สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการสำรวจและล่าอาณานิคม ชาติมหาอำนาจในยุโรป โดยเฉพาะสเปนและโปรตุเกสต่างแข่งขันกันเพื่อครอบครองดินแดนใหม่ ความขัดแย้งระหว่างสองชาตินี้มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยและยุติความขัดแย้งนี้ผ่านการออกพระสันตะปาปาบัญญัติและการสนับสนุนสนธิสัญญาตอร์เดซิยัส

สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 คือใคร

พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6
ภาพจาก Wikipedia

สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 หรือ โรดริโก เด บอร์จา (Rodrigo de Borja) ประสูติเมื่อปี ค.ศ. 1431 ที่เมืองฆาติบา ใกล้เมืองวาเลนเซีย ประเทศสเปน พระองค์เป็นสมาชิกของตระกูลบอร์จา ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น

พระองค์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสันตะปาปาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1492 และดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1503 ช่วงเวลานี้ตรงกับยุคที่ชาติตะวันตกเริ่มต้นการสำรวจและล่าอาณานิคมอย่างเข้มข้น

เหตุผลที่ต้องแบ่งโลกเป็น 2 ซีก

การค้นพบทวีปอเมริกาโดยโคลัมบัสในปี ค.ศ. 1492 ภายใต้การสนับสนุนของสเปน ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อโปรตุเกสซึ่งมีการสำรวจดินแดนในแอฟริกาและอินเดียมาก่อนแล้ว ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ในดินแดนใหม่เหล่านี้

เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างชาติมหาอำนาจ ทั้งสเปนและโปรตุเกสต่างยินยอมให้สมเด็จพระสันตะปาปาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยเชื่อว่าอำนาจของพระสันตะปาปาในฐานะผู้แทนของพระเจ้าในโลกสามารถชี้ขาดข้อพิพาทได้อย่างเป็นธรรมและศักดิ์สิทธิ์

สนธิสัญญาตอร์เดซิยัส แบ่งโลกเป็น 2 ซีก

สนธิสัญญาตอร์เดซิยัส (Treaty of Tordesillas) เป็นข้อตกลงระหว่างสเปนและโปรตุเกสที่ลงนามเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1494 ที่เมืองตอร์เดซิยัส ประเทศสเปน สนธิสัญญานี้กำหนดให้โลกถูกแบ่งออกเป็นสองซีกโดยใช้เส้นลองจิจูด 370 ลีเก (ประมาณ 1,770 กิโลเมตร) ทางตะวันตกของหมู่เกาะเคปเวิร์ดเป็นเส้นแบ่ง

แผนที่โลก
ภาพจาก World History Encyclopedia
  • ดินแดนทางตะวันตกของเส้นแบ่ง (รวมถึงอเมริกาใต้) ตกเป็นของสเปน
  • ดินแดนทางตะวันออก (รวมถึงแอฟริกา อินเดีย และบราซิล) เป็นของโปรตุเกส

แนวคิดนี้เกิดจากพระสันตะปาปาบัญญัติ Inter caetera ที่พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ออกเมื่อปี ค.ศ. 1493 เพื่อแบ่งเขตการครอบครองอาณานิคมระหว่างสองชาติเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม

ผลของสนธิสัญญาตอร์เดซิยัส

การล่าอาณานิคมอย่างเป็นระบบ โดยสเปนได้อาณานิคมในทวีปอเมริกา เช่น เม็กซิโก เปรู ฯลฯ ขณะที่โปรตุเกสได้บราซิล อินเดีย และเส้นทางสู่เอเชีย

เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างสองชาติ ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามระหว่างสเปนกับโปรตุเกส ที่สำคัญทำให้การเผยแผ่ศาสนาเป็นไปอย่างกว้างขวาง โดยอยู่ในขอบเขตที่ไม่ซ้อนทับกัน เสริมสร้างบทบาทของวาติกันในฐานะผู้ชี้ขาดของโลก

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
ภาพจาก Wikipedia

ภาพสะท้อนอำนาจของพระสันตะปาปาในการยุติความขัดแย้งในยุโรป

การที่ชาติมหาอำนาจยอมรับคำตัดสินของพระสันตะปาปาเป็นสิ่งสะท้อนถึงอำนาจสูงสุดของคริสตจักรในยุคนั้น ไม่เพียงแต่ในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการเมืองระหว่างประเทศ พระสันตะปาปามีสถานะเป็นผู้ปกครองเหนือกษัตริย์ และสามารถชี้ขาดการครอบครองดินแดนทั่วโลก

สนธิสัญญาตอร์เดซิยัสเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้อำนาจศาสนาเพื่อรักษาสันติภาพและสมดุลอำนาจในยุโรป โดยไม่ต้องอาศัยการรบพุ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สมเด็จพระสันตะปาปาสวมมงกุฏให้กษัตริย์
ภาพจาก Wikipedia

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของพระสันตะปาปา 

ในยุคปัจจุบัน แม้พระสันตะปาปาจะไม่มีอำนาจแบ่งโลกหรือชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่อิทธิพลทางศีลธรรมและจริยธรรมยังคงทรงพลัง โดยเฉพาะในบริบทของปัญหาโลก เช่น ความขัดแย้งในยูเครน ปาเลสไตน์-อิสราเอล พระสันตะปาปาฟรานซิสได้แสดงจุดยืนเรียกร้องให้มีการยุติสงครามและส่งเสริมสันติภาพ

ในด้านวิกฤตผู้ลี้ภัย ทรงเป็นกระบอกเสียงของผู้ถูกกดขี่และคนชายขอบ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็ทรงส่งเสริมจริยธรรมในการดูแลโลกธรรมชาติ รวมไปถึงการเสวนาระหว่างศาสนา เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในโลกที่หลากหลาย

พระสันตะปาปาในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนจากผู้แบ่งเขตดินแดน มาเป็น “ผู้สร้างสะพาน” (bridge-builder) ระหว่างผู้คน ศาสนา และวัฒนธรรม

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14
ภาพจาก CNN

จะเห็นได้ว่าบทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ในการแบ่งโลกผ่านสนธิสัญญาตอร์เดซิยัส เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงอำนาจของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในยุคกลาง พระสันตะปาปาไม่เพียงแต่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นผู้กำหนดนโยบายโลกและยุติความขัดแย้งระหว่างชาติได้อย่างสงบโดยอาศัยศีลธรรมและความศรัทธา
แม้ในปัจจุบันพระสันตะปาปาจะไม่มีอำนาจในเชิงรัฐศาสตร์เหมือนเดิม แต่พระองค์ยังคงมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพและจริยธรรมระดับโลก เปลี่ยนจาก “ผู้แบ่งโลกทางกายภาพ” สู่ “ผู้เชื่อมโยงโลกทางจิตวิญญาณและศีลธรรม” ที่โลกยุคใหม่ยังต้องการ

AUTHOR

ชอบเล่าเรื่องการเมือง ชอบพบเจอผู้คน สนุกกับการพูดคุย ชอบดูการ์ตูน อ่านหนังสือ ที่สำคัญติดบ้าน ติดดิน แต่ไม่ติดลม