ทำเอาแฟน ๆ ที่คร่ำหวอดในวงการเฮฟวีเมทัลทั่วโลกโศกเศร้าเป็นอย่างมาก เพราะบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เจ้าชายแห่งความมืด (Prince of Darkness)’ ผู้เป็นนักร้องนำของวง ‘Black Sabbath’ อย่าง ‘ออสซี ออสบอร์น (Ozzy Osbourne)’ ได้จากไปอย่างสงบในวัย 76 ปี เมื่อวานนี้ (22 กรกฎาคม 2568) หลังจากงานคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สนามวิลลาพาร์ก สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแอสตัน วิลลา ‘Back to the Beginning’ ร่วมกับสมาชิกดั้งเดิมของวงได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
‘ออสซี ออสบอร์น (Ozzy Osbourne)’ เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1948 ที่เบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร ร่วมกับพี่น้องท้องเดียวกัน 5 คน รวมเขาเป็น 6 คน ท่ามกลางครอบครัวชนชั้นแรงงาน มีพ่อประกอบอาชีพช่างทำเครื่องมือ และมีแม่ทำงานที่โรงงาน ก่อนจะเริ่มสนใจวงการดนตรีหลังจากได้ยินเพลง She Loves You ของ The Beatles ในวิทยุเมื่ออายุได้ 14 ปี และบอกกับตัวเองไว้ว่าเขาจะเติบโตไปเป็น Rockstar เพื่อเติมเต็มชีวิตในอนาคตจนถึงวันสุดท้าย
ก่อนที่ในวัย 19 ปี ช่วงปี 1967 เขาจะได้รับเลือกให้เป็นนักร้องนำของวง ‘Rare Breed’ ของ ‘กีเซอร์ บัตเลอร์ (Geezar Butler)’ นักดนตรีชาวอังกฤษ และมือเบสที่ก้าวเข้ามาร่วมอยู่ในวงดนตรีระดับตำนานของเขาอย่าง Black Sabbath ในอีก 2 ปีถัดมา พร้อมกับสมาชิกคนอื่น ๆ อย่าง ‘โทนี ไอโอมมี (Tony Iommi)’ และ ‘บิล วอร์ด (Bill Ward)’ อดีตสมาชิกวง Mythology ที่มาร่วมทำวงด้วยกันครั้งแรกในชื่อ The Polka Tulk ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Earth ตามลำดับ
เพียงแต่ในการแสดงครั้งหนึ่งพวกเขาพบว่ามีวงที่ใช้ชื่อ Earth ซ้ำกัน เลยเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Black Sabbath’ ที่มาจากชื่อภาพยนตร์สยองขวัญของอิตาลีในปี 1963 และยึดแนวทางวงด้วยการแต่งเพลงแนวสยองขวัญ มีเสียงดนตรีและเนื้อร้องอันแสนมืดหม่น จนทำให้ผู้คนในยุคนั้นมีความกลัว แต่ก็มีแฟนเพลงที่เหนียวแน่นเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ผลงานชุดแรก ๆ อย่าง ‘Black Sabbath’ (กุมภาพันธ์ 1970), ‘Paranoid’ (กันยายน 1970), ‘Master of Reality’ (สิงหาคม 1971) รวมไปถึงความแข็งแรงด้านตัวตนของวง และความเป็นศิลปินหัวขบถของออสซีเอง
จากการสร้างวัฒนธรรมรูปแบบการแสดงแบบ Shock Rock หรือวงที่เน้นแสดงสดทางดนตรีที่หนักหน่วง ผสมผสานกับพฤติกรรมที่น่าตื่นตะลึงเพื่อสร้างความน่าสนใจ พวกเขาได้สร้างช่วงเวลาช็อกโลกที่น่าจดจำเอาไว้หลายต่อหลายครั้งบนเวที ทั้งการกัดหัวค้างคาวที่ผู้ชมโยนขึ้นมาบนเวทีจนเลือดไหล เพราะคิดว่าเป็นค้างคาวปลอม ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องมาจากเวลาวงแสดงสด พวกเขาก็มักจะแสดงความบ้าระห่ำด้วยการโยนเครื่องในสัตว์ลงไปหาคนดู หรือวีรกรรมส่วนตัวของออสซีเอง เขาก็ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็น Rock Star แข็งแรงขึ้นในหลาย ๆ ครั้ง ทั้งการโยนทีวีออกนอกห้องพักขณะออกทัวร์คอนเสิร์ต ขับรถพาเมียไปคลอดลูกขณะกำลังเมา หรือยิงแมวของตัวเองจนเสียชีวิตกว่า 17 ตัว เพราะมึนเมาจากการเสพยา
นอกจากวีรกรรมป่วง ๆ ที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาและวงดนตรีแนวเฮฟวีเมทัล ‘Black Sabbath’ ได้แล้ว วงนี้ยังได้สร้างคุณูปการให้กับแนวทางของการทำวงดนตรีแบบนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดวงต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ทั้งการนำเสนอความแปลกใหม่ทางดนตรีด้วยเสียงกีตาร์ที่อยู่ในโทนต่ำ และเล่นอย่างหนักหน่วง จนกลายเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนของวง การแต่งเพลงที่เต็มไปด้วยริฟฟ์กีตาร์ (ท่อนที่มีทำนองเพลงซ้ำ ๆ กัน สร้างความติดหูให้คนฟัง) ที่ทรงพลังและโดดเด่น รวมถึงการออกแบบไตรโทน (Tritone) ที่สร้างบรรยากาศเพลงให้เกิดความน่าขนลุกและมืดหม่นได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้มีความแตกต่างจากรูปแบบดนตรีในยุคเดียวกัน
รวมถึงวงของพวกเขายังได้สร้างอิทธิพลต่อแนวทางย่อย ๆ ของวงการดนตรีเฮฟวีเมทัลอีกเพียบ ทั้ง Doom Metal, Thrash Metal, Black Metal หรือ Stoner Metal ซึ่งทำให้ในช่วงทศวรรษ 70 โลกดนตรีก็ก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ แตกต่างจากเพลงรูปแบบเดิม ๆ ของวงการเพลงร็อกในช่วงทศวรรษ 60 ที่นิยมเรียกกันว่ายุค Flower Power
กลับมาที่ชีวิตของออสซี เขายังคงโด่งดังในฐานะ Rock Star มาอย่างยาวนาน ทั้งในแง่ของนักร้องนำวง Black Sabbath รวมถึงในฐานะศิลปินเดี่ยวจากการออกอัลบั้มชุด ‘Blizzard of Ozz’ (1980) หรือ ‘Diary of a Madman’ (1981) อีกทั้งการทำรายการเรียลลิตี้สัญชาติอเมริกันของตัวเองในชื่อ ‘The Osbournes’ ทาง MTV ช่วงปี 2002 – 2005 และอีกหลาย ๆ รายการหลังจากนั้นทางสถานีโทรทัศน์หลากหลายช่อง ที่ยังทำให้ตัวตนของเขาเข้าถึงผู้คนในยุคต่อ ๆ มาได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางโลกของวงการเพลงเฮฟวีเมทัลที่ยังคงเบ่งบานด้วยการเกิดขึ้นของวงดนตรีใหม่ ๆ มากมาย และมีหลายวงขึ้นหิ้งเป็นตำนานไม่ต่างกับออสซีและวงที่เขาให้กำเนิดมันขึ้นมา
ในช่วงปลาย ๆ ชีวิตของออสซี เขายังคงออกผลงานใหม่เป็นระยะ ซิงเกิลบ้าง สตูดิโออัลบั้มบ้างตามแต่วาระ รวมถึงยังมีทัวร์คอนเสิร์ตอยู่บ้าง จนช่วงปี 2018 ซึ่งตรงกับทัวร์คนเสิร์ตที่ชื่อ ‘No More Tours II’ เขาก็ประกาศว่าจะเลิกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก เพราะมันกินเวลานานถึง 6 เดือน และเขาอยากจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านบ้าง ทำให้ทุกครั้งเวลาที่เห็นเขาในคอนเสิร์ต ก็มักจะเป็นคอนเสิร์ตที่กินระยะเวลาการทำงานไม่นานนักนับตั้งแต่นั้นมา ส่งผลให้การปรากฏตัวทั่วโลกของเขาลดน้อยลง และก็เป็นโอกาสไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ออกมาแสดงสดต่อหน้าผู้ชม
เหมือนอย่างการกลับมาเล่นคอนเสิร์ตอำลาผู้ชมเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2025 ในชื่อ ‘Back to the Beginning’ ก็เป็นคอนเสิร์ตที่เขาตั้งใจว่าจะเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายที่เขาและสมาชิก Line up ดั้งเดิมจะกลับมาร่วมเล่นอีกครั้งด้วยความยาว 1 ชั่วโมงเต็มเพื่อปิดโชว์ จากความยาวทั้งคอนเสิร์ตกว่า 10 ชั่วโมง ร่วมกับศิลปินระดับตำนานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Metallica, Slayer, Pantera, Gojira, Halestorm, Anthrax หรือ Mastodon ต่อหน้าแฟน ๆ กว่า 40,000 คน อีกทั้งคอนเสิร์ตนี้ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งสำคัญของสมาชิกดั้งเดิม หลังจากการแสดงสดร่วมกันครั้งล่าสุดเมื่อปี 2005 ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลากว่า 20 ปีที่แฟนเพลงทุกคนรอคอย และพวกเขาก็ทำมันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางข้อจำกัดของชีวิต อย่างเรื่องความแก่ชรา และโรคภัยไข้เจ็บ จากการที่ออสซีเป็นโรคพาร์กินสันและสูญเสียความสามารถในการเดิน ทำให้เขาต้องนั่งเล่นอยู่บนบัลลังก์ตลอดทั้งโชว์
“ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลยเพื่อน ผมนอนป่วยมาหกปีแล้ว คุณไม่รู้หรอกว่าผมรู้สึกยังไง ขอบคุณจากใจจริง” ออสซีกล่าวบนเวทีคอนเสิร์ตครั้งนี้
แน่นอนว่าช่วงเวลาแห่งความน่าจดจำนี้อาจเกิดขึ้นมาจากการรู้ตัวเองว่าตัวเลขอายุนี้อาจทำให้เขามีเวลาเหลืออยู่บนโลกใบนี้ไม่นานนัก จากโรคภัยที่เผชิญ หรือความคล่องตัวในชีวิต เพราะช่วงกลางดึกของเมื่อวานนี้ ตามเวลาประเทศไทย ครอบครัวของออสซีได้โพสต์บน Instagram @ozzyosbourne ว่า
“ด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งเกินกว่าคำพูดใด ๆ จะเอ่ยได้ เราต้องขอแจ้งให้ทราบว่า ออซซี ออสบอร์น อันเป็นที่รักของเราได้จากไปแล้วเมื่อเช้านี้ เขาได้อยู่ท่ามกลางครอบครัวและแวดล้อมไปด้วยความรัก เราขอความกรุณาทุกท่านโปรดเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในช่วงเวลานี้”
เป็นข้อความสุดท้ายที่แสดงถึงการปิดฉากตำนานตลอดระยะเวลากว่า 76 ปี ของชีวิต และ 58 ปี ของการเป็น The One and Only ในฐานะนักร้องนำวงดนตรีเฮฟวีเมทัลที่มีแฟน ๆ ทั่วโลกให้การชื่นชมและศรัทธาในตัวเขา ตลอดจนสมาชิกคนอื่น ๆ ในวงอย่างไม่เสื่อมคลาย ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อหัวใจแฟน ๆ ทั่วโลกเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนอาจไม่เชื่อว่าคอนเสิร์ตสุดท้ายที่น่าจดจำของออสซีจะกลายเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายแบบจริง ๆ
ที่มา
- https://www.blacksabbath.com/history.html
- https://www.britannica.com/biography/Ozzy-Osbourne
- https://eyesoremerch.com/blog/black-sabbath-the-architects-of-heavy-metal/
- https://apnews.com/article/ozzy-osbourne-dies-adff88b55f1d3b0bace5705d58d3cdde
- https://en.wikipedia.org/wiki/Back_to_the_Beginning
