Pink Economy เศรษฐกิจสีชมพู

ความก้าวหน้าของความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย สามารถการันตีได้จากกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่เป็นรูปธรรม รวมถึงงานไพรด์ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงฯ ซึ่งภาพลักษณ์ของประเทศที่แสดงออกถึงการยอมรับและสนับสนุนความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวางนี้ อาจจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่มูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่

‘Pink Economy’ หรือ ‘เศรษฐกิจสีชมพู’ เป็นคำที่เริ่มต้นใช้กันในช่วงปี 1960 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และผู้ค้าปลีกเริ่มมองเห็นว่า ผู้บริโภคกลุ่ม LGBTQIAN+ เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสินค้าและบริโภคมากกว่ากลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัวและลูก

ส่วนคำว่า ‘Pink Money’ เป็นคำที่นิยามถึงเม็ดเงินที่กลุ่ม LGBTQIAN+ ใช้ไปเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการต่าง ๆ ซึ่ง ‘สีชมพู’ มาจากสามเหลี่ยมสีชมพูคว่ำที่เคยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อตีตราทางเพศในค่ายกักกันนาซี ก่อนที่ภายหลังสัญลักษณ์นี้จะถูกนำมาใช้ในการเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่ม LGBTQIAN+

จากงานวิจัยของ LGBT Capital ระบุว่า กำลังซื้อของกลุ่ม LGBTQIAN+ ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินที่มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ คู่รักเกย์และเลสเบี้ยนมักจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่นักธุรกิจให้ความสนใจ เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สองทางและมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่มีลูก ซึ่งสาเหตุของการไม่มีลูกของกลุ่ม LGBTQIAN+ อาทิ ข้อจำกัดทางกฎหมาย, กระบวนการรับบุตรบุญธรรมที่ต้องใช้ระยะเวลานาน หรืออคติทางสังคม เป็นต้น ผลที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะไม่ต้องประสบกับการเสียต้นทุนเวลาไปกับการลาคลอดหรือการเลี้ยงดูลูก รวมถึงมีแนวโน้มที่จะไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่ม LGBTQIAN+ มักจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะพวกเขารู้สึกถึงความปลอดภัย หรืออาจจะมีโอกาสในหน้าที่การงานมากกว่า ซึ่งการอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขาเติบโตและมีรายได้ในสายงานมากกว่าหากเทียบเคียงกับพื้นที่ชนบท นั่นจึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พวกเขามีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย

ทั้งนี้ หากจะยกตัวอย่าง Pink Economy ให้เห็นภาพเป็นรูปธรรมอีกนิดก็คือ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม, ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว, ธุรกิจที่เกี่ยวกับการแต่งงาน, ธุรกิจบันเทิง เป็นต้น ซึ่งการผลักดันให้มีความก้าวหน้าและความเท่าเทียมเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศก็จะยิ่งช่วยให้ประเทศนั้น ๆ เกิดแรงกระเพื่อมและทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้

ส่วนบริบทบ้านเราอาจจะเรียกได้ว่ามาถูกทาง เพราะนับตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่าน บริษัท Access Partnership ก็คาดการณ์ว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่บ้านเราจะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้ GDP โดยรวมเพิ่มขึ้นราว ๆ 0.3% แต่สิ่งที่อาจจะต้องผลักดันกันต่อก็คือ การส่งเสริมเทศกาลเดือนไพรด์ให้ยิ่งใหญ่ในทุก ๆ ปี, การส่งเสริมธุรกิจเพื่อความบันเทิง หรือการเสริมสร้างธุรกิจประเภทต่าง ๆ เพื่อรองรับความหลากหลายทางเพศ ทั้งนี้จะทำให้คนที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทยรู้สึกว่าปลอดภัย รู้สึกได้รับการโอบรับ และไม่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเพศอะไรก็ตาม

จะเห็นได้ว่าการเดินขบวนไพรด์หรือเทศกาลไพรด์ไม่ใช่กิจกรรมที่มีแต่ความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นการผลักดันเรื่องสิทธิและความเท่าเทียม ไปพร้อมกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวนั่นเอง

อ้างอิง