วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2567) พรรคพลังประชารัฐ จัดแถลงข่าวในหัวข้อ ‘MOU 2544 ภาคต่อ EP 2’ โดยมี ‘นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์’ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, ‘ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี’ ที่ปรึกษาศูนย์นโยบายและวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และ ‘นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานร่วมศูนย์นโยบายและวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ ร่วมการแถลงข่าวในครั้งนี้
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า จากการถกเถียงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มมาจากกรณีไม่ได้มีการเจรจาอาณาเขตทางทะเลตามกฏหมายสากล กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ต่างฝ่ายต่างเคลม เป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจา เป็นสาเหตุที่เราเห็นว่า หากไม่ได้เริ่มต้นเจรจาอยู่บนกรอบของกฎหมายสากลในการแบ่งอาณาเขตทางทะเลแล้วยอมรับในเรื่องของการนำจุดตั้งต้นนั้นเป็นจุดการเจรจา เราพบแล้วว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุข้อตกลงและการยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะจะเกิดการแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมกับทั้งคู่
ดังนั้นหลักการเจรจาจะต้องเริ่มต้นตามหลักกฎหมายสากล เพื่อจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ซึ่งพรรคพลังประชารัฐยืนยันมาตลอดว่ากังวลใจ แม้กระทรวงต่างประเทศจะบอกว่า MOU 2544 ไม่ได้กำหนดถึงอาณาเขตทางทะเล แต่หากการเจรจายังใช้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวและมีการเซ็นสัญญาระหว่าง 2 ฝ่ายโดยมีเอกสารแนบท้าย อนาคตหากเกิดกรณีพิพาท 2 ประเทศ สิ่งนี้จะเป็นหลักฐานว่าเกิดการยอมรับทางประวัติศาสตร์ขึ้น จึงมีความไม่สบายใจ
ทางด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า MOU 2544 เป็นการลดสถานะของเส้นเขตแดนตามประกาศพระบรมราชโองการที่ทำตามกฎหมายสากล ให้มีค่าเท่ากับเส้นที่ลากเส้นเขตแดนที่ไม่มีกฎหมายสากลรองรับ กินพื้นที่พระราชอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยไปถึง 26,000 ตร. กม. MOU 2544 ทำให้ไทยที่ทำตามกฎหมายสากลกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะอีกฝ่ายทำนอกกฎหมายสากล และเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสากลของกัมพูชานี้เป็นที่ทราบดีในวงวิชาการ กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพ
การลากเส้นเขตแดนทางทะเลเกินสิทธิ์ของกัมพูชาทับน่านน้ำภายในของจังหวัดตราด ทับทะเลอาณาเขตชิดเกาะกูด แต่กลับปรากฏในแผนที่แนบท้าย MOU 2544 เท่ากับรัฐบาลไทยรับรู้ว่าทะเลตราดและทะเลเกาะกูดอยู่ในเขตของฝ่ายกัมพูชา และถูกนำเข้ามาอยู่ในกรอบการเจรจา ไทยจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มเจรจา
รัฐบาลอธิบายว่า MOU 2544 ไม่ปรากฎข้อความไทยยอมรับเส้นของกัมพูชา แต่เส้นดังกล่าวไปปรากฏในแผนที่แนบท้าย แม้ไม่ได้เขียนตรง ๆ ว่า ยอมรับ แต่แผนที่คือเอกสารราชการที่แสดงการรับรู้รับทราบว่าเป็นเส้นของกัมพูชาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เพราะไม่เคยปรากฏบนเอกสารราชการไทยมาก่อนปี 2544 เลย การรับรู้เส้นเขตแดนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในเอกสารราชการไทยก็ทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้ประโยชน์ ถือว่าทำให้ไทยเสียหาย
สำหรับการเจรจา MOU 44 กับประเทศกัมพูชานั้นเป็นการดำเนินการที่เร่งรีบผิดปกติโดยใช้เวลาเจรจาเพียง 44 วันจนระบุเส้นละติจูดผิด เมื่อเทียบกับกรณีมาเลเซียใช้เวลา 7 ปี จึงเกิด MOU ที่แสดงให้เห็นความรีบร้อน ไม่รัดกุม อาจนำประเทศไปสู่ความสุ่มเสี่ยงในอนาคต
หากยอมให้มีการขุดปิโตรเลียมและมีการแบ่งผลประโยชน์กัน 50% ระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อใด จะเป็นหลักฐานสำคัญว่าไทยยอมรับสิทธิอธิปไตยของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว และมีความเสี่ยงที่จะถูกนำขึ้นสู่ศาลโลกเพื่อแบ่งพื้นที่ให้กัมพูชา 13,000 ตร.กม. ต่อไปในอนาคต
ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของคนไทยจึงควรยกเลิก MOU 2544 แล้วทำ MOU ฉบับใหม่กับกัมพูชา ปี 2568 ก็ได้ โดยขอให้กัมพูชาทำตามกฎหมายทะเลเสียก่อน
ส่วนทางฝั่งนายธีระชัย กล่าวต่อว่า มีบางกระแสในสังคมคิดว่าเหตุผลที่พรรคพลังประชารัฐออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เป็นเพราะผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งทางตนและพรรคพลังประชารัฐ ย้ำว่าออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของประเทศ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าการทำงานของกระทรวงต่างประเทศ (กต.) อาจไม่ได้ให้ข้อมูลแก่รัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมาอย่างครบถ้วน
และขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้มีหน้าที่ปกป้องประเทศในเวทีกฎหมายสากลชี้แจงต่อประชาชนว่า กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้เสนอให้รัฐบาลทำ MOU ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาที่ผ่านเกาะกูดนั้นขัดกับกติกาสากลหรือไม่ เคยแจ้งทักท้วงทางกัมพูชาหรือรัฐบาลไทยชุดใดทราบหรือไม่ และการทำ MOU โดยนำเส้นที่ผิดกติกาสากลไปทำนั้นเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศไทยบ้าง
อย่างไรก็ตาม การนำเสนอผ่านการแถลงข่าวในครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีเจตนาโต้แย้ง แต่เพียงต้องการความเห็นที่รอบด้าน เพราะประเทศไทยไม่ใช่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ประเทศเป็นของคนไทยทุกคน ส่วนการยกเลิก MOU 2544 นั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ทางพรรคกำลังอยู่ในขั้นตอนตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา และมีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกฝ่ายเดียว โดยต้องให้กระทรวงการต่างประเทศศึกษาเชิงลึกด้วย ทั้งยังเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า ถ้าจะยกเลิกจะต้องทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นจริงได้กับทั้งสองฝ่าย
