สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (28 กรกฎาคม 2568) ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับถึงประเทศโดยสวัสดิภาพตั้งแต่ช่วงเวลา 21.00 น. ภายหลังกลับจากการหารือร่วมกับ ‘ฮุน มาเนต’ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตามคำเชิญของ ‘อันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และมีการแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน

ผู้เริ่มแถลงคนแรกคือ ‘จิรายุ ห่วงทรัพย์’ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จิรายุเปิดเผยว่าการเจรจาหยุดยิงจะดำเนินการด้วยการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 06:00 น. ก่อนจะประชุมผู้บัญชาการทหารกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย กับทหารกองพลภาคที่ 4 และ 5 ของกัมพูชาในเวลา 07:00 น. โดยจะมีการหารือเพื่อกำหนดแนวทางหลังได้ข้อสรุปหยุดยิง และขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อกำหนดสถานที่พูดคุยกัน

หลังจากนั้นเวลา 09:30 น. จะมีการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีวาระสำคัญ 2 เรื่อง คือการพิจารณาผลการเจรจากับทางกัมพูชาที่เกิดขึ้นในวันนี้ และการประเมินสถานการณ์หลังการเจรจาหยุดยิงในค่ำคืนนี้ ตั้งแต่เวลา 24:00 น. เป็นต้นไป รวมถึงมีการประเมินผลกระทบจากการใช้กำลัง และแนวโน้มการคลี่คลายสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการเดินทางกลับภูมิลำเนาของผู้อพยพ ซึ่งคาดว่าจะมีมาตรการดำเนินการต่อไปหลังจากเวลา 12:00 น. ของวันพรุ่งนี้ (29 กรกฎาคม 2568) และขอให้ประชาชนพักในศูนย์พักพิงอีก 1 คืน เพื่อรอการประเมินสถานการณ์และสรุปความชัดเจนในคืนนี้ต่อไป

ต่อมาหลังจากที่ ภูมิธรรม เวชยชัยได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้น ก็ได้เล่าบทสนทนาเมื่อสักครู่ต่อสื่อมวลชน เนื้อหาของบทสนทนาคือการที่ทรัมป์ได้แสดงความชื่นชมยินดีต่อความสมานฉันท์ในครั้งนี้ว่า การประชุมครั้งนี้คือความกล้าหาญของประเทศไทย ในการเปิดอกเจรจากับกัมพูชาเพื่อรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ เพราะสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ

รวมถึงภูมิธรรมก็ยังได้กล่าวชื่นชมกลับไปยังโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ของไทย-กัมพูชากันในครั้งนี้ ซึ่งตรงกับเป้าหมายที่ประเทศเราต้องการมุ่งเน้นเรื่องสันติสุขให้เกิดขึ้นเป็นสำคัญ และเป็นการหยุดการกระทำที่รุนแรงต่อกัน และเป็นการยับยั้งความสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้นมากไปกว่านี้ พร้อมทั้งกล่าวว่าในเวลานี้ สิ่งที่เราได้จากโลกใบนี้คือความชื่นชมยินดี จากการมองว่าประเทศของเรามีความใจกว้าง และเป็นประเทศที่ส่งเสริมสันติภาพ ส่งเสริมความร่วมมือ ประเทศเราพูดจริงและทำจริง

อีกทั้งยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับการเจรจาทางภาษีซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และเปิดเผยว่าทรัมป์กล่าวว่า “ผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดูแลได้” รวมถึงมีการพูดคุยสบาย ๆ ว่า ทรัมป์อยากมาเห็นเมืองไทย ในฐานะที่เราเองเป็นประเทศของเรานั้นน่าชื่นชม ภูมิธรรมเองก็กล่าวขอบคุณไปยังทรัมป์ ในฐานะที่เป็นส่วนช่วยทำให้ประเทศพ้นจากสถานการณ์วิกฤตในครั้งนี้ และได้ชักชวนให้มาท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวหากมีโอกาส

นักข่าวถามต่อว่าการเจรจาทางภาษีจะส่งผลบวกกับประเทศเราหรือไม่ ภูมิธรรมให้คำตอบว่า น่าจะมีผลบวกเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าการเจรจาในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ปรารถนาที่จะให้เราได้มีส่วนสร้างสันติภาพในอาเซียนด้วยกัน และให้มุมมองว่าประเด็นพูดคุยเรื่องการเจรจาภาษีในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นจากความรู้สึกดีต่อกันของทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยเอง จากการเป็นประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ร่วมกัน พร้อมทั้งคาดว่าหากเจรจาได้สำเร็จ ประชาชนชาวไทยจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้อย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า ด้วยการเจรจาเงื่อนไขการหยุดยิงหลังเที่ยงคืนวันนี้สิ้นสุดลง แล้วสถานการณ์ระหว่างนี้ถึงเวลาเที่ยงคืนจะเป็นอย่างไรต่อไป นายภูมิธรรมก็ให้คำตอบว่า “ก็ยังไม่ถึงเที่ยงคืน รอให้ถึงเที่ยงคืนก่อนว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้การต่อสู้ก็ยังต่อเนื่อง เป็นการรบที่ติดพัน แต่ผมเชื่อว่าขณะนี้รัฐมนตรีกลาโหมได้กลับไปพูดคุยกับเหล่าทัพแล้ว และน่าจะจบอย่างดียิ่ง เพราะว่าบรรยากาศทั้งหมด และการที่ประชาคมโลกทั้งหมดสนับสนุนมา น่าจะไม่เป็นปัญหา”

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนของวันนี้ น่าจะเป็นการนับหนึ่งที่จุดเริ่มต้น และเป็นจุดยืนแห่งการแสดงออกของการตัดสินใจของประเทศไทยที่เปิดกว้างมากพอให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นแล้ว และได้มีผู้คนยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแล้ว หากประเทศกัมพูชาไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรจะเป็น ผมว่าเขาจะเสียหายต่อประชาคมโลกมาก และสุดท้ายโลกจะยืนอยู่ข้างเรา” ภูมิธรรมกล่าวในช่วงท้าย ๆ ของการแถลงข่าวในครั้งนี้

AUTHOR

Content Creator

พนักงานมือใหม่ที่สนุกกับการหาเรื่องมาเล่า ไม่มีสิ่งที่ชอบตายตัว มีแต่สิ่งที่ชอบแล้ว และกำลังหาสิ่งใหม่ที่ชอบต่อไป