HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เราไม่ได้สมัครงานกับโลกใบนี้ แต่กลับต้องเริ่มงานทันทีตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาขึ้นมา ไม่มีอีเมลเรียกสัมภาษณ์ ไม่มีช่วงทดลองงาน และไม่มีใครถามความสมัครใจว่าอยากรับข้อเสนอที่ชื่อว่า “การเกิด” หรือไม่ สิ่งที่รออยู่คือ Job Description ที่ถูกกำหนดมาแล้วล่วงหน้า ตั้งแต่บทบาทในครอบครัว ไปจนถึงตำแหน่งเล็ก ๆ ในระบบเศรษฐกิจที่ต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในบริษัทขนาดมหึมาที่ชื่อว่าโลก ความผิดพลาดไม่ได้มีต้นทุนเท่ากันสำหรับทุกคน

“Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)” ไม่ได้ชวนให้มองการเกิดในความหมายที่โรแมนติก หากแต่พาเรามองมันในฐานะกระบวนการที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข การตัดสินใจหลายอย่างอาจถูกระบุไว้ในกฎหมายว่า “ทำได้” แต่กลับไม่ง่ายเลยในชีวิตจริง เมื่อวัฒนธรรม ความคาดหวังของครอบครัว และต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากัน ทำให้เสรีภาพของบางคนเป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่ในหลักการ แต่ไม่เคยปรากฏในทางปฏิบัติ ในโลกที่บ้านแต่ละหลังเริ่มต้นจากจุดที่ไม่เหมือนกัน การเลือกจึงไม่เคยเป็นเรื่องที่เท่าเทียม

บทสนทนาระหว่าง เต๋อ–เอิงเอย–เพชร จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อหาคำตอบที่สบายใจ หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ความลังเล ความเหนื่อยล้า และความไม่แน่ใจได้มีตัวตน บทสัมภาษณ์นี้ไม่พยายามสรุปว่าชีวิตควรถูกประเมินผ่านเกณฑ์ใด แต่ชวนให้หยุดมองว่า ใต้ระบบที่เรียกร้องให้เรารับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองนั้น มีอะไรบ้างที่ถูกผลักออกไปจากบทสนทนา โดยเฉพาะบทบาทของโครงสร้างและรัฐ ที่ควรทำให้การมีชีวิตไม่ใช่ภาระของปัจเจกเพียงลำพัง

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

“เราทุกคนคือพนักงานใหม่บนโลกใบนี้” 

เต๋อ : ผมแค่รู้สึกว่า จริง ๆ แล้วเราทุกคนเหมือนเป็นพนักงานใหม่บนโลกใบนี้ คนเราพอเกิดมา ก็เหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งที่ต้องทำงานซึ่งไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แต่พอเราอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ในชีวิต เราเป็นลูกบ้าง เป็นพ่อแม่บ้าง เป็นพี่ของคนนั้น เป็นน้องของคนนี้ มันจะมีภารกิจ มีหน้าที่ที่เราต้องทำ บางครั้งก็เลยรู้สึกว่าเกิดมาเพื่อทำงาน เพื่อเลี้ยงชีพ และเพื่อจะ survive อยู่ในสังคมในทุกแง่มุม

มันอาจจะเป็นการทำงานเพื่อให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมของเพื่อน ๆ หรือใครก็ตามได้ ทำงานเพื่อให้ครอบครัวเราไปต่อได้อย่าง smooth บางทีเราอยู่ในครอบครัว เราก็คงมีสิ่งที่ไม่อยากทำบ้างแหละ แต่ว่าเราก็อาจจะทำเพื่อแม่ ทำเพื่ออาม่า ทำเพื่อพี่ หรือเพื่อใครก็ตาม ทั้งหมดนั้นมันก็เป็นอีก job description หนึ่งที่ทุกคนเกิดมาจะต้องทำ สำหรับผม นิยามของคำว่า “พนักงานใหม่บนโลกใบนี้” มันอยู่ตรงนี้มากกว่า

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา))

เอิงเอย : สำหรับเอิง มันชัดเจนว่าเราเกิดมา เราต้องมาเป็นแรงงานในระบบทุนนิยม ซึ่งมันตรงตัวมาก ถ้าเราเกิดมาในยุคนี้ หรือในยุคก่อน ๆ ด้วยซ้ำ คือเกิดมาเราก็ต้องมีหน้าที่ทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะทำอะไร จะเป็นการทำงานที่ใช้แรง หรือใช้สมอง มันก็คือแรงงานทั้งหมด แล้วการที่เราเป็นพนักงานใหม่ มันก็คือการเตรียมตัวจะมาเป็นทรัพยากรมนุษย์

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เพชร : โดยส่วนตัวผมชอบประโยคนี้ เพราะไม่เคยคิดถึงมุมนี้มาก่อน แต่พอคำนี้ pop up ขึ้นมาจากพี่เต๋อ ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นการผสมผสานระหว่างการมีชีวิตอยู่กับหน้าที่ของแต่ละคน คำว่า “พนักงาน” ถ้าเราไม่มองแค่ในความหมายของการไปสมัครงาน ได้ทำงาน ได้เงินเดือนตามระบบ มันยังหมายถึงสถานะอื่น  ๆ ในชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน เป็นญาติ ความเป็นมนุษย์มันเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่า จริง  ๆ แล้วเราก็เหมือนพนักงานอย่างที่คำนี้พูดถึง เป็นพนักงานบนโลกใบนี้ ในฐานะสัตว์สังคมที่ทุกคนมีหน้าที่ มีสเตตัสของตัวเอง ว่าเราอยู่ในฐานะอะไรกับคนคนนี้ ซึ่งมันทำให้เห็นความเชื่อมโยงของโลกใบนี้ได้ชัดขึ้น

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

No Interview: เมื่อเราถูกรับเข้าทำงานบนโลกโดยไม่ผ่านการสัมภาษณ์

สำหรับผม 
การให้กำเนิดคนหนึ่งคน
เหมือนกับการพาพนักงานใหม่เข้ามาในบริษัทที่ชื่อว่าโลก

เต๋อ : ผมรู้สึกว่ามันเปรียบเปรยกันได้ จากนิยามที่คุยกันไปก่อนหน้านี้ เพราะสำหรับผม การให้กำเนิดคนหนึ่งคนเหมือนกับการพาพนักงานใหม่เข้ามาในบริษัทที่ชื่อว่าโลก พอเขาเข้ามาแล้ว เขาก็ต้องทำงาน มันเลยคู่ขนานไปกับตัวละครหลักที่มีอาชีพเป็น HR ซึ่งมีหน้าที่พาพนักงานคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง และบริษัททุกที่ก็มีเงื่อนไขของมันเอง ผมเลยรู้สึกว่ามันเปรียบเทียบกันได้พอสมควร

ส่วนความต่างก็คือ HR ในชีวิตจริงเราสัมภาษณ์ก่อนจะรับใครเข้าบริษัท แต่การมีลูกมันไม่มีการสัมภาษณ์ เราพาเขาเข้ามาเลย ถ้าแม่คนหนึ่งเป็น HR ก็เหมือนเป็น HR ที่ต้องคิดมากกว่าปกติ เพราะเราพาคนหนึ่งเข้ามาทำงานโดยที่ไม่มีขั้นตอนคัดเลือก ผมเลยรู้สึกว่ามันสามารถเล่าเรื่องแบบคู่ขนานกันได้

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือผมมองว่า HR เป็นคนกลาง ระหว่างคนที่อยู่ในองค์กรกับคนที่กำลังจะเข้ามา เป็นคนกลางระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เป็นคนที่รู้ว่าองค์กรของตัวเองจริง ๆ เป็นยังไง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคิดว่าจะพูดหรืออธิบายยังไงให้คนใหม่ตัดสินใจเข้ามาทำงานกับระบบนี้ได้ พูดง่าย ๆ คือเป็นคนที่รู้รอบ และเพราะ HR ได้เห็นโครงสร้างขององค์กร ได้เจอคนจำนวนมากที่เข้ามาสัมภาษณ์ เห็นเงื่อนไขชีวิตที่หลากหลาย มันทำให้เขาเห็นว่าชีวิตของแต่ละคนมันยากในแบบของตัวเอง ผมก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นอาชีพที่เหมาะกับการเล่าเรื่องนี้ เพราะเป็นคนที่มองเห็นความเป็นไปของมนุษย์ในหลายรูปแบบ

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

The Right Fit : การตามหาพนักงานที่ใช่ ในบทบาทที่เรียบง่ายที่สุด

เต๋อ : ทุกอย่างมาจากการแคสติ้งตามปกติ ผมมองหานักแสดงที่อยู่ในหนังแล้วไม่เด้งออกมา เพราะเรากำลังเล่าเรื่องของคนธรรมดา คนดูควรจะสามารถแทนค่าตัวเองเข้าไปในตัวละครได้ เราอาจจะเป็นเธม หรือเป็นเฟรนก็ได้ ผมเลยมองหานักแสดงที่มีความ ordinary ในแบบที่เล่นได้จริง ไม่ได้สนว่าจะเป็นหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ ก็แคสไปตามปกติ จนสุดท้ายมาเจอเอิงเอยที่เหมาะกับบทเฟรน เพราะตัวละครเฟรนเป็นคนที่ไม่พูดเยอะ ต้องสื่อสารผ่านสีหน้า ท่าทาง และมูฟเมนต์ ซึ่งเอิงเอยทำสิ่งนี้ได้ดีมาก ส่วนเผ่าเพชร ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนธรรมดาในความหมายที่ดี เวลาเขาแสดง เราจะเห็นคนแบบนี้ได้ทั่วไป วิธีพูด วิธี reactมันเป็นธรรมชาติมาก และเวลาอยู่ในซีนก็ blend เข้ากับคนอื่นได้เนียนมาก ผมเลยรู้สึกว่าเป็นสองคนนี้

สุดท้ายมันเป็นเรื่องความเหมาะสมของบทล้วน ๆ เพราะหนังแบบนี้ บางทีคนดูอาจจะรู้สึกว่านักแสดงไม่ได้แสดงอะไรเป็นพิเศษ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ทุกคนเล่นแบบนี้ไม่ได้ มันต้องเป็นการแสดงที่เรียบและเป็นธรรมชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับไทป์ของหนัง ถ้าย้อนกลับไป ตอนผมทำ Fast and Feel Love ผมก็ต้องการนักแสดงที่เล่นแรง เล่นชัดกว่านี้ แต่เรื่องนี้ต้องการอีกแบบหนึ่ง ก็เลยต้องหานักแสดงที่เป็นไทป์นี้

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

SUM UP : พอรู้ว่าจะได้มาเล่นหนังของพี่เต๋อ?

เอิงเอย : จริง ๆ ก็ปกติค่ะ (หัวเราะ) ดีใจอยู่แล้วเพราะมันคือการได้งานและได้ทำงาน สำหรับเอิง การเป็นนักแสดงไม่ใช่แค่ทำงานเฉพาะตอนที่มีงาน ก่อนจะได้งานเราก็ต้องทำอย่างอื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด การเป็นนักแสดงเหมือนต้องเก็บข้อมูลหลายอย่าง ทั้งจากการฝึกเองหรือจากการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ เราเป็นนักแสดงก็จริง แต่เราก็ต้องเป็นมนุษย์ด้วย มันเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้

พอได้มาทำงานกับพี่เต๋อ เอิงรู้สึกดีใจ เพราะสนใจกระบวนการทำงานของพี่เต๋ออยู่แล้ว จากที่ได้เจอกัน เอิงรู้สึกว่ามันเป็นการทำงานที่ละเอียดอ่อน และพอได้ทำจริงก็ยิ่งชอบ เพราะมันเปิดโอกาสให้ลองในทุกกระบวนการ มีการ workshop กับพี่เต๋อโดยตรง ไม่ได้ผ่าน acting coach เราหาตัวละคร หาความพอดี หาอารมณ์และ choice ต่าง ๆ ของตัวละคร ตอน workshop จริง ๆ เราก็ยังไม่รู้แน่ว่าสุดท้ายเราจะเลือกอะไร แต่เราตั้งใจลองหลาย ๆ choice ในสถานการณ์เดียวกัน แล้วค่อย ๆ หาไปด้วยกัน คิวซ้อมแทบจะพอ ๆ กับคิวถ่าย รู้สึกว่าได้ทำกระบวนการอย่างเต็มที่

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เต๋อ : ผมอาจจะ brief ให้นักแสดงเข้าใจสถานการณ์ตรงกันก่อน แต่การจะแสดงออกมาอย่างไร ผมยกให้เอิงเอยเลย เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังที่เค้นอารมณ์ มันคือการที่นักแสดง react ต่อ situation ถ้าอินเนอร์ตรงกัน ในกองเราก็จะลองหลายแบบ สมมติว่าถ้าโกรธกว่านี้ หรือรู้สึกเอ็กซ์กว่านี้จะเป็นยังไง เราก็ให้นักแสดงลองตีความแล้วเล่นออกมาดู ตอน workshop คือการ tune ให้ตรงกัน ส่วน on set ก็เป็นพื้นที่สำหรับการทดลอง

เพชร : ผมเคยเจอพี่เต๋อมาก่อนตั้งแต่ช่วงที่พี่เต๋อทำ How to ทิ้ง ตอนนั้นผมทำไดอารีตุ๊ดซีส์ แล้วหนังฉายช่วงใกล้ ๆ กัน เราเคยเดินสายโปรโมตด้วยกันอยู่พักหนึ่ง แล้วผมก็เป็นแฟนหนังพี่เต๋ออยู่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งพี่เต๋อมาทักผมว่า “ดูไดอารีตุ๊ดซีส์ ผมเพิ่งรู้ว่าคุณเล่นเป็น LGBT ผมตกใจ” สำหรับผมมันเป็นความประทับใจ เพราะผู้กำกับที่เราชื่นชมมาพูดถึงงานเรา

หลังจากนั้นผมก็รอคอยโอกาส เพราะรู้ว่าการจะได้เล่นหนังของผู้กำกับที่มีแนวทางชัดเจนแบบพี่เต๋อไม่ใช่เรื่องง่าย เขาไม่ได้ทำหนังทุกปี ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา โอกาส และความพอดี จนกระทั่งผ่านไปประมาณห้าปี พี่เต๋อเรียกผมไปแคสติ้ง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเขาไม่ลืมเรา ก็ไปลองดู และสุดท้ายก็ได้บท ดีใจมาก เพราะอยากมีประสบการณ์ทำงานกับผู้กำกับที่มีความเฉพาะตัว และเป็นคนที่ผมชื่นชอบผลงานอยู่แล้ว มันเป็นโอกาสและประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับผมในฐานะนักแสดง

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เต๋อ : อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ เวลาเพชรไปอยู่ในซีน เขาจะ blend เข้ากับทุกคนได้ดีมาก เหมือนตอนที่เขาเล่นไดอารีตุ๊ดซีส์ ที่คนดูยังถามว่า “คุณไม่ใช่ LGBT ใช่มั้ย” หรืออย่างตอนเล่นสาธุ เขาก็กลืนไปกับตัวละคร ผมรู้สึกว่านี่เป็นคุณสมบัติที่ดีของเขา

On-Boarding: การเตรียมตัวเพื่อเป็น ‘พนักงานใหม่’ ของเต๋อ นวพล

เต๋อ : อย่างที่ผมบอกว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงตัวคนกับสถานการณ์มากกว่าการเจาะลึก background ของตัวละคร มันไม่ใช่หนังว่าด้วยอาชีพ HR แบบเต็มตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำกันคือการ tune ปรับความเข้าใจให้ตรงกันว่า ถ้าตัวละครอยู่ในสถานการณ์นี้ เขาจะ react ยังไง หรือเขาจะรู้สึกยังไง อย่างที่เอิงเอยบอกว่ามันเหนื่อยตลอดเวลา เพราะต้อง keep character สำหรับผม เวลานั่งดูในมอนิเตอร์ ผมไม่รู้ว่านักแสดงทำอะไรบ้างระหว่างเทก แต่เราจะเห็นว่าพอผ่านไปเทกหนึ่ง ต่อเทกที่สอง ถ้าความเหนื่อยเป็นพลังงาน อารมณ์ของตัวละครมันเหมือนไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา และมันออกมาทางสีหน้าและท่าทางที่เขาแสดง

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เพชร : การเตรียมตัวสำหรับบทนี้ สำหรับผมสิ่งที่สำคัญมากคืออย่างที่พี่เต๋อพูด เพราะการทำงานกับพี่เต๋อเหมือนเป็นการ tune mindset ของตัวละครให้ตรงกันมากกว่า มันค่อนข้าง casual และมีความเป็นมนุษย์สูง เลยไม่ได้ต้องไปเสริมสกิลอะไรเป็นพิเศษ แค่ทำให้ mindset หรือมุมมองของตัวละครตรงกันให้พอ จากนั้นหน้าที่ของผมก็คือถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมา แล้วให้ผู้กำกับเป็นคนเลือกว่าอยากได้เบอร์ไหน พอเขาไกด์ไปเรื่อย ๆ ผมก็แค่ปล่อยความรู้สึกออกมา ผ่านอารมณ์ของตัวละคร

การแสดงในหนังพี่เต๋อ สำหรับผมมันเหมือนเป็นการแสดงที่ไม่ได้แสดง ถ้าเล่นไดอารีตุ๊ดซีส์ ผมต้องใช้สกิล หรือเล่นสาธุ ผมก็รู้สึกว่าผมใช้สกิล แต่พอมาเล่นหนังพี่เต๋อ สกิลที่ใช้คือการสื่อสารกับผู้กำกับให้เข้าใจเขามากที่สุด เท่าที่จะเข้าใจได้จริง ๆ แล้วค่อยปล่อยให้ความรู้สึกมันออกมาผ่านตัวละคร ไม่ต้องคิดเทคนิค ไม่ต้องคิดว่าต้องรู้สึกแบบนั้นแบบนี้ ยิ่งคิดเยอะยิ่งไม่ใช่ทางของพี่เต๋อ การทำงานกับพี่เต๋อคือไม่ต้องคิด แค่รู้สึกอย่างที่มันเป็น ตัวละครควรรู้สึกยังไงในสถานการณ์นั้น เดี๋ยวมันจะไหลออกมาเอง แล้วพี่เต๋อก็จะเป็นคนเลือก

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)
HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เต๋อ : สิ่งที่เพชรพูด สำหรับผมคือการค่อย ๆ ปลูก mindset ของตัวละครให้นักแสดง เพชรกับเธมจริง ๆ เป็นคนละคนกัน ตัวละครเธมไม่ได้เล่นชัดมาก แต่พอเพชรเข้าใจ mindset ของเธมว่าเป็นผู้ชายที่คิดถึงการสร้างอนาคตอย่างจริงจัง และมีความมั่นใจว่าตัวเองต้องทำได้ เราก็ค่อย ๆ ปลูกสิ่งนี้เข้าไป มันไม่ใช่การเซตตัวละคร แต่เป็นการทำให้เข้าใจว่า คนแบบนี้คิดแบบนี้เพราะอะไร พอนักแสดงเข้าใจจริง ๆ ท่าทาง วิธีพูด หรือวิธีมอง มันจะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าจะให้เห็นชัดขึ้น อย่างอะตอม เวลาขึ้นเวทีกับเวลาอยู่ในหนัง มันคือคนละคนกันเลย

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

SUM UP : หนังเรื่องนี้แตะประเด็นการยุติการตั้งครรภ์ และสิทธิในการตัดสินใจเนื้อตัวร่างกาย ผ่านบรรยากาศของความลังเลและแรงกดดันที่มองไม่เห็น ทั้งในระดับตัวละครและวัฒนธรรมรอบตัว อยากถามทั้งเต๋อและเอิงเอยว่า ตั้งใจวางพื้นที่ความไม่ชัดเจนนี้ไว้เพื่อสะท้อนอะไรเกี่ยวกับการตัดสินใจของมนุษย์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ “รู้ว่าทำได้” แต่กลับ “ทำไม่ลง” มั้ย?

เต๋อ : ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จำเป็นต้อง sharp เพราะเงื่อนไขหรือความกดดันบางอย่างมันลอยอยู่ในอากาศ ตัวละครอาจจะรู้ว่าเราสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ก่อนสามเดือน มันเป็นเรื่องที่ legal แล้ว แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเราไปถึงเส้นนั้นได้ไม่ง่าย ทั้งที่ในทางเหตุผลมันทำได้ อันนี้เป็นแค่หนึ่งเคส ซึ่งในชีวิตจริงเราก็เจออะไรแบบนี้เหมือนกัน หลายครั้งเรารู้ว่า “อันนั้นทำได้” แต่ก็ยังถามตัวเองว่า “แล้วทำไมกูถึงไม่เดินไปวะ” สำหรับผม มันสะท้อนความรู้สึกของคนที่กำลังจะเป็นแม่ หรือคนที่ตั้งครรภ์ ว่าการกำลังจะสร้างอีกหนึ่งชีวิตขึ้นมา มันมาพร้อมกับความกังวลอยู่แล้ว ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งมันคือเรื่อง culture ต่อให้การยุติการตั้งครรภ์จะเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่สำหรับบางคน การเดินไปขอ cancel กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราถูกปลูกฝังมาว่ายุติการตั้งครรภ์คือการฆ่า ความคิดแบบนี้มันยังอยู่ในวัฒนธรรม มันไม่ได้หายไปทั้งหมด ผมเลยพยายามเล่าบรรยากาศของความกังวลที่มองไม่เห็นเหล่านี้ออกมา ผ่านบทสนทนาของตัวละครสองคนที่เหมือนคุยกันธรรมดา แต่สุดท้ายก็ไปแตะคำถามว่า ครรภ์อายุหนึ่งเดือนถือเป็นคนหรือไม่ ซึ่งมันมีได้หลายคำตอบ ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน

เอิงเอย : สำหรับเอิง จุดแรกคือการตั้งคำถามกับ authority ของตัวเองว่า สิทธิในการตัดสินใจในร่างกายของเรามันมีมากน้อยแค่ไหน และอะไรคือสิ่งที่เราควรเป็นคนตัดสินใจ ในแง่ของการเตรียมตัว เอิงไม่ได้ไปทำการบ้านอะไรเป็นพิเศษ แต่รู้สึกไปตามสถานการณ์ เพราะตัวสถานการณ์ในเรื่องมันอาจจะเป็นอนาคตอันใกล้ของเอิงเองก็ได้ วันที่เรามีครอบครัว วันที่เรากำลังจะมีลูก ความรู้สึกแบบนี้มันอยู่ใกล้ตัวมาก ตัวเรื่องมันปูให้ตัวละครตั้งคำถามกับสิ่งรอบข้างอยู่แล้ว เอิงก็แค่ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกไปตามนั้น โดยไม่ต้องรีดเค้นอะไร

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

SUM UP : ในบทของเธมที่สะท้อนมุมมองของการเป็นพ่อ เพชรใช้ชุดความรู้สึกแบบไหนเป็นจุดตั้งต้นในการเข้าถึงตัวละคร และถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาผ่านการแสดง?

เพชร : ผมคิดว่าโชคดีนิดหนึ่งที่ผมเคยมีชุดความคิดหรือความรู้สึกคล้าย ๆ กับเธมในเรื่องของการมีลูก เพราะผมเองก็เคยอยากมีลูกมาก และรู้สึกได้เลยว่าถ้าวันหนึ่งได้เป็นคุณพ่อจริง ๆ ผมก็คงจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดสำหรับอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ว่าวิธีการตัดสินใจของผมอาจจะไม่เหมือนกับตัวละคร แต่หัวใจของการเป็นพ่อ ผมรู้สึกว่ามันใกล้กันมาก คือความรู้สึกว่าเราจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อลูก เพียงแต่วิธีการเลือกอาจจะแตกต่างกันไป ตรงนี้เลยทำให้ผมรู้สึกว่า ผมกับเธมมีพื้นที่ของความรู้สึกที่เฉียดกันอยู่ คือมีหัวใจเดียวกันในเรื่องของการอยากดูแลลูก อยากมีลูก มันเลยทำให้การ tune in กับตัวละครไม่ยากนัก เพราะผมก็อยู่ในวัยใกล้เคียงกับตัวละคร ไม่ได้ห่างกันมาก ความรู้สึกเหล่านี้มันมีอยู่แล้ว ผมก็แค่ถ่ายทอดมันออกมาตามที่พี่เต๋อต้องการ และปล่อยมันออกมาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เต๋อ : สำหรับผม เรื่องความรู้สึกของการเป็นพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความรู้สึกลังเล บางอย่างมันสามารถแทนค่ากันได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่างของเฟรนคือการที่เรารู้ว่าเราอยากทำอะไร แต่พอมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์ล้อมรอบ มันทำให้เราตัดสินใจเร็วขนาดนั้นไม่ได้ และเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการเดินไปตามทางที่คนอื่นคาดหวังจะเป็นทางที่ถูกหรือเปล่า

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนที่ตั้งครรภ์ แต่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน เราเจออะไรแบบนี้บ่อยมาก ความรู้สึกที่ถามตัวเองว่า “ได้เปล่าวะ” อยากทำ แต่ก็รู้สึกเหมือนทุกคนรอบตัวพูดในทางที่ไม่ให้เราทำ แล้วเราก็ไม่มั่นใจ ผมเลยรู้สึกว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่ background ของตัวละคร แต่คือการที่เขาเข้าถึงความรู้สึกลังเลนี้ได้มากแค่ไหน การตอบตกลงไปก่อน ทั้งที่ในใจยังเต็มไปด้วยคำถาม มันคืออะไร

เอิงเอย : มันเหมือนตอนที่พอสั่งแอ็กชัน เอิงก็เป็นแบบนั้นเลยค่ะ

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เต๋อ : เพราะมันสับสน วิธีการกำกับเรื่องนี้มันเลยค่อนข้างต่างจากงานก่อน ๆ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของสถานการณ์มากกว่า ผมอยากให้คนดูรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่กับตัวละคร แล้วถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไง” พอใช้ direction แบบนี้ มันก็เปิดพื้นที่ให้คนดูตีความได้หลากหลาย คนดูแต่ละคนอาจจะรู้สึกกับเฟรนไม่เหมือนกัน ตัวละครเหมือนโยนคำถามใส่คนดูว่า สิ่งที่เขาทำมันถูกหรือไม่ถูก ใช่หรือไม่ใช่ และผมตั้งใจให้คำตอบอยู่ที่คนดู เพราะนาน ๆ ทีเราจะได้ทำหนังที่ไม่รีบให้คำตอบสำเร็จรูป ไม่ได้บอกว่า “เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น” หรือ “เขาไม่ได้ผิดหรอก” แต่เป็นเรื่องที่อยากชวนให้คุยกันมากกว่า\

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

แบบประเมินพนักงานใหม่: หนังเรื่องนี้คือคู่มือให้เราไปต่อ หรือใบขอยื่นลาออก

เอิงเอย : เอิงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทั้งใบสมัครหรือใบลาออก แต่มันเหมือนแบบประเมินมากกว่า เป็นผลสรุปของช่วงหนึ่งในชีวิตว่าเราทำออกมาแล้วเป็นยังไง ประเมินสถานการณ์ ประเมินชีวิตตัวเอง ประเมินการตัดสินใจของตัวเองมากกว่า มันไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าต้องทำให้ได้ตามเป้าอะไรขนาดนั้น แต่มันเป็นเหมือนภาพรวมของชีวิต เป็นใบประเมินว่าในรอบหนึ่งของการใช้ชีวิต เราผ่านมันมายังไง ถ้าจะเรียกว่าใบลาออก มันก็คงเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ มากกว่าตัวหนังเอง 

เต๋อ : สำหรับผม หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ทั้งใบสมัครหรือใบลาออก อันนั้นต้องให้คนดูเป็นคนถือไว้เอง แต่สำหรับผม มันเหมือน job description มากกว่า ว่าคนเราเกิดมาต้องทำอะไรบ้าง หลัก ๆ ก็คือการอยู่เพื่อ survive แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นคู่มือการเอาชีวิตรอดก็ไม่เชิง เพราะผมรู้สึกว่าทุกคนมีวิธี survive ของตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับในหนังเรื่องนี้

หนังแค่พยายามบอกว่าสิ่งที่เราต้อง survive มันมีอะไรบ้างในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือสถานที่ที่เราอยู่ แต่มันคือชีวิตทั้งหมด นอกเหนือจากการหาเงิน การมีครอบครัว หรือการมีลูก มันคือเรื่องความรู้สึกต่าง ๆ ที่การเป็นมนุษย์ต้องเจอด้วย

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนช่วง Q&A ว่าจริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้พูดถึงเรื่องความอดทนเหมือนกัน โดยธรรมชาติคนเราไม่ได้ได้ทุกอย่าง เราต้องอดทนกับบางอย่าง อดทนเพื่อจะได้สิ่งที่อยากได้ อดทนกับสิ่งที่ไม่ชอบแต่จำเป็นต้องอยู่ อดทนเพื่อจะ survive และอดทนเพื่อคนอื่น ผมเลยรู้สึกว่า job description ของการเป็นคนคือความอดทน มองภาพรวมแล้วมันต้องทนเยอะเหมือนกัน

เพชร : สำหรับผม มันไม่ใช่ใบลาออกแน่ ๆ และก็ไม่ใช่คู่มือเหมือนกัน มันอยู่ตรงกลางระหว่างสองอย่างนี้ เพราะตัวหนังไม่ได้ชี้นำว่าคุณควรทำยังไง หรือควรออกไปจากระบบไหน สุดท้ายมันกลับมาที่ตัวคนดูเองว่า สิ่งที่คุณเลือก มันก็จะเป็นสิ่งนั้นสำหรับคุณเสมอ หนังไม่ได้ให้ทางออกหรือคำตอบสำเร็จรูป แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกของคุณจะพาคุณไปอยู่ตรงไหน

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

จากการสำรวจความตายใน Die Tomorrow (2017) สู่การสำรวจการเกิด ใน Human Resource (2026) การเกิดมีความโหดร้ายตรงไหนที่คล้ายกับความตายบ้าง

เต๋อ : ถ้าเป็นความตาย เราไม่รู้แพตเทิร์นของมัน ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่า ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะรู้สึกว่า “มันก็เป็นแบบนี้แหละ” มันคือกติกาของมัน ส่วนความโหดร้ายของการเกิด ผมรู้สึกว่ามันอยู่ตรงที่เราเลือกไม่ได้ ต่อให้เลือกว่าจะเกิด เราก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดตรงไหนของโลก เกิดตรงไหนของเมือง หรือเกิดในบ้านหลังไหน แค่บ้านคนละหลังในเขตเดียวกัน ชีวิตก็อาจจะเป็นคนละจักรวาล มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันหมดแล้ว ผมพยายามไม่เรียกมันว่าความโหดร้าย มันคล้ายกับเรื่องความตาย คือเป็นธรรมชาติของมัน มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว

ความเป็นมนุษย์สำหรับผม คือการที่เราพยายามจะเข้าใจสิ่งนี้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก บางทีเราอาจจะไม่ได้อยากเข้าใจด้วยซ้ำว่า ความตายไม่มีแพตเทิร์น หรือว่าการเกิดขึ้นของเรามันไม่ได้มีตัวเลือกมากขนาดนั้น มนุษย์ต้องต่อสู้กับความคิดนี้ตลอดเวลา

HUMAN RESOURCE: พนักงานใหม่ (ในโรงหนัง…ใกล้ฉัน) โปรดรับไว้พิจารณา

เพชร : สำหรับผม มันคือรสชาติใหม่ของการดูหนังไทย ผมรู้สึกว่าหนังแบบนี้ยังมีไม่เยอะในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย มันเป็นรสชาติที่ผมเคยลิ้มลองมากับหนังต่างประเทศ แต่ครั้งนี้มันเป็นหนังไทย ปกติคนดูอาจจะคุ้นเคยกับรสชาติหนังไทยบางแบบ เช่น หนังตลก ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ แต่เราก็คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ผมเลยรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่คนดูจะได้ลองเปิดรับรสชาติใหม่ ๆ

ตอนแรกผมก็แอบคิดเหมือนกันว่าคนดูบางกลุ่มจะรู้สึกยังไง จะดูแล้ว get ไหม แต่พอหนังฉายออกไป เราได้ฟีดแบ็กที่หลากหลาย บางอย่างเป็นคำชม บางอย่างเป็นความรู้สึกที่เราไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนเหล่านั้น ซึ่งมันเกิดขึ้นเพราะเขากล้าที่จะลองเปิดรับรสชาติใหม่ พอรสชาตินั้นไปสะกิดอะไรบางอย่างที่เขา relate ได้ มันก็จะเกิดความรู้สึกใหม่  ๆ ขึ้นมา

บริบทของหนังมันเข้าใจง่าย ดูแล้วเข้าใจแน่นอน แต่ความง่ายนี่แหละจะกลับไปทำงานกับแต่ละคนมากน้อยแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตและความรู้สึกของแต่ละคน ซึ่งวัดกันไม่ได้ สิ่งเดียวที่เห็นชัดคือทุกคนได้ลองรสชาติใหม่ แล้วรู้สึกว่า “เออ แปลกดีนะ”

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)
HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เอิงเอย : เอิงคิดคล้ายกับพี่เพชร อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าสำคัญมากคือ มันไม่ใช่เรื่องว่าเราจะเข้าใจ background ของตัวละครแค่ไหน แต่คือความรู้สึกของคนดูที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับตัวละคร คนดูที่แทนตัวเองเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้ อันนี้สำคัญที่สุด หนังไม่ได้ตั้งใจจะให้ข้อคิด หรือให้คำตอบกับใคร และถ้าคนดูดูแล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง นั่นถือว่าสำเร็จแล้ว คุณได้สัมผัสฟอร์มของหนังอีกแบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีบทสรุปให้คุณเลย หรือถ้าคุณจะมีบทสรุปของตัวเองก็ได้เหมือนกัน ในเวลาสองชั่วโมง คนดูอาจจะได้เข้าใจว่าหนังไม่จำเป็นต้องให้คำตอบเสมอไป และคำถามบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบตายตัว

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เต๋อ : สำหรับผม หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นหนังที่มีคำถามอยู่ และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือคำตอบของคนดูแต่ละคน สมมติว่ามีคนดูคนหนึ่งดูแล้วรู้สึกหงุดหงิด โกรธ หรือไม่เห็นด้วย ผมอยากให้เขาได้ไปเจอคนดูอีกคนที่บอกว่า “มันคือชีวิตกูเลย” หรือ “บางทีกูก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมกูไม่ทำอย่างนั้นวะ” แล้วสองคนนี้ได้คุยกัน ได้เข้าใจกันว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

บางอย่างคุณอาจจะทำได้ แต่อีกคนอาจจะทำไม่ได้ ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกว่ามันควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าใจกัน เพราะปัญหาหลายอย่างในสังคมมันแก้ไม่ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจคนที่คิดไม่เหมือนเรา เรามักจะคิดว่าทุกอย่างควรมีคำตอบเดียวว่า “ถ้ามันเป็นอย่างนี้ นายก็ทำอย่างนี้สิ” แต่ในชีวิตจริง บางคนทำไม่ได้จริง ๆ ผมเลยอยากชวนตั้งคำถามว่า เรามี choice ที่สามไหม ที่จะทำให้มัน work กับทุกคนได้หรือเปล่า

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)
HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

SUM UP : สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นสำหรับการสร้างหนังเรื่องนี้ใช่มั้ย?

เต๋อ : ใช่ครับ แต่เป็นสิ่งที่ผมต้องอยู่กับคนดูมานานเหมือนกัน ผมไม่ค่อยเชื่อว่าคนดูจะดูได้แค่หนัง mass หรือดูไม่ได้กับหนังที่ไม่ใช่แบบนั้น ผมรู้สึกว่าคนดูดูได้ทุกแบบ มันอยู่ที่ว่าเราสื่อสารกับเขาชัดแค่ไหนว่าหนังเรื่องนี้คืออะไร และมันให้อะไรกับเขาได้บ้าง หนังแบบนี้อาจจะไม่ใช่หนัง entertaining แบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่หนังตลกหรือหนังรัก แต่มันก็มีประโยชน์ในแบบของมัน เหมือนการชวนมากินนมจืด หรือมัตฉะไม่หวาน มันไม่ใช่รสชาติที่คุ้นเคย แต่ถ้าคุณรู้ว่ามันให้อะไรกับคุณได้บ้าง คุณอาจจะลองก็ได้ หรือมันอาจจะดีกับคุณก็ได้

ผมพยายามไม่อยากให้คนไปติดป้ายหนังว่า “อันนี้น่าจะดูได้” หรือ “อันนี้ไม่น่าดู” เพราะมันเหมือนปิดประตูไปก่อนแล้ว ผมอยากให้บรรยากาศมันเปิดกว้างมากกว่า สุดท้ายถ้าวันนี้ยังไม่ใช่ วันหน้าก็ได้ หนังมันรอคนดูได้

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

เมื่อถอยออกมาจากตัวหนังและบทสนทนา สิ่งหนึ่งที่ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นคือ คำถามเรื่องการตัดสินใจของปัจเจกไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ อย่างที่เรามักถูกสอนให้เชื่อ ความลังเล ความกลัว และความไม่แน่ใจของตัวละคร ไม่ได้เกิดจากอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่ผูกพันอยู่กับโครงสร้างทางสังคมที่รายล้อมอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ครอบครัว ระบบการทำงาน ไปจนถึงบทบาทของรัฐที่ควรจะเป็นหลักประกันให้ชีวิตเดินต่อได้ โดยไม่ต้องแลกทุกอย่างด้วยความเสี่ยงของแต่ละคนเพียงลำพัง

เมื่อ “รัฐสวัสดิการ” ยังไม่แข็งแรงพอ การตัดสินใจเรื่องการเกิด การมีลูก หรือแม้แต่การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานจึงกลายเป็นภาระที่ถูกผลักกลับไปให้รับผิดชอบกันเองทั้งหมด คนบางคนอาจ “เลือกได้” เพราะมีต้นทุนชีวิตรองรับ ขณะที่อีกหลายคนแม้จะรู้ว่ามีทางเลือก แต่ก็ไม่สามารถเดินไปถึงมันได้จริง ความไม่เท่าเทียมนี้ไม่ได้แสดงออกอย่างเอิกเกริก หากแฝงอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน ในคำถามที่ไม่มีใครกล้าตอบแทน และในความเงียบที่รัฐมักไม่ถูกนับรวมอยู่ในสมการของความรับผิดชอบ

บทสัมภาษณ์นี้จึงไม่ได้เพียงชวนคิดถึงการเกิด การเลือก หรือความอดทนของมนุษย์ แต่ชวนให้มองไปไกลกว่านั้นว่า สังคมแบบไหนที่ทำให้ผู้คนไม่ต้องแบกการตัดสินใจสำคัญของชีวิตไว้คนเดียวทั้งหมด และรัฐควรมีบทบาทตรงไหนในการลดภาระนั้นลง แม้จะยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่การตั้งคำถามร่วมกันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ว่าการเข้าใจชีวิตของกันและกัน รวมถึงโครงสร้างที่กำหนดชีวิตเหล่านั้น อาจเป็นก้าวแรกของการออกแบบสังคมที่อ่อนโยนกว่านี้ได้จริง

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)
วันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์