การก้าวเข้ามารับบท “ฟางคำ” ในภาพยนตร์เรื่อง “สาปเมือง” ของ “น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์” ถือเป็นจังหวะเวลาที่น่าสนใจมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมาทำงานในบรรยากาศที่คุ้นเคย หรือการหยิบเอาอินเนอร์ความเป็นสาวเหนือในตัวมาใช้เท่านั้น แต่โปรเจกต์นี้เป็นเหมือนพื้นที่ทดลองชิ้นใหญ่ที่เปิดโอกาสให้เธอได้ทบทวน ค้นหา และทลายกำแพงเดิม ๆ ในอาชีพนักแสดงที่อยู่มานานนับสิบปี 

หลังจากผ่านการรอคอยและการเตรียมตัวมาอย่างยาวนาน การทำงานร่วมกับทีมงานในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้บรรยากาศกองถ่ายโต้รุ่ง ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังและความตั้งใจของกลุ่มคนทำงานที่สดใหม่และพร้อมลุยไปด้วยกัน

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะพาทุกคนเดินทางเข้าไปในโลกของ น้ำตาล-พิจักขณา ในเวอร์ชันที่เติบโตและนิ่งขึ้น ทั้งในแง่มุมของการทำงานร่วมกับคนอื่น การส่งพลังผ่านตัวละคร และการตกตะกอนเรื่องความสัมพันธ์ในชีวิตจริงที่หล่อหลอมให้เธอเข้าใจโลกในทุก ๆ วัน 

ท่ามกลางบทสนทนาที่ไหลลื่นและเป็นกันเอง เราจะค่อย ๆ เห็นร่องรอยของประสบการณ์ ทัศนคติที่เปิดกว้าง และแง่คิดการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทิ้งอะไรบางอย่างให้คิดต่อ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดต่อจากนี้ คือบันทึกการเติบโตที่เล่าผ่านน้ำเสียงตรงไปตรงมาของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่พร้อมจะแชร์เนื้อแท้และมุมมองที่มีต่อโชคชะตาให้เราได้ฟังไปพร้อมกัน

จากภาพวาด “ปู่ม่านย่าม่าน” สู่ตัวละครที่มีเลือดเนื้อ 

“ต้องเท้าความกลับไปคือว่า ก่อนหน้านี้ตาลกับผู้กำกับ คือค็อป (อนวรรษ พรมแจ้) เราเคยร่วมกันงานกันมาตั้งแต่ ส้มป่อย (2021) ซึ่งหลังจากจบส้มป่อย ค็อปก็ติดต่อมาและส่งบทของสาปเมืองมาให้อ่านทันที

จุดเริ่มต้นจริง ๆ คือมาจากการที่ค็อปไปฟังเพลงแลรักนิรันดร์กาล ของปู่จ๋าน (พิษณุ บุญยืน) จากหนังสั้นเรื่อง POSTCARD โปรเจกต์จบของสายป่าน (อภิญญา สกุลเจริญสุข) ที่มีตาลเป็นนักแสดง แล้วเราถ่ายทำกันที่น่าน เราก็เลยได้ไปถ่ายที่วัดภูมินทร์

ในเนื้อเพลงนั้นจะมีพูดเกี่ยวกับตำนานของปู่-ย่า ค็อปก็เลยได้ไอเดียตรงนั้นมา แล้วก็เขาก็เลยหยิบมาเขียนเป็นหนังเรื่องนี้

ตอนนั้นที่เขาติดต่อตาลมา ตาลยังไม่ได้จะรับเลยทันที เพราะว่าเรากำลังเต็มอิ่มเรื่องส้มป่อย แล้วตอนนั้นส้มป่อยเพิ่งจบใหม่ ๆ พอค็อปเขียนบทเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วมาบอกกับตาลว่า “อยากให้พี่ได้ลองอ่านก่อน สนใจ ไม่สนใจ เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ผมคิดว่าฟางคำเป็นพี่” ตาลก็เลยโอเค งั้นก็เอาบทมาอ่าน พอเอาบทมาอ่านปุ๊บ เราก็มีความรู้สึกสนใจ 

โปรเจกต์ใช้เวลาในการพัฒนาบท 3 ปี พอตาลตอบตกลงตั้งแต่ตอนนั้นก็ร่วมเอาใจช่วยและพัฒนาบทกับทีมมาเรื่อย ๆ จนออกมาเป็นอย่างที่ทุกคนได้เห็นกัน ระหว่าง 3 ปี ตาลปฏิเสธหนังผีชุดไทยภาคเหนือเรื่องอื่นที่ติดต่อเข้ามาทั้งหมดเลยนะ เพราะเราไม่อยากรับบทซ้ำ และอยากรอให้หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเพื่อไปเล่นให้ตามสัญญาใจที่เริ่มมาตั้งแต่ตอนส้มป่อย

ต้องยอมรับว่าหนังส้มป่อยทำให้ทุกคนภาพจำและรู้จักตาลในเวอร์ชันสาวเหนือมากยิ่งขึ้น แต่พอมาเป็น ‘สาปเมือง’ โทนเรื่องและคาแรคเตอร์มันคนละแบบเลย เรื่องนี้ฟางคำเป็นผีความจำเสื่อมที่อยากเป็นตำนานและมีมนุษย์คอยดูแล ไม่ได้เป็นคอมเมดี้จ๋าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แบบส้มป่อย มันเลยกลายเป็นความท้าทายใหม่ของตาล ว่าจะทำยังไงให้คนดูสลัดภาพจำเดิม ๆ แล้วเปิดใจรับตัวละครตัวนี้ค่ะ

ความสนุกในกอง “สาปเมือง”

ความสนุกแรกของตาลเลยก็คือ ตัวละครฟางคำต้องอู้กำเมือง ซึ่งตาลเป็นคนเหนืออยู่แล้วเลยเข้าทางเลยค่ะ แถมในเรื่องฟางคำยังมีมนุษย์คอยดูแลและซัปพอร์ตในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งตรงกับชีวิตจริงของตาลที่มีแก๊งคนเหนือคอยซัปพอร์ตอยู่เสมอ อย่างพี่สไปรท์ ในชีวิตจริงเขาก็เป็นเพื่อนแท้ของตาลเลย พอเรามี Supporter ที่ดีอยู่ข้าง ๆ เหมือนกันทั้งในจอและนอกจอ มันเลยทำให้อินและลิงก์กันได้ง่ายมาก ๆ

นอกจากนี้ก็จะเป็นรุ่นที่เด็กกว่า อย่างแก๊งณิชาหรือแจ็คกี้ที่เป็นน้องเรา พอในเรื่องต้องวางตัวเป็นพี่หรือเป็นเจ้านายของพวกมนุษย์ มันก็เลยไม่มีอะไรยากค่ะ เพราะเราคุ้นชินกับการมองน้อง ๆ ด้วยความรัก ความเอ็นดูในชีวิตจริงอยู่แล้ว  

ตอนที่ไปถ่ายเรื่องนี้กันที่เชียงใหม่ ด้วยความที่ตาลเคยเรียน มช. ตาลเลยรู้พิกัดของอร่อยเยอะมาก วัน ๆ ก็จะคอยไถตังค์ผู้กำกับแล้วสั่งอาหารเหนือมากินกัน วันไหนกองว่าง ตาลกับพี่สไปรท์ก็ชวนกันแต่งชุดเหนือไปเที่ยวไปทำบุญที่วัด ได้คอนเทนต์กลับมาเพียบ แถมทีมงานเกือบทั้งหมดรวมถึงนักแสดงก็เป็นคนเหนือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ บรรยากาศมันเลยสนุกสนานมาก

อย่างน้ำหวาน ภูริตา ที่มารับบทอีกหนึ่งตำนานในเรื่อง เราอยู่ช่อง 3 ด้วยกันมานาน เจอกันตามงานช่องบ่อย ๆ แต่ตาลไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาเป็นคนเชียงรายเพราะอยู่กันคนละกลุ่ม พอได้มาเจอตัวจริงน้ำหวานน่ารักมาก ว่างเมื่อไหร่ก็ชวนกันเสิร์ชหาร้านอาหารเหนือแล้วเรียกรถตู้พากันไปกินข้าว มันเลยสนิทกันเร็วมากค่ะ  

การมีเพื่อนสนิทในกองช่วยได้เยอะมากค่ะ เพราะปกติกองถ่ายหนังผีเราต้องทำงานกันตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึง 6 โมงเช้า ซึ่งมันไม่ใช่เวลาของคนปกติ เดี๋ยวก็ง่วง เดี๋ยวก็เพลีย แต่พอมีเพื่อนคอยนั่งเมาท์ นั่งอำกันในกอง มันช่วยปลุกใจและดึงพลังงานออกมาได้ดีมาก บรรยากาศมันสนุกจนถึงวันปิดกล้อง ไม่อยากให้ปิดกล้องเลยจริง ๆ ค่ะ

แล้วในกองคืออู้กำเมืองกันสุด ๆ เลยค่ะ มันเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สนุกมาก เพราะถึงจะเป็นคนเหนือเหมือนกัน แต่มาจากคนละจังหวัดหมดเลย อย่างตาลเป็นคนแพร่ น้ำหวานเป็นคนเชียงราย น้องตี๋เป็นคนลำพูน ส่วนพี่สไปรท์เป็นคนเชียงใหม่ ในกองก็จะมีโมเมนต์ถามกันตลอดว่า ‘อันนี้บ้านเธอเรียกว่าอะไร? บ้านเธอเรียกแบบนี้เหรอ?’

นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีอินฟลูเอนเซอร์ภาคเหนืออย่างอ้ายเหินฟ้ามาร่วมงานด้วย มีอยู่วันหนึ่งช่วงตี 2 ตี 3 พวกเราง่วงกันมาก ตาลเลยขอให้อ้ายเหินฟ้าร้องเพลงดังของเขาให้ฟัง ทั้งที่อ้ายตาเขาก็จะปิดอยู่แล้วแต่เขาก็ยังร้องให้ฟัง (หัวเราะ) มันสนุกและเป็นบรรยากาศกองที่น่ารักมากค่ะ 

ตาลรู้สึกว่าพอเป็นคนบ้านเดียวกัน ไม่ว่าไปเจอกันที่ไหนเราจะจูนกันติดได้ง่ายขึ้นเสมอซึ่งความที่คนในกองส่วนใหญ่เป็นคนเหนือ ตาลมองว่าไม่ใช่ความบังเอิญหรอกค่ะ แต่มันตอบโจทย์เนื้อเรื่อง เพราะผู้กำกับก็เป็นคนลำพูน แถมยังเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับน้องตี๋ที่เป็นพระเอกด้วย พอมันเป็นหนังเหนือที่ถูกทำด้วยคนเหนือและนักแสดงเหนือทั้งหมด มันทำให้พวกเรามองทิศทางของหนังไปในทางเดียวกัน เข้าใจมุกท้องถิ่นตรงกัน เข้าถึงนัยลึก ๆ ของภาษา  ตอนอยู่ในกองนี่ถ้าไม่มีซับไตเติล คนภาคกลางอย่างผู้จัดการของตาลที่ไปด้วยก็จะงงตลอด คอยถามตลอดว่า ‘อันนี้เขาพูดอะไรกัน? แปลว่าอะไรเหรอ?’ 

ยก ‘แม่นาค’ เป็นตำนานขึ้นหิ้ง และเรื่องลี้ลับชวนขนลุกในวิหารร้าง

ถ้าพูดถึงผีที่ตาลสนใจและรู้สึกศรัทธามาก ๆ คือ ‘แม่นาค’ ค่ะ ตาลมองว่าแม่นาคเป็นตำนานที่ขลังมาก เป็นภาพจำติดตามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันออริจินัลที่มีฉากยื่นมือเก็บมะนาวหรือห้อยหัวในอุโบสถ หรือแม้แต่ตอนที่ถูกนำมาตีความใหม่เป็น ‘พี่มาก…พระโขนง’ คนก็ยังดูตลอดเพราะมันคือความคลาสสิก มันคือตำนานความรัก และการรอคอยระหว่างคนกับวิญญาณในโลกหลังความตาย ซึ่งจุดนี้ใน ‘สาปเมือง’ ก็เหมือนกันค่ะ ตาลยังคิดเล่น ๆ เลยว่าถ้าฟางคำสามารถไปขอคำปรึกษาเรื่องการรอคอยคนรักจากผีตัวไหนได้ ก็คงเป็นแม่นาคนี่แหละค่ะ 

ส่วนอีกเรื่องที่ชอบคือ ‘ธี่หยด’ ตาลตามอ่านมาตั้งแต่สมัยเป็นกระทู้ในพันทิป ตอนนั้นหลอนมาก นั่งรอคนเขียนมาอัปเดตตลอด พอมาทำเป็นรูปแบบให้ฟังก็ยังหลอนอยู่ดี  พอมาถ่ายเรื่องนี้ เราก็เจอเรื่องลี้ลับที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าเหลือเชื่อเหมือนกันค่ะ

มีฉากนึงที่เราต้องไปถ่ายในวิหารร้างจริง ๆ กระเบื้องหลังคาหลุดจนมีแสงจันทร์ส่องลงมา เวลามองขึ้นไปจะรู้สึกหลอนเหมือนมีอะไรพร้อมจะสบตาเราตลอดเวลา (แต่ตอนนี้ทางทีมผู้ผลิตได้ไปช่วยบูรณะจนไม่ใช่วัดร้างแล้วนะคะ) ความพีคคือข้าง ๆ วิหารนั้นมีศาล ‘2 เจ้า 2 นาง’ ซึ่งเป็นวิญญาณผู้หญิงสองคนสถิตอยู่วันหนึ่งคนตัดต่อหนังเรื่องนี้เขารู้สึกแปลก ๆ ตอนที่ต้องตัดต่อฉากวิหารนี้พอดี เลยลองเปิดไพ่ดู ปรากฏว่าไพ่ที่ได้ขึ้นเป็นรูปผู้หญิง 2 คน ซึ่งมันบังเอิญไปตรงกับทั้งศาลข้างวิหาร และในหนัง ‘สาปเมือง’ ของเราที่มีผีผู้หญิง 2 คน คือตาลกับน้ำหวานเหมือนกันพอดี ทุกอย่างมันดูเชื่อมโยงกันไปหมดจนขนลุกเลยค่ะ

เพราะโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ

ตาลมองว่าความรักของฟางคำคือ ‘รักแท้แบบเสียสละ’ และไม่ต้องการครอบครองหรือผูกมัดเลยค่ะ ในเรื่องนี้แต่ละตัวละครจะมีมุมมองความรักที่แตกต่างกันไป อย่างคู่ของบัวตอง (น้ำหวาน) จะเป็นความรักแบบนิจนิรันดร์ที่วันหนึ่งเกิดจุดเปลี่ยนบางอย่างขึ้น แต่สำหรับฟางคำ ลึก ๆ แล้วเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เธอแค่คิดว่าถ้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เป็นไร ให้ตัวเธอเป็นคนที่จากไปก็ได้ 

ฟางคำพร้อมจะยอมรับว่า ถ้ามนุษย์คนนี้ไม่รักเธอ เธอก็พร้อมจะเดินจากไป เพราะเธอเข้าใจดีว่าผีกับคนคงไม่สามารถสมหวังหรือ Complete ได้ในทุก ๆ เรื่อง แต่ในเมื่อรักไปแล้ว เธอก็พร้อมที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา ถึงแม้ผลสุดท้ายเธออาจจะไม่ได้สมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการก็ตาม ซึ่งในชีวิตจริง

ตาลเป็นคนที่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตนะคะ อาจเพราะตาลนับถือศาสนาพุทธ เลยค่อนข้างเชื่อเรื่องบุญและกรรม ตาลมองว่าสิ่งที่เคยทำร่วมกันมามันส่งผลต่อการกระทำในปัจจุบันเสมอ ถ้าเราไม่เคยทำบุญหรือทำกรรมร่วมกันมา มันคงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะมาเจอกันในชาตินี้ สังเกตมั้ยคะว่าบางคนที่เราเพิ่งเจอหน้า เราก็รู้สึกไม่ชอบ ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด หรือบางคนเจอแค่แวบแรก เรากลับรู้สึกตกหลุมรัก และเอ็นดูเขามาก ๆ เรื่องความรักก็เหมือนกันค่ะ ตาลเชื่อว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เราเคยทำร่วมกันมาในอดีต จนกลายเป็นพรหมลิขิตที่นำพาให้เราได้มาเจอกันในชาตินี้ค่ะ

นิยามความรักของน้ำตาล

ตาลคิดว่า ความรักต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ยอมรับ และให้เกียรติกันค่ะ ถ้าคำถามนี้มาถามเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คำตอบคงไม่เป็นแบบนี้ แต่เพราะพี่ไผ่ (พาทิศ พิสิฐกุล) แฟนของตาล เขาเป็นคนที่เข้าใจและยอมรับในทุกอย่างที่เป็นเรา 

ด้วยความที่อายุห่างกัน 9 ปี ช่วงแรก ๆ มันเลยเหมือนเป็นการสู้กันระหว่างอารมณ์กับเหตุผล ตาลจะเป็นสายพุ่งชนกับทุกปัญหา มีอะไรที่ไม่เข้าใจก็จะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้’ ส่วนพี่ไผ่ เขาเป็นคนคิดบวกมาก จะคอยบอกให้ตาลลองเปลี่ยนมุมมองดู แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนตามทันที

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เมื่อก่อนตาลไม่เคยเข้าใจเลย คือเวลาที่มีใครมาพูดจาไม่ดีหรือด่าเรา ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ทำ ตาลก็จะเอาไปเล่าให้พี่ไผ่ฟัง ใจจริงคือเราไม่ได้อยากให้เขาไปด่าคนคนนั้นคืนหรอกค่ะ แค่อยากให้เขาช่วยอิน ช่วยด่าระบายเป็นเพื่อนเรา ให้เราชื่นใจว่ามีคนเคียงข้าง แต่พี่ไผ่กลับนิ่งแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกน้อง คนเราเติบโตมาไม่เหมือนกัน เราทำให้คนทั้งโลกมารักเราหรือไปคอยอธิบายให้ทุกคนฟังไม่ได้หรอก คำพูดเหล่านั้นมันสะท้อนตัวตนของคนพิมพ์เอง พอเขาพิมพ์เสร็จเขาก็ไปแล้ว มันจบแล้ว” ตอนนั้นตาลไม่เข้าใจเลยค่ะ เพราะสัญชาตญาณเราคือพร้อมบวก พร้อมปกป้องคนของเราตลอดโดยไม่สนผลเสียด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่พอหลัง ๆ ได้อยู่กับคนที่คิดบวกมาก ๆ มันทำให้เราซึมซับและเข้าใจชีวิตมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดของตาลกับพี่ไผ่คือ “การให้เกียรติกัน” ค่ะ ตาลมีความเชื่อว่าถ้าเราอยากให้คนอื่นให้เกียรติเรา เราต้องให้เกียรติเขาก่อน กฎเหล็กของคู่เราคือถ้ารักกัน ต้องไม่พูดจาทำร้ายจิตใจ ไม่เอะอะบอกเลิก และไม่ประจานกันต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด 

ตาลไม่เคยพูดถึงพี่ไผ่ในแง่ไม่ดีต่อหน้าคนอื่นเลย มีอะไรเราจะเก็บไปคุยกันหลังบ้าน ซึ่งวิธีนี้ตาลซึมซับมาจากคุณพ่อคุณแม่ของตาลเอง เวลาที่ลูกดื้อจะไม่เคยด่าว่าลูกต่อหน้าคนอื่น แต่จะพากลับไปคุยด้วยเหตุผลที่บ้าน การได้อยู่กับพี่ไผ่เลยกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งคบก็ยิ่งทำให้ตาลอยากพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น มองโลกในแง่บวกมากขึ้น และทำให้เรายิ้มได้ในทุก ๆ วันค่ะ

จาก “น้ำตาล” ถึง “ฟางคำ”

ถ้าบอกอะไรกับฟางคำได้… ตาลอยากบอกว่า ‘การรอคอยกว่าร้อยปีของเธอได้สิ้นสุดลงแล้วนะ’ ในที่สุดเธอก็ได้รู้สักทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ฟางคำเป็นผู้หญิงที่เก่งและอดทนมากที่รอมาได้จนถึงทุกวันนี้ อยากให้เธอปล่อยให้ตัวเองได้มีความสุขสักที 

คนภายนอกอาจจะมองว่าฟางคำใช้ชีวิตแบบมีความสุข แต่อยากจะบอกว่าลึก ๆ แล้วเธอมีปมในชีวิตเยอะมาก ซึ่งตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องก็มีปมในใจไม่ต่างกัน การได้รับบทนี้มันทำให้ตาลได้ตกตะกอนและสะท้อนคิดอะไรบางอย่าง ว่าคนเรามักจะมองว่าการเป็นตำนานและอยู่แบบนิจนิรันดร์เป็นสิ่งสวยงาม แต่ตัวตนจริง ๆ ของคนที่ถูกจารึกและเอาเขามาไว้ตรงนั้น เขาอาจจะไม่ได้อยากอยู่ได้เป็นร้อย ๆ ปีก็ได้ เขาอาจจะอยากไปตั้งนานแล้ว  มันเลยทำให้ตาลรู้สึกว่าคำว่า ‘ตลอดไป’ บางทีมันอาจจะไม่ได้มีอยู่จริง สุดท้ายแล้วเราจึงไม่ควรไปยึดติดกับอะไรมากมาย อะไรที่ไม่ใช่… เราก็แค่ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง แล้วก็ปล่อยมันไปค่ะ

กว่าจะมาเป็น “สาปเมือง”

ตาลอยากบอกทุกคนว่า ทุกคนเก่งกันมาก ๆ ค่ะที่พาโปรเจกต์นี้มาถึงจุดนี้ได้ หนังเรื่อง ‘สาปเมือง’ ไม่ได้ทำออกมาง่าย ๆ เลย นี่คือหนังผีเรื่องแรกของผู้กำกับ และเป็นหนังผีเรื่องแรกของใครอีกหลาย ๆ คนในทีม แม้ว่าตาลกับพี่สไปรท์จะรู้จักกันและรู้ทางกันอยู่แล้ว แต่น้อง ๆ นักแสดงอีกหลายคนยังใหม่มาก ซึ่งตาลสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของทุกคนที่อยากให้หนังเรื่องนี้ออกมาดีที่สุด การกระโดดมาทำหนังผีตั้งแต่เริ่มมันยากตรงที่เราต้องถ่ายทำกันตอนกลางคืน พอดึก ๆ สติและพลังงานเราจะเริ่มลดลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าทุกคนยังพก Energy มาแบบเต็มร้อย พร้อมทำงาน และคอยให้กำลังใจซัปพอร์ตกันตลอดเวลา  หลังจากนี้ ไม่ว่าฟีดแบ็กจากคนดูจะออกมาในรูปแบบไหน ตาลพร้อมยอมรับหมดเลยค่ะ ตาลถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือกำไรของพวกเราทุกคน แค่คนดูยอมเสียเงินเปิดใจเข้าไปดูหนังของเราในโรง แล้วเดินออกมาสะท้อนฟีดแบ็กให้เราฟัง ไม่ว่าจะแง่ไหนก็ตาม แค่นี้มันก็คือความภูมิใจที่สุดของพวกเราแล้ว

อีกแง่มุมนึง ด้วยความที่ตาลเป็นคนที่ชอบหาแกนของตัวละคร หาแรงจูงใจ หลัก ๆ คือตาลเลือกรับบทมากยิ่งขึ้น เพราะเราเต็มอิ่มกับการหาแรงจูงใจ หรือว่าหาใจความสำคัญ เช่น ตาลชอบดูอะไรที่เกี่ยวกับการฆาตกรรม เรื่องผี เรื่องลี้ลับ หรือว่าชอบดูช่องที่สืบสวนสอบสวนคดีต่าง ๆ “ทำไมฆาตกรต่อเนื่องถึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันเป็นสิ่งที่ถูกและคนนั้นสมควรที่จะแบบจากไป?” คืออะไรที่มันเป็นสิ่งที่จูงใจเขา การเลี้ยงดูเหรอ? เขามีปมอะไรอะไร? คือถ้าเราได้ไปเล่นบทอย่างนี้ เราก็จะชอบหาอะไรแบบนี้ เพราะว่าตาลชอบสร้าง blackground ของตัวละคร

ตัวละครฟางคำก็เหมือนกัน ถ้าวันนึงเราเป็นคนความจำเสื่อมขึ้นมา คือไม่ต้องให้เราตายหรอก แค่เราเป็นคนความจำเสื่อมขึ้นมา เราตื่นมาแล้วจะคิดอะไรบ้างในแต่ละวัน มันก็ต้องคิดวนไปว่าทำไมเราถึงจำไม่ได้สักที มันเกิดอะไรขึ้น มันก็เลยเหมือนทำให้เราได้เติบโตมาเรื่อย ๆ แล้วก็ได้พัฒนาบทร่วมกันกับค็อปในฐานะฟางคำว่า “อันนี้ค็อปคิดว่าไง ตาลคิดว่าแบบนี้นะ” มันได้แชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ได้เห็นตัวละครตัวอื่นเติบโตจากวัน workshop ด้วย อย่างตัวละคร “ไซ” มันก็มี magic moment ตรงที่วันที่เรามา workshop กัน ที่จริงเราวางคาแรกเตอร์ของไซเป็นอีกแบบ คือเป็นตัวละครแบบราบ ๆ นิ่ง ๆ ให้เขาเล่นนิ่ง ๆ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนมาสดใสเหมือนได้เจอโลกใบใหม่เพราะเขามีปมเยอะ แต่ว่าพอค็อปมาเจอน้องตี๋เล่นกับตาลในวัน workshop แอบหลุดต่อปากต่อคำ คือด้วยความเป็นคนเหนือมันจะรู้ทันกัน เขาก็ซื้อคาแรกเตอร์นั้น แล้วเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของไซเป็นแบบนี้ดีกว่า พอเปลี่ยนไซจากนิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นแบบว่า “อะไรของมึงเนี่ย อะไรของพี่วะ” มันก็ดูน่ารักดี เราก็จะได้หลุดด่าได้บ้าง หลุดน่ารักบ้าง มันเป็น magic moment ที่เกิดขึ้นจากการที่เราพัฒนาตัวละครร่วมกัน

บันทึกความทรงจำของฟางคำ แด่ผู้รับจดหมายที่หวังว่าจะมีความสุขร่วมกัน

ถ้า ‘สาปเมือง’ คือจดหมายรักฉบับหนึ่ง ตาลมองว่ามันคือจดหมายจากการเดินทางที่ยาวนานมากค่ะ มันเหมือนจดหมายจากเพื่อนสนิทที่เดินทางไปรอบโลกมาเป็นร้อยปี แล้วอยากจะกลับมาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนอีกคนฟังว่า ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาชีวิตไปเจออะไรมาบ้าง มีเพื่อนคอยดูแลซัปพอร์ตเปลี่ยนผ่านมาเรื่อย ๆ จนถึงเพื่อนในเจเนอเรชันปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว

เนื้อความในจดหมายฉบับนี้คงบอกว่า ‘แก ๆ ตอนนี้ฉันกำลังมีความรักและกำลังจะมีแฟนแล้วนะ ช่วยลุ้นไปกับฉันหน่อยว่าจะจีบเขาติดไหม’ แต่ความพีคคือ คนที่ฉันชอบดันมีผู้หญิงอีกคนที่สวยพอ ๆ กับฉันมาอยู่ข้าง ๆ และพร้อมจะมาแย่งเขาไปอีก แถมฉันยังไม่รู้เลยว่าจะเอาสกิลไหนไปสู้กับเขาดี (หัวเราะ)

ดังนั้น จดหมายรักฉบับนี้จึงอยากบอกให้เพื่อนรักทุกคนช่วยเป็นกำลังใจ และมาร่วมเอาใจช่วยฟางคำต่อสู้ไปพร้อม ๆ กัน ตาลหวังว่าเพื่อน ๆ คนดูทุกคนจะมีความสุขและสนุกไปกับการเดินทางร้อยปีของฟางคำในจดหมายฉบับนี้นะคะ

การเดินทางร้อยปีของฟางคำอาจจบลงที่หน้าจอภาพยนตร์ แต่การเดินทางและวิธีคิดของ น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ในโลกจริงยังคงเดินหน้าต่ออย่างน่าติดตาม การได้คุยกันตั้งแต่เบื้องหลังเสียงหัวเราะชวนเอ็นดูในกองถ่าย ล่วงเลยไปถึงมุมมองความรักที่ไม่จำเป็นต้องครอบครอง และการแชร์พื้นที่ปลอดภัยกับคนข้างกายที่สอนให้เธอเติบโตผ่านการให้เกียรติกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าภาพยนตร์ ‘สาปเมือง’ เป็นมากกว่าแค่ผลงานแสดง แต่เป็นเหมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนตัวตน ทัศนคติ และมิติต่าง ๆ ของน้ำตาลในวัยที่เข้าใจชีวิตและพร้อมเปิดรับทุกความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าฟีดแบ็กหลังจากนี้จะออกมาในรูปแบบไหน หรือข้อความในจดหมายรักฉบับนี้จะทำงานกับหัวใจของคนดูได้มากน้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนตลอดบทสนทนาคือความภูมิใจอย่างที่สุดของน้ำตาลที่ได้ส่งมอบความตั้งใจทั้งหมดลงไปในงานชิ้นนี้แล้ว และเมื่อเราอ่านจดหมายฉบับยาวนี้จนถึงบรรทัดสุดท้าย เราหวังว่าเรื่องราวร้อยปีของฟางคำ และมุมมองชีวิตที่เรียบง่ายแต่น่ารักของ น้ำตาล พิจักขณา จะทิ้งความรู้สึกอบอุ่น และทำให้ทุกคนเดินออกจากโรงหนังพร้อมรอยยิ้มในหัวใจ

วันนี้ “สาปเมือง” ยังมีฉายอยู่
ชวนกันไปดูความน่ารักน่าหยิกของฟางคำ
และอบอุ่นหัวใจไปกับตำนานความรักของเธอ…
ทุกโรงภาพยนตร์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน