เศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกยังพอหายใจได้ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ ในฐานะหน่วยงานที่ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกปี 2568 ขยายตัวในกรอบ 3.1% แต่เมื่อก้าวสู่ครึ่งปีหลัง สัญญาณเศรษฐกิจไทยกลับเริ่มสั่นคลอนแรงกว่าที่คาด ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอกที่ถาโถม ทั้งผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ที่รอความชัดเจน นโยบายดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน สงครามทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อิหราน-อิสราเอล สหรัฐ-จีน และไทย-กัมพูชา

ประกอบกับแรงส่งจากในประเทศเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ การบริโภคเริ่มเติบโตต่ำ ความไม่แน่นอนของการเมืองภายในประเทศหลัง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญสังให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย ถอนตัวจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ไปเป็นฝ่ายค้าน ได้ตอกย้ำความสั่นคลอนของการเมืองของไทย กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

สารพัดมรสุมที่กล่าวมานี้นับเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลที่ต้องเหยียบคันเร่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวซึ่งแทบจะเป็นเครื่องยนต์ในไม่กี่ตัวที่สามารถพยุงเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติอันหนักหน่วงในช่วงที่เหลือของปีจากนี้ ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ในฐานะผู้ดูแลด้านการเงินของประเทศก็จะต้องรักษาเสถียรภาพการเงินให้มีความเหมาะสม และเร่งลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ลืมตาอ้าปากได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เอสเอ็มอี ที่ต้องเข้าถึงแหล่งเงินทุนและรับภาระกับต้นทุนที่สูง 

ส่วนรัฐบาลก็ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ทันต่อวิกฤตที่ซ่อนอยู่ใต้พรม และเร่งเจรจาจาภาษีสหรัฐฯ สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ให้จบโดยเร็วก่อนจะถึงเส้นตายในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 พร้อมต่อรองภาษีให้ได้ต่ำที่สุดเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย  ด้านการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเกษตรแปรรูป ที่ถือเป็นหัวหอกของรายได้ประเทศ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เร็ว ไม่แรงพอ และไม่ตรงจุด สิ่งที่กำลังรออยู่ข้างหน้าอาจไม่ใช่แค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่อาจเป็น “ภาวะทรุด” ที่ยากจะดึงกลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างแน่นอน อาจทำให้ด้านการส่งออกไทยหดตัวลงไปมากถึง 4% ภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังไม่เป็นไปตามคาด อันเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจจีนเองที่ชะลอตัว บวกกับประเด็นความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงครึ่งปีหลังอาจไม่กลับมาแตะระดับก่อนโควิดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสูงถึง 11 ล้านคน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งดึงนักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงมาเที่ยวไทยให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้คนในประเทศออกมาเดินทางท่องเที่ยวพร้อมกับแก้ปัญหาระบบเที่ยวไทยคนละครึ่งที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ แค่เปิดตัวมาก็โดนด่าไปทั้งประเทศ

ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index – CCI) เดือนมิถุนายน 2568 ปรับตัวลงอยู่ที่ 52.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 28 เดือน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลเรื่องปากท้อง ภาระหนี้สิน และราคาสินค้าที่ผันผวน แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในแดนติดลบต่อเนื่อง แต่ “ความรู้สึกของประชาชน” ยังสะท้อนถึงภาวะค่าครองชีพที่ตึงมืออย่างชัดเจน

ด้านภาคเอกชนอยู่ในสภาวะระมัดระวังการลงทุน ดังนั้นภาครัฐจึงเป็นความหวังสำคัญ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.574 ล้านบาท มาตรการการเงิน อย่าง นโยบายดอกเบี้ย ยังคงมีบทบาทประคองเศรษฐกิจให้อยู่ในแดนบวกได้ แต่หากการเมืองไม่นิ่ง สิ่งเหล่านี้อาจ “ติดล็อก” ไม่ต่างกัน

สำนักเศรษฐกิจแทบทุกแห่งทยอยปรับลดเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ปี 2568 ลง จากก่อนหน้าที่ต่างประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบ 3.3% มาอยู่ในกรอบ 1.3 – 2.3% และครึ่งปีหลังอาจขยายตัวต่ำกว่า 2% อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยังไม่สามารถหาทางออกเรื่องภาษีการค้า หรือทำให้การเมืองกลับสู่เสถียรภาพได้

เศรษฐกิจไทยจึงยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ดังนั้นจะเลือกเดินต่อไปด้วยการเร่งแก้เกมทั้งภายนอกและภายในประเทศ พร้อมใช้ทุกมาตรการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือจะปล่อยให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ดิ่งลงไปในกับดักความไม่แน่นอน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้คนทั้งประเทศได้แค่ไหน