Omega MArt Las Vegas

เพราะเวลาเรารู้สึกเหน็ดเหนื่อย อยากหาพื้นที่หย่อนใจในเมืองใหญ่แห่งนี้ บางครั้งพื้นที่เซฟโซนที่เราจะได้เดินเปื่อย ๆ หลังเลิกงาน หรือเดินเพลิน ๆ ในวันหยุดที่เราอยากกด Pause งานทิ้งไว้เบื้องหลัง ก็คงจะหนีไม่พ้นสถานที่ไม่กี่อย่าง อาทิ สวนสาธารณะแสนโล่งโปร่ง หรือพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ หรือห้างสรรพสินค้าแอร์เย็น ๆ หรือ … ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น

ที่ Las Vegas ก็มีห้างแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้ไปพักผ่อนหย่อนใจเช่นกัน นั่นคือ ‘Omega Mart’ ห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ในแบบที่เราไม่เคยเห็น และส่วนมากก็อาจจะเบนเข็มไปทางแปลกประหลาดจนต้องนึกฉงนในใจ “อะไรของมันวะเนี่ย”

ทั้งน้ำอัดลมกระป๋องรสลาเวนเดอร์เลมอน ตรา ‘Gender Fluid’, สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นเนย ตรา ‘Who Told You This Was Butter?’, น้ำมะนาวบรรจุขวด ตรา ‘Goat Pus’, เนื้อแมมมอธพอดีคำกระป๋อง ตรา ‘Mammoth Chunks’ หรือเครื่องดื่มชูกำลังตรา ’96 Hour Energy’ ซึ่งล้อมาจากชื่อแบรนด์ที่มีอยู่จริงอย่าง 5-hour Energy แต่พวกเขาน่าจะทำมาเพื่อปั่นว่าดื่มสิ่งนี้ของฉันแล้วพลังงานเยอะกว่าเธอหลายเท่า

สินค้าเหล่านี้วางจำหน่ายจริงภายในร้าน ควบคู่ไปกับบรรยากาศที่น่าสงสัย ปนกับความอยากรู้ เพราะนอกจากสินค้าที่วางขายจะประหลาดแล้ว พื้นที่ในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ก็ประหลาดเหมือนกัน ทั้งแผงไฟสีสว่างด้านบนที่ปกติในห้างจะต้องเปิดสว่างทั่วถึงกันเพื่อให้เห็นสินค้าทุกอย่าง แต่มันสามารถทำให้แสงไฟวูบวาบและน่าตื่นเต้นจนกลายเป็นไฟในคลับขนาดใหญ่ได้ โซนขายผลิตภัณฑ์จากนมที่เกิดอาการ Glitch จนสภาพของโซนนั้นถูกยืดออกผิดรูปร่างทั้งเชลฟ์ และสินค้าหรือในพื้นที่ดังกล่าวจะมีประตูตู้แช่น้ำอัดลมตู้หนึ่งที่เมื่อเปิดออกมาจะไม่ได้เป็นตู้ที่เย็น ๆ หนาว ๆ แต่กลายเป็นทางเชื่อมต่อไปยังโซนพิเศษที่ถูกซ่อนอยู่ข้างในอีกทีหนึ่ง

ภาพพื้นที่บางส่วนของ Omega Mart ในปัจจุบัน – ภาพจาก Meow Wolf

มาถึงตรงนี้ เราก็เริ่มอยากจะอธิบายแล้วว่าสถานที่แห่งนี้มันคืออะไรกันแน่

‘Omega Mart’ คือ Theme Park ที่บอกว่าตัวเองคือพื้นที่แห่ง Immersive Interactive Art Experience หรือสวนสนุกธีมปาร์กที่เน้นการนำเสนอประสบการณ์ทางศิลปะเชิงโต้ตอบอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีธีมหลักคือ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’ นั่นเอง เจ้าของผลงาน Theme Park สุดหลุดโลกนี้คือทีมงาน ‘Meow Wolf’ บริษัทเอกชนจากเมืองซานตาเฟ รัฐนิวเม็กซิโก ที่สร้างขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มศิลปินที่ทำงานหลากหลายแขนง ทั้งศิลปินที่ถนัดงานสายประติมากรรม ภาพวาด งานประดิษฐ์ ศิลปะดิจิทัล การเขียน ภาพยนตร์ รวมถึงด้านอื่น ๆ กลุ่มเริ่มก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 2008 และใช้ทักษะที่แต่ละคนเชี่ยวชาญมาสนับสนุนกันและกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การทำงานสร้างสรรค์เชิงประสบการณ์เป็นหลัก รับงานหลายรูปแบบ และพวกเขาก็นิยามตัวเองว่าเป็นกลุ่มเพื่อนศิลปินแนวพังก์ที่มีความแปลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับเจ้า Omega Mart นี้แต่เดิมในปี 2009 เป็นเพียงนิทรรศการจำลองร้านขายของชำเล็ก ๆ ที่บรรยากาศเหมือนโชห่วยเรียบ ๆ อย่างไรอย่างนั้น และข้างในก็มีเชลฟ์เหล็ก พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบฉลากขึ้นใหม่บ้าง เทน้ำสีใส่ขวดบ้าง หรือประกอบกล่องขึ้นมาใหม่ก็มี โดยรายละเอียดบนฉลากเหล่านี้ก็คือชิ้นงานศิลปะที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อล้อเลียนโลกบริโภคนิยมของมนุษย์ ก่อนที่ต่อมาไอเดียนี้จะใหญ่ขึ้นด้วยการเช่าพื้นที่ที่กว้างกว่าเดิม และเป็นการทำงานร่วมกับนักเรียนจากโรงเรียนรัฐบาลในเมืองซานตาเฟราว 1,000 คน เพื่อร่วมกันออกแบบ คิดค้น และสร้างสรรค์สินค้าปลอมมาจัดแสดงร่วมกันในงานศิลปะในรูปแบบที่เคยทำอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงมีการทำโฆษณาปลอม ๆ เพื่อประกอบสินค้าเหล่านั้นเพิ่มเติมด้วย

ภาพบางส่วนจากการจัดนิทรรศการ Omega Mart ในครั้งที่ 2 – ภาพจาก Meow Wolf

ความสำคัญของการจัดนิทรรศการชื่อ Omega Mart ในครั้งที่ 2 ทำให้พวกเขารู้ว่าจริง ๆ ไอเดียนี้มันยิ่งใหญ่กว่านั้นได้ เพราะถึงขนาดมีคนเดินมาถามเลยว่าของที่วางในร้านมันซื้อได้หรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ มันซื้อไม่ได้ เพราะเป็นเพียงผลงานศิลปะที่ทำมาเพื่อจัดแสดงเท่านั้น แต่นั่นก็หมายความว่าถ้าพวกเขาเอาไอเดียเหล่านั้นมาทำให้ใช้งานได้จริง หรือกินได้จริง และซื้อได้จริง มันจะเจ๋งมากขนาดไหน

นั่นจึงเป็นที่มาของการประกาศอย่างเป็นทางการจากทีม Meow Wolf ช่วงเดือนมกราคม 2018 ว่า พวกเขาจะทำนิทรรศการถาวรแห่งที่สองเป็นของตัวเองใน Entertainement Complex ‘AREA15’ พื้นที่ขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะเชิงโต้ตอบ และเครื่องเล่นอีกหลากหลายรูปแบบในที่เดียวกัน ซึ่ง Meow Wolf ก็ตั้งใจว่านิทรรศการใหม่แห่งนี้ของเขาจะมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ชม

‘Omega Mart’ ในครั้งนี้เปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็น Theme Park ที่สมบูรณ์แบบที่สุดอย่างที่กล่าวไป พวกเขาสร้างเรื่องราวของตำนานประหลาดในพื้นที่ทับซ้อนกันในโลกความเป็นจริงของซูเปอร์มาร์เก็ตแบบที่เราคุ้นเคยเป็นปราการด่านแรก และสอดแทรกไอเดียของโลกสมมติสุดประหลาดไว้เป็นเบื้องหลังอีกที เมื่อเราซื้อบัตรเข้าชมแล้ว พื้นที่ส่วนแรกอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตจะกลายเป็นปริศนาให้เราต้องค้นคว้า อย่างแรกคือเราต้องหาว่ามีประตูหรือทางลับตรงไหนให้เดิน คลาน หรือเปิดประตูลับเพื่อออกไปยังโซนพิเศษต่อไปได้บ้าง

ขณะเดียวกันหากเราซื้อบัตร Omega Access เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เราก็จะได้รับบทบาทเป็นพนักงานของร้าน ที่จะต้องนำบัตรพนักงานไปสแกน ทำภารกิจตามโซนต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหนทางไหน เป้าหมายหลักของผู้เข้าชมคือจะได้ค่อย ๆ ทำความรู้จัก Lore หรือเรื่องราวของตำนานที่เป็นเส้นเรื่องหลัก และเส้นเรื่องรองของสถานที่แห่งนี้ที่เรียกกันว่า ‘Dramcorp’ หรือสำนักงานใหญ่ที่ทำหน้าที่เหมือนกลุ่มผู้วิจัยเจ้าซูเปอร์มาร์เก็ตสุด Weird แห่งนี้ เพราะทันทีที่คุณก้าวเท้าเข้าไป พื้นที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นเกมไขปริศนาแสนสนุกที่ไม่มีใครนำเรื่อง ทุกอย่างจะรู้ได้ด้วยความสามารถของเราเอง หรือหากไม่ต้องการค้นคว้าจนเครียดขนาดนั้น แค่ซื้อบัตรเข้าไปชมศิลปะเชิงโต้ตอบในโซนต่าง ๆ ก็น่าจะคุ้มค่าบัตรแล้ว

ความเจ๋งของ Omega Mart คือความเหมือนจริงของซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งการจัดโซนภายในร้าน การมีพนักงานร้าน ซึ่งจริง ๆ ก็คือนักแสดงที่สวมบทเป็นพนักงานที่บางคนก็ทำตัวประหลาด หรือแต่งตัวประหลาด แต่พวกเขาแสดงเหมือนเป็นเรื่องปกติในที่แห่งนี้ รวมถึงสินค้าภายในซูเปอร์มาร์เก็ตของพวกเขาเกือบทุกชิ้นสามารถซื้อกลับบ้านได้ บางชิ้นเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค บางชิ้นเป็นของที่ระลึกในรูปแบบงานศิลปะ บางชิ้นเป็นของตั้งโชว์ก็มี

หรือหากคุณอาจไม่มีโอกาสได้ไปยังนิทรรศการถาวรแห่งนี้ Omega Mart ก็ยังโดดเด่นในเรื่องของสื่อประชาสัมพันธ์ที่หยิบเอาแก่นของโฆษณาทีวีฮาร์ดเซลล์ยุคเก่ามาใช้ หรือกราฟิกประชาสัมพันธ์เสมือนหวนกลับไปยังยุคของร้าน Grocery Shop ที่ติดกลิ่นเรโทรหน่อย ๆ ซึ่งก็มีเนื้อหาและเรื่องราวสุดประหลาดในคราบของกราฟิกหรือการนำเสนอที่แม้เราอาจดูคุ้นเคย แต่คอนเทนต์ด้านในนั้นเต็มไปด้วยความน่าสงสัยไม่ต่างจากการไปสถานที่จริงเลยทีเดียว

ทั้งหมดทั้งมวลของไอเดียหลักในความเป็น Omega Mart พวกเขาหยิบเอาความ Nostalgia ห้างสรรพสินค้าที่สีสันฉูดฉาด และเป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้าวของวุ่นวายในวัยเด็กกลับมาเล่นกับใจเราได้เป็นอย่างดี ผ่านความคิดสร้างสรรค์และไอเดียที่เหนือจินตนาการ ทำให้ผู้เข้าชมหลุดเข้าไปในโลกที่ทุกคนยอมใช้เวลาไปไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง ในการสำรวจพื้นที่โดยรอบเพื่อสัมผัสกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง เสมือนเรากำลังได้ดูภาพยนตร์แห่งโลกจำลองสุดประหลาด เพียงแต่เราสามารถเดินเข้าไปยังโลกแห่งนั้นได้จริง ๆ

ถ้ามีนิทรรศการหลุดโลกและเจ๋งถึงเครื่องแบบนี้ในเมืองไทยบ้างน่าจะดีเหมือนกันนะ

ที่มา

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป