ฟุตบอลยูโร 2024 ได้เริ่มเปิดฉากการแข่งขันขึ้นแล้ว โดยจะเริ่มการแข่งขันในรูปแบบรอบแบ่งกลุ่มจากตัวแทนในรอบสุดท้ายทั้งหมด 24 ทีม เพื่อคัด 2 ทีมชาติเข้าสู่รอบสุดท้ายในช่วงระยะเวลา 1 เดือนเต็มจนเข้าชิงชนะเลิศ โดยใน 24 ทีมชาติที่เข้าสู่รอบสุดท้ายต่างรวบรวมทีมระดับคุณภาพเข้ามาสู่รอบนี้ และแน่นอนว่ามันต้องรวมไปถึงเหล่าทีมชั้นนำระดับโลกที่พร้อมจะลงสนามเพื่อแย่งชิงศักดิ์ศรีบนสมรภูมิสนามหญ้าที่วัดแพ้ชนะกันในเวลาเกือบ 90 นาที
โดยมีทีมที่ถูกจับตามองว่าจะเป็นเหล่าม้าเต็งขาประจำที่มีประเด็นที่น่าสนใจสำหรับบอลยูโร 2024 นี้ ไม่ว่าจะเป็น
เต็งหนึ่งขวัญใจมหาชน
“สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ 🏴
รองแชมป์บอลโลก
“ตราไก่” ทีมชาติฝรั่งเศส 🇫🇷
แชมป์ยูโรครั้งล่าสุด
“มักกะโรนี” ทีมชาติอิตาลี 🇮🇹
อดีตแชมป์ยูโร 3 สมัย
“กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน 🇪🇦
อดีตแชมป์ยูโร 1 สมัย
“ฝอยทอง” ทีมชาติโปรตุเกส 🇵🇹
อดีตแชมป์ยูโร 1 สมัย
“อัศวินสีส้ม” ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 🇳🇱
และเจ้าภาพปีนี้
“อินทรีย์เหล็ก” ทีมชาติเยอรมัน 🇩🇪
ทั้งหมดนี้เราจะพาไปชมสิ่งที่น่าสนใจของเหล่าม้าเต็งในศึกฟุตบอลยูโร 2024 ปีนี้ เพราะผู้ที่จะคว้าแชมป์ไปได้ มีเพียงแค่ทีมเดียวเท่านั้นที่จะได้สิทธิ์ครอบครอง
⚽ เต็งหนึ่งของมหาชน 🏴
หลังจากประเพณีของทุกการแข่งขันที่จะนำ “ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์” มาทำนายทีมที่จะคว้าแชมป์ในกีฬาระดับทัวนาเมนต์ต่าง ๆ ทั่วโลก และในการแข่งขันยูโรปีนี้ทีมที่ถูกทำนายว่าจะเป็นเต็งหนึ่งของรายการกลายเป็น “ทีมชาติอังกฤษ” ที่มีโอกาสจะคว้าแชมป์ได้ 19.9%
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงโอกาสสูงสุดของทีมชาติอังกฤษมาจากผลงานในการเข้ารอบที่ผ่านมา 18 นัด แพ้แเพียงแค่เกมเดียวในการนำมาประเมิน รวมไปถึงการมีดาวซัลโวยอดดาวยิงประจำทีมอย่างกัปตันทีมชาติ “แฮร์รี่ เคน” หลังจากฤดูกาลที่ผ่านมาในการลงเล่นให้กับสโมสร “บาเยิร์น มิวนิก” ยิงไปทั้งหมด 36 ประตู กลายเป็นจอมถล่มประตูของฤดูกาลล่าสุด
และหากพูดถึงขุมกำลังอื่น ๆ ในทีมล้วนอุดมไปด้วยนักกีฬาชั้นเลิศร่วมทีม หนึ่งในนั้นคือตัวเต็งของผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันอย่าง “จู๊ด เบลลิ่งแฮม” ที่เพิ่งพา “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด คว้าแชมป์สโมสรยุโรปมาได้ อาจเป็นห้องเครื่องคนสำคัญในการช่วยพาอังกฤษไปสู่การคว้าแชมป์สมัยแรกมาได้ในยูโรครั้งนี้
แม้จะเป็นเต็งหนึ่ง แต่ด้วยทีมที่นำโดยกุนซืออย่าง “แกเร็ธ เซาธ์เกต” กลับถูกวิจารณ์ในแง่ของโค้ชที่อาจจะไม่ได้มีฝีมือด้านแท็กติคเมื่อเทียบกับทีมร่วมอื่น ๆ แต่หากดูที่ผลงานของเซาธ์เกตที่นำพาทีมชาติอังกฤษจนสามารถขึ้นเป็นรองแชมป์ยูโรเมื่อครั้งก่อน รวมถึงพาอังกฤษไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายบอลโลกได้ บางครั้งการทำทีมสไตล์อังกฤษดั้งเดิมของเซาธ์เกตเองอาจพาอังกฤษคว้าแชมป์ไปได้ในปีนี้
โดยเต็งรองที่มีโอกาสจะได้แชมป์กลับกลายเป็นหนึ่งของแสลงที่อังกฤษคงต้องระวังจากการปิดเส้นทางของพวกเขา ทีมที่เขี่ยพวกเขาตกรอบในบอลโลกล่าสุด และมีโอกาสจะได้แชมป์มากถึง 19.1% นั่นคือยอดทีมตราไก่ฝรั่งเศสที่พวกเขาต้องการแชมป์เพื่อลบบาดแผลเพิ่งเกิดขึ้นจากบอลโลกที่ผ่านมา
⚽ อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเดส์ชองส์ 🇫🇷
หากจะมีมาตราฐานในเรื่องทีมที่มีศักยภาพ หนึ่งในทีมที่ควรจะถูกยกขึ้นมาในประเด็นนี้ เป็นทีมใดไปไม่ได้นอกจากฝรั่งเศสของกุนซือ “ดิดิเยร์ เดสชองส์” ผู้ที่เคยเป็นอดีตกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998 และในครั้งนี้หนึ่งภารกิจสำคัญของเดสชองส์กับการรับใช้ทีมชาติฝรั่งเศสคือการได้แชมป์ยูโรในปีนี้ เพื่อเป็นทีมแชมป์มากสุดของรายการนี้ที่ 3 สมัย ร่วมกับทีมชาติเยอรมันและทีมชาติสเปน
หลังจากประกาศขุนพลชุดลุยยูโรปีนี้ เรียกได้ว่าปรับทีมเสริมทัพได้น่าสนใจสำหรับตราไก่ ที่ยังคงเน้นผู้เล่นจากชุดรองแชมป์โลกล่าสุด ผสมกับตัวเก๋าของทีม เช่น “เอ็นโกโล่ ก็องเต้” ที่เป็นเบื้องหลังสำคัญของการคว้าแชมป์โลกได้ในปี 2018 ที่รัสเซีย
แม้ยูโรครั้งที่แล้วพวกเขาจะพลาดท่าให้กับม้ามืดของปีที่แล้ว อย่าง ทีมชาติ “สวิตเซอร์แลนด์” ตกรอบจากการดวลจุดโทษ เมื่อดาวยิงซุเปอร์สตาร์อย่าง “คิริยัน เอ็มบัปเป้” คือผู้พลาดจุดโทษคนสุดท้ายจากครั้งที่แล้ว แต่มาในครั้งนี้เอ็มบัปเป้พร้อมแล้วสำหรับหนึ่งถ้วยที่เขาอยากจะได้สัมผัสมันต่อจากถ้วยบอลโลก
และสำหรับทีมชาติฝรั่งเศสครั้งนี้ นี่อาจเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายภายใต้การทำทีมของเดสชองส์ที่เข้ามาพาฝรั่งเศสให้ยกระดับขึ้นด้วยนักเตะระดับศักยภาพที่กระหายต่อถ้วยยุโรปใบนี้ และอาจเป็นการปิดเส้นทางตลอดเกือบ 10 ปีที่เดสชองส์ได้สร้างเอาไว้ และอาจส่งต่อโค้ชคนใหม่ที่มีแนวโน้มจะเป็นตำนานดัง อย่าง “ซีนเนดีน ซีดาน” ที่จะสานต่อฝรั่งเศสสู่ความสำเร็จต่อไป
⚽ การถ่ายเลือดของ 2 ทีมใหญ่ 🇮🇹🇪🇦
แม้จะเป็นอดีตแชมป์จากครั้งที่แล้ว แต่ทีมชาติอิตาลีชุดล่าสุดนี้นับได้ว่าเป็นการปิดฉากของตัวเก๋าในยุคเก่าอย่างสมบูรณ์ เมื่อกุนซืออย่าง “ลูเซียโน่ สปัลเล็ตติ” ผู้ที่พาทีมนาโปลีปาดคว้าแชมป์ลีกของประเทศมาได้เมื่อฤดูกาล 2022/23 เข้ามาแทนที่ “โรแบร์โต้ มันชินี่” ที่อำลาทีมชาติสุดช็อกจากการไม่สามารถพาอิตาลีไปเข้าสู่รอบสุดท้ายบอลโลกล่าสุดได้ แม้ว่าจะพาอิตาลีได้แชมป์ของทวีปมาก็ตาม
แน่นอนว่าเหล่าบรรดาตัวเก๋าแดนหลังสุดแกร่งทั้ง “จอร์โจ คิเอลลินี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่” ที่อำลาทีมชาติหลังจากคว้าความสำเร็จได้ล่าสุด เป็นการส่งสัญญาณต่อบรรดาเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้องก้าวไปสู่จุดที่พวกเขาสร้างไว้ให้ได้ ด้วยจุดเด่นของอิตาลีกับแนวรับสุดแกร่งที่จะต้องพิสูจน์มาตรฐานที่รุ่นก่อนวางเอาไว้ให้ได้ และหากพวกเขาสามารถแสดงศักยภาพอันแข็งแกร่งออกมาได้ในทัวร์นาเมนต์นี้ นี่อาจเป็นอีกครั้งที่อิตาลีพร้อมจะเข้ามาเป็นเต็งของถ้วยนี้อีกครั้งก็เป็นได้
ในขณะที่เพื่อนร่วมสายอิตาลี ผู้ที่เคยถล่มอิตาลีในรอบชิงเมื่อปี 2012 ในชุดยุคสมัยมหาอำนาจของโลกฟุตบอล อย่าง ทีมชาติสเปน แม้จะมีรุ่นพี่ชุดผสมเข้ามาเพื่อประคองศักยภาพทีม แต่นำมาเพื่อสำรองต่อการเพิ่มศักยภาพให้กับสายเลือดใหม่ที่พร้อมจะเป็นอนาคตที่จะสืบทอดสิ่งที่รุ่นก่อนได้เคยทำไว้
แม้จะมีพี่ใหญ่อย่าง “โรดรี้โก้” จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สร้างเสถียรภาพของทีมช่วยให้เหล่าเลือดหยดใหม่สามารถเฉิดฉายในการลงสนามเพื่อเพิ่มประสบการณ์และความมั่นใจให้กับรุ่นน้องมากมายที่ได้เข้ามาสู่การรับใช้ทีมชาติในชุดนี้
อดีตผู้ครองแชมป์มากสุด อย่าง สเปนยังคงมีดาวรุ่งที่ฝากอนาคตได้อย่าง “ลามีน ยามาล” ปีกหนุ่มวัย 16 ปี ผู้ที่สร้างผลงานเกินวัยในช่วงคัดรอบยูโรที่ผ่านมา และส่งให้สเปนสามารถก้าวมาได้ถึงจุดนี้ แม้จะยังเป็นเพียงเด็กที่ยังอยู่ในวัยอุดมศึกษา แต่การถูกเรียกมาติดทีมชาติครั้งนี้ร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ที่ยังอยู่ในช่วงวัย 20 ต้น ๆ มันอาจเป็นการวางฐานนับตั้งแต่ปีนี้ และหากความสามารถของพวกเขาสามารถสำแดงเดชออกมาได้ บางทีด้วยดีกรีกระทิงดุแห่งแดนใต้อาจทำให้พวกเขาได้ลุ้นกับการเป็นเต็งได้ในปีนี้
⚽ รุ่นพี่ระดับโลกและโอกาสลาครั้งสุดท้าย 🇳🇱🇵🇹
สำหรับ 2 ทีมที่จะกล่าวสำหรับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ทัพสีส้มอาจจะคล้ายกรณีการถ่ายเลือดใหม่อย่างทีมชาติอิตาลีและทีมชาติสเปน แต่ทีมของพวกเขายังมีปราการมากประสบการณ์อย่าง “เวอร์จิล ฟานไดร์จ” ที่คอยประคองเหล่าผู้เล่นในทีม
แม้ทีมชุดนี้ของเนเธอร์แลนด์อาจไม่ได้มีขุมกำลังระดับแชมป์เมเจอร์ใหญ่ในฟุตบอลในช่วงที่ผ่านมา แต่ความเป็นนักรบชุดส้มและทีมที่เคยเป็นอดีตแชมป์ยูโร 1 สมัยในปี 1988 มันมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นอัศวินสีส้มที่ทำให้พวกเขายังเป็นที่น่ากลัวของทุกทีมในยุโรป
และหากจะพูดถึงอีกชาติที่มีขุมกำลังพลที่สมดุลที่สุด และยังคงมีราชาของฟุตบอลยุโรปอย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” อดีตแชมป์ปี 2012 ขุนพลฝอยทองทีมชาติโปรตุเกสในปีนี้ถือว่าแอบมีความพร้อมสำหรับการไล่ล่าแชมป์สมัยที่ 2 ของพวกเขา
การเข้ามาทำงานของ “โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ” ผู้ที่นำทีมชาตินี้แข่ง 13 นัดชนะ 12 นัดแพ้แค่นัดเดียว นับเป็นช่วงที่ดีของพวกเขาที่มีขุมกำลังมากประสบการณ์ควบพร้อมกับนักเตะที่มีผลงานความสำเร็จทั่วยุโรป หากตัดทีมชาติอังกฤษและทีมชาติฝรั่งเศสออกไป โปรตุเกสเป็นอีกหนึ่งทีมที่พร้อมสำหรับการทวงบังลังก์อีกครั้งของพวกเขา
และยิ่งไปกว่านั้น กัปตันทีมคนสำคัญ อย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” อาจจะปิดฉากเวทียุโรปครั้งสุดท้าย ด้วยอายุ 39 ปีในตอนนี้ การเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นใหม่อาจเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้ในอนาคต อีกทั้งหนึ่งเพื่อนร่วมทีมอย่างกองหลังจอมดุ “เปเป้” ก็อำลาในวัยใกล้เคียงกัน เรียกได้ว่าหากเป็นการอำลา โปรตุเกสอาจใส่เต็มกับถ้วยใบนี้ก็เป็นได้ และอาจไม่ใช่งานง่ายหากใครได้เข้ามาประชันชัยกับพวกเขา
⚽ ยิ่งใหญ่แบบมีคุณภาพอย่างเยอรมัน 🇩🇪
หากพูดถึงแชมป์ที่มากสุดในถ้วยนี้นอกจากทีมชาติสเปนแล้ว ทัพอินทรีย์เหล็กเยอรมันคือผู้คว้าแชมป์ร่วมที่มากสุด 3 สมัย แม้ว่าอดีต 2 ครั้งแรกของพวกเขาจะได้แชมป์ตอนเป็น “เยอรมันตะวันตก” แต่ปัจจุบันที่เยอรมันรวมเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาได้เป็นเจ้าภาพประจำการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024
เยอรมันชุดนี้นำทัพการคุมทีมจากโค้ชที่อายุน้อยสุด อย่าง “ยูเลี่ยน นาเกลล์มันน์” ผู้ที่กำลังชุบชีวิตเยอรมันที่เคยเฉาจากการตกรอบแรกบอลโลกที่ผ่านมา และครั้งนี้ได้เรียนขุมกำลังทั้งเก่าและใหม่ที่เน้นคุณภาพ เช่น การนำกองกลางตำนาน “โทนี่ โครส” อดีตชุดแชมป์โลก 2014 และยอดห้องเครื่องจากเรอัล มาดริดที่เพิ่งประกาศอำลาวงการแขวนสตั๊ด กลับมาคุมแดนกลางเพิ่มมิติการเล่นของทีม ด้วยคุณภาพระดับแชมป์
นอกจากนี้ยังมีขุมกำลังเลือดใหม่ที่กำลังร้อนแรงทั่วยุโรปในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้ง จามาล มูเซียล่า, ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, ไค ฮาแวร์ตซ์ และยังมีผู้เล่นระดับแชมป์ลีกที่ผ่านประสบการณ์มากมายทั้ง อิลคาย กุนโดกัน, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, โยชัว กิมมิช, โธมัส มุลเลอร์, เลรอย ซาเน่, โรเบิร์ต อันดริช, มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเก้น, และมานูเอล นอยเออร์ ทั้งหมดที่กล่าวมานอกจากจะเป็นแชมป์ลีกในประเทศต่าง ๆ ที่ค้าแข้งแล้ว ยังมีขุมกำลังบางส่วนที่เคยสัมผัสการชูถ้วยบอลโลกปี 2014 มาแล้วร่วมด้วย
ด้วยกุนซือที่กำลังสร้างผลงานระดับอัจฉริยะ ผนวกกับขุมพลชุดคุณภาพที่พร้อมจะเปิดต้อนรับทุกทีมที่ร่วมรายการ ภายใต้กองเชียร์แฟนบอลเยอรมันที่พร้อมใจเถลิงเสียงกู้ก้องไปทั่วทั้งประเทศกับโอกาสของพวกเขา ที่หากสามารถแซงเข้าชิงและได้แชมป์ครั้งนี้ได้ จะกลายเป็นเจ้ายุโรปที่ 4 สมัยยืนสง่าเจ้าเดียวในทวีป และอาจปูทางไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ ด้วยวิสัยทัศน์ความเป็นคุณภาพสูงของอินทรีย์เหล็กสุดแกร่งเยอรมัน
แม้จะมีทีมชาติที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึง อาทิ เบลเยี่ยม 🇧🇪, โครเอเชีย 🇭🇷, ตุรกี 🇹🇷, สวิตเซอร์แลนด์ 🇨🇭, เดนมาร์ก 🇩🇰, เซอร์เบีย 🇷🇸 , ฮังการี 🇭🇺, และ โปแลนด์ 🇵🇱 โดยทีมที่กล่าวมาอาจไม่ได้เป็นชาติใหญ่ ๆ เมื่อเทียบกับ 7 ม้าเต็งขาประจำของการแข่งขันฟุตบอลระดับทีมชาติ แต่พวกเขามีขุมกำลังที่อุดมไปด้วยซุเปอร์สตาร์ชื่อดังและพาให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรอบสุดท้ายนี้
มีม้าเต็งก็ต้องมีม้ามืดแฝงเข้ามา ในรอบแรกของการคัดเลือกจากรอบแบ่งกลุ่ม เราอาจเริ่มพบเห็นที่เล็กล้มยักษ์ใหญ่ ทีมที่พร้อมสร้างเซอร์ไพร์สให้การแข่งขัน เพราะบอลยูโรมักเป็นบอลที่วัดในนัดเดียว ที่พร้อมจะเกิดอะไรขึ้นได้ทั้งการแพ้และชนะ หลังจากผ่านช่วงแรกของการแข่งขันเราจะกลับมาพูดถึงเหล่าม้ามืดที่พร้อมจะสร้างสีสันให้กับการแข่งขันฟุตบอลยูโรในครั้งนี้ และพร้อมติดตามรับชมเหล่าม้าเต็งที่กระหายต่อชัยชนะและศักดิ์ศรีของชาติครั้งนี้ เพราะผู้ชนะมีได้แค่ทีมเดียว
อ้างอิง
- https://mainstand.co.th/th/news/1/article/17707
- https://mainstand.co.th/th/news/1/article/17588
- https://mainstand.co.th/th/news/1/article/17427
- https://mainstand.co.th/th/news/1/article/17865
- https://www.siamsport.co.th/football-international/national-team/28543/
- https://mainstand.co.th/th/news/1/article/17823
- https://mainstand.co.th/th/news/1/article/17754
- https://www.youtube.com/watch?v=nwy5ohFh5Zk
