaw
- https://tdri.or.th/2022/11/2022-world-cup-broadcasting-rights/
- https://www.thaipbs.or.th/news/content/349011
- https://www.prachachat.net/ict/news-1591935
- https://www.bbc.com/thai/articles/cn8x9vdzdngo
- https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/242210
