แม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง และเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาหลายยุค หลายสมัย แต่บุคคล กลุ่มทุน และเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มที่เคยมีบทบาทในอดีตก็ยังคงเป็นหน้าเดิม ๆ วนเวียนกลับมาในตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะผ่านพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อ ‘รีแบรนด์’ ตัวเอง หรือการจับมือกันระหว่างอดีตคู่แข่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วม สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดมาโดยตลอดว่า “มรดกของการเมืองแบบอุปถัมภ์ยังไม่เสื่อมคลาย” และในบางจังหวะกลับแข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ยิ่งสถานการณ์ในปัจจุบันยิ่งตอกย้ำเข้าไปใหญ่ ว่ามรดกทางการเมืองที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นไม่เคยหายไปไหน ยกตัวอย่างแบบเห็นได้ชัดเจน คือ ‘ตระกูลชินวัตร’ ที่มีการส่งต่ออำนาจภายในคนใกล้ชิดของตระกูลมาโดยตลอด กรณีล่าสุดคือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถึงแม้ตอนนี้จะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกฯ แต่เลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่า การมีตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้แพทองธารยังอยู่ในคณะรัฐมนตรี ก็สร้างความเกรงใจให้กับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกฯ ก็ตาม
กลับมาที่ประเด็น ‘มรดกทางการเมือง’ อย่างที่บอกไปว่า กรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิ่งตอกย้ำการส่งต่ออำนาจจากรุ่นสู่รุ่น ที่เห็นภาพได้ชัด เพราะ ถึงแม้ทักษิณจะบอกว่า “วางมือแล้วจากการเมือง ขอเลี้ยงหลาน” แต่บริบทที่ปรากฏบนหน้าสื่อคือ ทักษิณมักให้ความคิดเห็นผ่านสื่อตลอดเวลาเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง มิหนำซ้ำบางบทสัมภาษณ์ยังระบุไว้ชัดเจนว่า “ให้คำปรึกษานางสาวแพทองธาร”
มรดกทางการเมืองจากพ่อสู่ลูกไม่ได้เป็นเพียง ‘การถ่ายทอดชื่อเสียง’ แต่ยังส่งต่อไปถึง ‘นโยบาย’ ในยุครัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่จดจำจากนโยบายแบบ ‘ประชานิยมเชิงรุก’ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน และโครงการ OTOP เป็นต้น
พอมาถึงยุคสมัยรัฐบาลของแพทองธารก็ยังคงหลายนโยบายตามแบบฉบับของผู้เป็นพ่อไว้ และต่อยอดอีกหลายนโยบาย ยกตัวอย่างเช่น โครงการ OTOP ที่กำลังผลักดัน ยกระดับ และรีแบรนด์ให้ทันสมัยในชื่อโครงการ Thai WORKS
มรดกทางเครือข่าย : พรรคการเมืองที่เป็นมากกว่าพรรค
ทักษิณไม่ได้แค่เพียงปูทางตำแหน่งเอาไว้ให้ลูกสาว หากยังสร้างพรรคการเมืองที่มีโครงสร้างเข้มแข็งและยึดโยงกับกลุ่มทุน สื่อ และกลุ่มมวลชนอย่าง ‘พรรคไทยรักไทย’ ในอดีต กลายมาเป็น ‘พลังประชาชน’ และ ‘เพื่อไทย’ ในปัจจุบัน โดยคงไว้ซึ่งกลุ่มคนเดิมหลายคน และมีการแต่งตั้งบุคคลรุ่นใหม่ขึ้นมาเสริมทัพ
แพทองธารจึงไม่ได้ก้าวขึ้นมาในฐานะ “ลูกสาวของอดีตนายกฯ” เท่านั้น แต่ยังขึ้นมาบนเครือข่ายอำนาจที่พ่อสร้างไว้ และได้รับแรงส่งจากกลุ่มทุน กลุ่มข้าราชการท้องถิ่น และเครือข่ายนักการเมืองที่จงรักภักดีต่อทักษิณ
ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ที่นายทักษิณ ชินวัตรได้ทิ้งมรดกทางการเมืองจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก และ แพทองธารคือผู้ที่รับไม้ต่อในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เธออาจไม่ใช่แค่ ‘ทายาททางสายเลือด’ แต่คือบททดสอบว่า มรดกนี้จะเป็นพลังสร้างอนาคต หรือเป็นพันธะจากอดีตที่เหนี่ยวรั้งอนาคตของเธอไว้
การที่นักการเมืองบางคนส่งต่อบทบาททางการเมืองให้กับลูกหลานหรือเครือญาติ อาจดูเป็นเรื่องปกติในหลายประเทศ แต่ในบริบทไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมการเมืองที่ยังยึดติดกับตัวบุคคลมากกว่านโยบายหรืออุดมการณ์ ตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองที่มีผู้นำรุ่นใหม่ แต่แนวนโยบายและทิศทางยังคงอิงอยู่กับชื่อเสียงและอิทธิพลของผู้ก่อตั้งในอดีต
อีกหนึ่งมรดกทางการเมืองที่ฝังลึกคือวัฏจักรของ “รัฐประหาร-รัฐธรรมนูญ-เลือกตั้ง-ความขัดแย้ง-รัฐประหาร” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐธรรมนูญปี 2560 แม้จะถูกออกแบบให้มีความมั่นคงในระยะยาว แต่กลับกลายเป็นกรอบจำกัดพลังเสียงของประชาชน และเปิดช่องให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีบทบาทเหนือความคาดหมาย เห็นได้ชัดจากการเลือกนายกรัฐมนตรีในอดีต และยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในปัจจุบัน
“ส่งต่ออำนาจผ่านครอบครัว” ปัญหาที่ฝังรากลึก
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า การเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีลักษณะเป็นการเมืองที่สืบทอดอำนาจกันภายในครอบครัว ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการสืบทอดทางการเมืองของตระกูลชินวัตร ในขณะที่พรรคการเมืองหรือแม้แต่การเมืองภายในจังหวัดก็มีบ้านใหญ่ อีกทั้งแต่ละพรรคต่างมีตระกูลการเมืองหลาย ๆ ตระกูลอยู่ภายในพรรค
“การสืบทอดอำนาจการเมืองให้แก่คนในครอบครัวนั้นเป็นวิธีคิดที่โบราณมาก การออกกฎหมายที่มีข้อกำหนดทางจริยธรรมก็ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะให้พรรคการเมืองไม่กล้าส่งคนที่ไม่มีจริยธรรมมาเป็นรัฐมนตรี และเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามา แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อไม่สามารถตั้งคนที่ประวัติมีปัญหาเป็นรัฐมนตรีได้ แทนที่จะตั้งคนในพรรคที่มีความรู้ความสามารถและไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมมาเป็นรัฐมนตรี กลับให้นักการเมืองส่งเครือญาติที่ไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมเนื่องจากไม่เคยผ่านสนามการเมืองมาเป็นรัฐมนตรีแทน โดยไม่ได้พิจารณาเรื่องความรู้ความสามารถ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายดังกล่าว กลายเป็นว่าตำแหน่งทางการเมืองถูกจับจองโดยตระกูลการเมืองที่อยู่ภายในพรรค” รศ.ดร.พิชาย ระบุ
มรดกที่มีทั้งคุณและโทษ
การได้รับมรดกทางการเมืองมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านหนึ่ง คนรุ่นใหม่ในตระกูลการเมืองมีโอกาสเริ่มต้นเส้นทางการเมืองบนฐานความนิยมที่แข็งแรง มีทีมงานที่พร้อม และสามารถสื่อสารกับประชาชนได้โดยง่าย แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ต้องแบกรับเงาของอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฉาวทางการเมืองของคนรุ่นก่อนในครอบครัว รวมถึงการถูกโจมตีว่าไร้ประสบการณ์ ได้ดีเพราะนามสกุล หรือการถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ของผู้มีอำนาจเบื้องหลัง
ยังมีอีกหลายบ้าน หลายครอบครัว ที่ส่งต่ออำนาจจากรุ่นสู่รุ่น และเราไม่ได้หยิบยกมากล่าวถึง เพราะ หากให้เล่าต่อ ก็คงใช้เวลาหลายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม มรดกทางการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของอำนาจ หากแต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ผู้ที่ได้รับมรดกทางการเมืองจะต้องเข้าใจว่า พวกเขาไม่ได้สืบทอดแค่ตำแหน่ง แต่ “สืบทอดความหวังของประชาชน” และ “อนาคตของประเทศชาติ” การสืบทอดทางการเมืองไม่ใช่สิ่งผิด แต่สังคมจำเป็นต้องแยกแยะให้ได้ระหว่าง “การสืบทอดแบบสร้างสรรค์” กับ “การสืบทอดแบบผูกขาด” นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับมรดกก็ควรแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง สร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต
ขณะเดียวกัน สื่อและประชาชนก็ควรตรวจสอบอย่างรอบด้าน ไม่ตัดสินจากชื่อสกุล ควรให้โอกาสและประเมินจากการกระทำจริง
