มีคนจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับความ “กลัวผี” ขณะที่อีกหลายคนเติบโตมาพร้อมความเชื่อที่ว่า “ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีคำอธิบายด้วยเหตุผลและวิทยาศาสตร์” แต่สำหรับ ‘พีท กษิดิ์เดช สุนทรารชุน’ เขากลับเลือกยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลกนั้น โลกหนึ่งคือโลกของข้อเท็จจริง อีกโลกคือโลกของศรัทธา ความหวัง และสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างสมบูรณ์

จากคนทำเสื้อผ้าที่เชื่อว่า..เสื้อผ้าทุกชุดคือประวัติศาสตร์ของตัวละคร สู่คนเขียนบทและผู้กำกับที่สนใจพฤติกรรมมนุษย์มากกว่าตัวผี พีทใช้ภาพยนตร์เรื่อง “ผีเข้า” เป็นพื้นที่ตั้งคำถามต่อสิ่งที่ผู้คนเชื่อมาตลอดชีวิต ทั้งเรื่องผี ศาสนา อำนาจ การเมือง และความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในใจของมนุษย์ ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ผีจะมีจริงหรือไม่ แต่อยู่ที่เหตุใดมนุษย์จึงต้องการเชื่อว่า…ผีมีอยู่จริงต่างหาก

และนั่นคือเหตุผลที่เราไม่อยากให้คุณพลาด “ผีเข้า” บนจอภาพยนตร์ เพราะนี่ไม่ใช่หนังที่พยายามมอบคำตอบสำเร็จรูปให้คนดู แต่เป็นหนังที่กล้าพาเราเดินเข้าไปในพื้นที่สีเทาระหว่างเหตุผลกับศรัทธา ก่อนปล่อยให้แต่ละคนกลับออกมาพร้อมคำตอบของตัวเอง หรืออาจไม่มีคำตอบเลยก็ว่าได้ 

ระหว่างที่ภาพยนตร์ยังคงเข้าฉายในโรงอยู่ เราจึงชวนคุณมาร่วมถอดรหัสความกลัว ความเชื่อ และ Echo Chamber ที่มนุษย์สร้างขึ้น ผ่านบทสนทนากับ พีท กษิดิ์เดช สุนทรารชุน ผู้กำกับหน้าใหม่ที่กำลังตั้งคำถามกับ “ผี” ได้อย่างน่าสนใจ 

พีทบอกกับเราว่า “ผี คือกฎหมายอีกเวอร์ชันที่ประดิษฐ์ขึ้นมาขู่คนไม่ให้แหกกฎ ผีจึงทำหน้าที่ไม่ต่างจากรูปแบบหนึ่งของกฎหมาย และนี่คือบทลงโทษ ถ้าไม่เชื่อ ผีจะมาหลอกเธอ”

เสื้อผ้าไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่คือหลักฐานของการมีชีวิต

ดวงตาอาจเป็นหน้าต่างของหัวใจ
แต่เสื้อผ้าคือบุคลิกและอุดมการณ์ที่ตะโกนบอกว่าละครตัวนี้เป็นคนอย่างไร

สำหรับเรา การทำเสื้อผ้าให้ตัวละครในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ไม่เคยเป็นแค่เรื่องของแฟชั่นหรือการจับแต่งตัวให้ตรงตามสถานการณ์ (Situation) แต่มันคือกระบวนการตั้งคำถามเชิงจิตวิทยาและสังคมอย่างลึกซึ้ง ตัวละครทุกตัวต้องถูกขุดรากถอนโคนเพื่อหาที่มาที่ไปก่อนที่พวกเขาจะหยิบเสื้อผ้าสักชิ้นออกจากตู้   อย่างในภาพยนตร์เรื่อง You & Me & Me (เธอกับฉันกับฉัน) ตัวละครที่เดินทางไปต่างจังหวัดแค่ช่วงปิดเทอมสั้น ๆ และคิดว่าแม่จะพากลับในไม่ช้า ไม่มีทางที่จะหยิบกางเกงยัดใส่กระเป๋าไปถึง 5 ตัว หรือในเรื่อง Flat Girls (ชั้นห่างระหว่างเรา) บริบทของครอบครัวที่มีลูกถึง 4 คน เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงไม่ใช่ของใหม่เอี่ยม แต่คือการส่งต่อวัฒนธรรม ‘เสื้อของพี่ตกถึงน้อง’ ซึ่งมันคือความจริงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง   เสื้อผ้าทุกชิ้นบนจอภาพยนตร์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์และปูมหลังชีวิตของตัวละครตัวนั้น   

พอขยับมาทำหน้าที่ผู้กำกับ เราเลยเอาวิธีคิดตอนทำเสื้อผ้ามาใช้กับบทหนังด้วย คือเราต้องมองตัวละครให้ทะลุปรุโปร่งว่าเขาเป็นคนยังไง เขากินอะไร? ฟังเพลงแบบไหน? ตอนเรียนหนังสือคบเพื่อนกลุ่มไหน? ตอนทำงานคอสตูมร่วมกับน้องปาล์ม เรานั่งคิดกันหัวแตกเลยนะ อย่างในเธอกับฉันกับฉัน เด็กยุคนั้นชอบฟังเพลงของ Triumph Kingdom มันก็ชัดเจนดี แต่พอมาเป็นเรื่อง Flat Girls เราต้องมานั่งแกะกันต่อว่า เด็กคนนี้อยู่ยุคไหนนะ? ชอบเกาหลีหรือเปล่า? แล้วหน้าตาแบบนี้เขากินอาหารรสแซ่บมั้ย? หนูคิดไปถึงขั้นที่ว่า “มึง… มันกินก๋วยเตี๋ยวแล้วมันปรุงพริกหรือเปล่าวะ?” (หัวเราะ) เอาเข้าจริง ๆ รายละเอียดพวกนี้มันอาจจะไม่ได้โผล่มาในหนังแบบตรง ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ทั้งหมดนี้มันช่วยให้เราเดาทางได้แม่นยำขึ้นว่า คนบุคลิกแบบนี้แหละถึงจะเลือกหยิบเสื้อผ้าตัวนี้มาใส่ มันทำให้ตัวละครที่หนูและทีมงานสร้างขึ้นมา กลายเป็นคนที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจ และดูเป็นมนุษย์จริง ๆ บนจอภาพยนตร์ค่ะ

จากคนทำเสื้อผ้าสู่คนทำหนังในฐานะผู้กำกับ

ถ้าให้สารภาพตามตรงนะ หนูเป็นคนที่ชอบงานเสื้อผ้ามาก เป็นงานที่รักมาตั้งแต่สมัยเรียนที่ราชมงคล คลอง 6 ความฝันตอนนั้นคืออยากเป็นสไตลิสต์มาก ยิ่งตอนดูหนังเรื่อง The Devil Wears Prada นะ กรี๊ดเลย ‘ตายแล้ว… ฉันต้องเป็น Emily นี่มันตัวฉันชัด ๆ’

จำได้เลยตอนไปฝึกงานที่หับฯ (Hub Ho Hin Bangkok) กับพี่จิ๊บ (จารุภัส ปัทมศิริ)  ซึ่งเป็นหัวหน้าเก่า หนูถึงขั้นเดินไปบอกแกเลยว่า “พี่จิ๊บ ช่วยให้หนูไปซื้อ Starbucks เถอะค่ะ” พี่จิ๊บแกดีมาก แกบอกว่า “ไม่ เขาจ้างน้องมาฝึกงาน มาทำงาน ไม่ใช่ให้น้องไปซื้อกาแฟ” แต่ในใจเราคืออยากอินบทไง เลยตื๊อแกจนแกบอก “โอเค ๆ งั้นเหมือนไปซื้อกาแฟให้กูหน่อยละกัน” หนูแอบดูดกาแฟออกแล้วใส่ไซรัปเพิ่ม เอาหลอดใหม่มาเปลี่ยน อุ๊ย!!! มี Request นู่นนี่เหมือน Miranda Priestly ไปอีก แล้วก็เดินถือกาแฟเก๋ ๆ จากเอ็มโพเรียมเข้าสุขุมวิท 31 ด้วยความฟิน

ตอนเข้าทำงานที่หับฯ หนูก็ทำคอสตูมมาเรื่อย ๆ ช่วงแรกพี่จิ๊บสอนให้ทำแคสติงด้วย ในทีมแคสติงมีกันอยู่ 6 คน หนูเลยควบสองตำแหน่งเลย เป็นทั้งแคสติงทั้งสไตล์ลิสต์ แต่พอนาน ๆ เข้า หนูเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากคุยกับคนแล้วอะ มันเหนื่อย เรารู้สึกถนัดงานเสื้อผ้ามากกว่า ก็เลยดึงตัวเองมาทำฝั่งเสื้อผ้าแบบยาว ๆ เลย

อีกเรื่องคือ หนูสนใจเรื่องการเขียนมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้วนะ ก็แอบเขียนก๊อก ๆ แก๊ก ๆ มาตลอด มีช่วงหนึ่งที่นิยายในเว็บเด็กดีฮิตมาก ๆ ก่อนที่จะมาบูมเป็นซีรีส์วายในปัจจุบัน ช่วงประมาณปี 2012 หนูก็ไปร่วมวงเขียนกับเขาด้วย แต่ตอนนั้นเราเป็นคนไม่มีวินัยเลย เขียนไปได้แค่ 8 ตอนแล้วก็เท โดนคนอ่านด่าเต็มเลยว่าหายหัวไปไหน (หัวเราะ)

มันเป็นเพราะเราเป็นคนชอบเล่าเรื่องอยู่แล้ว และมีเรื่องที่สนใจอยากเล่าเยอะมาก พอเราเห็นคนเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซียเขาเล่าเรื่องกันแบบนั้น เรามีความรู้สึกเดือดขึ้นมาเลยว่า ‘อยากแข่งกับเขา’ หนูไม่ได้บอกว่าการเล่าเรื่องแบบไทยไม่ประสบความสำเร็จนะ หนังไทยมีที่ทาง มีจังหวะของมันอยู่

อย่างเมื่อก่อนหนูไม่เคยสนใจเกาหลีเลยนะ น้องสาวเปิด Girls’ Generation ให้ฟัง หนูยังบ่นเลยว่า “เพลงอะไรไม่รู้ ไม่ฟัง ฉันชอบอังกฤษ” แต่พอได้เริ่มฟัง เริ่มดู เริ่มตามงานเขาไปเรื่อย ๆ เรากลับรู้สึกว่า “เออ!!! ฉันอยากทำได้แบบนั้นว่ะ อยากเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง”

หนูเลยเริ่มจากงานเขียนบท ไปเขียนบทให้พวกพี่ ๆ เขาก่อน อย่างเขียนบทให้พี่อู๋ ชยันต์ ในเรื่อง After Dark อาทิตย์อัสดง แล้วก็เขียนให้พี่ไป๋ เอกภพ กับพี่อดัม ในเรื่อง The Outing ทริปซ่อนชู้ ตอนนั้นคือพยายามกอบโกยวิชาออกมาให้ได้มากที่สุด เพราะเราอยากเล่าเรื่องของตัวเองเต็มแก่แล้ว

แล้ววันหนึ่งโชคก็เข้าข้าง หนูได้รับโอกาสจากทางไทบ้าน สตูดิโอ วันที่ได้คุยกับกัส (ผู้บริหาร) และแจ้ (โปรดิวเซอร์) กัสอ่านบทเสร็จแล้วเดินมาบอกว่า “อ่านบทแล้วสนุกจังเลย แต่ตอนนี้ไม่มีใครว่างทำเลยว่ะ พี่ทำเองแล้วกัน” ด้วยภัยความมั่น ตอบทันทีว่า “ได้”

ก่อนจะเป็น “ผีเข้า”

‘ผี’ คือกฎหมายอีกเวอร์ชัน 
ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาขู่คนไม่ให้แหกกฎ
ผีจึงทำหน้าที่ไม่ต่างจากรูปแบบหนึ่งของกฎหมาย 
และนี่คือบทลงโทษ ถ้าไม่เชื่อ ผีจะมาหลอกเธอ

สารตั้งต้นของหนังเรื่อง “ผีเข้า” จริง ๆ มันมาจากช่วงที่หนูนั่งคุยกับจิ๋ว (เพื่อนที่เขียนบทด้วยกัน) ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีม็อบเยาวชนแล้วเด็ก ๆ โดนฉีดน้ำผสมสีใส่ที่สยาม โห!!! ความรู้สึกตอนนั้นคือ ‘ทำไมประเทศนี้มันไม่น่าอยู่เลยวะ’ หนูมานั่งคิดว่าที่มันไม่น่าอยู่เนี่ย เป็นเพราะพวกผู้ใหญ่ไม่น่ารัก ต่อให้เด็ก ๆ เขาจะคิดผิดหรือคิดไม่เหมือนกัน การที่ผู้ใหญ่จะไป React หรือตอบโต้กลับ มันก็ไม่ควรใช้วิธีนี้หรือเปล่า? มันไม่ใช่การไปทำร้ายเขา สิ่งที่ควรทำคือเอาข้อมูลมากางแลกกันดิ ไม่ใช่มาเหมาเข่งบอกว่าสิ่งที่เด็ก ๆ คิดคือการโดนล้างสมอง   

ตอนนั้นหนูกับเพื่อน ๆ ไม่ชอบสิ่งนี้มาก ๆ ในแก๊งเราจะมีกลุ่มคุยกันตอนกลางคืน ช่วงโควิดมันออกไปเจอกันไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีวิดีโอคอลคุยกัน ทุกคนรู้สึกแย่มากว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ แค่มีความเชื่อไม่เหมือนกัน ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย   

พอคอลคุยกันไปคุยกันมา หนูก็เลยนึกย้อนไปถึงเรื่อง ‘มรณสักขี’ (Martyr) ซึ่งมันคือเรื่องของคนสองคนที่แค่ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับรัฐในยุคที่ประเทศกำลังจะรวมกัน พอมีความเชื่อไม่เหมือนกัน คนที่เป็นมรณสักขีเขายอมเสียชีวิตเลยนะ เพราะเขาต้องการยืนหยัดในพระเจ้าของเขา แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ตำรวจซึ่งเป็นคนของรัฐแท้ ๆ กลับไปไล่ยิงเขาได้ขนาดนั้น เพียงเพราะต้องการจะรักษาอำนาจในการปกครองอะไรบางอย่างเอาไว้ พอเอาความรู้สึกจากข่าวม็อบมารวมกับเรื่องประวัติศาสตร์ตรงนี้ มันเลยสปาร์กกลายมาเป็นไอเดียทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ

แล้วพอพูดถึงคำว่า “ผีเข้า” หรือคำว่า “ผี” จริง ๆ แล้วมันคืออะไร มันคือสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อทำให้เรากลัวหรือเปล่า? ซึ่งเรื่องแบบนี้ทุกศาสนามีหมดแหละ ถ้าเป็นคริสต์ก็เรียกว่าปีศาจ พุทธก็บอกว่าเป็นผี เป็นสัมภเวสี แวะเวียนมาดีมาร้าย หรือถ้าเป็นอิสลามเขาก็เรียกว่าญิน หนูคงไม่ได้ไปก้าวล่วงหรือแตะต้องหรอกนะว่าจุดเริ่มต้นของศาสนาหรือพวกเรื่องเหนือธรรมชาติน่ะ มันมีจริงหรือเปล่า เพราะเอาเข้าจริงมันไม่มีใครบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่หนูแค่มีความรู้สึกว่า ‘ผี’ หรือ ‘เรื่องผี ๆ’ เนี่ย มันทำหน้าที่เป็นเหมือนกฎหมายอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจนมาก ๆ ว่า “ถ้ามึงไม่เชื่อ… ผีจะมาหลอกมึง” มันคือการใช้ความกลัวมาควบคุมคนให้อยู่ในโอวาทนั่นแหละค่ะ 

พีทกับผี

ถ้าถามว่าหนูกลัวผีมั้ย? เอาจริง ๆ คือไม่กลัวนะ เพราะคิดว่าถ้าเจอขึ้นมาจริง ๆ หนูสู้กลับได้ หรือไม่ก็คงชวนคุยไปเลยว่าต้องการอะไร

ถามว่าเคยเจอมั้ย? ก็เคยนะ ตอนนั้นไปถ่ายหนังในป่าลึกมาก ๆ หนูเป็นคนปากไว พอลงจากรถตู้ปุ๊บยังไม่ทันถึง 3 นาทีเลย หนูก็เปิดประตูท้ายรถจะหยิบเสื้อผ้าไปรีดเตรียมถ่ายตอนเช้า ปรากฏว่ามีมดจากไหนไม่รู้วิ่งมาไต่เต็มไปหมด หนูเลยสบถด่าคำหยาบออกมาเลย พี่ที่อยู่แถวนั้นเลยเตือนว่า “หนู เข้าป่าเขาไม่ให้พูดคำหยาบนะ” หนูก็เถียงกลับขำ ๆ ว่า “ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ ไม่ได้ว่าเขาสักหน่อย จะว่ามด”

คืนนั้นหนูนอนในบ้านพักอุทยานกับพี่ทีมแคสติง หนูนอนริมประตูและแง้มประตูทิ้งไว้เพราะห้องมันร้อนมาก อยู่ดี ๆ หนูก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งมายืนมองจากข้างนอก จำรายละเอียดชุดไม่ได้หรอกนะ แต่รู้ว่าเป็นผู้หญิง ด้วยภัยความมั่น และตอนนั้นเรานับถือคริสต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยไง เลยคิดในใจว่า ‘หล่อนจะมาเอาอะไรจากชั้นไม่ได้หรอกนะ’ แล้วก็นอนต่อ

แต่ที่พีคก็คือ พอตื่นมาอีกทีเขาเดินมายืนใกล้ขึ้น แถมเข้ามาอยู่ในห้องแล้วมาพูดอยู่ข้างหู หนูตื่นมาเห็นก็นอนต่อ ตื่นมาอีกทีเขาก็ยังอยู่ หนูเลยถามไปตรง ๆ เลยว่า “จะเอาอะไร? ทำบุญให้ไม่ได้นะ ทำบุญกับพระพุทธไม่ได้ แต่ถ้าทำบุญอย่างอื่นน่ะทำได้ พรุ่งนี้ต้องตื่นตี 4 ไปถ่ายหนัง ง่วง!” แล้วก็นอนต่อ แต่ตื่นมาอีกทีนางก็ยังไม่ไป

หนูเลยลุกขึ้นมา ‘เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิต’ แล้วบอกผีไปว่า “ชั้นทำอย่างนี้ให้ได้นะ แต่ชั้นไม่ท่องนะโม ตัสสะหรอก จะไปมั้ย?” แต่นางก็ยังยืนเฉยไม่ไป หนูเลยคิดว่า ‘เออ!!!เรื่องของมึงละ กูจะนอน’ (หัวเราะ) พอตอนเช้าไปเล่าให้คนในกองฟัง โปรดิวเซอร์นี่รีบไปจุดธูปไหว้กันยกใหญ่เลย พี่ ๆ บอกว่า “เดี๋ยวเขาก็ตามกลับบ้านหรอก มึงไปด่าเขาไว้” แต่พอมานั่งคิดดูอีกที วันนั้นผ้านวมอุทยานมันก็ค่อนข้างหนามาก หนูเลยไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วมันคืออาการโดนผีอำเพราะผ้านวมทับจนเราคิดไปเองหรือเปล่า แต่ถามว่าตอนเจอจริง ๆ น่ากลัวมั้ย มันก็น่ากลัวนะ สยองแหละเวลามีคนมาพูดอยู่ข้างหูตอนนอนอะ

ทุกวันนี้ถ้าหนูอยากบริจาคเงิน หนูก็ไปใส่ตู้บริจาค เอาตามที่เราสบายใจ หรือไม่ก็เลือกทำบุญกับโรงพยาบาลไปเลย หนูไม่ได้จำกัดตัวเองว่าต้องเป็นคนศาสนาไหน แต่ที่หนูมีความรู้เรื่องศาสนาคริสต์ค่อนข้างเยอะ เป็นเพราะเราชอบอ่านหนังสือ หนูอ่านไบเบิ้ลจบเล่มนะ

ผีไม่มีรูปทรงตายตัว แต่มันเปลี่ยนไปตามใจคนมอง

“ผีเข้า” มีความเป็นตัวหนูอยู่ในนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ เพราะหนูทำหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่ตัวเองอยากดู อยากเห็นหนังไทยแบบนี้ และในฐานะผู้กำกับหน้าใหม่ หนูก็เห็นแผลของตัวเองเหมือนกันนะว่าเราพลาดตรงไหนไปบ้าง แต่ถ้าพูดถึงพาร์ทตัวละคร ตัวละครที่ชื่อ ‘นัท’ เนี่ย ถอดแบบมาจากตัวหนูเลยล่ะ

คือนัทเขาจะเชื่อในวิทยาศาสตร์ ตัวหนูเองก็เหมือนกัน หนูเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ และเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ วันหนึ่งหนูอาจจะเชื่อเรื่องผีร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้นะ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเห็นกับตา ผีต้องเดินมาคุยเลยว่า “มึง… กูเป็นผีจริง ๆ” แล้วมานั่งอธิบายให้ฟังเลยว่าโลกหลังความตายเป็นยังไง ซึ่งถ้ามาทรงนั้น หนูก็คงจะมีคำถามถามต่อยาว ๆ แหละ อารมณ์เหมือนเราเจอเอเลียนนั่นแหละค่ะ ถ้าหล่อนมีตัวตนอยู่จริง ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์แบบไม่คลุมเครือ หนูก็พร้อมจะเชื่อเลยทันที

หนูเขียนบทโดยคิดว่าถ้าเป็นตัวเราเจอสถานการณ์แบบนั้น เราจะ React หรือตอบโต้กับมันยังไง แถมจริง ๆ แล้วมันยังมีเรื่องความสัมพันธ์ของหนูกับแม่ใส่ลงไปด้วย คือแม่ของหนูแกไม่ได้เป็นคนพุทธแบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ แต่มีอะไรแกก็ทำหมด หนูเคยถามคำถามง่าย ๆ กับแม่เลยว่า “เธอ… เธอคิดถึงคุณตาคุณยายแล้วก็ไปใส่บาตรเพื่อให้เขาได้กินอันนี้ เธอไม่คิดบ้างเหรอว่ามันเป็นกุศโลบายของศาสนาที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้พระมีข้าวกินโดยไม่ต้องทำงาน?” แม่ฟังปุ๊บก็ร้องลั่นเลยว่า “บาป” หนูก็เถียงกลับทันทีว่า “บาปได้ยังไง ดิฉันตั้งคำถามอยู่” อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

สิ่งที่หนูทำในหนังเรื่องนี้ คือการพยายามตั้งคำถามกับเรื่องพวกนี้ทั้งหมด แน่นอนว่านักบวชเขาก็มีหน้าที่ของเขา ถ้าเรานับถือเราก็ช่วยเหลือไป แต่หนูแค่รู้สึกว่า บางครั้งระบบมันคือการสร้างกุศโลบายขึ้นมาโดยเอาความเศร้าและความคิดถึงของคนมาขายเป็นเงิน เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

หนูตั้งคำถามไปถึงขนาดนั้นเลย ทุกอย่างมันเลยถูกส่งต่อเข้าไปอยู่ในหนัง เพื่อให้ตัวละครทุกตัวพยายามหาที่ทางด้านความเชื่อของตัวเอง ว่ากูจะอยู่ตรงไหน? ทำไมกูต้องเชื่อมึง? หรือทำไมคนคนนั้นถึงได้เชื่อฝังใจขนาดนั้น? หนูอยากทำหนังที่ตัวเองอยากดู และอยากเห็นวงการหนังไทยเดินไปในทิศทางนี้

หนังเรื่องนี้มันเลยกลายเป็นการเล่าเรื่องผีในอีกมิติหนึ่ง ในหนังมันมีผีอยู่นั่นแหละ แต่ผีของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน คุณจะเห็นผีเป็นรูปอะไรมันขึ้นอยู่กับจินตนาการและประสบการณ์ส่วนตัวเลย

หนูไม่เชื่อหรอกว่าคนเราจะเห็นผีกระสือหน้าตาเหมือนกันเป๊ะทุกคน ต่อให้เราจะบัญญัติชื่อวิทยาศาสตร์ให้มันว่า “ผีกระสือ” ก็เถอะ หรืออย่าง ‘ผีแม่หม้าย’ ก็ไม่เคยมีใครมานั่งเล่าสเปกหน้าตาชัด ๆ เลยว่าต้องเป็นแบบไหน แล้วคนเราร้อยพ่อพันแม่จะมาเห็นเหมือนกันได้ยังไง

เพราะฉะนั้น หนูเลยตั้งใจรวมผีที่จะเห็นในหนังขึ้นมาตาม POV หรือมุมมองของตัวละครแต่ละตัว ถ้าตัวละครตัวนั้นเขากำลังคิดถึงใครอยู่ หรือผีตัวนี้มันโผล่มาจากตรงไหน หนูอยากให้คนดูได้ลองคิดตามต่อไปว่า… ทำไมตัวละครตัวนั้น ถึงเห็นผีออกมาเป็นร่างนี้

ผี หรือ คน ใครน่ากลัวกว่าใคร

ในฐานะคนเล่าเรื่อง หนูบอกเลยว่าหนูสนใจคนมากกว่าเยอะค่ะ เพราะคนน่ากลัวกว่าผีเยอะเลย สมมตินะ ถ้าเราเล่าเรื่องผีแบบตรงไปตรงมา ผีโผล่มามุ่งดีมุ่งร้ายแล้วบอกเลยว่า “กูจะฆ่ามึงนะ เพราะฉะนั้นมึงไปทำบุญซะ” เออ!!! อย่างนี้หนูรอดนะ เพราะเรารู้ว่าต้องรับมือยังไง

แต่คนเรามันไม่ได้สื่อสารกันตรง ๆ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลาไงคะ มันมาได้หลายรูปแบบมากอย่างที่จะเห็นได้ในหนังเลย ตัวละครบางตัวเนี่ย ณ ตอนที่โดนสิ่งที่เรียกว่าผีเข้า แต่อยู่ดี ๆ ดันพูดเรื่องจิตใต้สำนึกของตัวเองออกมาเฉยเลย ว่าจริง ๆ แล้วเขากำลังทนแบกรับกับอะไรอยู่ หรือบางตัวละครไม่ได้พูดตอนผีเข้านะ แต่อยากเปิดใจคุยแต่คนรอบข้างดันไม่รับฟัง

แล้วหนูว่ามันมีหลายแง่มุมมาก ๆ เลยว่า พอคนเรามันถูกความกลัวบีบ ถูกความกลัวครอบงำขึ้นมา มันสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างเลยนะ เพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดมันถูกจี้จุดจนถึงที่สุด มันทำได้หมดทุกอย่างจริง ๆ หนูเลยรู้สึกสนใจพฤติกรรมของคนที่ต้องประสบกับความกลัวตรงนี้มาก ๆ 

ในหนังเรื่องนี้มันเลยจะมีอยู่ 2 ธงใหญ่ ๆ ที่สู้กันอยู่ ธงหนึ่งคือเรื่องของความชั่วร้ายและความเชื่อ ส่วนอีกธงคือเรื่องของโรคหรืออาการป่วย เพราะถ้ามองในมุมทางการแพทย์ คนที่ถูกผีเข้าก็คือคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับจิตเวชที่ต้องส่งไปหาหมอ แต่ถ้ามองในมุมคนโบราณ ชาวบ้าน หรือฝั่งไสยศาสตร์ เขาก็จะมองว่ามึงโดนผีเข้าแล้ว ไม่ไปหาหมอผีล่ะ มันคือการปะทะกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์

แล้วพอมนุษย์เรามันจนตรอกจนสุดทาง บางทีมันก็ระบายสิ่งที่อยู่ในใจลึก ๆ ออกมาผ่านการโวยวาย ซึ่งจริง ๆ แล้วเวลาเราพยายามหามุมมองของผีในหนังเนี่ย ตัวรูปธรรมผีมันต้องเห็นแหละ แต่ในความเป็นจริง มันคาบเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ของคนเราเยอะมาก ว่าเวลามึงกลัวแล้วมึงสร้างอะไรขึ้นมาในหัว พอมันสร้างขึ้นมาแล้วมึงจะสู้กับมันยังไง

หรือจริง ๆ สิ่งที่เรากลัวอยู่มันอาจไม่ใช่ผีตัวเป็น ๆ ด้วยซ้ำ แต่อาจจะเป็นความลับที่มีมาตั้งแต่อดีต หรือเป็นความไม่เข้าใจกัน แบบว่าเรากลัวอีกคนจะรู้สึกไม่ดีเราเลยเลือกที่จะเก็บงำไว้ สำหรับหนูนะ อะไรแบบนี้คือ ‘ผี’ หมดเลย เพราะท้ายที่สุดแล้วเมื่อมันระเบิดออกมา แล้วอยู่ดี ๆ มึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา คนรอบข้างก็ต้องมองว่า โดนผีเข้าหรือเปล่าวะ?

มันเหมือนความกล้าลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ) ที่เขาชอบเตือนกันว่าบางคนเวลาเมาแล้วให้เอาโทรศัพท์ไปเก็บไว้ไกล ๆ ใช่เลย ประเภทเมาแล้วโทรหาแฟนเก่าเนี่ย… อีนี่โดนผีเข้าชัวร์ ๆ ค่ะ!!!

ผีไม่ได้อยู่ในฐานะสิ่งที่น่ากลัวอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ามนุษย์เลือกที่จะเชื่ออะไรบางอย่างมากกว่า 

ประเด็นนี้มันมาจากประสบการณ์ตรงของหนูเองเลยค่ะ คือมันจะมีช่วงชีวิตหนึ่งที่หนูเคว้งคว้างมาก ไม่มั่นใจในตัวเองเลยว่าจะเอาชีวิตรอดต่อไปยังไงดี อย่างที่หนูบอกไปตอนแรกนั่นแหละว่าหนูเป็นคนกลัวความลำบาก จนมีอยู่ช่วงหนึ่งเพื่อนเดินมาทัก คือเพื่อนเขารู้อยู่แล้วล่ะว่าหนูไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่เขาก็บอกว่า “เออ!!! ลองไปมูดูหน่อยเหอะ”

ปรากฏว่าพอหนูฝืนใจลองไปทำดู เอ้า!!! มันกลับมาแล้วสบายใจเฉยเลย แถมตอนนั้นฮิตเรื่องพลังจักรวาล เรื่อง Universe Manifestation ด้วย พอหนูเริ่มลองทำตามดู สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราอยากได้ มันดันเกิดขึ้นมาจริง ๆ ซะงั้น มันเหมือนกับว่าสิ่งที่เราไปขอกับอะไรบางอย่างไว้ แล้วอยู่ดี ๆ เราก็ได้มันมา พอมันเจอเข้ากับตัวแบบนี้ หนูก็เลยเริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันที

ถ้ามองย้อนกลับไปนะ เมื่อก่อนหนูคือแอนตี้เรื่องพวกนี้มาก เชิดใส่ตลอด! หนูนี่วางตัวเป็นสาวสมัยใหม่ยุค Sex and the City ฟีลแบบแคร์รี แบรดชอว์ ชิค ๆ คูล ๆ ซึ่งคนอย่างแคร์รีก็คงไม่เคยไปยืนไหว้พระตรีมูรติหรอกจริงไหมคะ? (หัวเราะ) หรือแม้แต่ ‘Emily’ ใน The Devil Wears Prada ก็คงไม่ได้มูเตลูก่อนจะเดินเข้าไปสัมภาษณ์งานที่นิตยสาร Runway เหมือนกัน หนูเคยเป็นแบบนั้นเลย จนกระทั่งถึงจุดที่ชีวิตมันจวนตัวจริง ๆ กวนน้ำให้ขุ่นจนสุดทางแล้ว ก็เลยคิดว่า ‘เออ!!! ลองสักหน่อยวะ’ แล้วดันได้ผลขึ้นมาจริง ๆ

พอเราได้ในสิ่งที่อยากได้ มันก็ทำให้หนูมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้นเยอะ พอลองมองถอยออกมาในวันที่เรากำลังเคว้งคว้างอยู่กลางสายลม ตอนนั้นชีวิตหนูมันคงไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอะไรเลยจริง ๆ แต่พอเรายอมเปิดใจมองในอีกมุมหนึ่ง มันก็คือการที่เรามีที่พึ่งทางใจนั่นแหละ

พอจิตใจเริ่มนิ่ง มีที่ยึดเหนี่ยว หนูก็เลยเริ่มกลับมาโฟกัสกับงานได้ เริ่มลุยทำโปรเจกต์ที่ 1, 2, 3, 4, 5 ต่อไปได้เรื่อย ๆ เพื่อรอเวลาให้ชีวิตมันพ้นจากความลำบากตรงนี้ไปให้ได้ แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างมันก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ค่อย ๆ มีเวลา มีอะไรเพิ่มเข้ามาในชีวิต และเริ่มมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหนูเรื่อย ๆ

เรื่องนี้มันยังช่วยเปลี่ยนทัศนคติของหนูด้วยนะ จากที่เมื่อก่อนบางช่วงเราอาจจะมีมุมมองที่ Negative หรือมองคนอื่นในแง่ร้ายไปบ้าง มองคนคนหนึ่งแบบไม่โอเคเลย แต่พอเราเข้าใจเรื่องความหวังและความเชื่อของมนุษย์มากขึ้น มันทำให้หนูคิดได้ว่า ‘จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องไปทำตัวแย่ ๆ หรือตัดสินคนอื่นแบบนั้นเลยนี่หว่า’ หนูก็เลยหยิบเอาความเข้าใจในมุมมืดและความอ่อนแอของมนุษย์ตรงนี้แหละ มาขยายต่อเป็นประเด็นหลักในหนังเรื่องนี้

Echo Chamber แห่งศรัทธา: โลกที่ความจริงถูกสังเคราะห์ด้วยความดื้อรั้น

หากคุณเชื่อ คุณก็จะเห็นผี
เพราะมนุษย์เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองตั้งธงไว้แล้ว

“ความเชื่อของมนุษย์ทรงพลังถึงขนาดสร้างความจริงขึ้นมาได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อสังคมเลือกที่จะเชื่อฝั่งใดฝั่งหนึ่งไปแล้ว จิตใจจะปิดม่านทันที ไม่ต้องการเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ทุกคนก็จะขังตัวเอง และส่งเสียงก้องอยู่ใน Echo Chamber ของตัวเอง”

กับประโยคในหนังที่บอกว่า “หากคุณเชื่อ คุณก็จะเห็นผี” ถ้าถามหนูว่าความเชื่อของคนเรามันสร้างความจริงขึ้นมาได้ขนาดไหน? หนูตอบเลยว่าร้อยเปอร์เซ็นต์

คือถ้าคนเราลองได้เลือกที่จะเชื่ออะไรบางอย่างไปแล้วนะ มันยากมาก ๆ ที่จะดึงเขากลับมาให้เลิกเชื่อ ยิ่งถ้าเขาไม่เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองด้วยนะ ยิ่งกู่ไม่กลับเลย สังคมไทยตอนนี้เห็นได้ชัดมาก ๆ ฟีลแบบ “ฉันเชื่อของฉันแบบนั้น ฉันเชื่อของฉันแบบนี้ และฉันไม่ต้องการรับรู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น เพราะฉันจะเชื่อแบบนี้”

พอเราลองพยายามจะแหย่คำถามหรือข้อมูลอะไรใส่เข้าไป เขาก็ไม่เปิดรับแล้ว เพราะเขาตั้งธงไว้แล้วว่า “ฉันเชื่อของฉันแบบนี้ และที่แกมาขัดเพราะแกเป็นคนไม่ดี” ซึ่งเรื่องนี้หนูพูดถึงคนทั้งสองฝั่งเลยนะ กลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนขังตัวเองอยู่แต่ใน Echo Chamber ของตัวเองกันหมด

มันเหมือนกับเรื่องผีนั่นแหละค่ะ ถ้าคนมันดื้อมาก ๆ ต่อให้เจอผีจัง ๆ แบบที่หนูเคยเจอ เขาก็จะไม่เชื่ออยู่ดีว่านั่นคือผี เขาก็จะหาเหตุผลมาแย้งว่า “อ๋อ!!! ฉันนอนทับผ้าห่มแล้วแขนชาเฉย ๆ ฉันไม่ได้โดนผีอำหรอก” แต่ในทางกลับกัน ถ้าจิตใจมึงเลือกที่จะเชื่อไปแล้วเนี่ย แขนชาปุ๊บมึงร้องลั่นทันทีเลยว่า “ตายห่า!!! กูโดนผีหลอกแล้ว” (หัวเราะ)

หลายครั้งความน่ากลัวในหนังมันไม่ได้มาจากตัวผีหรอก แต่มาจากบรรยากาศในความเชื่อของชุมชนตรงนั้น อันนี้หนูบอกเลยว่าหนูตั้งใจมาก ๆ ซึ่งวิธีคิดตรงนี้มันก็โยงมาจากตอนหนูทำเสื้อผ้าเหมือนกันนะ มันมีความอัดอั้นตันใจส่วนตัวของหนูอยู่ข้อนึง คือเวลาหนูเห็นคนทำงานชอบดีไซน์ให้ตัวละครที่มาจากต่างจังหวัดแต่งตัวไม่สวย หนูไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทำไมต้องไปตีกรอบว่า คนต่างจังหวัดจะต้องแต่งตัวจนคนกรุงเทพฯ? ทำไมต้องคิดว่าเขาไม่มีสไตล์? ซึ่งจริง ๆ มันไม่เกี่ยวกันเลยสักนิด หนูรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนน่ะ เวลาเดินออกมาจากบ้าน ต่อให้เขาไม่ได้เป็นคนแต่งตัวจัดหรือสนใจตัวเองอะไรขนาดนั้น เขาก็ต้องแต่งตัวดีในระดับหนึ่งเท่าที่เขารู้สึกมั่นใจป่ะ ไม่อย่างนั้นใครจะใส่กางเกงก็ไม่ต้องรูดซิปแล้วมั้ย (หัวเราะ)

หนูก็เลยเอาวิธีคิดที่ไม่ไปตัดสินคนอื่นตรงนี้ มาใช้กับบรรยากาศของพื้นที่ในหนังด้วย หนูคิดว่ามันจำเป็นมาก ๆ ที่เราต้องเข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรมของพื้นที่นั้นจริง ๆ โดยที่เราต้องไม่ไปชี้นิ้วตัดสินเขา หนูเลยเลือกที่จะคงความเรียลของบรรยากาศตรงนั้นไว้ค่อนข้างเยอะ เอามาใช้ในหนังโดยที่ไม่ค่อยไปปรับแต่งหรือบิดมันเท่าไหร่ โชคดีที่หนูมีพี่เลี้ยงชื่อป้าบัว แกมาจากมหาสารคาม เป็นคนฝั่งอีสานแท้ ๆ แต่มาโตในเมือง พอหนูได้มาทำงานร่วมกับพี่ ๆ น้อง ๆ ทีมไทบ้าน หนูก็เลยได้เริ่มลงไปรีเสิร์ชข้อมูลกันลึกขึ้นเรื่อย ๆ พอเห็นว่ามันมีมิติ มีความลึกของเรื่องราวให้เอามาเล่นเยอะ หนูก็พยายามรักษารายละเอียดทุกอย่างไว้ให้สมจริงที่สุดโดยไม่ไปบิดเบือนมัน แต่หนูขอใช้มุมมองของคนเมืองมองเข้าไป โดยที่มองด้วยความเข้าใจและไม่ตัดสินเขาค่ะ

ผีแม่หม้าย ข่าวหน้าหนึ่ง วิทยาศาสตร์ในหม้อต้มเหล้า และโลกของมูเตลู

เรื่องผีแม่หม้ายเนี่ย หนูเอาเข้ามาในหนังแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตอนเด็ก ๆ หนูกลัวเรื่องนี้มาก จำได้ว่ามันเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์บ่อยมาก ประเภท “หมู่บ้านนี้ผู้ชายตายไป 15 คน ตายเรียงกันบ้านละหลังเลย” แล้วภาพที่เห็นคือทุกบ้านต้องเอาผ้าแดงมาแขวน มีกล้วย มีปลัดขิกมาห้อยไว้เต็มไปหมดเพื่อแก้เคล็ด ข่าวก็บอกว่าเกิดขึ้นหลายที่มาก แต่พอหนูเดินออกไปดูในซอยบ้านตัวเอง อ้าว!!! ไม่เห็นมีใครแขวนอะไรแบบนั้นเลย ตอนเด็ก ๆ หนูเลยสงสัยว่า “เอ้า!!! แล้วผู้ชายภาคกลางไม่ตายเหรอวะ? ทำไมตายแต่ผู้ชายภาคอีสาน?” (หัวเราะ) ตอนนั้นคือกลัวนะ แต่พอโตขึ้นมาเราเริ่มตั้งคำถามกับมัน รู้สึกว่าประเด็นนี้น่าสนุกดี เอามาเล่นในหนังดีกว่า

ซึ่งเอาเข้าจริง ทุกวันนี้เรื่องแบบนี้มันก็ยังมีอยู่และเกิดขึ้นจริง ๆ นั่นแหละ แต่ถ้าเราจะเอาวิทยาศาสตร์หรือตรรกะมารองรับ มันก็อธิบายได้นะ เช่น ผู้ชายแถวนั้นเขาอาจจะกินเหล้าเยอะ หรือกินของดิบร่วมกัน พอกินอยู่ด้วยกันก็เลยเป็นพยาธิใบไม้ตับ ตับเป็นพิษ แล้วก็เสียชีวิตไปพร้อม ๆ กัน เพราะกินเหล้าหม้อต้มเดียวกัน หรือบางคนออกไปทำนาโดนงูกัด หรือร่างกายรับสารพิษสะสมทุกวันจากการไปฉีดยาฆ่าแมลงก็เลยใหลตาย ส่วนที่ผู้หญิงไม่ตายก็เพราะพวกเธออยู่บ้านไงคะ แล้วจะไปตายได้ยังไง

พอมองความเชื่อพื้นบ้านในยุคที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับวิทยาศาสตร์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตอนแรกเราก็อาจจะเคยเมาท์คึกคะนองเวลาเห็นข่าวผู้เฒ่าผู้แก่พากันไปตักน้ำส้วมมากิน เราไปขำใส่เขา แต่พอเราหันกลับมาไถทวิตเตอร์ดู เอ้า!!! มึงก็กำหินเสริมดวงกันอยู่ป่ะวะ? (หัวเราะ) มันคือสิ่งเดียวกันเลยค่ะ แค่มาคนละรูปแบบ

หนูเลยรู้สึกว่าในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มองเข้าไปในเรื่องความเชื่อ มันมีอะไรแปลก ๆ อยู่หลายอย่างเหมือนกัน และความเชื่อพวกนี้แหละที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่ให้คนไม่ดีเข้ามาเอาเปรียบ เขาใช้ศรัทธาของคนมาเป็นเครื่องมือสูบเงินออกจากกระเป๋า เพราะถ้าเราเอาความเชื่อนำทางอย่างเดียวโดยไม่มีตรรกะมาคอยยึดไว้ มันจะพังพินาศมาก

คนยุคใหม่อาจจะโดนหลอกได้ยากกว่าคนรุ่นก่อนก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอก มันก็แล้วแต่สภาพจิตใจเลยว่าตอนนั้นมีอะไรมาครอบงำอยู่ ถ้าจิตใจอ่อนแอเมื่อไหร่ก็พร้อมจะไหลไปตามน้ำทันที เหมือนในหนังเลย 

ไม่ต่างจากพวกแชร์ลูกโซ่ทั้งหลายแหล่ที่เราเห็นคนเสียเงินกันเป็นล้าน ๆ หรอก เผลอ ๆ ตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิหรือศาสนาใหม่ได้เลย เพราะคนเราลองได้ ‘เชื่อ’ ไปแล้วว่าโอนเงินไปล้านหนึ่งแล้วจะได้คืนมาสามล้าน เขาก็ยอมโอน มันก็เหมือนกับคนที่ป่วยอยู่ แล้วเห็นน้ำผุดขึ้นมาจากดินก็คิดว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากพญานาค เลยไปตักมากินเผื่อจะหายป่วยนั่นแหละค่ะ ท้ายที่สุดแล้ว รากเหง้าของมันก็มาจากความหวังและความกลัวที่เหมือนกันหมดเลย

โรงพยาบาลและพื้นที่สีเทา: เมื่อคนจนตรอกระเบิดปีศาจในจิตใต้สำนึก

พื้นที่สีเทา ๆ นี่แหละตัวสนุกเลย คือถ้าสมมติเราแบ่งคนดูเอาแค่เรื่องความเชื่อเรื่องผีเนี่ย มันจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มชัด ๆ ใช่ไหมคะ คือ กลุ่มคนที่เชื่อไปเลย กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วก็กลุ่มคนที่ไม่เชื่อเลย

สิ่งที่หนูตั้งใจใส่ลงไปในหนังคือ หนูอยากตั้งคำถามให้คนทั้ง 3 กลุ่มนี้ได้คิดตามกันว่าสุดท้ายแล้วใจพวกเขาจะเทไปทางไหน เพราะถ้ามันเริ่มเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาในหัวแล้วเนี่ย คนที่เคยเชื่อมาก ๆ ก็อาจจะเริ่มลังเลแล้วคิดว่า “เออ!!! หรือว่าตอนนั้นที่ญาติฉันมีอาการแปลก ๆ จริง ๆ แกแค่เมาวะ?” หรือฝั่งคนที่ไม่เชื่อเลยก็อาจจะเริ่มเอะใจว่า “เฮ้ย!!! แต่อาการมันดูเหมือนไม่ใช่โรคจิตเวชแบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่านะ?” ส่วนคนที่ลังเลอยู่แล้วก็พร้อมจะเอนไปทางไหนก็ได้ หนูเลยอยากทำทุกอย่างในหนังให้มันดูคลุมเครือเข้าไว้ เพราะเอาเข้าจริง มันยังไม่ถึงวันที่หนูเจอผีเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า “เธอ… ฉันมีจริง ๆ นะ” แบบเคลียร์ ๆ ไงคะ (หัวเราะ)

ไอ้พวกเรื่องเล่าที่เราหาอ่านกันว่าโลกหลังความตายเป็นยังไง ที่ช่วงนี้มีโพสต์แชร์ขึ้นมาหน้าฟีดเยอะ ๆ น่ะ ประเภทคนที่เคยป่วยโคม่าแล้วฟื้นขึ้นมาเล่าว่า ‘เดินไปเห็นดอกไม้สีขาวข้างทางแล้วกำลังจะเดินเข้าไป’ เรื่องเล่าพวกนี้มันค่อนข้างคล้ายกันหมด คนบอกเหมือนกันหมดเลยนะ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่มีใครมายืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ขนาดพ่อใหญ่ทรัมป์ กับพวกเอกสารลับ UFO ก็ยังไม่มีใครได้เห็นตัวเป็น ๆ ชัด ๆ เลยว่ามีจริงหรือเปล่า หนูเลยมีความรู้สึกว่าไอ้พื้นที่สีเทา ๆ ที่ไม่มีคำตอบชัดเจนแบบนี้แหละ มันสนุกที่สุดแล้วในการเอามาทำหนัง และสนุกที่จะปล่อยให้คนดูเข้าไปค้นหาคำตอบกันเอาเองค่ะ

ส่วนเรื่องที่หนังเลือกใช้ ‘โรงพยาบาล’ เป็นเซตติงหลัก จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ถูกคิดแยกออกมาเป็นเชิงสัญลักษณ์อะไรขนาดนั้น แต่มันถูกแพ็กมาด้วยกันตั้งแต่ตอนที่หนูเริ่มเขียนคาแรกเตอร์ตัวละคร แล้วหนูกับจิ๋วแล้วก็พี่แจ้ เราพยายามเบรนสตอร์มและเอ็กซ์พลอร์กันหนักมากว่า เราจะทำยังไงให้ตัวละครที่มีฝั่งความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Side) เข้ามาอยู่ร่วมกับโลกความเชื่อตรงนี้ได้แบบเนียน ๆ

นางพยาบาลคือคนที่อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา
ซึมซับและแบกรับความบิดเบี้ยวของทั้งสองโลก

ตอนแรกสุดเลยเนี่ย พวกหนูเลือกให้ตัวละครเอกเป็นหมอค่ะ แต่พอลองเขียนดูแล้วรู้สึกว่า โห มันแข็งไปว่ะ ไม่ได้ ๆ หมอมันคือตัวแทนของวิทยาศาสตร์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เกินไป เลยเปลี่ยนมาเป็นนางพยาบาลแทน

ซึ่งหนูไม่ได้บอกว่าพยาบาลมีความรู้หรือความสามารถทางการแพทย์น้อยกว่าหมอนะคะ นางพยาบาลเนี่ยตรวจคนไข้ได้เหมือนกัน รู้เหมือนกันหมดแหละว่าถ้าคนไข้เริ่มคลั่งขึ้นมาต้องจ่ายยาตัวไหน แค่ไม่มีหน้าที่วินิจฉัยโรคออกมาแบบหมอ ที่สำคัญคือ หมอตรวจเสร็จหมอก็เดินไปแล้ว แต่คนที่จะต้องนั่งแช่อยู่ตรงนั้นคอยดูอาการ และรับแรงกระแทก ซึมซับเรื่องราวบ้า ๆ บอ ๆ หลายอย่างจากคนไข้ตลอดเวลาก็คือนางพยาบาล เธอต้องอยู่ตรงนั้นตลอด หนูก็เลยเลือกอาชีพนางพยาบาล แล้วพอเป็นนางพยาบาลปุ๊บ ก็เลยพ่วงเอาโรงพยาบาลมาเป็นสถานที่หลักของเรื่องโดยปริยาย กลายเป็นพื้นที่สีเทาที่ทั้งสองโลกโคจรมาเจอกันและบวกกันได้นัวที่สุดค่ะ

การเดินทางของ “ผีเข้า” และ “ไทบ้าน”

หนูบอกเลยว่าสิ่งที่ยากและเหนื่อยที่สุดมันคือ 
‘ความกดดันตัวเองล้วน ๆ’ 

มันถึงเวลาแล้วแหละ ที่เราอยากเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากเล่าจริง ๆ พออยากเล่าเองหนูก็เลยต้องมากำกับเอง แต่พอได้โอกาสมาปุ๊บ ความเครียดมันถาโถมมาก เพราะในสตูดิโอไทบ้านมีแต่ผู้กำกับเก่ง ๆ ยืนระยะอยู่ก่อนหน้าเราเต็มไปหมด แถมคนไทยเอาเข้าจริงก็กำกับหนังกันเก่งมาก เราทำงานเบื้องหลังตรงนี้มาตั้งนาน พอวันหนึ่งกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในคนกำกับ มันแอบคิดตลอดเวลาเลยนะว่า ‘เฮ้ย… เราจะไปสู้เขาได้เหรอวะ?’ 

สิ่งที่เราคิดหรือเห็นในหัวมันจะขายคนดูได้จริงไหม? หนังเรามันดีพอที่จะให้คนยอมเสียเวลาเดินเข้าโรงมาดูหรือเปล่า?  หนูจมอยู่กับความกดดันนี้ตลอดเวลา ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มเขียนบท ลากยาวไปจนถึงวันที่นั่งทำ Final Mix เพื่อเอา Copy A ออกมาฉาย พูดง่าย ๆ คือตลอดช่วงโปรดักชันประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปี หนูมีความคิดพวกลบ ๆ แบบนี้วิ่งอยู่ในหัวตลอด ซึ่งก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันส่งผลดีหรือเปล่า แต่ฟีลมันแอบซาดิสม์ตรงที่ว่า ทำไปทำมา เอ้า!!! สนุกเฉยเลย (หัวเราะ) 

มันสนุกตรงที่เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ พอหันไปมองหน้าทีมงานแล้วตะโกนว่า “เฮ้!!! เราจะทำเรื่องนี้ด้วยกันนะมึง” โห!!! พลังมันมาเลย กลายเป็นสนุกเฉย แล้วไทบ้านให้โอกาสหนู  ก่อนหน้านี้หนูเดินสายพิตชิ่งงานเหมือนคนอื่นค่อนข้างเยอะด้วย ซึ่งหนูเข้าใจฝั่งนายทุนร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ มีหลายบริษัทพูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า “คุณไม่เคยกำกับอะไรมาเลย จะรู้ได้ยังไงว่าจะรอด? เพราะคุณจะเอาเงินฉันไปใช้ตั้งสิบกว่าล้านนะ” เออ!!!หนูก็เข้าใจเขาจริง ๆ นะ เขาจะมาเห็นอะไรในตัวหนูได้ยังไง ในเมื่อตอนนั้นหนูยังไม่มีผลงานการันตี แต่มันก็น่าคิดตรงที่ว่า วงการนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีใครยอมเปิดประตูให้โอกาสเด็กหน้าใหม่เลยสักครั้งหนึ่ง

หนูเลยใช้เวลาระหว่างนั้นในการทำงานสั่งสมประสบการณ์ในกองถ่าย และเก็บคอนเนกชันจากคนรู้จักมาเรื่อย ๆ  จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อฉายเสร็จและได้รางวัลสุพรรณหงส์ จังหวะนั้นทางไทบ้านกำลังอยากได้หนังผีพอดี ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นหนูกับจิ๋วกำลังสนใจและนั่งคุยเรื่องบทนี้กันอยู่พอดี พอลองเอาเรื่องนี้ไปเสนอ เขาชอบ หนูก็เลยได้ทำ 

หนูบอกเลยว่าไทบ้านเป็นสตูดิโอที่ใจถึงมาก ๆ กระบวนการคือ หนูเขียนบทก่อนแล้วค่อยไปเสนอไทบ้าน คนแรกที่รับบทไปคือแจ้ แกก็เอาไปส่งต่อให้กัสผู้บริหารอ่าน กัสอ่านแล้วสนุกก็เลยส่งต่อให้พี่ ๆ ที่ MVP (มูฟวี่พาร์ทเนอร์)  ได้อ่านต่อ แล้วเขาก็ให้หนูลองทำ Pilot ดูก่อนเลยเพื่อเป็นการซ้อม ซึ่งจริง ๆ ตอนหนูเขียนไปขายเวอร์ชันแรก บทยังมีความเป็นหนังพาณิชย์ที่กระชับและขายง่ายกว่านี้ แต่พอเราพัฒนาบท ลากยาวมาถึงดราฟต์ 4 ดราฟต์ 5 มวลของหนังมันเริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มมีความลึกบางอย่างที่เข้ามาจนรู้สึกได้ว่า ‘เออ!!! หนังเวอร์ชันนี้มันอาจจะไม่ได้ขายได้ง่าย ๆ แล้วนะ’ แต่เชื่อมั้ยคะ ทั้งสตูดิโอและนายทุนกลับเดินมาบอกหนูว่า “หนูทำเลย ทำหน้าที่ของผู้กำกับให้ดีที่สุด เรื่องการขายเดี๋ยวพี่  ๆ จัดการเอง” โห… หนูฟังแล้วอึ้งมาก มหัศจรรย์จัง เหมือนจักรวาลนำพาให้มาเจอคนกลุ่มนี้จริง ๆ

หนูอึ้งและดีใจมาก ๆ เพราะการเป็นผู้กำกับมันคือสิ่งที่หนูอยากทำมาตั้งแต่อยู่ปี 1 อายุ 19 ตอนเรียนภาพภาพยนตร์ที่ราชมงคล คลอง 6 อาจารย์ชอบพูดตัดกำลังตลอดเวลาว่า “พวกมึงมาเรียนหนัง ทุกคนก็อยากเป็นผู้กำกับ อยากเป็นผู้กำกับภาพกันหมด แต่นั่งหัวโด่กันอยู่ตรงนี้ 47 คน มึงจะเป็นได้ทั้ง 47 คนเลยเหรอ? ไม่มีทาง! ที่อื่นเขาสอนกันเป็น 200 คนก็เป็นไปไม่ได้ แล้วที่นั่ง ๆ กันอยู่นี่… เก่งจริงหรือเปล่า?”

คำพูดดูถูกของอาจารย์วันนั้นมันฝังใจหนูมาก ในใจคือคิดเลยว่า ‘เดี๋ยวมึงดู กูจะทำให้ดู’ หนูเลยใช้เวลาฝังตัวทำงานในวงการเพื่อเลี้ยงตัวเองและเก็บวิชามาตลอด เริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 3 พอกลับมาเรียนจบก็ไปขอฝึกงานที่หับฯ ต่อ ตอนนั้นเขาบอกว่า “มึงจะมาให้กูใช้งานฟรี ๆ ไม่ได้ เอาเงินรายวันไปกินข้าวก่อนละกัน” หนูก็ครูพักลักจำ ดูงานตรงนั้นมาเรื่อย ๆ จนจังหวะชีวิตมันพาโอกาสที่ใหญ่ขึ้น ๆ มาถึงวันของเรา แต่วิถีชีวิตช่วงนั้นบอกเลยว่าอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนคนเป็นไบโบลาร์เลย (หัวเราะ) 

ตอนนั่งคุยกับผู้ใหญ่คือดีใจ ตื่นเต้น มั่นใจมากว่าตัวเองทำได้ชัวร์! แต่พอเดินออกจากห้องมาขึ้นรถไปกับเพื่อนปุ๊บ หันไปถามเพื่อนทันทีว่า “มึง กูจะทำได้มั้ยวะ?” พอเครียดก็หนีไปกินเหล้า ไปปาร์ตี้ แต่พอกลับมานอนบ้าน ตอนหัวถึงหมอนก็คิดวนลูปอีกแล้ว “กูจะทำยังไงดีวะ หนังมันยากเหมือนกันนะเนี่ย”  หนูถึงขั้นแอบไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามกัสว่า “หรือหนูควรไปชวนพวกต้องเต ศักดิ์ โน่ มาช่วยหนูกำกับดี?”  กัสก็ขัดใจขำ ๆ กลับมาทันทีเลยว่า “ไม่มี! ไม่มีใครว่างทั้งนั้นแหละ ทุกคนมีโปรเจกต์ของตัวเองหมด มึงทำเอง!” (หัวเราะ)   

สุดท้ายพึ่งใครไม่ได้ ก็ต้องเอามือรีดขาลงจากหน้าผาก เปิดดูสมุดบันทึกเก่า ๆ ที่เคยเขียนบทไว้เพื่อเรียกความมั่นใจคืนมา “เออ ขนาดบทพวกนี้กูยังเขียนได้ขนาดนี้ พีท… เอ้ย!!! พีทก็ต้องกำกับได้ดิ” แต่เชื่อไหมคะ พอวันรุ่งขึ้นเดินเข้าสถานีรถไฟฟ้า ความมั่นใจหายหมด คิดในใจอีกรอบ ‘กูทำไม่ได้แน่ ๆ’ มันเป็นฟีลอารมณ์สวิงขึ้นลงแบบนี้อยู่ตลอดเวลากว่าจะคลอดหนังเรื่อง “ผีเข้า” ออกมาได้  

เสน่ห์ผีไทย: เบ้าหลอมความเชื่อที่ J-Horror หรือฮอลลีวูดก็เลียนแบบไม่ได้

ถ้าถามว่าทำไมหนังผีถึงเป็นแนวหนัง (Genre) ที่แข็งแรงมากในบ้านเรา หนูคิดว่าเรื่องผีของไทยมันยึดโยงกับตัวคนค่อนข้างมาก ไม่ว่ามันจะเป็นผีอะไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมันจะกลายเป็นอารมณ์ร่วมที่พวกเราสามารถหยิบเอาไปทำงานต่อยอดกับตัวละครได้ และหนูคิดว่านี่แหละคือเสน่ห์ของมัน   

ลองมองเทียบกับแนว J-Horror สมัยก่อนอย่างเรื่อง Ju-On ดูก็ได้ โห หนังพวกนี้คืออาจารย์ชั้นครูของหนูเลยนะ หนูชอบมาก แต่เสน่ห์ที่ผีไทยต่างจากผีญี่ปุ่นอย่างซาดาโกะ คือผีของเขาไม่ได้มีจุดยึดโยงกับความเชื่อในสังคมมากเท่าผีไทย ผีไทยมันจะถูกผูกโยงเข้ากับอะไรบางอย่างในชีวิตประจำวันเสมอ คือถึงแม้ว่าในสังคมเราทุกคนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเหมือนกันหมด แต่เราเติบโตมาในเบ้าหลอมวัฒนธรรมเดียวกัน รสชาติมันเลยไม่เหมือนของประเทศอื่นจริง ๆ   

ต่อให้ ณ วันนี้ เราพยายามจะทำหนังผี ไล่ผีให้เหมือนเรื่อง The Exorcist ของฮอลลีวูด รสชาติที่ได้ออกมาก็ไม่มีทางเหมือนกัน เพราะฝั่งนั้นเขามีความเชื่อในพระเจ้า มีวัฒนธรรมที่เอาพระเจ้ากับปีศาจมาสู้กัน แต่ของไทยมันจะมีมุมมอง มีภาษา และวิธีคิดแบบของเราในการเล่าเรื่องเพื่อต่อสู้กับปีศาจตนเดียวกัน หรือถ้าลองให้คนไทยไปทำหนังแบบ A Tale of Two Sisters ของเกาหลีที่หนูชอบมาก ๆ คนไทยเราก็จะมีวิธีตีความและทำออกมาอีกแบบอยู่ดีค่ะ

อุตสาหกรรมที่ไร้ระบบ: ตัวใครตัวมันในสภาวะที่ไร้ Unity

ตอนนี้อุตสาหกรรมหนังไทยกำลังขาดอะไรระหว่าง เงิน คน ระบบ หรือความกล้า หนูตอบได้คำเดียวเลยค่ะว่า ‘ระบบ’   

หนูคิดว่าคนเก่ง ๆ บ้านเรามีเยอะมาก เรื่องเงินทุนเอาจริง ๆ มันพอหาได้ และคนไทยยุคนี้ก็ใจถึง กล้าได้กล้าเสียกันเยอะขึ้นมาก แต่สิ่งที่เราไม่มีคือระบบที่ดี เราพูดกันมาตลอดในสื่อทุกวงการว่าเราไม่มี Union (สหภาพแรงงาน) ทำให้คนทำงานไม่สามารถไปต่อรองอะไรกับใครได้เลย  และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือเวลาเราเอาหนังไทยออกไปขายในต่างประเทศ เราไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว (Unity) เลยค่ะ อันนี้หนูเห็นมาเต็มสองตาตอนที่ได้ไปเดินตลาดหนังที่คานส์ (Cannes) กับที่ฮ่องกง มองไปที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นนะ โห!!! เขามีความเป็น Unity สูงมาก 

อย่างญี่ปุ่นเนี่ย ไม่ว่าหนังจะมาจากคนละบริษัทหรือเป็นคู่แข่งกันขนาดไหน แต่เขาจะพรีเซนต์ให้โลกรู้ทันทีว่า ‘นี่คือหนังญี่ปุ่น’ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภาพรวมของญี่ปุ่นกำลังเดินทางไปในทิศทางนี้ร่วมกัน   

ส่วนของเกาหลีเนี่ย ถึงหนูจะไม่รู้ว่ารัฐบาลเขาช่วยซัปพอร์ตเม็ดเงินเท่าไหร่ แต่สตูดิโอเขาแข็งแรงมากพอที่จะจับมือกันพากันไปตั้งบูธใหญ่เท่าบ้านหลังหนึ่ง หันกลับมามองของไทย Pavilion เราใหญ่โตนะคะ แต่ข้างในคือต่างคนต่างมา 5 บริษัทอยู่กระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง แน่นอนว่าในแง่ธุรกิจทุกคนคือคู่แข่งกันหมด อันนี้หนูเข้าใจ แต่ในระดับประเทศ หนูรู้สึกว่ามันต้องมี ‘ตัวกลาง’ ที่ทำให้เราเกิด Unity ได้แล้ว 

วันนี้เราจะก้าวขาขวา ก็ต้องก้าวพร้อมกัน ไปแข่งกับประเทศอื่นในเลนขาขวาพร้อม ๆ กัน ดูเกาหลีสิคะ เวลาเขาจะดันซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ถ้าช่วงนั้นซีรีส์จะขายบิบิมบับ ทุกเรื่องก็พร้อมใจกันกินบิบิมบับหมด หรืออยู่ดี ๆ จะขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทุกค่ายก็ทำพร้อมกันหมดโดยที่เขาไม่ต้องมานั่งฮาร์ดเซลขายของเลยด้วยซ้ำ เขาแค่ใส่เข้าไปให้มันเนียน ๆ พร้อมกันเพื่อตั้งใจให้คนทั่วโลกเกิดอยากซื้อกินตาม

หนูมีความรู้สึกว่าเขาทำอะไรที่คล้ายกันและไปในทิศทางเดียวกันตลอด บ้านเราทำหนังกันปีละตั้ง 70 เรื่อง แต่เราไม่มี Unity เลย ต่างคนต่างทำสะเปะสะปะไปหมด ซึ่งถ้ามองในแง่ศิลปะการเล่าเรื่อง การสะเปะสะปะมันก็ถูกต้องแล้วล่ะ เพราะใครจะมานั่งเล่าเรื่องซ้ำเหมือนกันจริงไหมคะ   แต่สิ่งที่หนูอยากเห็นคือ อยากให้มันมีหน่วยงานที่อยู่ตรงกลางจริง ๆ คอยทำหน้าที่เป็นวาทยกร คอยบอกว่า “เธอ ๆ ปีนี้เธอไปทำหนังเล่าเรื่องมาเลยนะ 70 เรื่องตามสไตล์ของตัวเอง แต่ขอให้แอบมีแกงอันนี้เสียบเข้าไปในหนังนิดหนึ่งได้มั้ย” 

คนที่ดูแลเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่บนเวทีหรือทำงานอยู่ข้างหลัง หนูอยากให้พวกคุณเป็นคนที่ทำให้สังคมของคนสร้างหนังและสื่อสร้างสรรค์มันรวมกันเป็นก้อนเดียวให้ได้ และขอร้องเถอะค่ะ… ขอให้เป็นคนที่มีความรู้เรื่องนี้จริง ๆ แล้วเข้ามา Lead พาวงการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันสักที    

คนต่างชาติเขาสนใจ ‘ความเป็น Local’ ของเรา มันเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ เพราะชื่อเสียงของบ้านเรามันคือประเทศที่น่ามาเที่ยว น่าอยู่ คนใจดี และมีวัฒนธรรมที่เด่นชัด หนูคิดว่าเขาสนใจตรงนี้กันเยอะมาก แววตาเขาจะดูหวือหวาตื่นเต้นตลอดเวลาที่มีคำถามขึ้นมา เช่น “อันนี้เป็นผี Local ของไทยเหรอ?” “อันนี้คือมวยไทยเหรอ?” หรือ “สตูดิโอไทยเขาทำอะไรกันอยู่นะ?” จุดแข็งของเรามันคือการเอาวัฒนธรรมมาบวกกับงานศิลปะ (Fine Art) แล้วผลักดันให้มันเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินขึ้นมาได้

แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราเดินไปพร้อม ๆ กัน ก้าวเท้าในจังหวะเดียวกันได้ มันจะไปได้สุดทางกว่านี้เยอะมากค่ะ เพราะสภาวะตอนนี้มันคือปลาใหญ่กินปลาเล็กจนปลาเล็กตายหมด จริง ๆ แล้วปลาเล็กกับปลาใหญ่มันควรจะว่ายไปด้วยกัน อันไหนที่เป็นตลาดของปลาใหญ่ อันไหนที่เป็นตลาดของปลาเล็ก เราต้องแชร์กัน ไม่ใช่มาคิดแค่ว่า “เธออย่ามาเดินก้าวเดียวกับฉันนะ ฉันต้องนำหน้าเธอหนึ่งก้าวเสมอ” สุดท้ายพอมันพัง คนดูก็หลุดจากหนังของเธอแล้วหนีไปดูหนังประเทศอื่นกันหมด

สิ่งที่เราจะได้ร่วมกันจริง  ๆ คือเราต้องชัดเจนว่าเรากำลังจะขายอะไร สมมตินะ ถ้าปีนี้เราจะขาย ‘มวยไทย’ หนังเรื่องหนึ่งตัวละครอาจจะไปทำกิจกรรมเล่นวงโยธวาทิตแต่มีพาร์ทต่อยมวย หรืออย่างในเรื่องโกฮัง ก็แอบใส่ตัวละครที่ต่อยมวยเข้าไปคนหนึ่ง มันคือการก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน ถ้ามีหน่วยงานกลางมาคอยบอกโจทย์ให้เราทำ เราก็จะทำ และเราจะก้าวไปพร้อมกันค่ะ หน้าที่ของทั้ง 70 ค่ายหนังคือ อย่าไปทำให้คนดูเขาเอียน แต่ให้แอบเสียบซอฟต์พาวเวอร์เข้าไปในหนังอย่างฉลาด ๆ โดยที่เล่าเรื่องคนละแนวกันได้

หนูอยากให้ภาพนี้มันเกิดขึ้นจริง ๆ นะ เพราะถ้าจะให้มารอจนกว่าเราจะตั้ง Union ได้แข็งแรงเท่าอเมริกาเนี่ย บอกตรง ๆ ว่าไม่มีทาง เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่าเม็ดเงินที่อุตสาหกรรมหนังบ้านเราทำได้ มันไม่ได้สูงขนาดของเขา ถ้า ณ วันหนึ่งเราขายของได้เงินเยอะขนาดนั้นแล้วเราจับมือกันไปเป็นก้อนใหญ่ ถึงตอนนั้นค่อยมี Union เถอะค่ะ คนทำงานจะได้สบายขึ้น แต่ตอนนี้เราต้องยอมรับความเป็นจริงตรงนี้ให้ได้ก่อน

คนไทยไม่มีความสุขเหลือพอจะเสพศิลปะ 

พอมันมีประเด็นที่ว่า หนังไทยบางเรื่องถูกพูดถึงหนักมากในโซเชียล มีรีวิวเต็มไปหมด แต่คนกลับอ่านรีวิวแล้วเลือกที่จะไม่ไปดูในโรง ถ้าถามว่ามันสะท้อนพฤติกรรมคนดูยุคนี้ยังไง หนูตอบตรง ๆ เลยนะ… หนูคิดว่าคนไทยไม่มีความสุขค่ะ พวกเราไม่มีความสุขเหลือเฟือพอที่จะออกไปเสพงานศิลปะด้วยตัวเองในโรงหนัง เพราะมันต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ

การที่เราจะพาสมาชิกในบ้านออกไปดูหนังเรื่องหนึ่ง สมมติไปกัน 3 คน ค่าใช้จ่ายล่อไปเป็นพันบาทแล้วนะ หนูไม่พูดเรื่องค่าตั๋วแพงหรือถูกนะ เพราะทุกคนทำธุรกิจหมด ถ้าคนเขาจ่ายไหว เศรษฐกิจมันดี เขาก็ออกไปดูกันเองแหละค่ะ แน่นอนว่าพวกแพลตฟอร์ม หรือสตรีมมิงมันเข้ามาแย่งตลาด ซึ่งก็อาจจะมีส่วน แต่ประเด็นคือ ตอนนี้สตรีมมิงมันกลายเป็นความสุขที่ทำให้คนเราหาได้ง่ายที่สุดและประหยัดที่สุดในภาวะที่เศรษฐกิจมันแย่แบบนี้หรือเปล่า? ต่อให้หนังเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในแพลตฟอร์มทั่วไป แต่เข้าสตรีมมิงเสียเงิน 499 บาท แต่นั่งดูกันพร้อมหน้าพร้อมตากับคนที่รักได้ตั้ง 5 คน มันถูกกว่าการเดินเข้าโรงหนังไปจ่ายตั๋วคนละ 300 บาทตั้งเยอะ

เพราะฉะนั้น หนูไม่เคยโทษคนดูเลย และเข้าใจพวกเขามาก ๆ วัฒนธรรมการออกไปทำกิจกรรมดูหนังในโรง มันไม่ได้อยู่ในเนื้อในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้แล้ว เหมือนสมัยก่อนตอนเราเรียนมัธยม เวลาคิดอะไรไม่ออกว่าจะไปแฮงเอาต์ที่ไหนกันดีก็ “แก ไปดูหนังกัน” จนเราอิน มารักหนัง แล้วเข้ามาเรียนทำหนังกัน แต่เด็กสมัยนี้เขาไม่ต้องดูหนังในโรงแล้วเพราะเขามีตัวเลือกให้เสพเยอะขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้น หนูยังเชื่อว่าการดูหนังในโรงมันมีเสน่ห์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ และคนทำหนังทุกคนเวลาทำหนังฉายโรง เขาดีไซน์องค์ประกอบ (Elements) ทุกอย่างมาเพื่อใช้กับระบบในโรงหนังเพื่อดึงอารมณ์คนดูโดยเฉพาะ

ถึงคนดูหนัง: ชวนไปถกเถียงตบตีทางความคิด กับหนัง 90 นาทีที่ตอบไม่หมด

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ไปดูหนังเรื่อง “ผีเข้า” นะคะ หนูอยากบอกว่า ไปดูเถอะ สนุกนะ มันอาจจะไม่ได้ตรงเทสต์ตรงใจทุกคนหรอก แต่น่าจะได้อะไรบางอย่างกลับไปถกเถียงตบตีทางความคิดกับเพื่อนที่ไปดูด้วยกัน หรือเอาไปเมาท์กับเพื่อนข้างบ้าน หรือชาวเน็ตในโซเชียลได้บ้าง ลากแขนคนข้างบ้านไปดูด้วยกันเลยค่ะ หนูยินดีมาก ๆ   

ส่วนคนที่ซื้อตั๋วดูแล้ว หนูอยากขอบคุณมาก ๆ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคนที่จะไปด้วยนะ และขอบคุณคนที่ดูแล้วที่ยอมให้โอกาส ยอมเสียเวลา 90 นาทีในชีวิตเพื่อเข้าโรงไปสัมผัสสิ่งที่เราอยากเล่าในสไตล์ของเรา   

หนูคิดว่าสิ่งที่จะได้กลับไปหลังจากหนังจบ คือการได้คำถามติดสมองออกมาพูดคุยกันต่อ ว่าสิ่งสำคัญที่หนังพยายามจะสื่อสารเรื่องความเชื่อกับตัวเราเองเนี่ย สรุปแล้วมันเป็นยังไงกันแน่?  เราเชื่อมั้ย? หรือเราไม่เชื่อ? แล้วไอ้ความเชื่อเนี่ยมันกำลังชี้นำหรือขังเราไว้ตรงไหน? ตกลงแล้ว ‘ผี’ คืออะไร? และสิ่งที่เรากำลังกราบไหว้เชื่อถือกันอยู่ทั้งหมดในชีวิตนี้… มันคืออะไรกันแน่?   

ถามว่าเป็นหนังผีเรื่องแรกในไทยเลยมั้ยที่เอาผีมาตีความแบบนี้ หนูบอกตรง ๆ ว่าไม่มั่นใจเหมือนกันค่ะ หลายคนตีตั๋วเข้ามาดูเพราะลายเซ็นความสัปเหร่อ ความเป็นไทบ้าน ก็คงคิดว่าจะต้องมาเจอหนังผีตุ้งแช่ เจอปีศาจแน่ ๆ แต่พอเข้าไปดูมันไม่ใช่ผีแบบนั้น มันคือการเอาโรงพยาบาลที่เป็นพื้นที่ของวิทยาศาสตร์มาเล่าเรื่องไปครึ่งหนึ่ง แล้วเอาความเชื่อเข้ามาปะปน เป็นการตีความแบบฟุ้ง ๆ ชวนคิด ซึ่งหนูรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นที่เข้ากับยุคสมัยนี้ดี และจังหวะเวลามันได้พอดีค่ะ

เงิน เที่ยว และอิสรภาพ: นิยามความสุขที่แสนธรรมดา

ถ้าให้ตัดเรื่องงานกำกับออกไป แล้วถามถึงสิ่งธรรมดาเล็ก ๆ ที่ทำให้หนูมีความสุข ข้อแรกเลยนะถ้าตอบแบบไม่เล็กก็คือ ‘เงิน’ ค่ะ! (หัวเราะ) เพราะหนูอยากมีเงินเอาไว้ใช้ เอาจริง ๆ หนูเป็นคนชอบไปเที่ยวมาก แล้วหนูก็อยากมีเงินเอาไว้ซัปพอร์ตคนที่หนูรัก รวมถึงตัวเราเองด้วย หนูอยากมีแรงซัปพอร์ตจนถึงขั้นบอกคนที่เรารักได้ว่า “แก… อยากไปเที่ยวไหนเดี๋ยวทริปนี้ฉันออกให้เอง”   

ข้อต่อมาคือ หนูอยากทำในสิ่งที่อยากทำ อยากไปเที่ยวไหนก็ได้ไป พาคนที่รักไปด้วยกันได้ และข้อสุดท้าย มันคือความสุขเล็ก ๆ จากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่การทำหนังก็ได้นะ อาจจะเป็นแค่การได้ทำเสื้อผ้าคอสตูม ได้เขียนบท หรือแค่วันว่าง ๆ ได้นั่งดูหนังเรื่องที่เราชอบอยู่บ้าน แค่นี้สำหรับหนูก็เป็นความสุขแล้วค่ะ อะไรก็ได้เลย

“กูไปทำอะไรให้มึง?”: เลเยอร์การเมืองภายใต้หนังเรื่อง “ผีเข้า”

ถึงคำถามสุดท้ายที่ว่า… หนังเรื่องนี้เป็นหนังการเมืองมั้ย?   

ถ้าถามหนูนะ… คือถ้าไม่พูดถึง เราอาจจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ก็ได้ แต่วิธีตอบที่จริงที่สุดคือ ‘ใช่ค่ะ มันคือหนังการเมือง’ ประโยคทองในใจหนูเลยคือ “กูไปทำอะไรให้มึง ทำไมต้องมายุ่งกับกู? ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรือไง?” ในหนังมันมีเลเยอร์ซ้อนกันอยู่เยอะมากผ่านเรื่องของศาสนา แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าจะพูดกันในแง่การเมือง และสิ่งที่กำลังครอบหัวคนไทยทุกคนอยู่ ณ ตอนนี้ มันก็ย้อนกลับมาที่คำถามง่าย ๆ ว่า ‘เราต่างคนต่างอยู่กันไม่ได้เหรอ?’ ถ้าไม่ชอบกัน หรือคิดไม่เหมือนกัน ก็แค่อย่ามาทำร้ายกัน   

หรืออย่างน้อยที่สุด… มึงอย่าโกงกูได้มั้ย? มึงก็ทำงานในหน้าที่ของมึงไป เพราะต้องเข้าใจก่อนนะว่า ‘การโกงของมึง… มันคือการทำร้ายกูแล้ว’ มึงมีหน้าที่เข้าไปนั่งทำงานในสภา มึงก็ทำหน้าที่เพื่อประชาชนไปดิ ไม่ใช่เข้าไปเพื่อโกงกิน หนูคงไม่มานั่งชี้นิ้วบอกหรอกนะว่าพรรคไหนดีกว่าพรรคไหน แต่หนูแค่บอกในสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะเข้าใจตรงกัน… ว่าการโกงและเอาเปรียบประชาชนน่ะ มันคือเรื่องที่ ‘ผิด’ ค่ะ

ตลอดการสนทนากว่าหลายชั่วโมง เราพบว่า พีทอาจไม่ใช่ผู้กำกับหนังผีในความหมายที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เขาไม่ได้สนใจผีในฐานะสิ่งลี้ลับที่รอคอยจะออกมาหลอกหลอนผู้คน หากแต่เขาสนใจว่าทำไมมนุษย์จึงเลือกเชื่อในบางสิ่งอย่างหมดหัวใจ และเพราะเหตุใดความเชื่อเหล่านั้นจึงมีอำนาจมากพอจะกำหนดวิธีคิด วิธีมองโลก และวิธีปฏิบัติต่อคนที่เห็นต่างจากตัวเองได้มากถึงขนาดนี้

บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดใน “ผีเข้า” อาจไม่ใช่การค้นหาว่าผีมีอยู่จริงหรือไม่ แต่คือการค้นพบว่ามนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้สร้างผีขึ้นมาในรูปแบบของตัวเอง ผีของบางคนอาจเป็นศาสนา ผีของบางคนอาจเป็นความทรงจำ ผีของบางคนอาจเป็นความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในใจ หรือแม้กระทั่งอคติทางการเมืองที่ทำให้เราเลือกมองโลกเพียงด้านเดียว และปฏิเสธทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความเชื่อของตัวเอง

เมื่อบทสนทนาจบลง คำถามเรื่องผียังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นคือความจริงข้อหนึ่งที่พีทพยายามชวนเรามองตลอดทั้งเรื่อง นั่นคือมนุษย์ทุกคนต่างมีสิ่งที่ตัวเองเลือกจะเชื่อ และสิ่งนั้นเองอาจเป็นทั้งที่พึ่งทางใจ กรงขังทางความคิด หรือแม้แต่อาวุธที่ใช้ทำร้ายกันโดยไม่รู้ตัว 

“ผีเข้า” ยังคงเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ เราจึงอยากชวนให้คุณเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบว่าผีมีจริงหรือไม่ แต่เพื่อกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า… 

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา… เรากำลังเชื่ออะไรอยู่กันแน่???”

ผีเข้า (POSSESSED)
ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

AUTHOR

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย และ ฉัน