‘การถูกใส่ร้าย’ เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ต่างไม่อยากให้พบเจอกับตัวเอง แต่มีอยู่หนึ่งตัวละครจากเรื่อง ‘วันพีซ’ 🏴☠️ ซึ่งเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มหมวกฟาง อย่าง ‘นิโค โรบิน’ นักโบราณคดีผู้ได้รับฉายาตอนอายุ 8 ขวบว่า ‘เด็กปีศาจ’ กลายเป็นตราบาปที่ติดตัวเธอจนต้องทนใช้ชีวิตจากชื่อเรียกที่เธอไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้นมา 💮
แท้จริงแล้ว! มันเป็นคำกล่าวหาจากคนของ ‘รัฐบาลโลก’ เนื่องจากโรบินเติบโตมาจาก ‘เกาะโอฮารา’ ซึ่งเป็นเกาะที่มีเหล่านักโบราณคดีจากทั่วโลกรวมตัวกันมาอาศัยที่เกาะแห่งนี้ โดยสิ่งที่ทำให้พวกเขาโดนเพ่งเล็งจากเหล่าผู้มีอำนาจ เพียงเพราะพวกเขาพยายามค้นคว้าเพื่อเปิดเผยความจริงของประวัติศาสตร์ ‘100 ปีที่ว่างเปล่า’ 🌏
สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อความจริงของเหล่าผู้กุมอำนาจของโลก ทำให้พวกเขาถูกเก็บกวาดจากเบื้องบน โดยมีโรบินเป็นหนึ่งในผู้ที่หนีรอดจากโศกนาฏกรรมนี้มาได้ และถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจเนื่องจากเธอเองก็สามารถอ่านอักษรโบราณที่ถูกสลักบนหินที่ชื่อ ‘โพเนกลีฟ’ หินทรงลูกบาศก์ที่บันทึกความจริงของโลกในอดีตเอาไว้ได้ 🪦
ในช่วงปลายปีที่แล้ว กลุ่มหมวกฟางกำลังเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย และเกาะที่พวกเขากำลังผจญภัยก็คือ ‘เกาะเอลบัฟ’ เป็นเกาะของเผ่าคนยักษ์ที่มีหนึ่งในผู้ที่ช่วยให้โรบินรอดจากฝันร้ายในวัยเด็กได้คือ ‘แฮควาร์ ดี เซาโล’ อดีตพลโทของกองทัพที่สละยศเพราะทนความต่ำช้าขององค์กรไม่ได้ ทำให้เขาเลือกช่วยเหลือโอฮาราและฝากให้โรบินคือความหวังในเจตนารมณ์ของเกาะแห่งนี้ 🏝️
เมื่อทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่เจ็บช้ำมาตลอด 22 ปี โรบินได้พูดคำหนึ่งกับเซาโลว่า ‘นี่เซาโล ช่วยชมฉันหน่อยสิว่ายังมีชีวิต’ เพราะตลอดช่วงที่จากกัน เธอต้องทนกับอุปสรรคในการใช้ชีวิตกว่าจะมาเจอ ‘พวกพ้อง’ ที่เชื่อใจได้อย่างกลุ่มหมวกฟาง เพราะเธอยังระลึกถึงคำพูดของเซาโลที่กล่าวว่า ‘ทะเลนั้นกว้างใหญ่ สักวันหนึ่งเธอจะต้องพบพวกพ้องที่จะคอยปกป้องเธอได้แน่นอน’ และนี่ก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นของชีวิตที่ถูกใส่ความของ ‘นิโค โรบิน’ 💮🟣
เด็กปีศาจแห่งโอฮารา
‘นิโค โรบิน’ ไม่ได้ถูกเรียกว่าเด็กปีศาจเพียงเพราะรอดจากโอฮารามาได้เท่านั้น แต่เธอโดนล้อแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็กเพราะเธอดันไปกินผลไม้ปีศาจ ‘ผลฮานะ ฮานะ’ ทำให้อวัยวะที่ควบคุมสามารถงอกเงยและผลิบาน แยกแตกส่วนออกมาได้เหมือนกับคุณสมบัติของดอกไม้นั่นเอง แต่ความประหลาดทำให้เป็นที่ถูกหยอกล้อของเหล่าเด็ก ๆ ในเกาะเสมอ
สิ่งที่เธอแลกมาจากด้านลบก็คือการมีพรสวรรค์ทางความรู้วิชาการด้าน ‘ประวัติศาสตร์’ ทำให้เธอมีความฉลาดเทียบเท่ากับนักวิชาการโบราณคดีมืออาชีพแม้ว่าเธอจะมีอายุเพียง 8 ขวบก็ตาม เหตุผลที่โรบินมุ่งมั่นในด้านนี้ไม่ใช่เพื่อการกลบปมในใจของตัวเอง แต่เพื่อเป้าหมายของเด็กสาวคนหนึ่งที่อยากเจอแม่ของตัวเองสักครั้ง ซึ่งแม่ของเธอ ‘โอลเวีย’ คือหนึ่งในนักโบราณคดีที่ออกผจญภัยเพื่อตามหาความจริงของ ‘ประวัติศาสตร์ 100 ปีที่ว่างเปล่า’ ผ่านหินศิลาที่ชื่อว่า ‘โพเนกลีฟ’
การสืบหาบางอย่างนำพามาสู่อันตรายที่กำลังคืบคลานมาสู่เกาะแห่งนี้ เมื่อโอลเวียและทีมถูกรัฐบาลโลกจับตาและจับกุมพวกเขา หลังรู้ถึงเจตนารมณ์ในการสืบค้นหาประวัติศาสตร์ในอดีตที่อาจเปิดโปงความจริงของเหล่าผู้มีอำนาจที่กุมความลับบางอย่างเอาไว้ ทำให้โอลเวียหนีรอดมาได้จากทหารเรือคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยต่อการกระทำในครั้งนี้ โดยชายที่ช่วยเหลือผู้นั้นเป็นพลเรือโทเผ่าคนยักษ์ที่ชื่อว่า แฮควาร์ ดี เซาโล
มีพบก็ต้องมีจาก
โอลเวียและเซาโลต่างมุ่งตรงมาที่โอฮาราเพื่อบอกความจริงกับคนในเกาะและเตือนให้พวกเขาทุกคนหนีออกไปจากเกาะแห่งนี้ แต่ผู้นำของพวกเขา อย่าง ‘ด็อกเตอร์คลาว ดี โคลเวอร์’ ได้ยืนยันว่าจะขอไม่หลีกหนีจากความจริง และจะไม่โทษโอลเวียที่นำพาภัยมาสู่เกาะนี้ เขายืนหยัดจะยึดมั่นในอุดมการณ์สืบหาความจริงเพื่อมนุษยชาติจะได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ที่ควรเป็น
ทว่า! การมาถึงของรัฐบาลโลกไม่ได้มายินดีต่อการกระทำของเหล่านักโบราณคดีที่สืบหาความจริงนี้ เมื่อคนในโอฮาราต่างรับรู้เรื่องราวจากประวัติศาสตร์ในอดีตมากเกินไป ทำให้รัฐบาลตั้งใจจะทำลายเกาะแห่งนี้ด้วยวิธีการที่ชื่อ ‘บัสเตอร์คอล’ และเก็บกวาดทุกคนในเกาะไม่ให้หลงเหลือมีชีวิตต่อไปได้
ด้านโรบินเธอเองได้พบกับเซาโลโดยบังเอิญ หลังจากที่เซาโลรู้ว่าโรบินเป็นลูกของโอลเวียจึงได้บอกความจริงกับเธอ ทำให้โรบินที่รู้ว่าแม่ตัวเองได้กลับมาแล้ว เธอจึงพยายามอยากพบกับคนรักที่สุดในชีวิตอีกครั้ง แต่ดันไปป่าวประกาศว่าเธอสามารถอ่านเรื่องราวผ่านโพเนกลีฟได้ ทำให้เธอต้องตกอยู่ในอันตรายด้วยเช่นกัน แล้วเธอทำไปทำไม? เหตุผลง่าย ๆ คือการยืนยันกับผู้เป็นแม่ได้ภาคภูมิใจจากสิ่งที่เธอพยายามมาถึงวันนี้ แม้ว่านี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอก็เป็นได้
แน่นอนว่าโอลเวียสละตัวเองครั้งสุดท้ายให้โรบินหนีไปจากที่แห่งนี้ และยังภูมิใจกับลูกสาวของเธอที่ยังให้ความสำคัญของความรักที่มีพระคุณแก่เธอ โรบินได้รับการปกป้องจากเซาโลที่มาพร้อมกับโอลเวีย แม้สุดท้ายเซาโลจะเสียท่าให้กับ ‘คุซัน’ พลเรือโทก่อนจะเป็นพลเรือเอกคนดังของเรื่อง ก่อนจากไป เขาจึงได้กล่าวกับโรบินทิ้งท้ายว่า “ทะเลนั้นกว้างใหญ่ สักวันหนึ่งเธอจะต้องพบพวกพ้องที่จะคอยปกป้องเธอได้แน่นอน” จนในที่สุดคุซันได้ตัดสินใจบางอย่างจึงปล่อยให้โรบินมีชีวิตรอด และหวังว่าสักวันเธออาจจะให้คำตอบบางอย่างเกี่ยวกับโลกใบนี้ได้
กว่าจะเจอพวกพ้องที่ไว้ใจได้
หลังรอดจากโอฮารามาได้ เธอเองก็ต้องลำบากในการดำเนินชีวิต เมื่อความสามารถในการอ่านเรื่องราวในอดีตส่งผลให้รัฐบาลโลกตั้งค่าหัวเธอถึง ’79 ล้านเบรี’ และตั้งฉายาว่าเด็กปีศาจ เพียงเพราะเธอเป็นอันตรายกับพวกเขาเท่านั้นเอง โรบินจึงใช้ชีวิตด้วยการถูกหักหลังมาตลอดเกือบ 20 กว่าปี
เหตุผลง่าย ๆ เพราะทุกคนต่างต้องการผลประโยชน์จากตัวเธอ ทั้งในเรื่องของค่าหัวที่สูงลิ่วและความสามารถของเธอในการอ่านโพเนกลีฟที่อาจจะสามารถปลุกอาวุธลับโบราณที่ทำลายล้างประเทศได้ ทำให้เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือมากกว่าการมีคุณค่าทางการใช้ชีวิต ทำให้เธอมีทักษะการเอาตัวรอดและการลอบสังหารจากพลังของผลไม้ปีศาจ ทำให้เธอเติบโตโดยไม่ไว้ใจใครเป็นพิเศษ
จนกระทั่งเธอได้มาทำงานที่ ‘บาร็อกเวิร์ก’ กับ ‘มิสเตอร์ซีโร’ เซอร์ ครอกโคไดล์ ทำให้เธอได้มาพบกับกลุ่มหมวกฟางจากเหตุการณ์ภาค ‘อาลาบาสต้า’ และกัปตัน อย่าง ‘มั้งกี้ ดี ลูฟี่’ ได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ ทำให้เธอตัดสินใจติดตามพวกเขาเพื่อแอบผจญภัยตามหาความจริงจากโพเนกลีฟเพื่อสืบต่อเจตนารมณ์ที่โอฮาราและแม่ของเธอได้ทิ้งเอาไว้
แม้จะมีเหตุการณ์สำคัญอย่างภาค ‘เอนิเอส ล็อบบี้’ ที่เธอตัดสินใจมอบตัวกับรัฐบาลโลกเพื่อปกป้องกลุ่มคนที่เธอได้พบว่าเหมาะสมกับคำว่า ‘พวกพ้อง’ และแน่นอนว่าพวกเขาเองก็เลือกไม่ทอดทิ้งเธอ ถึงกล้าประกาศสงครามกับผู้มีอำนาจของโลกเพราะโรบินคือหนึ่งในพวกพ้องคนสำคัญของกลุ่มหมวกฟาง จนมีวลีเด็ดของโรบินที่กล่าวว่า “ฉันอยากมีชีวิต ให้ฉันได้ออกเรือไปกับพวกเธออีกได้มั้ย” ซึ่งสิ่งนี้ได้คำพูดของเซาโลเตือนใจโรบินถึงการมีอยู่ของเหล่าคนสำคัญที่จะโผล่มาปกป้องตัวเธอด้วยความสัตย์จริง
พบอีกครั้งที่เอลบัฟ
การเดินทางได้ดำเนินมาสู่เกาะ (เกือบ) สุดท้าย ซึ่งเป็นเกาะที่มีเรื่องราวกลิ่นอายของ ‘ชาวไวกิ้ง’ นั่นคือ ‘เกาะเอลบัฟ’ เกาะที่อุดมไปด้วยเผ่าคนยักษ์ ซึ่งสิ่งที่สร้างความประทับใจอีกครั้งของภาคนี้คือการที่เซาโลยังไม่ตายจากเหตุการณ์โอฮารา ทำให้เขารวบรวมเก็บหนังสือที่มีค่าคือความรู้ทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาไว้ที่เกาะแห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวของเขายังรอคอยที่จะได้พบกับโรบินอีกครั้ง เช่นเดียวกับโรบินที่ได้รู้ว่าเซาโลยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เธอดีใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ทั้งคู่ต่างเฝ้ารอวันที่จะพบกันอีกครั้งที่เอลบัฟ จนในวันที่โรบินตัดสินใจใส่เสื้อในวัยเด็กพร้อมทั้งตัดผมหน้าม้าให้รำลึกถึงวันเก่า ๆ ที่เหมือนเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน
เมื่อเธอได้พบกับผู้มีพระคุณอีกครั้ง เซาโลยังแกล้งให้เธอตกใจจากรูปร่างใหญ่ยักษ์ของเขา แต่โรบินก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ยังทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทำให้เซาโลเชื่อได้ว่าเด็กตรงหน้าตอนนี้ได้โตเป็นสาวสวยวัย 30 ปีแล้ว เขาดีใจจนหัวเราะเป็นภาษาประหลาดว่า “เดลิชิ ชิ ชิ!!” ที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของเขา
ในขณะเดียวกัน โรบินได้ยิงคำถามสำคัญในเชิงคำขอร้องเสียมากกว่าว่า “ฉันไม่อยากพูดเรื่องน่าหดหู่ใจอีกต่อไปแล้ว! เซาโล ได้โปรดชมฉันหน่อยว่ายังมีชีวิตอยู่” เธอพูดสิ่งนี้ด้วยรอยยิ้ม เพราะเธอได้เติบโตมาผ่านความลำบากจนเกือบจะฆ่าตัวตายจากการถูกใส่ความอย่างไม่เป็นธรรม แต่คำพูดของเซาโลคอยเตือนสติ และการมีอยู่ของเขาก็เป็นเครื่องยืนยันของ ‘คุณค่าชีวิต’ ที่โรบินเดินทางมาถึงผู้มีพระคุณอีกครั้ง
ทั้งคู่ก็ได้กอดซบกันด้วยความยินดีต่อการมีชีวิต ภาพได้รำลึกความหลังที่โรบินวัยเด็กหลังรอดมาได้แม้จะเคยยอมแพ้ด้วยประโยคว่า “ทำไมหนูต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยล่ะ!? แม่คะ! ด็อกเตอร์! เซาโล! หนูอยากตายใจจะขาดแล้วนะ หนูอยากตาย” โรบินได้กล่าวความในใจตอนนี้ว่า “คิดถึงที่สุดเลย เซาโล” จนเซาโลอดกลั้นน้ำตาไม่ไหว “เดลิชิ ชิ ชิ ฉันก็เหมือนกัน” กลายเป็นหนึ่งในความประทับใจที่ถูกระบายออกมาแล้วอย่างซาบซึ้ง
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ควรมีใครสมควรโดนแบบเดียวกับโรบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกใส่ร้ายในเรื่องที่ไม่เป็นจริง ยิ่งทำให้คนคนหนึ่งดำเนินชีวิตอยู่บนความกังวลใจว่าจะเดินต่อไปอย่างไรไม่ให้เหล่าสายตาที่จ้องมองมาอย่างไม่เป็นธรรมมองพุ่งตรงมาทิ่มแทงให้รู้สึกเจ็บปวดไปได้
หากต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างเช่นเรื่องราวของโรบิน การพึ่งพาตัวเองคนเดียวอาจไม่ง่ายและอาจนำไปสู่จุดจบที่สิ้นหวังได้ โชคยังดีที่ประโยคเตือนสติของเซาโรยังทำให้เธอยังคงมีชีวิตอยู่เพื่อมาพบเจอกันอีกครั้ง และสิ่งสุดท้ายที่อยากฝากไว้ให้กับทุกท่าน คือการมีวิจารณญาณในการแยกแยะตามเหตุผล เพราะคนคนหนึ่งต่างต้องการ ‘คุณค่า’ จากใครสักคน เหมือนที่ ‘นิโค โรบิน’ แม้ชีวิตจะฝ่าฝันอุปสรรคอย่างลำบาก แต่ก็ได้ ‘พวกพ้อง’ ที่มีค่าสำหรับเธอ ซึ่งคนเหล่านี้แหละที่อาจกลายเป็นตัวคุณเองที่ได้เป็นคนที่ดีสำหรับใครสักคนในยามที่เขาลำบากก็ได้นั่นเอง
อ้างอิง
- https://mangaplus.shueisha.co.jp/viewer/3002254
- https://onepiece.fandom.com/wiki/Nico_Robin
- https://onepiece.fandom.com/wiki/Jaguar_D._Saul
