อารยขัดขืน

การต่อต้านอำนาจของรัฐโดยประชาชนไม่ใช่เรื่องใหม่ การจัดตั้งม็อบหรือการทำ “อารยะขัดขืน” หรือ Non-Violent Action นั้นเป็นสิ่งที่เป็นสากล และการเคลื่อนไหวเพื่อริบคืนจากรัฐบาลที่ถูกมองว่าไม่มีความชอบธรรมจากภาคประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่กระทำได้ผ่านแนวคิดที่นักประชาธิปไตยได้ให้ความเห็นเอาไว้

โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐฯ ซึ่งมาจากรูปแบบการปกครองแบบเลือกผู้นำเป็นระบบประธานาธิบดี  ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“When the government fears the people, there is liberty. When the people fear the government, there is tyranny.” – เมื่อรัฐบาลเกรงกลัวประชาชน จะมีเสรีภาพ แต่เมื่อประชาชนเกรงกลัวรัฐบาล จะมีแต่เผด็จการ

เขายังเชื่ออีกว่า หากรัฐบาลละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ “ปฏิวัติ” เพื่อก่อตั้งรัฐบาลใหม่ที่ชอบธรรมกว่า

หรือทางฝั่งอังกฤษ ที่มีรัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งคล้ายคลึงกับของไทย จอห์น ล็อก (John Locke) นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ ก็เคยกล่าวไว้ว่า

“The people have the right to dissolve a government when it acts against their interests.”– ประชาชนมีสิทธิในการล้มล้างรัฐบาล หากรัฐบาลนั้นทำในสิ่งที่ขัดต่อผลประโยชน์ของประชาชน

ซึ่งแนวคิดของล็อกสอดคล้องกับเจฟเฟอร์สันที่เชื่อว่ารากฐานของ “สิทธิในการต่อต้านรัฐ” เป็นของประชาชน  โดยเฉพาะหากรัฐเป็นฝ่ายละเมิด “สัญญาประชาคม” เสียเอง

เมื่อไหร่ถึงจะเรียกได้ว่ารัฐบาลได้สูญเสียความชอบธรรมแล้ว

โดยส่วนใหญ่แล้วการที่รัฐจะถูกต่อต้านได้ มักจะเกิดจากการละเมิดบรรทัดฐานบางอย่างที่ขัดต่อมาตรฐานของสังคม หลักมนุษยธรรมพื้นฐาน หรือการออกแบบนโยบายที่ส่งผลเสียต่อประชาชนในวงกว้างทั้งประเทศ ซึ่งการต่อต้านสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การตั้งกลุ่มเรียกร้องยื่นหนังสือผ่านผู้แทนต่าง ๆ ไปจนถึงการจัดตั้งม็อบขนาดใหญ่ เพื่อเรียกร้องต่าง ๆ ต่อรัฐบาลให้ยุติการกระทำที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งโดยประชาชนแต่แรก ย่อมมีกระบวนการพิจารณาและขั้นตอนเพื่อประณีประนอมข้อเรียกร้องต่าง ๆ อยู่แล้ว ซึ่งหลายกรณีตัวอย่างในโลก รัฐบาลทั่วไปก็จะพยายามปรับลดแรงเสียดทานทางการเมือง เพื่อลดภาวะตึงเครียดในรัฐบาลตัวเองลง แต่หากรัฐบาลใดเริ่มที่จะไม่ฟังเสียงคัดค้าน ก็มักจะนำไปสู่กระแสต่อต้านที่รุนแรงมากขึ้นตามมา และหากรัฐบาลเลือกที่จะใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยแล้ว ความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

หากเราไม่พอใจรัฐบาล เราทำอะไรได้บ้าง

โดยปกติแล้ว หากรัฐบาลไม่บริหารไปตามทิศทางที่ได้สัญญาเอาไว้กับประชาชน จะเป็นหน้าที่ของฐานถ่วงดุลอำนาจต่าง ๆ ในการตรวจสอบรัฐบาลไปมา เช่น กระบวนการรัฐสภาผ่านฝ่ายค้าน กระบวนตุลาการผ่านศาล รวมไปถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่มีกลไกถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการส่งเสียงว่า “ไม่พอใจรัฐบาล” สิ่งแรกที่กระทำได้ในระบบก็คือ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” เป็นกระบวนการในกติกาที่สามารถกระทำได้ทันที หากผู้แทนของประชาชนมองว่ามีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในการบริหาร

แต่กระบวนการประชาธิปไตยก็ไม่ได้ทำงานเพียงแต่ในรัฐสภาเท่านั้น ภาคประชาชนเองก็สามารถส่งเสียงไม่พอใจรัฐบาลได้ โดยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานผ่านการทำ “อารยะขัดขืน” ซึ่งการจัดตั้งม็อบมวลชนต่าง ๆ ก็เป็นหนึ่งในหมวดของการทำอารยะขัดขืนต่อรัฐได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมบังคับใช้กับประชาชน ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่ยอมรับกฎหมายข้อนั้น โดยอาจจะเลือกทำผิดกฎหมายข้อนั้น ๆ โดยเจตนาให้เกิดการโดนจับกุม เพื่อส่งเสียงว่าไม่ยอมรับกฎหมายข้อนั้น ๆ รวมไปถึงการรวบรวมรายชื่อให้เกิดม็อบขนาดใหญ่ที่มีชุดความคิดเดียวกันว่าการกระทำของรัฐนั้น ๆ ไม่ถูกต้อง

ซึ่งตัวอย่างการทำอารยะขัดขืนนั้นสามารถมีได้แต่ตั้งการอดอาหาร การปิดถนน เพื่อให้เกิด “ความผิดปกติ” เข้าไปรบกวนภาวะปกติของสังคม เพื่อให้สังคมมองเห็นว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ถ้าหากรัฐบาลไม่ปรับตัวหรือยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ที่เริ่มต้นจากการสร้างมุกตลกล้อเลียนผู้นำจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนเพิ่มระดับความรุนแรงไปมากขึ้น และกลายเป็นการบุกยึดสถานที่ต่าง ๆ หรือการเข้าไปขัดขวางการทำงานของรัฐในบางเรื่องเพื่อให้เกิดความติดขัด หากรัฐบาลปล่อยให้เกิดการจลาจลไปถึงขนาดนั้น ก็ย่อมสั่นคลอนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลนั้น ๆ ได้เช่นกัน

การจลาจลในไทย มักเป็นข้ออ้างของทหารในการเข้ายึดอำนาจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างกันไปในการกระทำอารยะขัดขืนต่ออำนาจรัฐของต่างประเทศ คือในประเทศไทย ฝ่ายทหารและความมั่นคงมักจะมองว่า “ม็อบ” เป็นตัวการทำให้เกิดความไม่สงบวุ่นวาย ซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทยมักจะยึดถืออุดมคติว่า “สังคมไทยนั้นรักสงบ”  ไม่ควรมีความวุ่นวายและการก่อจลาจล ฉะนั้น ตลอดระยะเวลาพิพาททางการเมืองของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทยนั้น ข้อตกลง การประณีประนอม หรือแม้แต่การต่อรองเพิ่มระดับความเข้มข้นในการเจรจา มักจะถูกทหารเข้ามาล้มกระดาน และกลบให้กรณีพิพาทนั้นหายไป ซึ่งโดยข้ออ้างนี้ทำให้ประเทศไทยมีการยึดอำนาจโดยทหารมาแล้วทั้งสิ้น 13 ครั้ง 

สุญญากาศที่แท้จริงของการเมืองไทยจึงมักไม่ใช่การที่ประชาชนก่อตั้งม็อบเพื่อต่อต้านรัฐบาล แล้วรัฐบาลต้องรับมือการต่อรองหรือลดแรงเสียดทาน แต่เป็นการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เครื่องมือทางการทหารและความมั่นคง เข้ามาแทรกแซงการแก้ปัญหาในภาคประชาชนโดยอ้างความสงบเรียบร้อย ทำให้การเมืองไทยถูกลากลับเข้าวังวนที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้นั่นเอง

อารยขัดขืน

สรุปก็คือ การกระทำอารยะขัดขืนหรือการแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารของรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ และสามารถกระทำได้ทั้งในระบอบรัฐสภา ไปจนถึงการเดินถนน แต่สิ่งที่ไม่ปกติก็คือทุกครั้งที่ความขัดแย้งเกิดขึ้น อำนาจที่ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงมักจะขัดขวางไม่ให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นไปตามความต้องการของประชาชนทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

AUTHOR

นักคิด นักเขียน นักสร้างคอนเทนต์ ตัวปัญหาของกระแส ชาวเกย์ผู้แปลกแยก และนักเล่าเรื่องในรูปแบบที่แตกต่าง หลงใหลวัฒนธรรม Pop ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์และดนตรี และยังเป็นผู้กำกับอิสระ นักดนตรีและนักแต่งเพลง รวมถึงแอดมินเพจที่ประสบความสำเร็จในโซเชียลอีกด้วย เก่งซะไม่มี