ชาตินิยมบนโซเชียลมีเดีย

ความร้อนแรงของกรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชานั้น นอกจากการเจรจาทางการทูตและการใช้เครื่องมือทางการสื่อสาร การปิดด่าน และการใช้หน่วยงานกลางเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้ข้อพิพาทนี้สามารถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทางการเมืองให้ได้มากที่สุด แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะร้อนแรงไม่แพ้กัน คือเหล่าความเห็นบนโซเชียลมีเดียที่บ่มเพาะความเกลียดชังมาเนิ่นนาน และกลายเป็นชนวนการเพิ่มความชาตินิยมผ่านคีย์บอร์ด ซึ่งนำไปสู่การเหมารวมและเติมเชื้อไฟบางอย่างให้ร้อนแรงขึ้นท่ามกลางกรณีพิพาทนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

รู้จัก Informative Operation หรือ การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร

หากพูดถึงคำว่า “ไอโอ (IO)” คงเป็นคำที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งย่อมาจากจากคำว่า Informative Operation หรือการปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะเปิดห้องปฏิบัติการเอาไว้เฝ้าระวังกระแสข้อมูลต่าง ๆ และคอยกำหนดทิศทางข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่กำหนด เช่น การปล่อยชุดข้อมูลที่ผ่านการคัดเลือกให้นำเสนอเพียงด้านเดียว การทำบัญชีเสมือนบุคคลจริงเข้าไปร่วมแสดงความเห็น ปั่นให้เกิดกระแสต่าง ๆ ทางชุดข้อมูลขนานใหญ่ เมื่อบุคคลทั่วไปเห็น กระแสของข้อมูลที่ถูกชี้นำให้ไปในทิศทางเดียวกันก็จะเกิดอารมณ์ร่วมได้ง่ายขึ้น

การปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร เป็นหน่วยงานที่มีอยู่จริงทั้งการทำงานโดยรัฐบาล การทหาร และภาคเอกชนทั่วไป ซึ่งก็ไม่ได้ถูกใช้ในทางลบเสมอไป หากแต่ว่าการปฏิบัติการแบบนี้มักจะใช้รูปแบบการกระตุ้นอารมณ์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องการหันเหความสนใจให้ไปตรงกับเป้าหมายที่ต้องการ โดยหลายครั้งปฏิบัติการนี้ถูกใช้เพื่อตอกย้ำสถานการณ์พิพาทต่าง ๆ ให้ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

สงคราม Social Media สร้างความเกลียดชังที่มีมาโดยตลอด

กรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาบนสนามการเมืองและการทูตนั้นมีมานานก่อนโซเชียลมีเดียจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ เป็นประเด็นพิพาทประปรายผ่านหลายรัฐบาล และจบลงด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบันคือการพยายามสร้างเพจต่าง ๆ ที่ไม่ปรากฏที่มาซึ่งมักจะเป็นเพจที่ใช้ชื่อประชาคม ASEAN เป็นการกล่าวอ้าง และเลือกที่จะนำเสนอแง่มุมของสองประเทศทั้งไทยและกัมพูชา ผ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่พยายามสร้างสงครามคอมเมนต์การ “เคลม” วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างทั้งรูปภาพและคลิปในลักษณะ Meme ล้อเลียนกันไปมา โดยค่อย ๆ เติมเชื้อไฟของการพิพาทกันไปเรื่อย ๆ 

ซึ่งเมื่อสถานการณ์พิพาทในโลกจริงมาถึงจุดที่ต้องนั่งคุยกัน กระแสของชาวเน็ตทั้งสองประเทศก็สุกงอมพร้อมพอดีในการที่จะปลุกให้เกิดการเล่นไม้แข็งใส่กัน เพราะเอาความพิพาทในโลกโซเชียลมีเดียลงไปประเมินด้วย ด้วยชุดความคิดที่ว่า “ก็เห็นพยายามจะเคลมอยู่ตลอดเวลา ก็สมควรแล้วที่จะต้องเจอไม้แข็งใส่กัน”

ปรากฏการณ์ Echo Chamber กระตุ้นชาตินิยมโดยอัลกอริทึม

เมื่อการชักนำข้อมูลข่าวสารผ่านเพจ ผ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ปรากฏที่มาเพื่อสร้างความสนุกสนานบนความเกลียดชังสุกงอมจนเกิดผู้ติดตามมากขึ้น แพลตฟอร์มต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดียก็จำเป็นจะต้องคัดกรองเอา “สิ่งที่ผู้ใช้งานสนใจ” ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการเสพคอนเทนต์ เพียงแค่ผู้ใช้งานกดขำ กดโกรธ หรือร่วมคอมเมนต์ในคอนเทนต์ที่ประเทศคู่พิพาททำการดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศตัวเอง อัลกอริทึมก็พร้อมที่จะเสิร์ฟคอนเทนต์ในลักษณะคล้ายกันมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ โดยในห้องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เมื่อเห็นกระแสที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นนี้ก็จะพยายามป้อนคอนเทนต์ลักษณะดังกล่าวลงระบบอินเทอร์เน็ตให้มากขึ้นไปอีก

ยิ่งอัลกอริทึมจัดมาให้เห็นแต่สิ่งที่ผู้ใช้สนใจมาก ๆ ก็จะเกิดปรากฏการณ์ Echo Chamber หรือการถูกครอบด้วยห้องที่สะท้อนข้อมูลเดิมไปมาต่อผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย กล่าวคือผู้ใช้จะเข้าใจไปว่า ประเทศคู่พิพาท “ทุกคน” กำลังย่ำยีประเทศตัวเอง และความขัดแย้งที่เกิดขึ้น “เป็นเรื่องใหญ่” ถึงขั้นว่า “ประชาชนคน (ประเทศนั้น ๆ) ทุกคน ต้องการให้…..” ซึ่งรูปแบบประโยคเหล่านี้ล้วนสะท้อนปรากฏการณ์ Echo Chamber ได้ดี เพราะในอัตราส่วนที่แท้จริงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า คนทั้งประเทศเต็มใจกระโจนเข้าสู่ความขัดแย้งจริง ๆ หากแต่การจมอยู่กับกระแสข้อมูลที่ถูกชี้นำมาให้ ทำให้เชื่อไปตามนั้น 

นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Accountability หรือความยึดโยงของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่อสถานการณ์จริงอีก เช่น ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่ระบบอินเทอร์เน็ตดีมากพอจะแสดงความเห็นต่อเรื่องพิพาทระหว่างประเทศได้อย่างเผ็ดร้อน พร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่สนามรักชาติอย่างไม่เกรงกลัวใคร แต่ความยึดโยงแท้จริงต่อพื้นที่ที่เกิดเรื่องพิพาทกลับไม่เกี่ยวข้องกันเลย ตัวคนรักชาติหลังคีย์บอร์ดอยู่ในตัวเมือง แต่พื้นที่พิพาทจริง ๆ กลับเป็นพื้นที่ป่าไม้ มีประชากรจริง ๆ อยู่เล็กน้อย เป็นพื้นที่ที่คนในพื้นที่เองแทบไม่รู้สึกถึงกรณีพิพาทจริง ๆ เพราะเป็นวิถีชีวิตใกล้ชิด เป็นเพื่อนบ้าน แลกเปลี่ยนแรงงาน สินค้า เดินทางไปมาหาสู่กันตลอดเวลาอยู่แล้ว เส้นความพิพาทแท้จริงจึงมักเกิดจากการชักจูงโดยกลุ่มคนมีอำนาจไม่กี่คนนั่นเอง

วิธีที่จะไม่ถูกทำให้ตกเป็นเครื่องมือการคลั่งชาติผ่านการชักนำข้อมูลข่าวสาร คือ การเลือกที่จะฟังข้อมูลกรณีพิพาทให้รอบด้าน ไม่ใช่แค่สิ่งที่หน้าโซเชียลมีเดียจัดมาให้เห็น การฟังสำนักข่าวที่รายงานข่าวหลากหลายที่ หลากหลายจุดยืน การมองรายละเอียดไปยังข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจริงโดยยึดหลักมนุษยธรรมและการสื่อสารเชิงบวกเป็นตัวตั้ง เราอาจจะพบว่าจริง ๆ แล้วเชื้อไฟแห่งชาตินิยมที่กำลังคกรุ่น แท้จริงแล้วมีเพียงกลุ่มคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ และกำลังหยิบยืมกระแสของโซเชียลมีเดียมาการปลุกปั่นให้เกิดความพิพาทกันอย่างไร้ประโยชน์ก็เป็นได้

AUTHOR

นักคิด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์ ตัวปัญหาของกระแส ชาวเกย์ผู้แปลกแยก และนักเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่าง หลงใหลวัฒนธรรม Pop ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์และดนตรี และยังเป็นผู้กำกับอิสระ นักดนตรีและนักแต่งเพลง รวมถึงแอดมินเพจที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลอีกด้วย เก่งซะไม่มี