“การแสดงไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของฝีมือบนเวทีหรือหน้ากล้อง
แต่คือการยอมเปิดพื้นที่ให้ใครอีกคนเข้ามาใกล้
ใกล้พอจนเรายอมฝากหัวใจที่เปราะบางไว้กับเขาได้จริง ๆ
เพราะหากไร้ความเชื่อใจ ฉากที่บอบบางที่สุดก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อย่างงดงาม”
ใน “ผีใช้ได้ค่ะ” อุ้ม–วัลลภ รุ่งกำจัด และ บลาบูม–วิศรุต ไม่ได้เพียงแค่สวมบท “ครอง” บท “กะเทยวิชาการ” สองตัวละครสำคัญที่พาเราเข้าสู่โลกของเรื่องราว แต่ทั้งคู่ยังต้องสวมบทบาทที่ใหญ่กว่านั้น คือบทบาทของการเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ว่าคนตรงหน้าจะรับน้ำหนักความไม่มั่นคงของแต่ละคนอย่างอ่อนโยนได้อย่างไร
สิ่งที่ทำให้การเชื่อใจครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง คือกองถ่ายเลือกให้ความสำคัญกับตำแหน่ง Intimacy Coordinator ที่ไม่ใช่แค่เพื่อกำกับท่าทางในฉากใกล้ชิด แต่เพื่อสร้างโครงสร้างที่โอบอุ้มหัวใจนักแสดง ดูแลเขาตั้งแต่ก่อนกล้องหมุนไปจนถึงหลังคำว่า “คัต” สิ้นสุดลง ที่ตรงนั้น ความเปราะบางไม่ได้ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือทางศิลปะ แต่ถูกยกขึ้นมาวางในฐานะ “ความเป็นมนุษย์” ที่ทุกคนให้เกียรติร่วมกัน
จากจุดนั้นเอง อุ้มกับบลาบูมจึงไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงที่ร่วมงานในหนังเรื่องเดียวกัน แต่กลายเป็นพาร์ตเนอร์ที่รับ-ส่งพลังกันอย่างที่ผู้ชมเห็นในหนัง และทั้งคู่บอกตรงกันว่า “นี่คือกองถ่ายที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่เคยเจอมา”
เราพูดคุยกันตั้งแต่ความมีอยู่ของครอง ความเป็นกะเทยวิชาการ ไปจนถึงความหมายของการมี Intimacy Coordinator ในวงการบันเทิงไทย ความรู้สึกที่ได้พาหนังไทยออกเดินทางไกลถึง Cannes และ Oscars ความประทับใจที่ทั้งคู่มีต่อทีม มีต่อกันและกัน และสุดท้ายคือการค้นหาความหมายของการเป็นนักแสดง ในวันที่ศิลปะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้บันเทิงในใจ แต่ยังทำหน้าที่ส่งเสียงแทนความจริงที่สังคมมักทำเป็นไม่เห็น
และเมื่อเรื่องเล่าบนจอเชื่อมโยงกับเรื่องจริงนอกจอ มันก็เผยให้เห็นว่านักแสดงทั้งสองไม่ได้เพียงสร้างตัวละครขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสร้าง “ความหมาย” ที่จะติดอยู่กับผู้ชมไปอีกนาน ความหมายที่บอกเราว่าความเปราะบางไม่ใช่สิ่งน่าอาย แต่คือรากฐานของความสัมพันธ์ที่แท้จริง และความไว้ใจคือพลังที่ทำให้ศิลปะมีชีวิต รวมถึงสิ่งที่เน้นย้ำให้สังคมรู้ถึงความมีอยู่ และเรื่องราวเหล่านั้นจะไม่ถูกลืม ถ้าเราพร้อมใจกันจดจำและพูดมันออกมา
ตรงนั้นเองที่ทำให้ “ผีใช้ได้ค่ะ” กลายเป็นมากกว่าหนังผีแปลก ๆ แต่มันคือบทพิสูจน์ว่าการทำงานอย่างซื่อตรงต่อหัวใจ การมีทีมที่ดูแลกัน และการมีคู่พาร์ตเนอร์ที่พร้อมจะรับ–ส่งพลังกันอย่างเท่าเทียม สามารถสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่งดงามในโลกวุ่นวายใบนี้ได้จริง ๆ พื้นที่ที่เราในฐานะผู้ชมก็ได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้ามานั่งข้าง ๆ และสัมผัสไปพร้อมกัน

“อุ้ม-วัลลภ” ผู้ที่บอกกับใคร ๆ ว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจมาเป็นนักแสดง”
ก่อนจะเข้าสู่บทสนทนาเรื่อง “ผีใช้ได้ค่ะ” เราขอเริ่มจากการแสดงความยินดีกับ อุ้ม–วัลลภ รุ่งกำจัด ที่เพิ่งคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก เทศกาลภาพยนตร์ไทเปครั้งที่ 27 (Taipei Film Festival 2025) จากผลงาน Mongrel (2024) รางวัลที่สะท้อนพลังการแสดงและเส้นทางการทำงานที่น่าจับตาของเขา

อุ้ม : นี่เป็นรางวัลแรกของผมในฐานะนักแสดง ตลอด 15 ปีที่อยู่ในวงการ การได้รางวัลนี้ที่ไต้หวันมีความหมายมากจริง ๆ สำหรับทั้งรางวัลนี้และตอนที่ได้เข้าชิง Golden Horse ด้วย ในสาขานั้นผมเป็นนักแสดงชาวต่างชาติคนแรกที่ไม่มีสัญชาติหรือเชื้อสายจีนมาก่อน แค่ได้เป็น nominee ผมก็ดีใจมากแล้ว มันเหมือนความฝันที่ไม่กล้าฝันว่าจะได้รางวัล แต่พอเกิดขึ้นจริงก็ตื่นเต้นและดีใจมากครับ
ผมเชื่อว่านักแสดงทุกคนอยากได้รับบทที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นหนังไทยหรือต่างประเทศ เราสนุกกับการได้สัมผัสตัวละครใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่การถูกจับให้อยู่ในกรอบเดิม ทุกตัวละครที่เราไม่เคยเข้าใจชีวิตเขามาก่อน มันคือความท้าทายที่อยากลองไปถึง
หลังจากได้รางวัลหรือแม้แต่ตอนที่เป็น nominee ผมรู้สึกว่าโอกาสฝั่งต่างประเทศเปิดกว้างมากกว่าที่ไทย แต่จริง ๆ ก็อยากได้รับโอกาสในประเทศไทยเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร อาจจะติด typecast หรือเปล่า แต่ผมรู้ว่ามีอีกหลายเฉด หลายตัวละครในประเทศไทยที่อยากลองเล่นมาก ๆ ก็หวังว่าสักวันจะได้เข้าถึงบทเหล่านั้น และหวังว่ามันจะไปถึงคนดูในวงกว้างด้วยครับ


เราถามอุ้มต่อว่า แล้วมาถึงขนาดนี้ได้ยังไง อุ้มตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ นิ่ง ๆ ว่า “ผมไม่รู้ว่าขนาดนี้ มันขนาดไหน ผมชอบดูหนัง ชอบสร้างสรรค์ภาพยนตร์ แต่ว่าเหมือนเราชอบดูภาพยนตร์ แล้วเราก็สังเกต คิดว่าน่าจะเป็นการแบบสังเกตภาษาภาพยนตร์”
ผมเติบโตจากการทำเบื้องหลังก่อนครับ ผมเรียนออกแบบมา แต่ว่ามีโอกาสได้ไปทำงานเป็นเบื้องหลังเป็น Art Director ที่บริษัทโฆษณาแห่งนึง มีโอกาสได้ทำงานโฆษณากับ พี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง), พี่วิศิษฏ์ (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) ครับ แล้วก็ตอนนั้น ก็มีโปรเจกต์ของการทำหนังด้วย แต่โอกาสที่เข้ามาจาก Art Director มาเป็นนักแสดงครั้งแรกเกิดขึ้นจากกานต์ (ศิวโรจณ์ คงสกุล) เพื่อนสนิทของผมครับ เขามีโปรเจกต์หนังยาวเรื่องแรกของเขา แล้วระหว่างนั้นคือหา cast ตัวละครนี้ แต่ว่ายัง cast ไม่ได้ กานต์ก็เลยชวนผมให้ audition กับตัวละครนี้ ก็เลยเป็น accident
“บลาบูม” ผู้ที่บอกกับโลกใบนี้ว่า I’m A Character-Fluid Actor
“ขอบคุณมากที่เห็นสิ่งนี้ครับ ก็คือลื่นไหลเลย (หัวเราะ) นี่ความตั้งใจของบูมในการเป็นนักแสดงอยู่แล้ว คือบูม consider ตัวเองว่าเป็นนักแสดงที่เล่นอะไรก็ได้”

อย่างบทบาทที่เห็นใน “ผีใช้ได้ค่ะ” ที่รับบทเป็น “กะเทยวิชาการ” ก็จะเป็นแบบนึง แต่ในสังคมของเรา บางทีนักแสดงก็ค่อนข้างที่จะ suffered กับความ typecast บางอย่าง บูมโตมาจากเวที เราถูกเทรนด์ให้เล่นทุกอย่างมาหมดเลย แล้วมันก็สนุกมาก มันทำให้เรามีอิสระในการค้นหา ในการทดลอง แต่ปฏิเสธไม่ได้ในวันที่เราเข้าสู่อุตสาหกรรม บางทีด้วย look ด้วยบทบาท ด้วยความเหมาะสม เราก็จะติดอยู่กับบางอย่าง อย่างบูมจริง ๆ ก็จะโชคดีที่มีบทที่ค่อนข้างหลากหลายในวงการบันเทิง ไม่ได้ต้องเป็นกะเทยอย่างเดียว หรือต้องเป็นอะไรอย่างเดียว ซึ่งตรงนี้บูมก็อยากย้ำเตือนตัวเราเองว่า เราต้องรู้จักว่าเราเป็นนักแสดงแบบไหน เรามองตัวเองว่าเราเป็นนักแสดงที่เล่นอะไรก็ได้ ก็เลยเป็น Character-Fluid ครับ
จริง ๆ based บูมเป็นนักแสดง ถ้าจะให้ specify ลงไปจริง ๆ ก็คือโตมาจากละครเวที การเดินทางของชีวิตทำให้เราได้ทำหลายอย่างที่เกี่ยวกับการแสดง เริ่มจากเวทีไปสู่โฆษณา ไปสู่ละครทีวี แล้วก็ตอนนี้มีช่อง TikTok เป็นของตัวเองด้วยครับ สำหรับ “ผีใช้ได้ค่ะ” เป็นประสบการณ์ภาพยนตร์แบบ longform เรื่องแรกของบูมครับ


การมาของ “ครอง” กับ “กะเทยวิชาการ”
อุ้ม : บลาบูมเห็นที่เขาประกาศ cast มั้ย
บลาบูม : เหมือนเห็นแต่ว่าเราไม่รู้ว่าคือเรื่องนี้
อุ้ม : ผมรู้ว่าพี่อุ้ยมีโปรเจกต์นี้ แล้วก็พอจะทราบว่าถึงขั้นตอนไหนแล้ว ตอนแรกดูผ่าน ๆ ก็คิดว่า “เอ ไม่น่าจะมีอันไหนที่เราเข้าข่ายเลย” จนกระทั่งสร้อยกับทิพย์ ทีมแคสติงทักมาชวนให้ไปลองบท ‘ครอง’พอได้อ่านบางส่วนของบท เกี่ยวกับตัวละครและซีน ผมรู้สึกเลยว่า “ไม่ได้ จะปล่อยไม่ได้ จะปล่อยบทนี้ไปไม่ได้ เราต้องคว้ามันให้ได้” เพราะผมมีเช็กลิสต์อยู่ เวลาจะทำโปรเจกต์ไหน ผมจะดูว่าพออ่านบทแล้วขนลุกมั้ย แล้วอันนี้มันขนลุกซู่มากจริง ๆ เลยรู้เลยว่าปล่อยไปไม่ได้ ต้องพยายามให้ได้มา

ซีนที่อ่านแล้วสะดุดใจ น่าจะเป็นซีนใกล้ชิดครับ ถึงจะเป็นการบรรยาย แต่พลังของซีนมันพลุ่งพล่านมาก มันท่วมท้น และท้าทายมากด้วย จริง ๆ ผมไม่เคยเล่นซีนใกล้ชิดมาก่อน ยังไม่เคยมีโอกาสแบบนี้ เรื่องนี้เลยถือว่าเป็นที่สุดของ intimacy ในการทำงานของผม ด้วยเนื้อเรื่อง ด้วยบท และความเป็นตัวละคร มันมีบางอย่างที่ดึงดูดมาก และคือความท้าทายอีกสเต็ปหนึ่งของผมเลยครับ
บลาบูม : แคสติ้งโทรมาว่าอยากให้ไปลองบทนี้ ซึ่งจำไม่ได้เหมือนกันว่าเขาพูดชื่อรึเปล่า แต่วันที่ไปก็ถามเขาเลยว่า “อันนี้ชื่อตัวละครหรอ”
ในบทเขียนว่า “กะเทยวิชาการ” เราก็เลยถามว่า “อันนี้คือในวงเล็บอยู่รึเปล่า หรือกำลังรอผู้กำกับเคาะชื่อมั้ย” ทีมงานเองก็ยังไม่ทราบเลยครับ
fun fact คือ บูมเป็นคนแรกที่ไปแคสต์บทนี้ และนั่นคือ day 1 ของการแคสต์ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นวันนั้นเหมือนทีมงานเองก็ลอง ตัวบูมเองก็ลองไปด้วยกัน แล้วก็มีพี่สร้อย พี่ทิพย์ น้องเขม อยู่ตรงนั้นด้วย เราในฐานะนักแสดงก็เคยผ่านแคสติ้งมาเยอะ และก็เคยร่วมงานกับพี่สร้อยพี่ทิพย์มาก่อน มาเจอกันอีกครั้งในงานนี้ ถือเป็น The best มาก ๆ
ความรู้สึกแรกเลย คือปลอดภัยที่ได้เจอเขา บทก็มาก่อนที่เราจะไปแคสต์ ได้ทราบว่าเราจะลองบทนี้ แต่ไม่รู้หรอกว่าเขาจะให้เล่นอะไรจริง ๆ มารู้เอาหน้างาน แล้วก็ต้องท่องจำตรงนั้นเลย
ตอนนั้นงงครับ งงมาก “อันนี้คือซีนอะไรวะ ตัวละครต้องการอะไร” แต่ก็พอรู้ว่ามันเป็นซีนใกล้ชิด เป็นซีนแบบนั้น เพราะเขาเขียนกำกับไว้เลยว่าต้องเป็นอย่างนี้ ๆ นะ แต่พอเจอไดอะล็อกจริง ๆ ก็แบบ “ต้องเล่นยังไงวะ”
เราก็เลยพยายามคุยกับทีมงาน แต่ทีมงานเองก็ blank เหมือนกัน เขาก็งงเหมือนกันว่ามันควรไปทางไหน หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นฟีลลอง เป็นการลองไปเลย ทุกอย่าง experimental รวมถึงตอนแคสต์ด้วย ก็เลยลองกันหลายแบบมาก
แต่สิ่งที่จำได้คือ ตอนเล่น เรากลายเป็นสิ่งนั้นจริง ๆ จำได้ว่าจู่ ๆ ก็อินกับความรู้สึกของตัวละคร ทั้ง ๆ ที่บทมันค่อนข้าง absurd ด้วยซ้ำ มีบางเทกที่เล่นแล้วเหมือนน้ำตาจะไหล มีบางเทกที่เล่นเป็น comedy เลย บูมเล่นไปหลายแบบมาก แต่สุดท้ายเขาก็เลือกแบบที่ทุกคนเห็นนี่แหละครับ

โมเมนต์แรกที่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ชื่อเรื่องว่า “ผีใช้ได้ค่ะ”
บลาบูม : บูมนึกถึงความตลกก่อนเลย ด้วยความที่พอจะรู้บทอยู่บ้าง ก็เดาทางได้ว่ามันต้องมีความกวนอะไรบางอย่างแน่ ๆ ก็เลยแอบตั้งคำถามกลับไปว่า “อันนี้ demo มั้ย” (หัวเราะ) “working title มั้ย” แต่พอเป็นภาษาอังกฤษ บูมชอบนะครับ มัน make sense มาก “A Useful Ghost” ฟังแล้วเท่เลย แต่พอเป็นภาษาไทยก็ยังไม่แน่ใจว่าจะ “ค่ะ” เลยหรือเปล่า ตอนแรกไม่ค่อยมั่นใจ แต่สุดท้ายก็คิดว่ามันเหมาะที่สุดแล้ว จริง ๆ คิดตั้งแต่ตอนถ่ายแล้วว่า “อ๋อ มันมาทางนี้”
เรื่อง message ของหนัง บูมรับรู้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เพียงแต่ไม่ได้มองว่ามันคือการเมืองอย่างเดียว บูมเลือกจะมองลึกลงไปในมุมของความเป็นมนุษย์ที่หนังพยายามจะสื่อสารมากกว่า เพราะจริง ๆ แล้ว point ของเรื่องมันก็แล้วแต่ว่าคนดูจะหยิบไปมองตรงไหน พี่อุ้ยก็เหมือนทำยำมาให้เลย จะเลือกกินไส้กรอกก็กินได้ จะกินหัวหอมก็ได้ หรือจะเขี่ยออกก็ยังได้ ขึ้นอยู่กับคนดูว่าจะเลือกหยิบส่วนไหนขึ้นมา
สำหรับบูม สิ่งที่เลือกมองคือมุมของความเป็น LGBT นี่แหละ ที่มันแตกต่างและแปลกออกไปจากเดิม

อุ้ม : ตอนที่ได้ยินชื่อทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ก็รู้สึกว่า “นี่แหละเป็นสิ่งที่เรารอคอยเหมือนกัน” ในแง่ของภาพยนตร์อิสระ หรือภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นจากประเทศไทย ผมรอคอยผู้กำกับ หรือบท หรือชื่อหนังที่มันฉีกทางใหม่ เกิดขึ้นใหม่ แล้วผมชอบความสดใหม่นี้ครับ แบบใหม่ แบบสับ แล้วก็รู้สึกว่ามันเจ๋งมาก เจ๋งมาก ๆ เลย

หนังเราได้ไปคานห์นะ
บลาบูม : วินาทีแรก ทีมงานโทรมาหาเลย ถามแบบสบาย ๆ สไตล์มยุรา “บูม ๆ ถ้าสมมติว่าได้ไป Cannes บูมจะสะดวกมั้ย” ตอนนั้นตกใจมาก เพราะไม่รู้มาก่อนเลยว่าทีมงานจะส่งหนังไปเทศกาลไหน รู้แค่ว่าอาจจะมีการส่ง แต่ไม่คิดว่าจะเป็น Cannes ซึ่งสำหรับคนในอุตสาหกรรมนี้ เราจะ treat ว่ามันคือที่สุด ก็เลยทั้งตกใจและดีใจมาก สุดท้ายก็คือ… “ว่างสิจ๊ะ” เราก็ว่างไป
พอไปถึง Cannes จริง ๆ โมเมนต์ที่ได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น มันเหนือจริง เหมือนหนังของเราเลย ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของนักแสดงที่ชื่อบลาบูมจะมีโอกาสนี้ ตั้งแต่เริ่มเล่นเรื่องนี้ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีโอกาสแบบนี้ด้วย ไม่รู้เลยว่าวันแบบนี้จะมาถึงเมื่อไร
สมัยเด็ก ๆ เคยคิดนะว่า “วันหนึ่งเราเป็นนักแสดง เราก็อยากประสบความสำเร็จในอะไรแบบนี้” แต่ความฝันนั้นมันก็หายไปพักใหญ่ ไม่ใช่ว่าลืม แต่เราไม่ได้โฟกัส เพราะไม่เห็นว่าหนทางมันอยู่ตรงไหน

แล้ววันหนึ่งพอได้รับข่าวนี้ มันเหมือนเกิดขึ้นเฉย ๆ แบบไม่ทันตั้งตัว แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดจากเราคนเดียวในฐานะนักแสดง แต่มาจากทีมงานทั้งหมดที่ทำงานหนักและเก่งมาก ๆ เราเลยรู้สึกว่านี่คือโอกาสที่ฝัน…ฝันที่ไม่กล้าฝัน
ที่ทราบตอนนั้นคือ หนังได้เข้าประกวดสาย Semaine de la critique หรือ Critics’ Week ซึ่งเราก็ได้รางวัลจากสายนั้น แต่ตอนแรกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารางวัลจะประกาศเมื่อไหร่ สุดท้ายก็มารู้เอาที่ Cannes ครับ
อุ้ม : อยากรู้ความรู้สึกวันฉาย Premier ครั้งแรกของโลก
บลาบูม : มันคือครั้งแรกของทุกอย่างสำหรับบูมในฐานะนักแสดง หนังเรื่องแรก ไป Cannes ครั้งแรก ฝรั่งเศสครั้งแรกด้วยเหมือนกัน จนไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรมาพูดก่อน จริง ๆ ต้องขอบคุณ jet lag ที่ทำให้เราเบลอ ๆ เพราะมันยากมากที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างเร็วไปหมด เราไปกันแค่สี่วัน ใช้เวลาเดินทางสองวันไปกลับ ที่เหลือมีอีกสองวันสองคืนที่แทบไม่ได้นอน ก็เลยเบลอจริง ๆ
แต่ความเร็วทั้งหมดนั้น ทำให้ภาพที่ชัดที่สุดคือช่วงที่หนังฉายจบ ตอนนั้นมันตื้นตันจนไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกยังไงดี ก่อนหน้านี้บูมเคยตั้งคำถามนะว่า “จริงเหรอ? ไป Cannes แล้วคนจะยืนปรบมือเจ็ดแปดนาที มันเป็นไปได้เหรอ” แต่พอได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ มันเกิดขึ้นจริง คนตรงนั้นยืนปรบมือให้นานมาก แม้จะไม่ใช่ว่าปรบมือไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา เขาก็จะพักบ้าง แต่ทุกครั้งที่หยุดหรือหันมามอง ก็ยังส่งสายตาหรือเสียงปรบมือกลับมาหาเราเสมอ ในฐานะทีมงานของหนังเรื่องนี้
โมเมนต์นั้นมันเต็มไปด้วยความดีใจ แล้วพอทุกอย่างเสร็จสิ้น เรากลับมาเป็นตัวของตัวเอง น้ำตาก็ไหลออกมาเลย ทุกครั้งที่นึกถึง มันก็ยังอยู่ในความรู้สึกอยู่จนถึงตอนนี้

อุ้ม : สำหรับโมเมนต์ที่รู้ว่า ผีใช้ได้ค่ะ มีโอกาสได้รับเลือกไปฉายในสาย Critics’ Week ใจหนึ่งรู้สึกว่า “วันนี้สำหรับภาพยนตร์ไทยเกิดขึ้นแล้ว” อีกใจหนึ่งก็ดีใจที่ปีนี้ได้มีโอกาสไปกับหนังไทย เพราะปีที่แล้วเพิ่งไปกับภาพยนตร์ต่างชาติ การได้ไปในฐานะทีมชาติไทย มันมีความหมายอีกแบบจริง ๆ
ตอนที่อยู่ตรงนั้น ช่วงเวลาประกาศมันเบลอ ๆ ไปหมด ทุกคนเหมือนยังงง ๆ แล้วในวินาทีที่ได้ยินชื่อ ก็เกิดคำถามในใจว่า “ใช่หรือเปล่านะ เขาพูด A Useful Ghost หรือเปล่า ผีใช้ได้ค่ะ หรือเปล่า นี่มันใช่หนังเราหรือเปล่า” พอมั่นใจว่าใช่แล้ว ความรู้สึกก็คือดีใจ ตื้นตัน และอยากแบ่งปันความรู้สึกนี้กับทุก ๆ คนจริง ๆ
บลาบูม : อยากเสริมเลยครับว่าจริง ๆ พี่อุ้มคือไกด์ของพวกเรา เพราะเขาเคยไปมาแล้ว และน่ารักมาก ทั้งในเรื่องงานและตัวจริง น่ารักเหมือนกันหมดเลย เป็นผู้ชายนุ่มนิ่ม เหมือนพ่อของลูก ส่วนพวกเราก็คือลูก ๆ ของเขา
แม้จะมีอาการ jet lag แต่พี่อุ้มก็ยังคงพาเราเดินไปทุกที่ คอยบอกว่า “นี่ เดี๋ยวพาไปเดินตรงนี้นะ” ถ้าไม่มีพี่อุ้ม บูมว่าพวกเราหลงแน่ ๆ พี่อุ้มจะคอยบอกเส้นทางตลอด “วันจริงต้องเดินทางอย่างนี้นะ” “เลี้ยวซ้ายจะเจอหาด” “เลี้ยวขวาจะเจอร้านกาแฟ” “กลางคืนมากินไวน์ตรงนี้ได้นะ” รู้จริงทุกอย่างเลยครับ สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ก็คือ พี่อุ้มอินกับทุกอย่างรอบตัวมาก แล้วก็พาเราอินไปด้วยจริง ๆ

หนังเราได้ไปออสการ์แล้วนะ
บลาบูม : ตอนที่ไป Cannes ความรู้สึกแรกคือ “ตกใจ” แต่กับ Oscars มันต่างออกไป ตกใจผ่านไปแล้ว สิ่งที่เหลือคือความยินดีล้วน ๆ แบบ pure จริง ๆ มากกว่าตอนนั้นด้วย เพราะช่วงนั้นหนังของเราก็กำลังจะเข้าฉายอยู่พอดี ความรู้สึกเลยปนกันหลายอย่าง
บูมก็นึกถึงปีที่แล้วที่ หลานม่า (2024) ได้เข้าสู่เวทีนี้เหมือนกัน ตอนนั้นรู้สึกยินดีมาก และครั้งนี้ก็ยิ่งชัดเจนว่า “เฮ้ย!!! มันเป็นพวกเราเนอะ” เรามองเห็นแล้วว่า quality ของสิ่งที่เราทำมันอยู่ตรงไหน ต่อจากนี้ก็รอให้คนดูมาช่วยพิสูจน์
แต่ที่สำคัญกว่าคือความรู้สึกว่า เราได้รับเกียรติจากสมาพันธ์ฯ ที่เมืองไทย มันเหมือนนักกีฬาเลยนะ ความรู้สึกตอนนั้นคือ “มาสิ กูจะวิดพื้นให้ดู” มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ

อุ้ม : สำหรับผม รู้สึกว่าภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ” เป็นงานที่มีคุณภาพจริง ๆ ทุกตำแหน่งในทีม ทั้งนักแสดง โปรดิวเซอร์ และทีมเบื้องหลัง ต่างก็เต็มไปด้วยความเก่งและความสามารถในระดับโลก เรียกได้ว่า world class ผมภูมิใจและดีใจที่งานชิ้นนี้ได้ไปอยู่ท่ามกลางภาพยนตร์โลก และไม่รู้สึกเขินเลยที่จะไปอยู่ใน 15 เรื่องสุดท้าย หรือแม้แต่ 5 เรื่องสุดท้าย รู้สึกว่าเราพร้อมแล้วจริง ๆ ครับ
บลาบูม : สิ่งหนึ่งที่บูมคิดได้ คือเราทำงานศิลปะมาตลอดชีวิต เป็นนักแสดงในหลาย ๆ แพลตฟอร์ม และรู้สึกว่าได้อยู่กับคนเก่ง ๆ มาเยอะมาก โดยเฉพาะในฝั่งที่ไม่ได้เป็น industry ใหญ่ ไม่ได้ mass แต่เต็มไปด้วย potential
เพื่อนนักแสดงหลาย ๆ คนเหมือนมีบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ การได้มาเล่นเรื่องนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีมาก และทำให้บูมรู้สึกว่าโชคดีจริง ๆ ที่ได้มาถึงจุดนี้ เพราะมันทำให้เราได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ ในอีกสังกัดหนึ่ง อีกมุมหนึ่งของวงการ
สิ่งที่อยากบอกคือ ในทุกแขนงศิลปะของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ จิตรกรรม หรือแขนงอื่น ๆ คนไทยเก่งมาก เพียงแค่เราต้องได้ทีมที่ดี และผู้สนับสนุนที่ดี ที่จะช่วยพาสิ่งเหล่านี้ออกไปสู่โลก ถึงแม้มันจะไม่ใช่ Oscar ของหนัง แต่ก็อาจเป็น Oscar ของอย่างอื่น ของทีมอื่น ๆ ในแขนงอื่น ๆ ได้เหมือนกัน คนไทยสู้ได้แน่นอน
จริง ๆ แล้วคุณภาพของเรามีอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง คนไทย create ได้มาก และเป็นคนตลกที่สามารถเอาทุกอย่างออกมาเป็นคอนเทนต์ได้เสมอครับ

Intimacy Coordinator ตำแหน่งสำคัญที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยต้องมี
ถ้าพูดถึงสิ่งที่ “ผีใช้ได้ค่ะ” ให้ความสำคัญมาก ๆ อีกอย่าง ก็คือ Intimacy Coordinator เรียกกันสั้น ๆ ว่า IC ตำแหน่งที่อาจฟังดูใหม่ในบ้านเรา แต่ในกองถ่ายต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
หน้าที่ของ IC ไม่ได้มีแค่กำกับท่าทางเวลานักแสดงต้องใกล้ชิดกัน แต่คือการทำให้เกิด “พื้นที่ปลอดภัย” พื้นที่ที่ทุกคนสามารถเชื่อใจได้ว่า ระหว่างการทำงาน ขอบเขตและความรู้สึกส่วนตัวจะถูกเคารพเสมอ และกับหนังเรื่องนี้ ความสำคัญของบทบาทนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีก เมื่อพูดถึงฉากของ “ครอง” และ “กะเทยวิชาการ” ฉากที่เปราะบางและท้าทายต่ออารมณ์มาก ๆ Intimacy Coordinator จึงเหมือนคนที่คอยประคองสมดุล ทำให้การแสดงออกมาจริงแท้ที่สุด ในขณะที่นักแสดงยังคงรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยกับตัวเอง
เราเลยขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ ๆ แล้วชวนอุ้มกับบลาบูมคุยกันเรื่องนี้ ฟังทั้งสองเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในกองถ่าย ไปจนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับ IC ในฉากที่ใกล้ชิดที่สุดของหนัง เหมือนเรานั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ค่อย ๆ ได้ยินว่าเบื้องหลังฉากที่คนดูเห็นแค่ไม่กี่นาที มันมีรายละเอียด ความรู้สึก และการดูแลกันมากขนาดไหน

อุ้ม : ผมว่าพวกเราโชคดีที่ทางโปรดักชันเห็นความสำคัญตรงนี้ และสำหรับตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์มาก่อนจากหนังเรื่องอื่น พอมาเรื่องนี้ก็เห็นด้วยทันทีเลยว่าจำเป็นต้องมี เราได้อ่านบท พูดคุยกัน เช็กความรู้สึกกัน สร้างขอบเขตให้ชัดเจน ทุกอย่างมีแบบแผนจากคนที่ผ่านการเทรนมาแล้ว
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำงานที่เป็นมืออาชีพมาก ๆ จนอยากจะพูดดัง ๆ ว่า นี่คือสิ่งสำคัญจริง ๆ” เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องตอนถ่ายทำ แต่เป็นเรื่องของสภาพจิตใจทั้งระหว่างทำงานและหลังจากงานเสร็จด้วย ที่สำคัญคือมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ตั้งแต่ตอนเวิร์กช็อปไปจนถึงวันถ่ายทำ ทุกอย่างชัดเจน เราต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมืออาชีพ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเป็นตัวละคร เราก็สามารถโฟกัสกับตรงนั้นได้เต็มที่ครับบลาบูม : เสริมพี่อุ้มว่า “ทำไมมันต้องมี” คือเราทำให้มันชัดเจนว่า เราทำซีนนี้เหมือนกับทุก ๆ ซีน ต้องมีเวิร์กช็อป มีการคุยกัน แต่สิ่งสำคัญของการทำ intimacy คือการตกลงกัน สมมติว่าบทเขียนว่าต้องจูบ ทีมงานก็จะ recheck เราทั้งคู่ ว่าเป็นคนแบบไหน ไหวแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายเราสองคนก็เป็นมืออาชีพ (หัวเราะ)

บรรยากาศวันนั้นค่อนข้าง cozy มาก เรานั่งล้อมวงคุยกัน มันเริ่มจากการ break the ice เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งตรงนี้บูมชอบมาก เพราะเคยทำสิ่งนี้มาแล้วในฐานะนักแสดงละครเวที ครูมักจะบอกเสมอว่า sex scene คือ combat scene เตะต่อยยังไง love scene ก็ต้องซ้อมแบบนั้น เพราะมันพลาดไม่ได้ และนี่อาจจะหนักในแง่สภาพจิตใจด้วยซ้ำ เพราะถ้าอยู่ดี ๆ ไปจับอะไรขึ้นมาโดยไม่ได้ตกลงกัน มันก็ไม่ดีเลย มันจึงต้องคุยกันให้ละเอียดก่อน แล้วค่อย ๆ ลองทำ
มีซีนหนึ่งที่บูมชอบมาก คือซีนที่ต้องใช้นิ้วเข้าไปในปากของอีกฝ่าย คนอาจจะคิดว่าซีนที่นอนด้วยกันยากกว่า แต่จริง ๆ อันนี้ท้าทายกว่า เพราะในฐานะนักแสดง เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
บูมชอบความละเอียดตรงนี้มาก เราคุยกันตรงไปตรงมา “สกปรกนะ” “ไหวหรือเปล่า” ครูก็ถาม แล้วเราก็ตอบว่า “ได้ ก็เช็ดสิ ล้างสิ” ตรงนี้ทำให้บูมได้รู้จักพี่อุ้มในฐานะเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ว่าเขาเป็นคนที่ concerned มาก ปลอดภัยมาก แต่ก็เป็นคนที่อะไรก็ได้เหมือนกัน พอเราบอกว่าโอเค!!! พี่อุ้มก็โอเค!!!
พอมันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้ พอไปถึงซีนที่ยากกว่านั้นในเชิงร่างกาย มันก็เลยง่ายขึ้น เหมือนที่พี่อุ้มบอก พออยู่ในซีนจริง ทุกอย่างถูก mark ไว้แล้วว่าจะประมาณไหน และจะไม่เกินกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือเราสนุกกับมัน เพราะรู้สึกปลอดภัยมาก ๆ
กองนี้เป็นกองที่ healthy มาก บูมไม่เคยเล่น sex scene ในกองถ่ายมาก่อน เพิ่งรู้ด้วยว่าจะมีการห้อยป้ายแบ่งสี เขียว เหลือง แดง โซนสีแดงจะมีแค่สองคนคือผู้กำกับกับ DP แต่จริง ๆ ผู้กำกับก็ไม่เข้ามาอยู่ในห้องด้วยซ้ำ เพื่อให้ space กับเรา เหลือเพียงนักแสดงสองคนกับตากล้องหนึ่งคน มันเลยกลายเป็นประสบการณ์ที่ส่วนตัวมาก และเข้ากับบทที่เล่นได้พอดี
ความรู้สึกคือปลอดภัยจริง ๆ ไม่มีการเร่ง ไม่มีการรีบ ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อวันนี้ วันที่จะทำฉากนี้ และมันสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของโปรดักชันและทีมงานทุกคน เราเลยได้รับผลพลอยได้ตรงนี้เต็ม ๆ และสนุกกับมันมาก
จริง ๆ มันควรเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่การเล่นละครหรือการแสดงใด ๆ เพราะไม่มีทางเลยที่จะปล่อยให้นักแสดงอยู่ในสภาวะที่อันตราย แล้วคาดหวังให้เขาเล่นออกมาดีได้ ลองนึกถึงตัวเองตอนเป็นนักแสดงใหม่ ๆ ที่เจอการทำงานแบบรีบ ๆ กระโชกโฮกฮาก เราก็ตกใจ แต่ก็อยากทำให้มันดี สุดท้ายมันอาจไม่ดีเพราะเราไม่ปลอดภัย ไม่มั่นใจแต่จริง ๆ แล้ว มันควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า รุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็ก ทุกคนเป็น artist เหมือนกัน และพยายามจะเข้าไปเป็นตัวละครเหมือนกัน ที่นี่ทำให้เห็นชัดเลยว่า “การเคารพกันและกัน มันเกิดขึ้นจริงในโปรดักชันนี้ครับ”

อุ้ม : ผมพยายามหาการเปรียบเทียบถึงความสำคัญของ IC ว่ามันเทียบเท่ากับอะไร จริง ๆ แล้วสิ่งที่บลาบูมพูดไว้มันชัดมาก มันเหมือนคิวบู๊ ถ้าคิวบู๊ไม่ซ้อม โอกาสเสี่ยงที่จะบาดเจ็บก็สูงมาก
อันนี้ก็เหมือนกัน เพียงแต่เป็น “คิวที่ sensitive กับจิตใจ” ไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายเราเจ็บ แขนหักยังเห็นชัดว่าส่งโรงพยาบาลได้ แต่สภาพที่บาดเจ็บทางใจมันมองไม่เห็น และมันสามารถติดค้างอยู่ในตัวเราไปอีกนาน สิ่งนี้คือความรับผิดชอบที่จำเป็นมาก ๆ ของกอง ไม่ใช่เรื่องที่จะถูกมองข้ามเพียงเพราะไม่มีบัดเจ็ต แต่ควรจัดให้เป็น priority แรก ๆ ด้วยซ้ำ
ผมเองก็ทำงานในฐานะโปรดิวเซอร์ เลยเข้าใจมุมนี้ดี นี่คือบัดเจ็ตที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้กองถ่าย healthy จริง ๆ และถ้าคุณไม่คิดว่านี่คือ priority ผมก็คิดว่าคุณไม่เจ๋ง คุณแคร์ตัวเองมากกว่าคนอื่นเกินไป

บลาบูม : บูมว่าจริง ๆ แล้วเราควรมองสิ่งนี้เป็นเรื่องของ “มนุษยธรรม” ด้วยครับ เพราะในทุกอุตสาหกรรม เราต้องให้คุณค่ากับคนที่ทำงาน สำหรับนักแสดง เครื่องมือของเรามีเพียงร่างกายและจิตวิญญาณ มันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดูแลกันได้คือการซัปพอร์ตให้มากที่สุด แน่นอนว่านักแสดงไม่ได้เรียกร้องอะไรเกินเลย แต่ลองคิดง่าย ๆ ในฐานะมนุษย์ปกติ ถ้าวันหนึ่งต้องแก้ผ้าให้คนอื่นดู มันก็หนักแล้ว แต่ในฐานะนักแสดง เราต้องทำสิ่งนั้นพร้อมกับการสวมบทบาทเป็นตัวละครไปด้วย ซึ่งแปลว่าต้องเสียสละบางอย่าง การมีตัวกลางหรือคนที่เชี่ยวชาญคอยยืนยันว่า “ตรงนี้ปลอดภัยนะ” จึงสำคัญมาก อาจเป็นผู้กำกับเองถ้า strong พอจะจัดการความละเอียดอ่อนนี้ได้ และเมื่อมันปลอดภัยจริง ๆ นักแสดงก็จะรู้สึกชุบชูใจ ทำงานได้เต็มที่ สุดท้ายผลงานก็จะออกมาดี
อีกมุมหนึ่ง เราอาจมองได้ว่า เหตุผลที่ต้องมีฉากเหล่านี้ก็เพราะคุณคิดว่ามันสำคัญต่อเรื่องราวใช่ไหมครับ และเมื่อให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น มันก็ควรมาพร้อมความพร้อมในทุกด้าน เหมือนกับการเลือกโลเคชันสำคัญ ถึงมันแพงเราก็ยอมเช่า เพราะมันจำเป็นสำหรับเรื่องราว เช่นเดียวกับฉาก intimacy ที่จำเป็นมาก ๆ การมีตำแหน่งนี้ก็คือสิ่งที่ต้องคิดในลักษณะเดียวกัน
บูมรู้สึกว่านักแสดงไทยทุกคนต้องการโอกาส แต่บ่อยครั้งอย่างที่พี่อุ้มเคยพูด บางคนกลับบ้านไปก็ไม่ได้เล่าว่าเขารู้สึกแย่แค่ไหนตอนเล่นฉากนั้น หลายครั้งนักแสดงไทยก็มักจะตอบว่า “ได้พี่” หรือ “ได้เลย” ด้วยความอะลุ่มอล่วย อยากให้กองเดินต่อ แต่จริง ๆ แล้วควร speak out ถ้าไม่ไหว ไม่ควรฝืนจนเกิดความรู้สึกไม่โอเค เพราะมันไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกครับ

อุ้ม : trauma ก็เกิดขึ้นแล้วนะ ด้วยความไม่เต็มใจ มันไม่ปลอดภัย
บลาบูม : บางครั้งเราก็กลัวว่าจะถูกมองว่า “ไม่ professional” หรือ “เรื่องเยอะ” เลยไม่กล้าพูดตรง ๆ อย่างเรื่องนี้ บอกตามตรงว่าไม่ได้ expect ว่าจะต้องมี IC ด้วยซ้ำ เพราะในฐานะนักแสดง เราคิดว่าเราต้องจัดการกับตัวเองให้ได้ ก็เลยพยายามทำความเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว
แต่วันที่รู้ว่ากองมี IC จริง ๆ ก็รู้สึกว่า “เริ่ดจัง” เพราะบูมอยากทำงานกับพี่อุ้มตั้งแต่แรก ทั้งที่จริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้นเราแทบไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ นี่คือครั้งที่สองที่ได้เจอกันด้วยซ้ำไป ซึ่งในฐานะนักแสดง เวลาเราต้องอินไปกับใครสักคน มันต้องไปลึกมาก โดยเฉพาะกับตัวละครของพี่อุ้มที่ต้องเสียสละหลายอย่างมาก บูมก็อยากรู้จักเขามากขึ้น จะได้รู้ว่ามันไปถึงเบอร์ไหนได้เหมือนกัน
สุดท้ายการมี IC เลยกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในฐานะนักแสดง เพราะเรามีพื้นที่คุยกัน deep มาก ๆ ไม่ใช่แค่ถามกันว่า “จูบได้มั้ย” แต่คุยกันว่าทำไมเราต้องทำสิ่งนี้ และถ้าวันหนึ่งมันมากกว่านี้ เราจะรู้สึกอย่างไร
อุ้ม : คุยเหตุผลของตัวละคร
บลาบูม : มันยังมีการค่อย ๆ เติมระดับของตัวละครเข้าไปด้วยนะครับ อย่างเช่น “ถ้าตรงนี้โอเค ลองเพิ่มมั้ย” หรือ “ผู้กำกับว่ายังไง” เพื่อให้เห็นภาพในห้องวันนั้นชัด ๆ คือ ผู้กำกับนั่งอยู่ เราสองคนทำ มี IC อีกหนึ่งคนนั่งอยู่ด้วย แล้วก็คุยกันไปมา รับฟีดแบ็กกันตรงนั้น ก่อนที่จะฟันธงด้วยซ้ำว่าซีนควรออกมาแบบไหน เพราะแบบนี้ เราเลยได้ลองหลายอย่าง และมันก็กลายเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างและปลอดภัยจริง ๆ
อุ้ม : เหมือนเป็นการซ้อมคิวบู๊ แต่เป็นคิวบู๊แบบความใกล้ชิด
บลาบูม : จริง ๆ แล้วในกองถ่ายจะมีอุปกรณ์หลายอย่าง อันนี้เล่าเป็นเกร็ดความรู้สนุก ๆ เพราะหลังออกจากโรงรอบกาลา เพื่อน ๆ ที่มาดูก็พุ่งเข้ามาหาทันที เหมือนจะถามเอาคำตอบจากเราให้ได้ “มันเป็นยังไง มันมีอะไรกั้นมั้ย หรือยังไง” ซึ่งบูมชอบมากที่เพื่อนถาม เพราะนั่นหมายความว่าหนังทำให้คนเชื่อได้จริง ๆ
สิ่งที่ตอบไปก็คือ จริง ๆ แล้วมันมีอุปกรณ์หลายอย่างเลย แม้จะไม่ได้ว้าวอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นของทั่วไปที่พอจะจินตนาการออก แต่ถูกเอามาใช้เพื่อสร้างความสมจริง อย่างเช่นสิ่งที่บูมชอบมากคือ “ลูกบอล” ตอนแรกที่เขาหยิบมาวางก็ยังงงว่า “เอาไว้ทำไม ใส่เพื่ออะไร” ครูก็อธิบายว่า “อ๋อ มันจะช่วยกั้นระหว่างตรงนี้ให้มากขึ้น” พอทั้งพี่อุ้มและเราตกลงโอเค ก็เลยลองใช้
สิ่งที่เกิดขึ้น คือพอซ้อมไปรอบสองรอบ มันกลายเป็นว่าลูกบอลช่วยสร้างเอฟเฟกต์ของแรงกระเด้งและจังหวะต่าง ๆ ให้ภาพออกมาสมจริงขึ้น ถ้าเล่นแบบแห้ง ๆ มันอาจติดเกรงใจจนไปไม่สุด แต่พอมีลูกบอล มันก็สร้างแรงส่งให้เกิดการกระเพื่อมจริง ๆ นี่คือ simple prop ที่ผ่านการคิดมาอย่างดี และน่าจะมาจากหลักสูตรที่ทีมงานผ่านการเทรนมาแล้ว
นอกจากนี้ยังมีแผ่นยางที่ใช้เพื่อป้องกัน ซึ่งตรงนี้พี่อุ้มก็ได้รับการดูแลอย่างดีเสมอ ในฐานะพาร์ตเนอร์ บูมก็ไม่เคยข้าม boundary นั้นไป ทีมงานจะเป็นคนจัดการทั้งหมด ถึงเวลาซีนก็เอามาใช้ พอพักก็ห่อเก็บ แล้วทำงานอย่างอื่นต่อ ทุกอย่างเต็มไปด้วยการดูแลและความปลอดภัยครับ

อุ้ม : อุ่นใจ ปลอดภัยครับ พอเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้ มันทำให้เราเป็นตัวละครได้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และผมเชื่อว่าการที่คนดูสามารถรับรู้บางอย่างจากตัวละครสองตัวนี้ได้ นั่นแหละคือความ professional ของจริง
ผมยังเชื่ออีกอย่างว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่มีโปรเจกต์ที่นักแสดงรู้สึกไม่ปลอดภัย ต่อให้เขาจะพยายามทำให้เป็นมืออาชีพแค่ไหน มันก็จะมองเห็นได้อยู่ดี มันเห็นในการแสดง เห็นว่าคนคนนั้นไม่ปลอดภัย และผมไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเลย
บลาบูม : แต่อันนี้มันก็สะท้อนกลับไปที่อุตสาหกรรมของเราด้วยนะครับ ซึ่งบูมมองว่า in a good way เพราะทุกคนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น เลยอยากแชร์ในฐานะเพื่อนนักแสดงด้วยกันว่า บางทีมันคือร่างกายของเรา มันคือความรู้สึกของเรา
วิธีการสื่อสารก็มีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องพูดออกไปตรง ๆ ว่า “หนูทำไม่ได้” หรือ “หนูกลัว” เสมอไป แต่มันอาจเริ่มจากการหาคนที่เรารู้สึกปลอดภัยที่สุด อาจจะเป็นผู้กำกับ หรือ acting coach แล้วบอกเขาเบา ๆ ว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง แค่การกระซิบก็ได้ เพื่อให้เรารู้สึกว่ามีใครสักคนรับรู้และปกป้องเราอยู่
สิ่งสำคัญคือเราต้อง communicate ออกมา เพราะนั่นคือการเคารพความรู้สึกของเราเอง และในขณะเดียวกัน ทีมก็ต้องช่วยเราด้วย เหมือนกับการซ้อมคิวบู๊ ถ้าเราไม่ใช่นักมวย ก็ไม่ควรจะต้องให้ตัวเองแขนหักเพื่อถ่ายซีนต่อไปไม่ได้ การแสดงก็เหมือนกัน มันไม่ควรจะทำให้ใครเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือหัวใจครับ
อุ้ม : แต่จริง ๆ แล้วมาตรฐาน ขั้นตอน หรือ step ที่ต้องพูดคุยกัน มันควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ต้องมีการ set กันให้ชัดว่าแต่ละคนรู้สึกยังไง “ประมาณนี้ คือประมาณไหน” ภาพที่ทุกคนเห็นตรงกันหรือเปล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเวิร์กช็อป หรือแม้กระทั่งระหว่างการคุยกันตั้งแต่ขั้นตอนแคสติ้งก็ได้

บลาบูม : เมื่อกี้บูมพูดถึงในภาพหน้าเซต ซึ่งส่วนใหญ่การทำงานของเราก็มักจะเป็นอย่างนั้น คือยังขาดการเวิร์กช้อปอยู่มากในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ใช้เวลาเยอะเลย ยิ่งถ้าได้ทำงานกับนักแสดงที่เป็นมืออาชีพอยู่แล้ว การมีเวิร์กช็อปก็เหมือนเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ลองซ้อม ได้รู้จักกัน และได้เห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
พอมีสิ่งนี้ปุ๊บ วันจริงมันช่วยลดเวลาไปเยอะ อย่างน้อยเราก็ได้คุยกันล่วงหน้าแล้ว ที่เห็นคือช่วงหลัง ๆ ซีรีส์หลายเรื่องเริ่มจริงจังกับการทำเวิร์กช็อปมากขึ้น ถึงขั้นมีโค้ชมาสอน บูมว่ามันโคตรเริ่ดเลย ซึ่งจริง ๆ มันมีมานานแล้วในละครเวที เพราะทุกครั้งก่อนขึ้นแสดง เราต้องซ้อมกันเป็นเดือน ๆ สามเดือนบ้างด้วยซ้ำ เลยชินกับระบบแบบนั้น
แต่ตอนเริ่มหันมาเล่นกล้อง บูมก็ struggle เหมือนกัน เพราะมันแทบไม่มีเวลาแบบนั้นเลย ยิ่งสมัยก่อนเล่นเป็น extra ก็แทบไม่ได้รับการซ้อม หน้าที่เรามีแค่ไม่ทำให้ตัวเอง toxic เท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะทำงานต่อไม่ได้เลย จริง ๆ มันไม่ได้ยากอะไร ถ้าเรายอมรับว่างานนี้สำคัญ และอยากให้มันออกมาดี เราก็ต้องมี acting workshop ครับ

การเรียนรู้กันและกันของอุ้มและบลาบูม
บลาบูม : อยู่ดี ๆ ความรู้สึกมันก็พริ้มขึ้นมาในใจ บูมอยากพูดจริง ๆ ว่าพี่อุ้มเป็นคนดีมาก งานกาลาแกยังไม่มาเพราะต้องไปสอนหนังสือ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา บูมเล่นกับนักแสดงมาหลายท่าน แต่พี่อุ้มคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ “เคลียร์” แล้วก็ปลอดภัย แถมยังเก่งมากด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังผีใช้ได้ค่ะ คงไม่เป็นแบบที่เราเห็นถ้าขาดเขาไปครึ่งหนึ่ง เราทำงานด้วยกันหนักมาก และสิ่งที่เห็นชัดคือความ real ของเขา ไม่ว่าจะอยู่นอกกล้องหรือในกล้อง พี่อุ้มมีจิตวิญญาณบางอย่างที่เป็นของเขาจริง ๆ และบูมก็รู้สึกขอบคุณเสมอที่มันเป็น “พี่อุ้ม วัลลภ รุ่งกำจัด” คนนี้

มันทำให้อยากร้องไห้ ทุกครั้งที่นึกถึงฟีดแบ็กต่าง ๆ ก็ย้อนกลับไปคิดถึงซีนหนึ่งในหนัง ตอนนั้นเราตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะเล่นยังไงดีวะให้มันรู้สึก” ข้อดีของพี่อุ้ม คือ แม้เขาจะนั่งอยู่หลังกล้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราสามารถ take พลังจากเขาได้เต็มที่ ภาพทุกอย่างมันก็เลยมา เพราะเขาเป็นคนที่สมจริงตลอดเวลา มันทำให้เกิดสิ่งที่เป๊ะมากๆ อย่างในหลักการแสดงที่ว่า action = reaction และ reaction ก็เกิดขึ้นจริงเพราะมีอีกคนทำให้เรารู้สึกได้ ก็เลยอยากบอกว่า “ขอบคุณนะครับ”
ส่วนเรื่อง break the ice จริงๆ เราไม่ได้ทำอะไรกันเยอะเลย วันแรกที่เจอกันคือวันเวิร์กช้อป ซึ่งยังไม่ใช่ IC แต่เป็นการเวิร์กช็อปเรื่องบท เหมือนทุกครั้งที่ต้องทำงานกับนักแสดงใหม่ เราก็ถามชื่อกันตามปกติ แต่พี่อุ้มเป็นคนเงียบมาก และดูมีเสน่ห์ วันนั้นบูมจำได้ว่าเพิ่งไปถ่ายโฆษณามา และเหนื่อยมาก แต่พอไปถึงกองก็ต้อง tune in ว่าวันนี้มีเวิร์กช็อป ก็ทักกันสั้น ๆ
“หวัดดีครับ”
“หวัดดีครับพี่”
แล้วก็คุยกันแป๊บเดียว ก่อนจะขึ้นไปเวิร์กช็อปต่อ นั่นแหละคือการ break the ice ของเราสองคน
อุ้ม : อาจจะเป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่า เราเป็นนักแสดงที่มีความตั้งใจคล้าย ๆ กันมั้ง มันรับรู้มวลได้ มันก็เลยอาจจะไม่ต้องการละลายพฤติกรรมเลยมั้ง

บลาบูม : เฮ้ย!!! ชอบว่ะ เพราะมันคือความจริง เรารู้ว่าเราทำงาน แล้วเหมือนเราทั้งสองคนก็ผ่านชีวิตมาเยอะ ทั้งเราทั้งพี่อุ้มต่างก็ไม่ได้มีชีวิตที่ง่าย กว่าต่างคนจะได้โอกาสอย่างวันนี้
บูมสารภาพเลยว่าตอนแรกก็สงสัยในใจว่า “เขาเป็นใครวะ” เพราะเราไม่ได้ดูหนังอินดี้เยอะ แต่ก็รู้ว่าแกเล่นมาเยอะ เลยแอบคิดว่า “แล้วเขาจะเล่นยังไง จะเป็นสไตล์แบบไหน” จนกระทั่งวันนั้นเจอครั้งแรก แค่คำทักสั้น ๆ “สวัสดีครับ” ก็ทำให้เห็นว่าเขาเป็นคนทำงานจริง ๆ
แล้วพอได้ร่วมงานก็ยิ่งเห็นด้วยว่าเราไม่ได้เยอะกัน ไม่มีความซับซ้อนอะไรเกินจำเป็น มันคือความรู้สึกแบบ “ไป…เอา…เริ่มได้เลย” ความสบาย ๆ ตรงนั้นแหละ ที่ทำให้การทำงานมันง่ายและจริงใจมาก ๆ
อุ้ม : ขอบคุณบลาบูมด้วยเหมือนกัน ก็นึกไม่ออกเลยถ้าเกิดไม่ใช่บลาบูมแล้วมันจะรู้สึกแบบนี้มั้ย
ผมรู้สึกว่าโชคดีมากที่ได้พาร์ตเนอร์เป็นเขา เพราะนึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ใช่เขา จะเป็นใครที่จะทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและสบายใจในการทำงานได้ขนาดนี้
Dynamic และพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างการ take มันชัดมากจนผมจำได้แทบทุกครั้ง เรารับ–ส่งกันไปมาอย่างเป็นธรรมชาติ พอผู้กำกับสั่ง cut เราก็จะหันมาเช็กกันทันที “พี่โอเคมั้ย / บูมโอเคมั้ย” เราดูแลกันดีมาก ทำงานกันอย่างมืออาชีพจริง ๆ “ผมนึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ใช่เขาแล้ว ทุกอย่างจะออกมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง รู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ ครับ”

บลาบูม : “ขอบคุณเหมือนกันนะ” เพราะว่ามันยากจริง ๆ นะเรื่องนี้ มันไม่ได้เล่นง่ายเลย วิธีการถ่ายทำด้วยเหมือนกัน มันท้าทาย skill ของนักแสดงมาก แล้วเหมือนที่พี่บอกว่า “ถ้ามันไม่ใช่กันและกัน มันจะเล่นยังไงวะ”
“พื้นที่ปลอดภัย” คือ keyword ของกองนี้
อุ้ม : สำหรับกองนี้ พี่บี๋ (คัทลียา เผ่าศรีเจริญ) พี่ทอง (โสฬส สุขุม) หรือทีมงานหลาย ๆ คน ผมเคยได้ร่วมงานกันมาก่อนแล้ว เลยมีทั้งความสนิทและความเชื่อใจอยู่แล้ว ทั้งในแง่ของความไว้ใจและเชื่อในฝีมือ มันเลยทำให้รู้สึกว่ากองนี้เป็นกองที่ผ่อนคลาย สบาย และเปิดพื้นที่ให้นักแสดงได้เป็นธรรมชาติ
มันคือพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เรากล้าแสดงออกโดยไม่ต้องกังวลอะไร และผมคิดว่าเมื่อมันส่งต่อไปถึงคนดู จนพวกเขารู้สึกบางอย่างกับตัวละคร นั่นแหละคือเครดิตของทีมงานทั้งหมด ที่ช่วยกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเรา จึงเป็นความรู้สึกดีจริง ๆ ที่ได้ทำงานกับโปรดักชันนี้ครับ
โดยปกติผมชอบทำงานกับผู้กำกับที่ทำภาพยนตร์ยาวเรื่องแรก มันมีความรู้สึกบางอย่างที่พิเศษเสมอ เพราะในตัวผู้กำกับจะเต็มไปด้วยทั้งความกล้าหาญ และความกล้า ๆ กลัว ๆ ผสมกันอยู่ และผมชอบความรู้สึกแบบนั้นมาก
อย่างพี่อุ้ยก็เป็นสิ่งนั้นเหมือนกัน ผมไม่แน่ใจว่าเขารู้ตัวเองหรือเปล่าว่าเก่ง แต่สำหรับผม เขาเก่งมาก ที่สำคัญคือเขาเป็นคนฟัง ฟังแล้วประมวล ก่อนจะเลือกว่าจะหยิบอะไรไปใช้ เวลาเราเสนอ choice เพิ่ม เขาจะลองรับไว้ ประมวล แล้วเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดออกมา และผมว่าทุกครั้งที่เขาเลือก มันเจ๋งจริง ๆ ก็เลยประทับใจกับการได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่กำลังทำหนังยาวเรื่องแรกแบบนี้ครับ

บลาบูม : คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” คือ keyword ของกองนี้ และบูมสัมผัสได้ตั้งแต่วันแรก เราเวิร์กช็อปกันสองครั้งแล้วก็เริ่มถ่ายเลย แน่นอนว่ามันตื่นเต้นอยู่แล้ว นี่คือหนังเรื่องแรกของเรา คำถามในหัวเต็มไปหมดว่า “เอ๊ะ!!! เขาจะทำกันยังไงวะ มันควรจะเป็นแบบไหนวะ” ตอนนั้นเรายังอ๊อง ๆ อยู่ แต่ทุกอย่างหายไปเร็วมาก เพราะทุกคนสบายสุด ๆ ไปเลย โดยเฉพาะพี่บี๋ พี่ทอง และทีม 185 Films ทั้งหมด
บรรยากาศมันทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ทุกคนคือ “คนปกติ” ไม่มีความพยายามจะทำตัวเท่ ไม่มีความรีบ ทุกคนคือ artist จริง ๆ ซึ่งบูมชอบมาก เพราะมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เรารักที่สุดคือละครเวที พื้นที่ที่เคยชินแต่ก็หายไปจากชีวิตพักหนึ่ง พอกลับมาเจออีกครั้งก็รู้สึกเลยว่า “บุญของกูแล้ว กูว่าบุญแล้วล่ะ”
ยิ่งได้เจอ พี่อุ้ย (รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค-ผู้กำกับ) ทุกอย่างยิ่งชัดขึ้นไปอีก ถ้านี่คือเพื่อนร่วม cast ในอุดมคติสักคน (หันไปแตะไหล่อุ้ม) พี่อุ้ยก็คือหนึ่งในอุดมคติของบูมเหมือนกันครับ
ขอบคุณเขาที่เลือกเรามา และที่สำคัญที่สุด คือขอบคุณที่เข้าใจว่าตัวเองอยากเล่าอะไร แล้วก็ไว้วางใจเราให้ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมา ขอบคุณที่ให้เวลาเราเต็มที่ ทั้งในการถ่ายทำ ในการพูดคุย ไม่ว่าจะกี่ take ก็พร้อมจะรอ และขอบคุณที่มักจะ feed อะไรแปลก ๆ ให้เราเสมอ


เพราะหลังจากเล่นเรื่องนี้จบแล้ว พอมองย้อนกลับไป บูมเพิ่งได้รู้สึกชัด ๆ ว่า ถ้ามีใครถามว่าตัวเองเป็นนักแสดงแบบไหน คำตอบก็คือ “เป็นคนที่เหมาะกับการเล่นอะไรแปลก ๆ” เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสนุกอยู่เสมอ และเราไม่ได้เจอความสนุกแบบนี้ในแพลตฟอร์มอื่นมาสักพักใหญ่แล้ว จนกระทั่งมาเจอที่นี่ เลยยิ่งรู้สึกว่าผู้กำกับคนนี้เก่งมาก ๆ ฉลาดมาก ๆ และที่สำคัญคือมีมารยาทมาก ทุกคนในกองถ่ายก็เช่นกัน ฝ่ายไฟ ฝ่ายเสียง ฝ่ายพร็อป ทุกคนเต็มไปด้วยความสามารถและมารยาทจริง ๆ ในการทำงาน เคารพกันตลอดเวลา มันจึงไม่แปลกเลยว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงไปได้ไกลขนาดนี้ เพราะมันแข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำ
อย่างที่บอกไป เรานักแสดงก็เป็นแค่ปลายทางของสิ่งนี้ เป็น the end of the road แต่พอได้อยู่ท่ามกลาง surrounding แบบนี้ มันไม่มีอะไรที่จะทำให้เราเล่นออกมาได้ดีไปมากกว่านี้แล้วครับ เพราะทั้งหมดนี้แหละที่ทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้จริง ๆ
อุ้ม : พื้นที่เพาะปลูกมันดี
บลาบูม : ดินมันดี ไอ้เรามันก็เมล็ดไง คนรดน้ำคือผู้กำกับ
อุ้ม : แล้วก็เบ่งบาน
บลาบูม : เราก็เบ่งบานไปกับการทำงาน และอีกอย่างที่ชอบมาก ๆ ในกองนี้ก็คือ ความตรงเวลาและการดูแลที่ละเอียดมาก จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่ไปถ่ายต่างจังหวัด ทีม casting ที่เรียกเราไปยังคง recheck เราตลอดเวลา ดูแลแม้กระทั่งเรื่องการนอนพักผ่อน
หนึ่งในฉากที่จำไม่ลืมคือฉากที่ต้องดำน้ำในแม่น้ำโขงจริง ๆ กลัวกุ๊กกู๋ด้วย (หัวเราะ) อันนี้เรื่องจริง ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เป็นคนกลัวผี ไม่ได้กลัวอะไรพวกนั้น แต่สิ่งที่รู้สึกคือบรรยากาศมันเวิ้งว้างมาก ตรงนั้นทำให้ใจหวิว ๆ ขึ้นมาเอง
สิ่งที่กลัวจริง ๆ ไม่ใช่ผี แต่คือสิ่งที่อาจอยู่ใต้น้ำอย่างสัตว์บางอย่างที่มองไม่เห็น ซึ่งมันน่ากลัวกว่าผีเยอะเลย ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ช่วยกัน make sure ความปลอดภัยเต็มที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นความท้าทายมากสำหรับเรา

เบื้องหลังของซีนนี้คือสิ่งที่ทำให้เราซาบซึ้งกับทีมงานมาก ไม่ใช่แค่ฝ่ายเซตหรือกล้องเท่านั้น แต่รวมถึงฝ่ายคอสตูมและทุก ๆ คนที่ลงไปยืนอยู่ในน้ำโขงด้วยกัน ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในเฟรมก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้น คือหลังจากที่เราลงไปตรงนั้นจริง ๆ มันกลายเป็นเหวลึก น้ำเชี่ยวและลึกกว่าที่คิด เพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์การดำที่สมจริง เราต้องอยู่ใกล้จุดนั้นมากที่สุด แต่ด้วยชุดที่ใส่ มันไม่สามารถดำลงไปได้จริง ๆ เลยมีทีมงานหนึ่งคนอยู่ใต้น้ำ คอยดึงบูมให้ดำลงไป เขาเองก็ต้องกลั้นหายใจไปพร้อมกันด้วย
ทุกครั้งที่ cut เราต้องช่วยกันดึงเขาขึ้นมาบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี เลยเลือกใช้วิธีอื่นแทน สุดท้ายก็ต้องใช้หินถ่วงลงไปจริง ๆ เพื่อให้ฉากออกมาได้ตามที่เห็น
ซีนที่ประทับใจ
อุ้ม : สำหรับซีนที่ผมชอบมากที่สุดจะมีอยู่สองซีนครับ ซีนแรกคือซีนใกล้ชิดที่เรากำลังสื่อสารอะไรบางอย่างกับ “กะเทยวิชาการ” มันเป็นช่วงที่พลังงานในตัวเองตีขึ้นมาหลายชั้นมาก เหมือนมีอะไรอยากปลดปล่อยออกไปเยอะจนจำได้แม่น ซีนนี้ทำให้ผมประทับใจทั้งในตัวบท และประทับใจในฐานะนักแสดงด้วย
อีกซีนหนึ่งคือซีนกับคนใช้ครับ ซึ่งตรงข้ามกันเลย เพราะมัน simple มาก ๆ แต่กลับรู้สึกว่าทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ และผมว่ามันคือซีนที่ช่วยหนุนให้อีกซีนหนึ่งยิ่งมีพลังมากขึ้นไปด้วย

บลาบูม : คิดมาเสมอเลยว่าซีนนี้คือซีนโปรด ถ้าให้เลือกซีนแรกในใจ ก็คือซีนช่วงต้นเรื่อง ที่เรายืนคุยกันอยู่ใน trailer ซีนนี้ประทับใจมากเพราะมันคือ long take การถ่ายที่ไม่ cut เลย พี่อุ้ยตั้งใจอยากได้เอฟเฟกต์จริง ๆ ที่เกิดขึ้นตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นจังหวะ dead air หรือช่วงที่เรามองหน้ากัน ทุกอย่างถูกกำกับให้แปลกออกไปในทางที่ดีมาก
อันนี้เล่าเพิ่มแล้วกัน เพราะว่ากว่าจะได้มาซึ่ง acting นี้ คือหลายคนถามว่า “เล่นยังไงให้ได้อย่างนี้วะ” ก็เลยต้องบอกว่าต้องกลับไปวันนั้นเลยในห้องเวิร์กช้อปกับพี่อุ้ยก่อนที่จะไปทำ ic คือเราได้ grammar นึงในการเล่นตัวละครนี้ ไวยากรณ์ในการเข้าหาตัวละครนี้ ว่าเราจะมี keyword ในใจ
ทุกครั้งที่ตัวละครนี้พูดเสร็จ เขาจะคิดอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็จะแสดงมันออกมา ซึ่งคำคำนั้นคือคำว่า “เหรอคะ” มันเซอร์ไพรส์มาก เช่น ชื่อพี่เจี๊ยบ
SUM UP: เหรอคะ
บลาบูม : อะไรอย่างนี้ เสียงในหัว แล้วมันก็ออกมาเป็นในหัวจริง แต่มันคือ scene นั้นแหละครับ หนึ่งมันท้าทายความจำสุด ๆ ไปเลยล่ะ เพราะมันยาวนะครับ ยาวมาก แล้วไดอะล็อกแทบจะแปลก สุด ภาษาก็แปลก เขาใช้ภาษาวรรณกรรมเล่าซีนนั้นเลย สิ่งที่เหลือก็คือเราสองคนที่ต้องมองหน้ากันไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็กำกับในลักษณะของเขาด้วยท่าทาง ด้วยว่าเราจะไม่ขยับเยอะ แม้กระทั่งกล้ามเนื้อในหน้า “คิ้วมันขมวดไป ปากมันกระตุก” ซึ่งไม่รู้ว่าแกชอบ หรือไม่ชอบ แต่เขาก็จะกำกับในลักษณะนี้ แต่ว่าไม่ได้ขยี้อะไรมาก ก็คือแค่เหมือนฟีดแบ็ก จนมันก็เล่นไปหลาย ๆ take ก็ flow ของมัน อันนี้ชอบมาก เพราะว่าท้าทายความสามารถ ความเป็นนักแสดง


ส่วนอีกซีนที่ลืมไม่ได้เลย ก็คือซีนที่บูมพูดถึงไปตอนแรก คือเขาอยู่หลังกล้อง (ชี้ไปที่อุ้ม) นั่นแหละแต่ในสิ่งที่คนดูเห็นจะเหมือนคุยกัน มันคือซันที่เขาพูด background ของตัวละครเขาก็คือครอง แล้วเราก็รับสิ่งนั้นมาเต็ม ๆ แล้วมันค่อย ๆ ไต่อารมณ์ ในฐานะนักแสดงก็รู้สึกว่ามันใช้ความเชื่อสูงมาก ใช้จินตนาการสูงมาก และที่มันเกิดขึ้นก็เพราะว่าพี่อุ้มเป็นคนส่งให้บูม นักแสดงคนนี้ (ชี้ที่อุ้ม) ส่งโคตรจะดีให้บูม มันก็เลยเกิดเป็นสภาวะนั้น
จริง ๆ love scene ต่าง ๆ ก็ชอบเหมือนกัน แต่แค่อยากไป highlight ตรงนี้ว่าจริง ๆ secen simple เหล่านี้ที่คนดูรู้สึกว่าน่าจะประมาณนี้ แต่ในฐานะนักแสดงเราทำงานกับมันหนักมาก
“ไม่เจ็บแต่แค้น” เมื่อครองต้องเป็นตัวแทนของคนที่ถูกอุ้มฆ่า และ กระเทยวิ ที่นั่งรับรู้อยู่ข้าง ๆ
อุ้ม : ในฐานะนักแสดงที่รับผิดชอบตัวละครครอง ก็โชคดีในชีวิตจริงพอจะรู้จักผีต่าง ๆ แล้วก็พอรู้ข้อมูลบางอย่าง พอถึงเวลาที่เราต้องถ่ายทอดตัวละครเหล่านี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการทำการบ้านหรือเปล่า แต่ว่าเหมือนผมเปิดโอกาสให้ผมเป็นผี แล้วให้ผีจริง ๆ นั้นมาสิงร่างผม แล้วก็บอกเขาว่าถ้าเกิดอยากจะสื่อสารประโยคพวกนี้ เขาจะสื่อสารผ่านผมด้วยความรู้สึกแบบไหน นี่คือการทำการบ้านของผม
“ผมก็เลยลองเปิดโอกาสให้ผีเหล่านั้นมาใช้ร่างผม สิงแล้วก็ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นไปหาคนดู หวังว่าคนดูจะได้ยินเสียงของผีเหล่านั้น ผ่านเสียงของผม”

บลาบูม : ถ้าเอาจากบทเฉย ๆ ที่เขาพูดท่อนนั้น คือเราก็ต้องเติมจินตนาการในฐานะนักแสดงว่าตัวละครกำลังสื่อสารอะไรกัน เพราะจริง ๆ บทมันก็ไม่พูดชัดเจนว่านี่คือเรื่องนี้นะ เราก็มีการเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่เราคิดว่ามันอาจจะช่วยตัวเราเอง และก็ทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น ก็เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบูมเป็นนักแสดงที่ work กับข้างหน้า 80-90% เลย ก็คือถ้าภาพที่เห็นมันคือความรู้สึก dramatic มันก็เกิดจากข้างหลังที่คนดูไม่เห็นนั่นแหละ มัน dramatic อย่างที่บอกเพราะว่าเขาส่งมา
ส่วนเรื่องของ inner ความคิด background ของตัวละคร คือด้วยความที่ตัวละครเป็นกะเทยวิชาการ เขาอินมาก แล้วเราก็จะเห็น prop ซึ่งอยู่ในเรื่อง ซึ่งมันก็เป็นเชิงสัญญะ เราก็เชื่อมจากตรงนั้นเข้ามา แต่อย่างที่บอกคือเรื่องราวของตัวละครครองมันหนักอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเติมอะไรที่มันไม่เกี่ยวมากจนเกินไป เราก็เอาจากตรงนี้ ผลผลิตตรงนี้ที่พี่อุ้มส่งมาให้เรา แล้วก็เอามาต่อยอดเป็นของเรา แล้วก็ไปด้วยกัน มันก็เลยเกิดเป็นความรู้สึกจริง ๆ ที่คนดูรู้สึกว่า “มึงคุยกัน” เราก็คุยกันจริง ๆ หลังกล้องเราก็ไม่ต้องมานั่ง tune in อะไรกันมาก เราก็ต่างคนต่างอยู่เหมือนกัน เพราะมันใช้สมาธิสูงมาก แล้วก็เข้าสู่ซีนนี้ด้วยกัน แล้วบูมเป็นคน sensitive กับเรื่องประมาณนี้ หมายถึงเรื่องของตัวละคร มันจึงง่ายกับนักแสดงที่เป็นบูมมาก ๆ มันก็เลยง่ายกับการเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ ครับ


“ผีใช้ได้ค่ะ” ฉายแล้วค่ะ
บลาบูม : นอนดึกทุกคืนเลยครับ เราเป็นคนโซเชียลอยู่แล้ว มาจาก TikTok ด้วย เลย appreciate การคอมเมนต์เป็นธรรมชาติของเราไปแล้ว กลายเป็น second nature เหมือนสันดานที่สอง ที่คอยตอบและ service คนดู
แต่พอมาเป็นหนัง มันมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่ชัดมาก คือเราอยากรู้ว่าคนดู take มันยังไง ซึ่งมันก็มี spectrum กว้าง ๆ ตั้งแต่ชอบมาก ๆ ไปจนถึงไม่ get และตรงกลางที่ยังตกตะกอนไม่เสร็จ เพราะเพิ่งออกจากโรงมาเมื่อกี้ ยังบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง
ถ้าเริ่มจากฝั่งไม่ get ก่อน บูมกลับชอบนะ เพราะนี่คือความน่ารักของสังคมไทยทุกวันนี้ที่เปิดกว้างขึ้นเยอะ สมัยก่อนถ้าคนดูดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วไม่เข้าใจ อาจจะเลยไปถึงขั้นไม่ชอบมาก ๆ แล้วพูดถึงมันในมุมที่ไม่เกี่ยวกับหนังเลยก็ได้ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แม้เขาจะไม่เข้าใจ แต่พอรู้ว่าหนังเรื่องนี้ได้รางวัล กำลังจะไปต่อถึง Oscar เขาก็ยังมีความยินดีอยู่ตรงนั้น ซึ่งบูมว่ามันคือสิ่งที่เราโหยหามานาน แล้วตอนนี้มันเกิดขึ้นจริง ๆ ซึ่งเราชอบมาก
ส่วนฝั่งที่ get ก็อาจจะใกล้ตัวหน่อย พ่อ แม่ น้อง หรือเพื่อน ๆ ของบูม เพื่อน ๆ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันก็มักเข้าใจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ซึ้งใจมากคือแม่ ซึ่งเป็นเจเนอเรชันก่อนเราไปถึงสองรุ่น ก็ยังเปิดรับและพยายามทำความเข้าใจหนังไปด้วยกัน

อุ้ม : Gen อะไรครับ
บลาบูม : Gen boomers ปลาย boomers ต้น x คือแม่เข้าใจหมดเลยว่าหนังต้องการสื่ออะไร เท่าที่วันนั้นเขาดูแล้วก็รู้สึก ซึ่งเขาก็ reflex ได้รู้สึกว่ามันทำงานกับคนทุก Gen ด้วยซ้ำ
คนก็มองหนังเรื่องนี้ต่างกันออกไป อย่างที่บูมเคยบอกตั้งแต่แรกว่ามันแล้วแต่ว่าคุณจะหยิบอะไรไปจากมัน แม่บูมเองก็หยิบเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” มาพูด เธอตั้งคำถามว่า “ทำไมคนคนหนึ่งต้องเจอสิ่งนี้” “ทำไมมันไม่แฟร์เลย” ซึ่งสิ่งที่แม่เห็นไม่ใช่การเมืองใหญ่โตอะไรด้วยซ้ำ แต่เป็นเรื่องครอบครัว
บูมมองว่า “การเมืองมันอยู่ทุกที่ ไม่ใช่แค่ในรัฐสภา” แต่มันคือการเมืองในครอบครัว การเมืองในความสัมพันธ์ มันคือ domestic violence หรือความสัมพันธ์ที่คนหนึ่งอยู่สูงกว่า อีกคนต่ำกว่า เรื่องเหล่านี้ฝังอยู่ในจิตใจมนุษย์อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่กับคนไทย แต่เป็นสากล นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงไปได้ทั่วโลก และทุกคนพูดถึงมันในลักษณะนี้
ฟีดแบ็กที่ได้รับจึงหลากหลายมาก และบูมก็รู้สึกขอบคุณจากใจแทนทีมงานทุกคน เพราะหนังเรื่องนี้จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยถ้าไม่มีคนดูไปเจอ ไปพูดถึงมัน และสิ่งที่น่าดีใจคือทุกคนพูดถึงมันในหลายแง่มุมจริง ๆ ลองกดเข้าไปอ่านรีวิวในแฮชแท็กกว่าหนึ่งพันเรื่อง ก็จะเห็นว่าประเด็นที่หยิบมาพูดต่างกันออกไป แม้จะคล้ายกันในบางมุม แต่ก็มีจุดเน้นไม่เหมือนกัน และยังมีการถกเถียงกันในคอมเมนต์ว่า “ฉันว่ามันไม่ใช่” “ฉันว่ามันอย่างนี้” สำหรับบูม แค่นี้ก็คือความสำเร็จของพี่อุ้ยและทีมงานแล้วครับ


อุ้ม : หนังเรื่องนี้เริ่มต้นที่ต่างประเทศก่อน มันก็เป็นความภาคภูมิใจแบบหนึ่ง แต่ในความจริง หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย บริบททั้งหมดก็คือสังคมไทย เพราะฉะนั้นการที่วันนี้มันได้กลับมาฉายในบ้านเรา มันดีมาก ๆ สำหรับผม
ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคมเป็นต้นมา ฟีดแบ็กหลากหลายมาก สนุกมากเวลาที่ได้อ่าน ต่อให้บางคนไม่ชอบเลย หรือมีความชอบน้อยมาก ผมก็ว่านี่แหละคือความเจ๋ง อย่างน้อยเขาไปดู เขาเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ดู รับฟัง และตั้งคำถามกับมัน
ผมว่าตรงนี้คือเส้นแบ่งที่เคยบอกว่า “นี่คือภาพยนตร์แมส” หรือ “นี่คือภาพยนตร์อิสระ” มันเริ่มพร่าเลือนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพยนตร์มันกลายเป็น “รสชาติใหม่” และเราจะได้ยินคำว่ารสชาติใหม่ ๆ แบบนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
บลาบูม : ต้องกลับไปที่พี่อุ้ย ผู้กำกับด้วยจริง ๆ เหมือนเขาตีโจทย์แตกแล้วว่าถ้าจะ communicate กับคนดู พร้อมกับส่งหนังไปสู่เวทีรางวัล มันควรอยู่ตรงไหน ตอนที่เล่นเรายังคิดไม่ออกเลยว่าหนังจะออกมาเป็นแบบไหน จนกระทั่งวันที่ได้ดู ซึ่งก็คือที่ Cannes และไม่มีนักแสดงคนไหนได้ดูมาก่อนหน้านั้น
พอได้ดูแล้วเราก็อินมาก เพราะพื้นฐานเราเรียนอักษรฯ ซึ่งต้องผ่านการเรียนดูหนังในเชิงวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะ แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบก็รู้สึกทันทีว่า “นี่คือ text” หนังเรื่องนี้จะกลายเป็น text ให้นักศึกษา นิสิต หรือใครก็ตามได้เอาไปศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาพยนตร์ ภาษาศาสตร์ หรือวัฒนธรรม มันมีภาษาของมัน มีวัฒนธรรมของมันสอดแทรกอยู่เต็มไปหมด และเหนือสิ่งอื่นใด พี่อุ้ยเป็นผู้กำกับที่อะลุ่มอล่วยกับคนดู เคารพคนดู หนังจึงเต็มไปด้วยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้คนดูมีความสุขได้ ต่อให้บางคนอาจจะไม่ชอบก็ตาม
อุ้ม : สำหรับผม คนดูสามารถชอบหนังใน layer ของตัวเองได้เลย มันไม่มีแบบไหนผิดอยู่แล้ว ผมมองว่าหนังแต่ละประเภทก็เหมือนอาหารจานหนึ่ง หนัง mass ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี หนังอินดี้ก็ไม่ได้แปลว่าดีหรือไม่ดี มันแค่ต่างรสชาติกัน
สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเปิดใจยอมรับว่า มีอาหารหลายรส หลายการปรุงจากเชฟคนละคน การดูหนังก็เหมือนกัน ถ้าเราเปิดใจ ลองชิมดูก่อน ต่อให้รู้สึกว่าอันนี้เค็มไป หวานไป หรือหนักอูมามิไป อย่างน้อยเราก็ได้ลอง แล้วก็สามารถฟีดแบ็กได้อย่างตรงไปตรงมา

ผมว่าถ้าเราเปิดรับกันแบบนี้ เราจะได้เห็น “จานใหม่ ๆ” หรือหนังรสชาติใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกเยอะ และ ผีใช้ได้ค่ะ ก็เป็นหนึ่งในนั้น หนังที่พาเราไปเจอรสชาติที่ไม่เหมือนเดิมครับ
บลาบูม : ผู้กำกับใส่ผงชูรสเยอะมาก
อุ้ม : ผมว่าขอบเขตหรือว่าเส้นที่ขีดแบ่งมันควรจะพร่าเลือนได้แล้ว เรามีแค่ความหลากหลาย
บลาลูม: แล้ว good hope ของบูมคือความหวังที่เกิดขึ้นจากการเป็นนักแสดง และจากทีมงานที่ได้เห็นฟีดแบ็กที่กลับมา จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้มันมีความ absurd อยู่เยอะมาก ไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำในบางมุม เละเทะไปบ้างในเชิง message แต่เราก็อยู่ในโลกที่บางครั้ง absurd กว่านั้นอีก
มนุษย์ชาวไทยเองก็ยังหาสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ และจริง ๆ แล้วทุกคนที่เป็นมนุษย์ เมื่อได้เห็นอะไรแบบนี้ ความรู้สึกบางอย่างมันจะเกิดขึ้นเอง จนกลายเป็นความหวัง อย่างเด็กรุ่นใหม่ที่มาดู หรือคนรุ่นเดียวกับบูม หรือแม้กระทั่งรุ่นแม่ ทุกคนอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไม่ว่าจะในด้านการศึกษา หรือการ appreciate งานศิลปะรูปแบบหนึ่ง แม้บางคนจะไม่ชอบ แต่มันก็ยัง “ดีด” อะไรบางอย่างให้เกิดประกายขึ้นข้างใน
และประกายเล็ก ๆ แบบนี้แหละที่อาจกลายไปเป็น “เมนูใหม่” ในอนาคต ซึ่งสำหรับบูม นี่คือสิ่งที่โคตรมีคุณค่าต่อวงการภาพยนตร์และศิลปะของเรา เราไม่ได้บอกว่างานเราดีที่สุดหรอกนะครับ แต่ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้พูดว่า “เฮ้ย!!!! มึงมาดูสิ กูเป็นคนแบบนี้นะ” เหมือนเราได้ชวนกันมาเป็นเพื่อน มานั่งดูด้วยกัน อันนี้แหละคือสิ่งลึก ๆ ที่ทำให้ภูมิใจมาก ๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานเรื่องนี้ครับ

อุ้ม : ขอขยายอีกอันนึงในเรื่องของวัตถุดิบในเรื่องของนักแสดงนะครับ ผมมองว่านักแสดงคือวัตถุดิบ ทีนี้ลองจินตนาการดู ถ้าเกิดเรามีอคติหรือมายาคติบางอย่าง หรือมีชุดความคิดบางอย่างว่า “อ๋อ!!! นักแสดง mass ควรจะต้องเล่นภาพยนตร์ประมาณนี้ นักแสดงภาพยนตร์อิสระควรจะเป็นประมาณนี้” แต่นี่ผีใช้ได้ค่ะแกงโฮะมาก
บลาบูม : เรากำลังจะขอบคุณใหม่ ดาวิกา เรากำลังจะขอบคุณพี่อุ๋ม อาภาสิริ เพื่อนของเราคือ โมสต์ วิศรุต (หัวเราะ)
อุ้ม : ใช่ เรามีนักแสดงที่อยู่รวมกัน แล้วเราควรจะเรียกหนังแบบนี้ว่าหนังอะไร
บลาบูม : พี่อุ้ยแกกวาดตั้งแต่เบื้องหลังยันผลงาน เอามายำรวมกันเลย
อุ้ม : แล้วนี่คือแสดงถึงศักยภาพว่า จริง ๆ แล้วนักแสดงทุก ๆ คน เขาพร้อมที่จะกระโดดเข้าหาความท้าทายอยู่แล้ว เราแค่ลองลบภาพว่าใครควรจะเล่นแบบไหน
“อย่าลืมเรานะ” ผีใช้ได้ค่ะ กำลังบอกอะไรกับสังคม
อุ้ม : เราโชคดีที่ก่อนเล่นก็เป็นคนไม่ลืมอยู่แล้ว มันเหมือนเป็นการพูดหนักแน่นขึ้นมั้งครับว่ายังไงก็ตามเราก็จะไม่ลืม แล้วยังไงก็ตามเราจะชวนให้คนพูดถึงเขา แล้วก็อย่าลืมเขา เหมือนที่กะเทยวิชาการบอกครับ “ฉันจะจำคุณ”

บลาบูม : การเป็นนักแสดงในเรื่องนี้ สำหรับบูมมันไม่ใช่แค่การทำศิลปะ แต่คือการถ่ายทอด message สำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องเพศสภาพ หรืออะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่บูมจะไม่มีวันลืมคือ “หนังเรื่องนี้ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของการพูดออกมา”
ตัวละครกะเทยวิชาการเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าพูด แม้จริง ๆ แล้วเขาควรจะต้องพูด แต่กลับเลือกที่จะเก็บมันไว้ จนกระทั่งมีบางสิ่งทำให้ต้องพูดออกมา ถ้ามองในเชิงสัญญะ ซีนใกล้ชิดหรือซีน intimated ทั้งหลาย มันคือการส่งต่อบางอย่างจากตัวละครหนึ่งไปสู่อีกตัวละครหนึ่ง และบูมรู้สึกชอบพลังงานตรงนี้มาก การที่คนที่ไม่กล้า สุดท้ายเลือกที่จะกล้า ซึ่งถ้าเทียบกับชีวิตจริง เราเองก็ยังมีหลายเรื่องที่ไม่กล้าทำ แต่ถ้าวันหนึ่งเรากล้าขึ้นมา บางทีมันอาจช่วยใครบางคนได้จริง ๆ
สำหรับบูม ผีใช้ได้ค่ะ กำลังสื่อสารอยู่สามเรื่องใหญ่ ๆ
หนึ่ง มันกำลังบอกว่าคนไทยเก่งมาก ถ้าวันไหนคุณสงสัยในความเป็นคนไทยของตัวเองว่าคุณอยู่ตรงไหนในโลกใบนี้ จงจำไว้ว่าเราเก่งได้ในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ หรือศิลปิน แค่เรามีโอกาส มีเวลา และมีความมุ่งมั่น
สอง มันกำลังบอกให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่เราให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ความทรงจำที่เราเลือกจะลืมหรือเก็บไว้ มันไม่กระทบแค่ตัวเรา แต่สามารถส่งผลต่อคนอื่นได้ด้วย
สาม มันคือเรื่องของการยอมรับ ยอมรับตัวเอง และยอมรับคนอื่น หนังที่หลายคนอาจคิดว่าเป็นอินดี้ จริง ๆ แล้วพูดถึงเรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง และการที่คนเลือกไปดูหนังเรื่องนี้ ก็คือการให้คุณค่ากับการเปิดใจให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา
ฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาทำให้เรายิ่งเห็นชัด คนไทยน่ารักจริง ๆ คนไทยรักกันจริง ๆ เราเชื่อมโยงกันผ่านสิ่งเหล่านี้ เพียงแค่ความเจ็บปวด ความสุข ความทุกข์ ที่เรามีร่วมกัน เราจะกล้าพูดมันออกมาไหม กล้าบอกกับเพื่อน หรือแม้แต่กับคนที่เรากลัว ว่าเรารู้สึกอะไรอยู่ เพราะบางทีเขาอาจรู้สึกเหมือนกับเราก็ได้

อุ้ม : หลาย ๆ ข้อบลาบูมได้พูดแล้ว แล้วผมเห็นด้วย ผมอาจจะพูดอีกมุมนึ่งก็คือ ผีใช้ได้ค่ะ พูดกับเรา บอกกับเราว่าเราสามารถมีจินตนาการในการตั้งคำถาม ในการคิดอะไรบางอย่าง ในการพูดอะไรบางอย่าง ในการสื่อสารอะไรบางอย่างออกมาได้ ลองทำมันออกมาก่อน อย่ากลัวที่จะทำมันออกมา อย่ากลัวที่จะสื่อสารออกมา
ขอบคุณและขอบคุณ
บลาบูม : คนที่ร่วมเดินทางด้วยกันก่อนนะครับ มันก็ simple มาก ก็ขอบคุณทุกคนที่สร้าง “กะเทยวิชาการ” ขึ้นมา คนสร้างหมายถึงทั้งผู้กำกับ คนตัดต่อ คนทำ sound ฯลฯ ถ้าขาดคนใดไป มันจะไม่เกิดตัวละครนี้ขึ้นมา แล้วก็ขอบคุณที่โคตรจะให้ใจกับการทำสิ่งนี้ ให้เวลากับพวกเรา ขอบคุณมาก ๆ แล้วก็ยินดีกับพวกเรามาก ๆ ที่สิ่งนี้มันเติบโต
ส่วนคนดู เอาเป็นคนดูที่มาดูแล้วก่อนแล้วอาจจะรีวิวให้แล้วด้วยไม่ว่าจะทางไหนนะครับ ความคิดของทุกคนมีความหมายเหมือนกับเสียงที่เราพูด การที่เราเลือกที่จะพิมพ์อะไรลงมา เราคิดมันแล้ว แล้วเราก็ตั้งใจแล้ว ก็ขอบคุณในความตั้งใจนั้น มันมาถึงพวกเราทุกตัวอักษรจริง ๆ เราแชร์กัน เราอ่านกันว่อนไปหมด สนุกมาก บวกหรือลบก็ตามเราเห็นหมด
แล้วก็อยากฝากถึงคนดูที่อาจจะยังตัดสินใจอยู่ว่า “ยังไงดีล่ะ!!! รีวิวก็มาทรงนี้แล้ว จะไปดีมั้ย จะใช่มั้ย หรือเอาเลยนะ” ก็อยากบอกว่าถ้าว่าง ลองไปดูเถอะครับ เพราะมันคืออะไรใหม่ ๆ จริง ๆ

มี keyword นึงที่บูมชอบมาก จากคนที่รีวิวใน TikTok เขาพูดว่า “ผมขอแค่ให้คนดูเปิดใจ” คำนี้มัน simple มาก แต่จริงไปหมดเลย ถ้าเรามองทุกอย่างให้ง่าย มันก็จะง่าย คนคนนั้นเล่าว่า “ผมไม่รู้หรอกว่าหนังจะเอาอะไรมาให้ ผมก็เลยไม่คาดหวังอะไรเลย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือผมได้อะไรกลับมาเต็มไปหมด” ซึ่งสิ่งที่เขาได้อาจจะเป็นความชอบมาก ๆ หรืออาจจะยังเอ๊ะ ๆ อยู่บ้าง แต่มันก็เหมือนเราได้ลองกินอะไรบางอย่างที่ไม่เคยกิน เราไม่ควรเอาความเป็น “ส้มตำ” ไปตัดสินว่ามันต้องอร่อยเหมือนส้มตำ เพราะจริง ๆ แล้วมันอาจอร่อยกว่าที่เคยกิน หรือเป็นรสชาติที่ไม่เคยเจอมาก่อนด้วยซ้ำ
สำหรับบูม ผีใช้ได้ค่ะ กำลังเป็นสิ่งแบบนั้นเลย และถ้าใครชอบเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ ก็น่าจะยิ่งอิน เพราะมันคือความหวาดเสียวบางอย่างที่เราคาดเดาไม่ได้ว่าจะเจออะไรต่อไป ก็ฝากทุกคนไว้แบบนี้นะครับ วันนี้ ผีใช้ได้ค่ะ เข้าฉายแล้วในทุกโรงภาพยนตร์
อุ้ม : ก็อยากจะขอบคุณคนที่มีความเชื่อบางอย่างร่วมกัน ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนสำหรับคนที่อยู่ในผีใช้ได้ค่ะ แล้วก็เป็นบุคคลต่าง ๆ ที่สนใจที่จะเรียนรู้แล้วก็เข้าใจคนด้วยกัน หรือผีด้วยกัน ก็อยากจะขอบคุณ แล้วก็อยากจะขอบคุณสำหรับคนที่อาจจะไม่เคยรู้เรื่องราวพวกนี้มาก่อนแล้วก็เข้าไปดู แล้วก็ขอบคุณที่พวกเขาเปิดโอกาสให้ตัวเองมารู้จักอะไรใหม่ ๆ ซึ่งมันอาจเป็นสิ่งแปลกใหม่ ชอบหรือไม่ชอบ เราก็ไม่ทราบ แต่ว่าขอบคุณที่เขาเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปรู้จักอะไรใหม่ ๆ

บลาบูม : อีกคนที่อยากขอบคุณมากเลยครับ “ขอบคุณครอง ข้างในของครอง ขอบคุณกะเทยวิชาการด้วยครับ”

เราจบบทสนทนาด้วยอ้อมกอดและรอยยิ้ม ระหว่างเวลามีทั้งเสียงหัวเราะที่ทำให้บรรยากาศเบาลง และน้ำตาที่เอ่อขึ้นจากความรักซึ่งไม่อาจซ่อนอยู่ได้ ทุกโมเมนต์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นตรงนั้นไม่ใช่เพียงเศษเสี้ยวของการพูดคุย แต่คือการยืนยันว่ามนุษย์เรายังมีวิธีส่งหัวใจให้ถึงกัน ไม่ว่าจะผ่านคำพูด การมองตา หรือแม้แต่ความเงียบที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจ
สิ่งที่ อุ้ม และ บลาบูม ได้บอกเล่า ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจเพียงบทบาทของ “ครอง” หรือ “กะเทยวิชาการ” เท่านั้น แต่ยังทำให้เราเข้าใจความหมายของการเป็นนักแสดงในวันที่โลกเต็มไปด้วยความกดดันและความไม่แน่นอน การเป็นนักแสดงในมุมมองของพวกเขาไม่ใช่การสร้างภาพลวงตาเพื่อหลอกตาคนดู แต่คือการเปิดเปลือยความจริงบางอย่างที่เรามักไม่อยากเผชิญหน้า และยอมเปราะบางพอที่จะให้ผู้ชมเข้ามาเห็นหัวใจตรงนั้นอย่างใกล้ชิดที่สุด
พวกเขาพูดถึงกองถ่ายที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และนั่นทำให้เราเห็นภาพใหญ่ขึ้นว่า วงการบันเทิงไทยก็กำลังเรียนรู้ที่จะสร้างโครงสร้างใหม่ ๆ เพื่อดูแลคนทำงานอย่างแท้จริง การพูดถึง Intimacy Coordinator อาจดูเหมือนรายละเอียดเล็ก ๆ ในเชิงเทคนิค แต่สำหรับทั้งคู่ นี่คือเครื่องยืนยันว่าเบื้องหลังการทำงานสามารถสร้างโครงสร้างที่ปลอดภัยให้หัวใจมนุษย์ได้จริง ๆ
เพราะฉากที่งดงามที่สุดไม่เคยเกิดขึ้นจากการฝืน แต่เกิดจากการที่นักแสดงเชื่อว่าตัวเองได้รับการดูแลและได้รับเกียรติในทุกลมหายใจ ก่อนและหลังคำว่าคัต นี่คือสัญญาณว่าศิลปะกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น มันบอกกับเราว่า การเคารพกันในฐานะมนุษย์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ หากแต่เป็นรากฐานที่ทำให้ผลงานหนึ่งชิ้นสามารถออกดอกผลที่งดงามได้จริง ๆ ดังนั้น ทุกครั้งที่พวกเขามองย้อนกลับไปยังการถ่ายทำ ผีใช้ได้ค่ะ สิ่งที่จดจำจึงไม่ใช่เพียงการได้เล่นบทที่ท้าทาย แต่สิ่งที่จะปิ๊งแว๊บเข้ามาในหัว คือความไว้วางใจที่เอาใจมากอง ๆ ไว้รวมกัน
สุดท้ายนี้ แม้สังคมเรายังไปไม่ถึงความเท่าเทียมที่เท่ากันได้จริง ๆ แม้ชื่อและใบหน้าของผู้ที่ถูกกระทำจากเหตุการณ์ทางการเมืองจะถูกทำให้เงียบ แม้บางคนถูกพรากไปกลางถนน และบางคนยังไม่เคยได้กลับบ้าน มีบางคนถูกลบออกจากหน้าหนังสือเรียน แต่ความเงียบไม่ได้ทำให้พวกเขาหายไปจริง ๆ ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้เสียงเล็ก ๆ ของงานศิลปะมีความหมายมากขึ้น เพราะศิลปะคือสิ่งที่สามารถรื้อฟื้นความทรงจำ และยืนยันว่า “ความจริงยังอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะพยายามทำให้มันเลือนหายไปแค่ไหนก็ตาม”
ดังนั้น การพูดถึงหนัง “ผีใช้ได้ค่ะ” จึงไม่ใช่เพียงการพูดถึงการทำงานของนักแสดง หรือการที่ได้ไปยืนบนเวที Cannes หรือ Oscars แต่คือการพูดถึงศิลปะในฐานะเครื่องเตือนใจ ศิลปะที่บอกเราว่า “ความเปราะบางคือความจริง” และ “ความจริงคือสิ่งที่ไม่มีวันถูกทำลาย” เมื่อเรามีใครสักคนกล้าที่จะพูดแทน
และบางที นี่อาจเป็นของขวัญที่หนังเรื่องนี้ได้ฝากไว้ ไม่ใช่รางวัล ไม่ใช่เสียงปรบมือ แต่คือการชวนให้เราตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเพศไหน เกิดหรือเติบโตที่ไหน เราเท่ากันในฐานะของมนุษย์เสมอ ชวนให้เรารำลึกถึงผู้ที่สูญหาย ผู้ที่ยอมเสียสละชีวิต และผู้ที่ยังคงเชื่อว่าศิลปะกับการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ไม่เคยแยกออกจากกันได้จริง ๆ

“ผีใช้ได้ค่ะ” ยังฉายอยู่นะคะ
ที่ House สามย่าน ยังมีอยู่ค่ะ
